เริ่มเดินหน้าโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760977


คลื่นมหาชนแห่งความภักดียังเนืองแน่นทั่วท้องสนามหลวง

ประชาชนจากทั่วสารทิศ ทั่วทุกภูมิภาค ยังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวต่อแถวร่วมลงนามแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวังอย่างมิขาดสาย

แม้จะเผชิญเปลวแดดอันร้อนแรง หรือสายฝนซัดกระหน่ำเพียงใดก็ตาม

แต่ก็ไม่อาจต้านพลังศรัทธาอันแรงกล้าของปวงชนชาวไทยที่ถวายมอบแด่พ่อหลวงของแผ่นดิน

ช่วยสลายความขัดแย้งสีเสื้อในสังคม มากลายเป็นสีเดียวกันคือ “สีแห่งความจงรักภักดี”

แม้ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยจะผ่านมากว่า 1 สัปดาห์ แต่บรรยากาศแห่งความโศกเศร้ายังปกคลุมประเทศไทยทั่วทุกพื้นที่

อาลัยต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของ “พ่อหลวงของแผ่นดิน”

เหลือไว้แต่หลักคำสอนตามแนวทางอันดีงามของพ่อให้ลูกๆน้อมนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

ถึงเวลาที่ลูกๆต้องตอบแทน สืบสานพระราชปณิธาน เปลี่ยนความเศร้าโศกมาหลอมรวมเป็นพลังแห่งความสามัคคี ร่วมกันพัฒนาประเทศ

ตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. คอยปลุกพลังประชาชนให้แปรเปลี่ยนความเสียใจเป็นพลังแห่งความสามัคคี ในภาวะที่ประเทศไทยยังต้องขับเคลื่อนต่อไป

ขณะที่แม่น้ำทุกสายเตรียมขยับเดินหน้าประเทศอีกครั้ง หลังจากหยุดนิ่งมาพักหนึ่ง เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามปฏิทินโรดแม็ปเดิมที่วางไว้

ทั้งเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่กำลังเข้าสู่กระบวนการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อสงสัยเรื่องการแก้ไขคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยื่นเรื่องให้ตีความ

รอตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุบโต๊ะตัดสินปัญหาวันที่ 26 ต.ค.นี้ เพื่อให้ทุกอย่างขยับไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้ทันตามกรอบเวลา

เดินตามพันธสัญญาเดิมที่ “ลุงตู่” ได้รับปากต่อเวทีโลก

ขณะที่องคาพยพอื่นๆทั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็เตรียมเปิดเวทีสภา กลับมาทำงานอย่างเป็นทางการอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

ติดเครื่องทำงานต่อในการพิจารณาร่างกฎหมาย และการวางแผนปฏิรูปประเทศ

กลไกแม่น้ำทุกสายต้องเข้าเกียร์ทำงานบริหารประเทศต่อตามปกติ ไม่ให้ทุกอย่างหยุดชะงัก

ควบคู่ไปกับภารกิจใหญ่หลวงของรัฐบาล คสช.คือ การเตรียมพระราชพิธีพระบรมศพ “พ่อของแผ่นดิน”

ในช่วงที่ทุกฝ่ายอยู่ในโหมดสงบนิ่ง ลดการตอบโต้กันไปมาในห้วงที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเศร้าใจ

คดีโครงการรับจำนำข้าวที่ล่าสุดกระทรวงการคลังเพิ่งส่งคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 3.5 หมื่นล้านบาท

ทางฝั่ง “อดีตนายกฯปู” แม้จะพูดน้ำตาริน ก็บอกแค่โดยสรุปว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ แต่จะไม่ขอแถลงการณ์ใดๆจนกว่าจะถึงเวลาอันควร

พรรคเพื่อไทยชี้แจงพอเป็นพิธี ลดการตอบโต้แบบดุดัน ไม่ขยายความกันมากมาย

เปิดทางให้ “บิ๊กตู่” ทำงานได้อย่างเต็มที่ทุกเรื่อง ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง

ทั้งการแจกแจงขั้นตอนการสืบราชสันตติวงศ์ให้เกิดความชัดเจน ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในและต่างประเทศ
การจัดระเบียบคลื่นมหาชนที่มาแสดงความอาลัย “พ่อของแผ่นดิน” ในช่วงวันหยุดยาว

หรือการหย่าศึกความเห็นต่างเรื่องการแสดงออกถึงความไว้อาลัย ระงับการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เพื่อมิให้ความขัดแย้งบานปลายออกไป ซ้ำเติมบรรยากาศโศกเศร้าในประเทศ

เพื่อให้ภารกิจอันยิ่งใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ลุล่วงไปอย่างสมพระเกียรติ

แม้กระทั่งการใช้มาตรา 44 ตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทน ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร

วางตัวพ่อเมือง กทม.คนใหม่ให้มาช่วยเป็นแม่งานหลักในการเตรียมพระราชพิธีครั้งสำคัญ

ช่วยให้การบริหารงานเมืองกรุงไหลลื่นลงตัว ไม่ติดๆขัดๆ เพราะขาดหัวขบวนที่มีอำนาจสั่งการชัดเจนเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ในห้วงสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พยายามประคองประเทศผ่าน “จุดเปราะบาง” ที่คนทั้งประเทศมีแต่หยาดน้ำตาไปให้ได้ เปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นพลังความสามัคคี

โดยค่อยๆขับเคลื่อนทุกอย่างให้กลับเข้าสู่วงจรปกติ และเตือนสติทุกคนให้นึกอยู่เสมอว่า

“พระองค์ท่านไม่ได้จากพวกเราไปไหน แต่ยังอยู่ในใจทุกคนตราบนานเท่านาน”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยังไม่ถึงจุดเร่งจังหวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760031


รวมพลังคนไทยร่วมร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี”

สรุปการนัดหมายเชิญชวนประชาชน ตามที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ออกมาระบุ ได้รับการประสานจาก ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล มีกำหนดเป็นทางการ

เวลา 13.00 น. วันที่ 22 ต.ค. บริเวณถนนหน้าพระลาน กำแพงพระบรมมหาราชวัง และท้องสนามหลวง
จะมีการขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ร่วมกับวงดนตรี Siam Philharmonic Orchestra และคอรัส 100 คน โดยมีสมเถา สุจริต เป็นวาทยากร และบันทึกเทป จัดทำเป็นภาพยนตร์ วีดิทัศน์ฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และสถานีโทรทัศน์

เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แสดงถึงความรัก ความผูกพัน และความอาลัยของประชาชนผู้จงรักภักดี

ส่งเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญให้ก้องโลก

ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มอบหมายให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. จัดตั้งกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) โดยรอบพระบรมมหาราชวัง

เพื่อร่วมปฏิบัติและประสานงานกับหน่วยราชการและภาคส่วนต่างๆ

ดูแลคลื่นมหาชนหลั่งไหลมาร่วมแสดงความไว้อาลัย

นั่นก็เป็นไปตามที่ “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้นำให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กำชับฝ่ายต่างๆทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทั้งการเตรียมงานราชพิธี การอำนวยความสะดวกประชาชน กระทั่งนายกฯเองออกมาเบรกกระแสความคิดเห็นแตกต่างในเรื่องการแสดงออกความไว้อาลัย

ดึงสติผู้คนในสังคม ไม่ให้จุดปมขัดแย้งในห้วงสำคัญ

ล่าสุด สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงสถานการณ์ในประเทศขั้นตอนขนบธรรมเนียมประเพณีไทย การเสด็จสืบราชสันตติวงศ์

โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุได้เชิญนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ตัวแทนบริษัท อสมท.มาหารือทำความเข้าใจก่อนดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกฯ

เพื่อให้นานาประเทศเข้าใจถูกต้องและตรงกัน

ในช่วงที่รัฐบาลเริ่มคุมสถานการณ์ช่วง “เปราะบาง” ได้ ขณะที่ขั้วฝ่าย “การเมือง” พร้อมใจกันลดดีกรีวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นร้อน ไม่ให้สวนทางบรรยากาศบ้านเมือง

ตามสัญญาณจาก “ผู้นำอำนาจพิเศษ” ที่ยังย้ำ “โรดแม็ป” ถึงแม้จะชะลอการขับเคลื่อน

แต่ยังไม่เปลี่ยนแปลงแผนไปจากเดิม

โดยเฉพาะในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ จุดตั้งต้นในกระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ระหว่างนี้ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องที่ ครม.เสนอให้วินิจฉัยประเด็น

นายกฯจะปรับปรุงคำปรารภร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องข้อเท็จจริง เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชเสด็จสวรรคตได้หรือไม่

รอคำตอบ 26 ต.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย

แต่ระหว่างนี้ ในกระบวนการร่างกฎหมายลูก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ ได้แค่ทำรอไว้พลาง

โดยล่าสุดนายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า โปรแกรมรับฟังความเห็นต่อการจัดทำร่างกฎหมายลูกในแต่ละภูมิภาค จะเลื่อนออกไปก่อน

แต่การจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นจากพรรคการเมือง จะมีการจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นร่างกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับคือ กฎหมายว่าด้วย กกต.และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ในเดือน พ.ย.นี้

ที่น่าสนใจ นายนรชิต ระบุ อนุกรรมการได้จัดสัมมนารับฟัง ความคิดเห็นร่างกฎหมายพรรคการเมือง บรรดาพรรคการเมืองเล็กยกเหตุผล พรรคที่จดทะเบียนหลังกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 บังคับใช้

หาสมาชิกพรรคได้ยาก มีกฎเกณฑ์เยอะ

จึงมีข้อเสนอให้ “ล้างบัญชีสมาชิกพรรคเก่า” เปิดให้สมัครสมาชิกใหม่ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทีมร่างรัฐธรรมนูญจะแง้มไต๋ ประเด็น “รีเซ็ตพรรคการเมือง” ที่เคยเป็นประเด็นร้อนที่ขั้วค่ายการเมืองใหญ่เคยออกมาตั้งป้อม ประสานเสียงคัดค้าน

เพราะหวั่นวาระแฝงโยงแผนเซ็ตซีโร่

แต่กระนั้นก็ดี ในห้วงที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ปมนี้

คงตามออกมาแค่พอเป็นพิธี เพราะปัจจัยของสถานการณ์ กระแสสังคมไม่เอื้อ

ที่สำคัญคิวนี้ยังเป็นแค่ “แง้มไต๋”

ในจังหวะที่ยังไม่ถึงจุดเริ่มต้นเดินหน้าเต็มแรง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ประเทศ ‘หยุด’ ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759046


สถานการณ์น่าจะผ่านจุด “เปราะบาง” ไปแล้วระดับหนึ่ง

ประเมินจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ออกมาระบุภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องงานพระราชพิธีพระบรมศพ

โดยยืนยันเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และจารีตประเพณี ขณะนี้มีความชัดเจนแล้ว เมื่อพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลผ่านพ้นช่วงเวลา 7 วัน 15 วัน ไประยะหนึ่ง

น่าจะได้เวลาอันสมควรที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 23 ต่อไป คือรัฐบาลจะนำเรื่องแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อมีมติตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ จะไม่กระทบกับปฏิทินการทำงาน

ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ก็ยืนยัน ถ้า ครม.มีมติมาเมื่อใด สนช.ก็จะต้องมีการดำเนินการประชุมโดยรีบด่วน

สนช.ได้มีการเตรียมพร้อมตลอดทุกวัน แม้กระทั่งในวันนี้พรุ่งนี้

ซึ่งอย่าลืมว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงนั้นก็โยงไปถึงพระราชบัณฑูรของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารด้วย ดังนั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน

และล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายธานินทร์ กรัย-วิเชียร องคมนตรี จะทำหน้าที่เป็นประธานองคมนตรี เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

หลังจากที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามมาตรา 24 เมื่อประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จะต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรี โดยตามมาตรา 25 ให้คณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีมาเป็นประธาน และคณะได้เลือกนายธานินทร์ ให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ซึ่งเมื่อพลเอกเปรมพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯ ก็จะกลับสู่ตำแหน่งประธานองคมนตรีโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีการโปรดเกล้าฯ

ในกระแสเร้าความรู้สึกแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องชี้แจง ปฏิเสธรัฐบาลไม่เคยมีคำสั่งให้ถอดพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากสถานที่ใดๆ อาจมีคนเข้าใจผิด และได้มีการสั่งการไปแล้วให้แก้ไขโดยเร็ว จะต้องไม่มีกรอบพระบรมฉายาลักษณ์ที่ว่างโดยเด็ดขาด

เข้าใจได้ในวิถีธรรมชาติของอารมณ์แบบไทยๆ

แต่ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าตามขั้นตอนกระบวนการ ประเทศหยุดไม่ได้

โดยเฉพาะโรดแม็ปของ คสช.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศเป็นพันธสัญญาไว้ให้เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ถือเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเมืองของไทย

ในมุมที่นักลงทุนจะยึดถือ “ความชัดเจน” เป็นหลัก

และที่พักไม่ได้เลยก็คือการบริหารของรัฐบาล ในการแก้ไขสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะกับปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้

น้ำท่วมจ่อมาถึงกรุงเทพมหานคร

นั่นก็น่าจะเป็นปัจจัยเหตุหลักที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม.

เพราะปัญหาเกิดจากการที่ กทม.ขาดหัว ไม่มีตัวจริงในการสั่งการ

ทำให้เกิดช่องว่างในการใช้อำนาจบริหาร โดยเฉพาะในด้านการใช้งบประมาณ ไม่ทันต่อการแก้ปัญหาที่กองอยู่เต็มไปหมด

แถมยังมีข่าววงใน การขัดแย้งกันเองในหมู่รองผู้ว่าฯ กทม.

โดยสภาพของทีมงานเสาชิงช้า ไม่พร้อมกับภารกิจใหญ่หลวงในการเตรียมการพระราชพิธี การดูแลประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ

พล.อ.ประยุทธ์เลยต้องเลือกคนที่ตรงกับสถานการณ์ที่สุด

ในฐานะ พล.ต.อ.อัศวินเป็นข้าราชการเก่าด้วยกัน และภาพห่างจากค่ายการเมืองมากกว่าใคร

ท่ามกลางเสียงทักท้วงจากพรรคเพื่อไทยกับนักวิชาการมองว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นทีมงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.ที่โดนปลดไป

แต่ก็เป็นอะไรที่โวยวายกันพอเป็นพิธี

เพราะบรรยากาศแบบนี้ ต้องตัดมุมการเมืองออกไปให้เหลือน้อยที่สุด.

ทีมข่าวการเมือง

 

เดินหน้าตามธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/757976


มาตรการทางสังคมรุนแรงกว่ามาตรการทางกฎหมาย

ยึดเอาตามที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ระบุถึงการจัดการกับบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ที่ก่อผลกระทบต่อจิตใจของประชาชนไทยในห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกเสียใจ บรรยากาศอาลัยองค์พ่อของแผ่นดิน

นี่น่าจะเป็นวิธีจัดการกับพวก “สุดโต่ง” ทุกขั้วทุกข้างได้ผลดีสุด

ดีกว่าไปเต้นตาม กลายเป็นยิ่งขยายความขยายผลวุ่นวาย “เข้าทาง” พวกมีวาระแฝง

เพราะสุดท้ายเลย พวกไม่รู้กาลเทศะไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็หนีไม่พ้นเจอแรงกดดันจากสังคม

อารมณ์คนไทยรับไม่ได้อยู่แล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์ก็อย่างที่เห็นๆ บรรดานักการเมือง หรือแม้แต่แกนนำขั้วขัดแย้ง ทุกสีทุกกลุ่ม ต่างอยู่ในโหมดของการสงบนิ่ง

อยู่ในอารมณ์ของการไว้อาลัย

งดให้ความเห็นทางการเมือง ไม่พูดเรื่องที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ต่างฝ่ายต่างรู้กาลเทศะ

แต่ในขณะที่ทุกอย่างก็ยังเดินหน้าต่อไป ไม่ได้หยุดนิ่งตามบรรยากาศแห่งความสูญเสีย

อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายรัฐบาล ออกมายืนยัน โรดแม็ปของรัฐบาลยังเหมือนเดิม การดำเนินทุกอย่างเป็นไปตามที่รัฐบาลได้แจ้งเอาไว้

รวมถึงกำหนดการเลือกตั้ง ตราบใดที่ยังไม่พูดเป็นอย่างอื่น ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นอย่างอื่น

โดยรัฐบาลได้นำร่างรัฐธรรมนูญมาเขียนไว้ในสมุดไทย ซึ่งมีเวลาถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน แต่น่าจะเสร็จประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน ส่วนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ สำนักราชเลขาธิการจะนำไปดำเนินการต่อ โดยขั้นตอนลงพระปรมาภิไธยจะมีเวลา 90 วัน เสร็จประมาณปลายเดือนมกราคม 2560 จะช้าหรือเร็วก็ได้

แต่หากจะช้าไปก็ไม่มีเหตุผลให้กังวล

แน่นอน การส่งคนระดับเบอร์ต้นๆของรัฐบาลอย่างนายวิษณุออกมาเคลียร์สถานการณ์เอง นั่นย่อมแสดงว่า รัฐบาลหวังผลให้เกิดความเชื่อมั่น

ทำให้เกิดความชัดเจนในห้วงบรรยากาศอึมครึม

และตามรูปการณ์ก็ทันทีทันควัน สื่อระดับโลกอย่างสำนักข่าวรอยเตอร์ได้อ้างการรายงานตามสื่อไทย รัฐบาล คสช.ยึดมั่นในพันธกิจที่จะดำเนินการตามโรดแม็ปเพื่อจัดการเลือกตั้งตามที่กำหนดไว้คือในปลายปีหน้า

เป็นอันว่า รับรู้ตรงกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยความสำคัญของความชัดเจนในเมืองไทย มันมีผลต่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผูกโยงอยู่กับเงื่อนสถานการณ์ทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกำลังประเมินปัจจัยเสี่ยง ห้วงเวลาพิเศษของเมืองไทยจะส่งผลให้ต้องยืดเวลา ปรับโรดแม็ปกันใหม่หรือไม่

และนั่นก็ต่อเนื่องไปถึงการตัดสินใจลงทุน

รัฐบาลลุ้นประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด หลังประคองตลาดหุ้นผ่านจุดเสี่ยงมาได้

ในสถานการณ์แบบที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุเลยว่า กระทรวงการคลังกำลังติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเศร้าโศก ที่อาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ได้รับผลกระทบในช่วงสั้นๆ

จากกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจบันเทิง เพราะหลายหน่วยงานอาจเลิกหรือเลื่อนการจัดงานเลี้ยงต่างๆออกไป

โดยเตรียมหามาตรการพิเศษบางอย่างเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี ว่ากันตามรูปการณ์ที่ภาคธุรกิจเอกชนหรือประชาชนทั่วไปที่พร้อมใจกันควักทุนส่วนตัว จัดหาอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของอุปโภคบริโภค จัดซื้อเสื้อดำ หรือเปิดรับย้อมเสื้อสีดำ ไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

พลัง “จิตอาสา” ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศได้แบบอัตโนมัติ

อย่างน้อยก็ช่วยไม่ให้ติดขัดหรือเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

นับเป็นสิ่งอัศจรรย์แบบไทยๆที่จุดติดขัดไหลไปเองตามธรรมชาติ

จะมีเซอร์ไพรส์หน่อยก็คิวล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้ง

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.ที่โดนสั่งให้พักงาน

แต่ตามรูปการณ์เบื้องต้น ไม่น่าจะมีเหตุผลสำคัญไปกว่าการวางตัว “แม่งาน” ในส่วนของ กทม. ที่มีความสำคัญต่อการจัดเตรียมการพระราชพิธีใหญ่

ต้องตั้ง “พ่อเมืองกรุงเทพฯ” ตัวจริงเพื่อความชัดเจน.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ตามรอยพ่อ’ ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756889


เสียใจได้…แต่อย่าลืมหน้าที่

ตามสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้อง “กระตุก” อารมณ์สังคม ในบรรยากาศที่พสกนิกรอยู่ในช่วงความโศกเศร้าวิปโยคอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช

เหตุการณ์ช็อกคนไทย รู้สึกเหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทรของแผ่นดิน

ได้ยินแต่เสียงร่ำไห้ ในอารมณ์ที่สื่อระดับโลกพาดหัว “Land of tears” ดินแดนแห่งน้ำตา

เรียกได้ว่าห้วงเวลานี้เป็นภาวะ “สุญญากาศทางความรู้สึก” อย่างแท้จริง มีทั้งเศร้าสลด ว้าเหว่ กังวล สับสน ตื่น กลัว ข่าวลือ ข้อมูลเท็จมั่วไปหมด

แต่ที่น่าห่วงใยก็คือ สถานการณ์ “เปราะบาง” เปิดทางให้พวกฉวยโอกาสหาประโยชน์จากบรรยากาศความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย

กระเทือนความมั่นคงในราชอาณาจักร

นั่นก็ทำให้รัฐบาลต้องมีการตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

เพื่อให้มีความต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงัก

และจุดสำคัญเหนืออื่นใด โดยธรรมเนียมจารีตประเพณีแบบไทยๆเรื่องอ่อนไหวสุดที่รัฐบาลปล่อยให้คลุมเครือไม่ได้

ตามข้อมูลแบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงขั้นตอนสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลและรัฐธรรมนูญ

โดยมีการสถาปนาพระรัชทายาทแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 คือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แต่รัฐบาลยึดถือพระราชปรารภขอทำพระทัยร่วมกับประชาชน รอเวลาเหมาะสม จึงดำเนินการเรื่องสืบราชสันตติวงศ์

รีบดับกระแสข่าวลือต่างๆนานา

ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่แม่ทัพ คุมสถานการณ์ไว้ได้นิ่งระดับหนึ่ง

แต่โดยลำพังจะพึ่งรัฐบาลฝ่ายเดียวไม่ได้ และดูเหมือนประชาชนคนไทยก็รู้หน้าที่ สถานการณ์ ณ ห้วงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากคนไทยทั้ง 70 ล้านคน

รวมเป็นพลังของแผ่นดิน สมชื่อพ่อ “ภูมิพล”

ก็อย่างที่เห็นภาพของกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาบริการรับส่งประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพที่พระบรมมหาราชวังฟรี ไม่คิดค่าบริการ

ภาพข่าวที่ประชาชนด้วยกันจัดอาหาร น้ำดื่ม ยาดมยาหม่อง ผ้าเย็น ไปแจกฟรีให้ชาวบ้านที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ

ลงทุน ลงแรง ในระดับส่วนบุคคล ไม่เกี่ยงเงินใครเงินมัน

ในขณะที่ห้างร้านใหญ่ๆ ก็มีตัวอย่างโครงการ “ย้อมผ้าเพื่อเพื่อน” ที่นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีต รมช.พาณิชย์
ในฐานะผู้บริหารบริษัท กรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด เปิดรับบริจาคเสื้อที่ไม่ใช้แล้ว นำมาย้อมสีดำ เพื่อส่งมอบให้ประชาชนยากจนที่จงรักภักดีแต่ไม่มีกำลังจัดซื้อหา

รวมทั้งประชาชนที่ต้องการนำเสื้อมาย้อมดำไว้ใส่ถวายอาลัยไว้ทุกข์ตลอดปี

ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงที่ “พ่อ” สอนไว้

จุดเล็ก จุดน้อย ที่ทุกภาคส่วนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

รวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ตามธรรมชาติทุกคนรู้หน้าที่ของลูกที่ดี ดั่งพระราชปณิธานที่พ่อของแผ่นดินตั้งไว้
สามัคคีคือพลังสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

แม้แต่จุดที่น่าห่วงสุดคือตลาดหุ้นที่กระดานแดงเถือกช่วงก่อนหน้า ผวาจะฉุดเศรษฐกิจพัง แต่พอผ่านจุดนาทีวิปโยคการประกาศข่าวการสวรรคต ตลาดหุ้นก็กลับมาอยู่ในภาวะปกติ

ไม่พับฐาน ร่วงทะรูดทะราดอย่างที่วิตกกัน

นั่นก็ด้วยพระบารมี เพราะหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ปลุกใจประชาชน “ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราและของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป

อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกัน ต้องหยุดชะงักลง”

พร้อมวอนภาคธุรกิจการค้า การลงทุนอย่าหยุดชะงัก ทุบหุ้น ช้อนหุ้น ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาเสถียรภาพ อย่าตกเป็นเหยื่อให้คนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

ตลาดหุ้นผ่านจุดเสี่ยง เศรษฐกิจทรงตัวเดินหน้าต่อได้

ตามรูปการณ์แม้จะมีพวก “สุดโต่ง” ทำเสียบรรยากาศไปบ้าง จากพฤติการณ์ไม่รู้กาลเทศะ ยึดเอาอัตตาตัวเองเป็นที่ตั้ง แบ่งขั้วแบ่งข้าง

แต่โดยภาพรวมที่สะท้อนจากพลังของลูกๆคนไทยต่างเดินตามรอยพระบาท

ราชอาณาจักรไทยคงผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากไปได้ด้วยความปลอดภัย.

ทีมข่าวการเมือง

 

กรธ.กำหนดกรอบร่างกติกาใหม่ : สร้างการเมืองน้ำดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/755402


ช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า

แม่น้ำ 5 สายและพรรคการเมืองน้อยใหญ่

ร่วมถวายความอาลัย “พ่อหลวงของแผ่นดิน”

ในจังหวะเดียวกันมีการพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่อยู่ในชั้นของรัฐบาลเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ตามคำยืนยันของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกเอาไว้แจ่มชัดว่า รัฐบาลยังมีเวลา

ตอนนี้เจ้าหน้าที่สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะทำหน้าที่จุ่มหมึกเขียนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญลงไปในสมุดไทยลงรักปิดทอง

เขียนทั้งสิ้น 3 ฉบับด้วยอักษรอาลักษณ์ที่เป็นลายมือเดียวกันทั้งหมด

เมื่อเขียนเสร็จสิ้นนายกรัฐมนตรีจะนำรัฐธรรมนูญสมุดไทย ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยทั้ง 3 ฉบับ

ก่อนนำรัฐธรรมนูญที่ทรงพระกรุณาโปรดกล้าโปรดกระหม่อมแล้ว ไปประทับตราแผ่นดินของไทย พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับสมบูรณ์

โดยทั้ง 3 ฉบับ จะพระราชทานเก็บไว้ 3 แห่ง ได้แก่ สำนักราชเลขาธิการ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สืบไป

แต่การเขียนลงในสมุดไทยกว่าจะเสร็จและทูลเกล้าฯ ก็ใกล้ๆกับวันที่ 9 พ.ย.59

เมื่อทูลเกล้าฯไปแล้วยังมีเวลาที่จะทรงพิจารณารัฐธรรมนูญอีก 90 วัน

ยืนยันยังเป็นไปตามโรดแม็ป-การเลือกตั้งไม่ล่าช้าแน่

แต่เปรยๆว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะประกาศให้ประชาชนรับทราบโดยทั่วกัน

เวลานี้ปล่อยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปพลางๆ

ขณะนี้กำลังเดินเข้าสู่โหมดร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ซึ่งประเดิมยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เสร็จก่อน

เพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง และ กกต.มีเวลาเตรียมตัวจัดการเลือกตั้ง

ต่อจากนั้นถึงจะร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

ซึ่งต้องออกแบบให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งหมายให้มีการ “ขจัดการทุจริต ประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ”

และทำให้แล้วเสร็จภายใน 280 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

กรธ.ไม่รอช้าได้มอบหมายให้ นายศุภชัย ยาวะประภาษ หนึ่งใน กรธ. เป็นประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ

โดยนำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่ได้รับจาก กกต.มาพิจารณา

ขณะนี้ร่างกฎหมายพรรคการเมืองเสร็จแล้ว โดยใช้ร่างที่กกต.ส่งมาให้เป็นหลัก มีคอนเซปต์ “ตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก” หมายถึงจะทำให้การตั้งพรรคการเมืองยากขึ้น การทรงสภาพพรรคการเมืองยาก หากไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งก็ให้สิ้นสภาพทันที

และการยุบพรรคการเมืองยากขึ้น โดยศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งเพิกถอนสิทธิหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเหลือเพียงกรณีพรรคกระทำการล้มล้าง หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ไม่มีข้อเสนอยุบพรรคการเมืองเหมือนเช่นกฎหมายฉบับที่ผ่านๆมา

การจัดตั้งพรรคการเมืองจะต้องมีคณะผู้ริเริ่ม 15 คน ยื่นขอจัดตั้งพรรคการเมือง ก่อนไปหาสมาชิกจากภาคต่างๆให้ได้อย่างน้อยภาคละ 500 คน ให้ครบ 5,000 คน

จึงครบองค์ประกอบนัดประชุมคัดเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค

ถึงจะจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองและส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งได้

นี่คือตะกอนที่ กกต.เสนอมาและได้นำความเห็นจากส่วนต่างๆ ทั้งจากการสัมมนารับฟังความเห็น มาวิเคราะห์และกลั่นกรองว่าสิ่งใดเหมาะสมที่จะเขียนลงไปแล้ว

เพื่อให้เป็นพรรคของประชาชน ไม่ใช่พรรคของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคของนายทุน

ตอนนี้ส่งข้อเสนอทั้งหมดให้ กรธ.พิจารณาต่อไปแล้ว

ขณะที่ร่างกฎหมาย กกต. ทาง กกต.เสนอเข้ามามีหัวใจสำคัญ จะแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงที่มีความรุนแรงมาโดยตลอด โดยการสืบสวนหรือไต่สวน กกต.สามารถมอบให้ กกต.แต่ละคนหรือมอบหมายให้คณะบุคคลดำเนินการ ภายใต้การกำกับของ กกต.

ถ้าพบการกระทำที่สงสัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต.แต่ละคนที่พบการกระทำผิด มีอำนาจสั่งระงับยับยั้งการเลือกตั้ง การลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งได้

และในช่วงที่มีการเลือกตั้ง กกต.คนใดคนหนึ่งหรือหลายคน มอบหมายให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือผู้สอบบัญชี

ดำเนินการตามที่ได้ร้องขอ เพื่อให้การทำงานของ กกต.เป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น

แถมเสนอให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง มีคณะกรรมการบริหารกองทุน มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการรับ-จ่ายเงิน โดยเฉพาะการจ่ายสินบนให้กับผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง

มาถึงวันนี้คณะอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อเสนอฯ กำลังเร่งศึกษาร่างกฎหมาย กกต.ให้เสร็จ ซึ่งมีความคืบหน้าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ประเด็นหลักจะกำหนดให้ กกต.ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่ต้น และวิธีการได้มา บทบาทอำนาจหน้าที่ของ กกต.จังหวัด เพื่อทำให้ตัดขาดอิทธิพลจากการเมืองท้องถิ่นให้ได้

ในเบื้องต้น กรธ.จะพิจารณากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ให้เสร็จก่อนเดือน ต.ค.หรือต้นเดือน พ.ย.นี้

เพื่อทยอยส่งให้ สนช.พิจารณาต่อไป

ขณะที่ร่างกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับ คือ ร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. 200 คน และร่างกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.ฉบับ กกต.เสนอเข้ามา ซึ่งคณะอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อเสนอฯ จะพิจารณาลำดับถัดไป

ร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. ยึดหลักการ “ให้เกิดความหลากหลาย ได้คนดี ไม่มีบล็อกโหวต”

กำหนดค่าลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงคนละ 500 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้คนมีเงินทุนน้อย แต่เป็นคนดีสามารถลงสมัครได้

โดยมาจากการเลือกตั้งกันเองใน 20 กลุ่มอาชีพตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ จะได้เข้ามากลุ่มอาชีพละ 10 คน

แต่บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้วาระเริ่มแรกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ให้นำรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว.ดังกล่าวเสนอต่อ คสช. เพื่อคัดเลือกผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว.ตามกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนด

โดยกลุ่ม ส.ว.ที่ได้มาโดยการเลือกกันเองจะถูกคัดเลือกเหลือ 50 คน รวมกับกลุ่มที่ได้รับการสรรหา 194 คน และเป็นโดยตำแหน่ง 6 คน รวมได้จำนวน ส.ว. 250 คน

ร่างกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.จะเป็นฉบับสุดท้ายที่ กรธ.ส่งให้ สนช.พิจารณา โดยมีหลักการสำคัญต้องได้ “ส.ส.มีคุณภาพ”

เพราะได้ออกแบบการกลั่นกรองให้ผู้ที่ต้องการเป็น ส.ส.จริงๆได้ลงสมัคร ไปพร้อมกับปฏิรูปกลไกหาเสียง เพื่อลดต้นทุนการหาเสียงของผู้สมัคร

และผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีตามบัญชีของพรรคการเมือง ต้องดีเบตนโยบายประมาณ 5-6 ครั้ง

ทั้งหมด กรธ.เชื่อว่าเมื่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่

จะสร้างการเมืองน้ำดีและประเทศไทยสงบสุข.

ทีมการเมือง

 

ห้วงสถานการณ์วิปโยค“ปลุกสติ”ปวงชนชาวไทย : สามัคคีป้องกัน ภาวะเปราะบาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/754602


เมืองไทยวิปโยค น้ำตานองท่วมแผ่นดิน

ณ นาทีที่สิ้นเสียงประกาศแถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนม พรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี

ลาลับแล้ว “ดวงแก้ว” ของพสกนิกรชาวไทย

นับเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

ไม่เฉพาะแต่ชนชาติไทยเท่านั้น โดยการนี้พระราชาแห่งรัฐ ผู้นำนานาชาติทั่วโลก รวมถึงนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ส่งสารแสดงความเสียใจกับการสวรรคตของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ในบรรยากาศแห่งความเศร้าโศก ถวายอาลัย

สำนักข่าวระดับโลกอย่างซีเอ็นเอ็นถึงกับพาดหัวว่า “Land of tears” เมืองแห่งน้ำตา

เบื้องต้น ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงลงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

และประกาศคณะรัฐมนตรีให้วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นวันหยุดราชการ ให้ประชาชนน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย ส่งดวงพระวิญญาณเสด็จสู่สวรรคาลัย งดจัดงานรื่นเริงและมหรสพเป็นเวลา 1 เดือน

ทุกอย่างอยู่ในห้วงหยุดนิ่ง เหมือนเวลาประเทศไทยหยุดหมุน

ในขณะที่โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศ ไทยได้จัดรายการในช่วงเวลาพิเศษ ด้วยการนำเสนอพระราชประวัติและสารคดีเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ

ทำให้ประชาชนคนไทยได้หวนคำนึงถึงอดีตของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

ตั้งแต่ชีวิตช่วงทรงพระเยาว์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สมเด็จย่าทรงเลี้ยงลูกๆเหมือนเด็กทั่วไป อยากได้ของเล่นต้องเก็บเงินซื้อเอง ประดิษฐ์ของเล่นเอง

มัธยัสถ์ ไม่ฟุ้งเฟ้อ อันเป็นวิถีที่นำมาซึ่งแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

และสถานการณ์ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ ที่ทรงมีพระราชดำรัสตอบประชาชนที่เฝ้าฯส่งเสด็จฯไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489 โดยมีคนส่งเสียง “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน”

“ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร”

นับเป็น “พระราชสัจจะ” ที่ก้องกังวาลอยู่ในหัวใจพสกนิกร

และเมื่อถึงตอนเสด็จนิวัติประเทศไทย พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงดำเนินตาม “พระราชสัจจะ” ที่ให้ไว้กับประชาชนทุกประการ

ด้วยการทุ่มเททั้งพระราชหฤทัยและพระวรกาย เพื่อทำให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

ดังภาพที่เห็นกันจนชินตา ในการเสด็จพระราชดำเนิน บุกป่า ฝ่าดง ขึ้นเขา ลงห้วย ในพระหัตถ์ถือแผนที่ปากกา สะพายกล้อง สอบถามปัญหาจากชาวบ้าน

ก่อนนำมาซึ่งสารพัดโครงการตามพระ ราชดำริ

ทั้งโครงการหลวงรองรับพืชผลเกษตรบนดอยสูง สร้างอาชีพให้ชาวเขา ลดการปลูกฝิ่น แก้ปัญหายาเสพติด โครงการฝนหลวง การสร้างเขื่อน ฝายกั้นน้ำ แก้ภัยแล้งให้เกษตรกร

โครงการพระราชดำริในการแก้ปัญหาดิน การปลูกป่า การปลูก หญ้าแฝก โครงการพระราชดำริแก้ ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ กังหันน้ำชัยพัฒนาบำบัดฟื้นฟูน้ำเสีย ฯลฯ

รวมถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นวิถีความสุขที่ยั่งยืน

นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะเอาทั้งหมดต่อให้ออกทีวีเป็นเดือน เล่ากันเป็นปีก็ยังไม่พอ

กับสิ่งที่เกิดมาจากน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรยากจนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

โดยไม่ต้องโฆษณา แต่ชาวบ้านเห็นกับตา สัมผัสได้ด้วยตัวเอง

“พ่อของแผ่นดิน” คือเทวดามาโปรดเหล่าประชาโดยแท้

แม้แต่ในยามบ้านเมืองวิกฤติ ขัดแย้งนองเลือดอย่างเหตุการณ์ “14ตุลา” มหาวิปโยค เมื่อ พ.ศ.2516 หรือ เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” พ.ศ.2535

“ในหลวง” ก็ทรงเป็นน้ำดับไฟ

ทำให้สถานการณ์ “ไทยฆ่าไทย” สงบลงด้วยพระบารมี

โดยที่พระองค์ก็ทรงดำรงสถานะตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะกษัตริย์ที่อยู่เหนือการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน แม้จะมีความชอบธรรมอย่างเต็มเปี่ยมในการใช้อำนาจกำหนดความเป็นไปในราชอาณาจักรไทยก็ตาม

ไม่ว่ายามใด บ้านเมืองจะตกอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรงแค่ไหน

“ในหลวง” ไม่เคยทอดทิ้งพสกนิกรของพระองค์

พิสูจน์ด้วยวัตรปฏิบัติตลอด 70 ปีในการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ไม่เคยปฏิบัติผิดไปจากพระปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

“พ่อของแผ่นดิน” ทำเพื่อคนไทยมาทั้งชีวิตขนาดนี้ จึงไม่แปลกในวันที่ “ในหลวง” เสด็จสู่สวรรคาลัยแผ่นดินไทยเลยวิปโยค

คนไทยทั้งชาติอยู่ในภาวะเศร้าโศก อาลัย “ดวงแก้ว” อันเป็นที่รักยิ่งชีวิต

ความรู้สึกว้าเหว่ อารมณ์เหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทร แม้แต่คนต่างชาติที่เข้ามาพึ่งใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารก็เหมือนขาดที่พึ่งซึ่งเคยได้รับจากพระองค์ท่าน

สถานการณ์ถึงขั้นที่บางส่วนรู้สึกหดหู่ ท้อแท้

แต่อย่างไรก็ตาม บรรยากาศแห่งความเศร้าหมองก็ต้องมีจุดที่ตั้งหลักตั้งสติกันได้ เพราะถึงที่สุดเลยราชอาณาจักรไทยก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป

โดยเฉพาะในเงื่อนสถานการณ์ที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ก้าวสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความเป็นไปในอนาคต

ตามกระบวนการโรดแม็ปที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการมาถึงขั้นที่มีการมอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯก่อนประกาศบังคับใช้

สถานการณ์คืบหน้า โรดแม็ปเลยครึ่งทางมาแล้ว

และว่ากันตามแนวโน้มอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงในโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงแม้เราจะอยู่ในยามทุกข์โศกน้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด

ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราและของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์ มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกัน ต้องหยุดชะงักลง

ควรใช้โอกาสนี้ให้กำลังใจแก่กันและกัน เพราะเราทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน และโปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

มิให้ผู้ใดฉวยโอกาสแทรกเข้ามาก่อความขัดแย้งจนกลายเป็นความวุ่นวาย

แน่นอนมันต้องมีสิ่งแฝงอยู่ในห้วงสถานการณ์ “อ่อนไหว”

โดยเฉพาะพวกจ้องฉวยโอกาส ใช้จังหวะที่สังคมไทยกำลัง “เปราะบาง” เป็นโอกาสในการหาประโยชน์ให้ตัวเอง ทั้งในมุมของอำนาจและธุรกิจ

ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสปิริตหรือความจงรักภักดี

แบบที่ก่อนหน้านี้ ก็มีกระแส “คาร์บอมบ์” ข่าวกรองจากฝ่ายความมั่นคง โดย เฉพาะสายตำรวจแจ้งเตือนให้ระวังกลุ่มโจรใต้จ้องก่อวินาศกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล

ไม่สน ไม่เกรงกฎหมาย แม้ในภาวะ “อำนาจพิเศษ”

ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งด้านความมั่นคงพยายามชี้แจงว่า เป็นแค่การเตือนเพื่อให้ระมัดระวัง ไม่ประมาท

แต่นั่นก็ไม่ทันแล้ว กระแสข่าว “คาร์บอมบ์” กระตุกต่อมผวา โดยเฉพาะนักลงทุนพากันตื่นตูม สะเทือนไปถึงตลาดหุ้นแดงเถือกทั้งกระดาน

หุ้นตกแบบ “ดิ่งพสุธา” ติดต่อกัน 3-4 วัน

สถานการณ์ประจวบเหมาะกับ “ข่าวลือ” รายวัน ยิ่งซ้ำบรรยากาศในตลาดหุ้นแทบพับฐาน และกระแส “แตกตื่น” ก็ต่อเนื่องมาจนถึงแถลงการณ์สำนักพระราชวังเรื่อง “ในหลวง” สวรรคต

บรรยากาศ “วิปโยค” กระเทือนไปทุกจุด

หนักถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องวอนภาคธุรกิจการค้า การลงทุนอย่าหยุดชะงัก ทุบหุ้น ช้อนหุ้น ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาเสถียรภาพ อย่าตกเป็นเหยื่อให้คนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

ปลุกสติประชาชนคนไทย อย่าแตกตื่นจนกลายเป็นจุดอ่อนไหว เปราะบาง

เรื่องของเรื่อง หนทางดีที่สุด ณ เวลานี้ก็คือ การช่วยกันประคองบ้านเมืองให้ผ่านพ้นสถานการณ์ลำบาก ทุกคนต้องร่วมกันเป็นหูเป็นตา รู้รักสามัคคี สานปณิธานที่ “พ่อ” สอนไว้

เพราะมันคือกุญแจที่จะพาราชอาณาจักรไทยให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

นี่ต่างหาก วิธีการแสดงความจงรักภักดี

การถวายอาลัย “พ่อของแผ่นดิน” อย่างแท้จริง.

“ทีมการเมือง”

 

สานสามัคคีแด่พ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/754287


ถึงวันที่คนไทยหัวใจสลายทั้งแผ่นดิน

“พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย” ศูนย์รวมดวงใจของคนทั้งประเทศ เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี

มีแต่เสียงร่ำไห้ระงมดังไปถึงสวรรคาลัย อาลัยต่อการสูญเสีย “พ่อของแผ่นดิน”

มติคณะรัฐมนตรีประกาศให้วันที่ 14 ต.ค.2559 เป็นวันหยุดราชการ

เพื่อให้ประชาชนได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

และขอความร่วมมืองดจัดงานมหรสพและกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 1 เดือน

ขณะเดียวกันยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.2559 เป็นต้นไป

ตลอดจนให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.2559 ส่วนประชาชนทั่วไปขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ครม. ตลอดจนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเดินทางไปร่วมสรงน้ำพระบรมศพท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า ที่ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

ขณะที่คลื่นของพสกนิกรผู้จงรักภักดีต่างหลั่งไหลจับจองพื้นที่รอรับขบวนเสด็จพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

โดยพร้อมใจกันแต่งชุดดำปักหลักสู้เปลวแดดอยู่กับที่ ไม่หนีไปไหน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ตลอดสองข้างทางขบวนเสด็จจากโรงพยาบาลศิริราชสู่พระบรมมหาราชวัง

เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

นี่คือช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า น้ำตานองหน้าคนไทยทั้งแผ่นดิน

ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น นานาประเทศก็ยังร่วมอาลัย โศกเศร้าเสียใจต่อการสูญเสียองค์พระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียง พระเกียรติคุณ เกริกก้องไปทั่วโลก

สมเด็จพระราชาธิบดีเคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน พร้อมด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ภูฏาน เหล่าข้าราชการระดับชั้นอาวุโส และชุมชนชาวไทยที่อาศัยในภูฏาน ร่วมใจกันจุดตะเกียงเนย 1,000 ดวง และสวดมนต์เพื่อรำลึกถึงในหลวง ณ พระราชวังทาชิโชซอง และวัดต่างๆทั่วภูฏาน

ขณะที่สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน ทรงมีพระ ราชสาสน์แสดงความเสียใจต่อการสวรรคต พร้อมตรัสสดุดี ทรงเป็นแบบอย่างของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

ส่วนผู้นำชาติมหาอำนาจโลกทั้ง นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย นางเธเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร นายฟรองซัวส์ โอลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
ต่างร่วมส่งสาสน์แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของ “ในหลวง”

ยกย่องเชิดชูเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทย

เช่นเดียวกับสำนักข่าวต่างประเทศร่วมเผยแพร่พระเกียรติคุณ ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยหลายครั้ง

และทรงได้รับการยกย่องเป็นกษัตริย์นักดนตรี พระบิดาแห่งการฝนเทียม

บรรยากาศประเทศไทยอยู่ในภาวะสงบนิ่ง ร่วมอาลัยทั่วทุกพื้นที่

คสช.สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)ให้เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้มีโอกาสถวายความอาลัยและแสดงความจงรักภักดี

ขณะเดียวกันกำชับเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ตามการเปิดเผยของโฆษก คสช. ที่ระบุว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. สั่งการให้ทุกกองทัพภาคเพิ่มระดับการดูแลความปลอดภัย

เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไปด้วยความสงบเรียบร้อย

ขณะที่หน่วยงานอื่นๆต่างร่วมผนึกกำลัง อาทิ บขส. รถไฟ สั่งเพิ่มเที่ยวรถทุกเส้นทาง หรือ ขสมก.ก็ยกเว้นค่าโดยสารรถเมล์ทุกเส้นทางที่วิ่งเข้าสู่สนามหลวง เพื่อรองรับประชาชนมาร่วมงานพระบรมศพ

ทุกหมู่เหล่าผนึกแรงใจเป็นหนึ่งเดียวน้อมถวายความภักดีแด่พ่อหลวง

แวดวงคนการเมืองทุกหมู่เหล่า ต่างวางความขัดแย้ง หันหน้าเข้าหากัน ถวายความจงรักภักดี

ตามคำขอของนายกรัฐมนตรีขอให้คนไทยรวมพลังฝ่าวิกฤติ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และช่วยกันทำความดีถวายอย่างไม่หยุดยั้ง

ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องเลิกบาดหมาง หย่าศึกความขัดแย้ง หันหน้ามาสานความสามัคคี สืบสานต่อพระปณิธานที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำมาทั้งชีวิต เพื่อพสกนิกรชาวไทย

น้อมเกล้าถวายแด่ “พ่อหลวงปวงชนชาวไทย”

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

 

ตามโรดแม็ปไปก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751991


ดวงใจไทยทุกดวงส่งไปที่โรงพยาบาลศิริราช

บรรยากาศการถวายความจงรักภักดีที่ไม่มีอาณาจักรไหนในโลกจะเสมอเหมือน ภาพคนไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อสีชมพูทั่วแผ่นดิน

นั่งสวดมนต์เดี่ยว สวดมนต์หมู่ ถวายเป็นพระราชกุศลให้พ่อของแผ่นดิน

ตัดฉากไปที่ตลาดหุ้นไทย ต้องใช้คำว่า “ดิ่งพสุธา”

โดยสถานการณ์กระดานหุ้นแดงเถือก ตกรูดต่อเนื่องวันละหลายสิบจุด นับตั้งแต่วันจันทร์ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมๆก็ปาเข้าไปกว่าร้อยจุดแล้ว

แนวโน้ม “พับฐาน” เพราะไม่มีสัญญาณด้านบวก

ท่ามกลางข่าวลือต่างๆนานา แถมยังมาซ้ำด้วยกระแส “คาร์บอมบ์” ข่าวลบๆ การแจ้งเตือนกลุ่มโจรใต้จ้องก่อวินาศกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกระตุกขวัญผู้คน

ทำให้นักลงทุน “ลนลาน” กระโดดหนีกันกระเจิดกระเจิง

ถึงจุดที่โบรกเกอร์แนะนำให้หยุดลงทุนชั่วคราว แมลงเม่าไม่ควรเสี่ยงบินเข้ากองไฟ

โดยความเป็นไปในตลาดหุ้นนับเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่หนีไม่พ้นส่งผลกดทับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่ยังไม่ฟื้นจากอาการซึมยาว

และก่อนอื่นเลย จำเป็นต้องประคองภาวะข้าวยากหมากแพง

ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ไม่เว้นแม้แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ยังได้อานิสงส์จากรัฐบาลขยายเพดานเงินเดือนเพิ่มให้

แจกของขวัญกันตั้งแต่ยังไม่ถึงปีใหม่

แน่นอนถ้าเป็นสถานการณ์ห้วงปกติ นี่มันเหมือนบรรยากาศใกล้เลือกตั้ง

แต่คิวนี้ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รีบออกตัวก่อนเลยว่า ไม่อยากให้ประชาชนมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง หรือเป็นการสร้างฐานคะแนนเสียง ซึ่งหากพิจารณาจากความเป็นจริง รัฐบาลนี้ได้พยายามเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย ลูกจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ

มาเป็นลำดับ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ

มองกันเฉพาะหน้า มันคือการบรรเทาปัญหาปากท้อง

รัฐบาลทหารต้องประคองกระแส ซื้อใจชาวบ้านระดับรากหญ้าที่ถือเป็นฐานใหญ่สุดของประชากรประเทศ ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม

ตามยุทธศาสตร์คุมระดับแรงเสียดทาน

เผื่อสถานการณ์ลากเกมอำนาจยาวไปถึงจุดสลับฉากใหม่

อย่างสั้นที่สุด นับจากนี้ไปก็อีกปีกว่าๆ ถ้ายึดเอาตามจังหวะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยยืนยันกับทางการแผ่นดินใหญ่ เชื่อว่าทุกอย่างจะเดินตามโรดแม็ป มั่นใจประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งประมาณปลายปี 2560

ถือโอกาส “มัดคอ” ฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.ไปในที

ตามลีลาของนักเลือกตั้งอาชีพ เร่งวันเร่งคืนกลับเข้าสภาฯ

ในจังหวะล้อไปกับคิวที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นำคณะเข้ามอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เพื่อดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนต่อไปในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ภายใน 30 วัน ตามที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ

นับวันตามปฏิทิน ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ประเทศไทยจะอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 แทนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557

เสร็จแล้วก็นับไปอีก 240 วันหรือ 8 เดือน ในการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ตามไทม์ไลน์ทางการเมืองก็ต้องว่าตามโรดแม็ปไว้ก่อน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังไม่มีอะไรชัวร์แน่นอน

ยังต้องเผื่อปัจจัยนอกเหนือการเมืองไว้ด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

 

จังหวะเข้าทาง ‘พี่ใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750771


ปากพาพัง คำพูดพาจนแท้ๆ

โดยสถานการณ์ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ล่าสุดการดีเบตรอบที่ 2 ผ่านไป โพลสำรวจความนิยมปรากฏ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน คะแนนยังไม่ตีตื้น โดน “ฮิลลารี คลินตัน” จากพรรคเดโมแครต ทิ้งห่างเกินกว่าร้อยละ 20

ผลจากโวหาร อวดตัวเองร่ำรวยจะนอนกับสาวคนไหนก็ได้

ปมดูถูกผู้หญิงทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” กระแสกู่ไม่กลับ แม้แต่ฝ่ายเดียวกันยังแสดงอาการรับไม่ได้ รู้สึกอับอาย ถอนการสนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันเป็นแถว

แนวโน้มศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯรู้ผลตั้งแต่ยังไม่ถึงวันโหวต

จากอเมริกาวกกลับมาที่เมืองไทย ในบรรยากาศการเมืองร้อนๆ ตามอารมณ์เฮี้ยวๆของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ประกาศไล่ฟ้องดะ

เดินหน้าเอาเรื่องกับ “นักเลงคีย์บอร์ด” ในโลกโซเชียลฯที่วิพากษ์วิจารณ์ บิดเบือนปมร้อนการเช่าเหมาลำเครื่องบินไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา

เพราะทำไปทำมา ประเด็นไหลไปโฟกัสที่ “ผู้ประกาศสาว”

นั่นก็ทำให้เจ้าตัว “บิ๊กป้อม” ต้องเคลียร์กันเป็นเชิงออกตัวเลยว่า “เรื่องผู้หญิงเหรอ ผมไม่ได้ไปยุ่งกับผู้ชาย มันแปลกเหรอ ก็ผมเป็นโสดจะไปยุ่งกับใครก็ได้ ถ้าผมไปยุ่งกับผู้ชายก็แปลก”

จับอาการผ่านน้ำเสียง ส่อแววท้าแลกหมัด

จากปมงบหลวงไหลลามเข้าประเด็นเรื่องลึกๆลับๆส่วนตัวโดยอัตโนมัติ

มันก็ต้องอึดอัด หงุดหงิดเป็นธรรมดาตามกระแสที่ “พี่ใหญ่” ถูกมองเป็นเหตุฉุดเรตติ้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

จนต้องเผชิญจุดเสี่ยงภาวะ “ขาลง”

แต่อย่างไรก็ตาม โดยจังหวะสถานการณ์ที่ยังบังเอิญเป็นใจตามสถานะของรองนายกฯและ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคงของรัฐบาล คสช.

ล่าสุดมันก็มีเหตุให้ “บิ๊กป้อม” ได้โชว์ผลงาน “ปั่นแต้ม” คืน

ตามปรากฏการณ์แหลมๆเสียวๆที่มี “ข่าวกรอง” หลุดออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าระวังการก่อวินาศกรรมและลอบวางระเบิดในพื้นที่เชิงสัญลักษณ์และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

อาจมีเหตุ “คาร์บอมบ์” กลางเมือง

จากสายข่าวแจ้งว่ากลุ่มคนร้ายที่โยงกับขบวนการก่อเหตุป่วน 7 จังหวัดภาคใต้ จะนำรถจากภาคใต้มาก่อเหตุในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงระหว่างวันที่ 25–30 ตุลาคม 2559 นี้

กลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ระทึกขวัญกันทั้งเมือง

โดยสถานการณ์ต่อเนื่อง ตามฉากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 4 ผสานกำลังสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 อรินทราช กว่าร้อยนาย บุกจู่โจมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายอพาร์ตเมนต์ซอยรามคำแหง 53 รวบผู้ต้องสงสัยได้นับ 10 ราย นำตัวสอบขยายผล

ตอกย้ำ “ของจริง” ไม่ใช่แค่ข่าวโคมลอยให้ผู้คนแตกตื่น

และก่อนอื่นเลย ตามสถานการณ์ฉุกละหุกที่บรรดาผู้นำประเทศต่างๆที่เข้าร่วมประชุมเอซีดีซัมมิตครั้งที่ 2 ต้องเปลี่ยนโปรแกรมกะทันหัน รีบเดินทางกลับทันทีหลังประชุมเสร็จ

เพราะแหยงเหตุวินาศกรรม เสียว “ข่าวกรอง” คาร์บอมบ์

ซึ่งนั่นก็ค่อนข้างจะหักมุมกับช็อตที่ “เจนเนอรัลประยุทธ์” ผู้นำรัฐบาล คสช. เพิ่งโชว์วิชั่นวางแปลนเมืองไทยในอนาคต พร้อมให้ประเทศเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย

ฉากหรูๆงานอินเตอร์ที่สร้างมา 2-3 วัน เจอข่าววินาศกรรมกลืนไปเลย

แต่อย่างว่า ในวิกฤติมันก็เป็นโอกาสของ “บิ๊กป้อม” ที่จะได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการคุมเกมความมั่นคง นำทีมทหาร ตำรวจคุ้มกันความปลอดภัยให้ชาวบ้านได้อุ่นอกอุ่นใจ

ตอกย้ำ “จุดขาย” ของรัฐบาลทหาร คสช.

โชว์ให้เห็นข้อดีของ “พี่ใหญ่” ไม่ใช่แค่ตัวถ่วง “ลุงตู่”.

ทีมข่าวการเมือง