ผลักอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771051


ถนนทุกสายยังมุ่งสู่พระบรมมหาราชวัง

คลื่นพสกนิกรจากทั่วสารทิศยังหลั่งไหลเข้าถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ไม่ขาดสาย ผู้คนยังเต็มท้องสนามหลวงทุกวัน

ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายลงตามสถานการณ์

ล่าสุดสำนักพระราชวังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าชมความงดงามของวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว เป็นวันแรก

แต่เน้นให้แต่งกายสุภาพในโทนสีดำ ขาว และสำรวมกิริยา

ในขณะที่มีสัญญาณจากรัฐบาล คสช. เตรียมอนุญาตให้รายการโทรทัศน์ วิทยุ สามารถดำเนินการตามผังรายการปกติ รวมถึงการจัดกิจกรรมมหรสพ การแสดงดนตรี ตั้งแต่หลังวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งครบกำหนด 30 วันที่รัฐบาล คสช.ได้ขอความร่วมมือให้งดกิจกรรมความบันเทิง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม

เป็นเรื่องของกาลเทศะที่ทุกฝ่ายย่อมเข้าใจในวิถีปฏิบัติโดยธรรมชาติของห้วงเวลาพิเศษ ภายใต้สถานการณ์ความจำเป็นที่ประเทศต้องเดินหน้าต่อไป

โดยเฉพาะมุมของเศรษฐกิจที่ต้องหมุนต่อเนื่อง

และที่ดูจะเหมือนจะซาๆลงไป แต่โดยบรรยากาศทางการเมืองก็ยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ลามมาจากเชื้อความขัดแย้ง กระตุกแรงเสียดทานรัฐบาล

สถานการณ์เดิมพันโยงไปถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อยู่ในขั้นรอประกาศใช้

ตามปรากฏการณ์แบบที่ “ไม่พูดไม่ได้” ในอารมณ์ตั้งใจของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดหน้าโซ้ยกลับอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่พูดบิดเบือนประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปแล้ว มีบทบัญญัติให้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาด ใครจะไปช่วยเกษตรกรไม่ได้

จำนำข้าวก็ไม่ได้ ประกันราคาข้าวก็ไม่ได้

นายมีชัยด่าเลยว่า เป็นการตั้งใจหลอกให้ชาวบ้านเข้าใจผิดในสาระสำคัญ

“ซือแป๋” ออกโรงการันตีร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ไม่ได้ห้ามรัฐบาลช่วยชาวนา ในจังหวะราคาข้าวตกต่ำทำชาวนาระทม มันก็ชัดว่า “ปมข้าว” เป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวจริงๆ

แบบที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องช่วยกันประคองอารมณ์ชาวนา

ถึงแม้จะตะขิดตะขวงใจไม่น้อย แต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน

ก็ต้องรีบเคาะโต๊ะมาตรการกู้สถานการณ์ราคาข้าวดิ่งเหวในรอบ 10 ปี

เจียดงบประมาณ 8.6 พันล้านบาท เดินโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเหนียวปี 2559/60 ในราคา 11,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก เริ่มดำเนินการทันทีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2560

โดยใช้คำว่า “จำนำยุ้งฉาง” แทนคำว่า “จำนำข้าว”

เพื่อไม่ให้ไปล้อกับผลงานฉาวๆของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังโดนเช็กบิลให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

แต่แน่นอน ไม่ว่าจะ“จำนำยุ้งฉาง” หรือ “จำนำข้าว” โดยกระบวน การมันก็คือการแทรกแซงกลไกการตลาด ทำให้ราคาไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

หนีไม่พ้นเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายยกเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลและปั่นกระแสนอกศาล

ซึ่งนั่นยังไม่น่าจับตาเท่ากับสถานการณ์เปิดแนวรบ ตามธงของรัฐบาลมุ่งกล่าวหาผู้ประกอบการโรงสีจับมือกับนักการเมืองขั้วอำนาจเก่า ป่วนสถานการณ์ข้าวกดดันรัฐบาลทหาร คสช.

ส่งทหารไล่บี้กดดัน ขู่ไม่ให้กดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา

ขณะที่ฟังเสียงสะท้อนอีกมุมหนึ่งของผู้ประกอบการที่บอกซื้อข้าวราคาสูงจากชาวนาได้

แต่ไม่รู้จะเอาไปขายใคร เพราะรัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้การันตีตรงจุดนี้

ที่สำคัญ มันเป็นกลไกตลาดที่ถูกบิดเบือนมานับ 10 ปี เพราะที่ผ่านมาโรงสีก็เป็นแค่รับจ้างเก็บรักษาข้าวในโครงการรับจำนำให้ รัฐบาล โดยที่รัฐบาลบริหารจัดการเรื่องการขายทอดตลาด กำหนดราคาในการระบายเอง

แล้วอยู่ๆจะให้โรงสีมาทำธุรกิจรับซื้อข้าวจากชาวนา แล้วทำการจำหน่ายข้าวสารเอง

ใครจะเสี่ยงลงทุน ทั้งๆที่รู้ว่าขาดทุนแน่ๆ

เรื่องของเรื่อง ถ้าพูดกันตรงๆว่าเป็นไปตามกลไกตลาดโลก และที่สถานการณ์ยากเข้าไปอีกก็เพราะเรื่องมันโยงกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ยังคาราคาซัง

ฟังแล้วยังเข้าใจมากกว่า โบ้ยให้โรงสีจับมือกับนักการเมืองฝั่งตรงข้าม โทษชาวนาไม่ยอมเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นทำให้ข้าวล้นตลาด แม้แต่สื่อมวลชนก็เสนอข่าวมีวาระแฝงทิ่มแทงรัฐบาล

นักการเมือง พ่อค้า ชาวนา สื่อ ถูกผลักไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด

สุดท้ายใครจะอยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาล.

ทีมข่าวการเมือง

 

เรื่องจริงที่ปวดร้าว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769961


วาระร้อนๆด่วนจี๋เลย

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ทำเนียบรัฐบาล

เพื่อเคลียร์สถานการณ์ข้าวราคาตกต่ำแบบทะรูดทะราด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จับทางจากถ้อยแถลงของผู้นำก่อนเข้าวาระประชุมที่ฟันธงเลยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก 2 ประเด็นคือ การปรับโครงสร้างการเกษตรที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบวงจร ยังมีปัญหาอยู่ยังทำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

และการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองในพื้นที่ ร่วมกับโรงสีบางโรงสี ในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง โดยหวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล

ผู้นำคาใจ ปมร้อนราคาข้าวแฝงเหลี่ยมการเมือง

สอดรับในทิศทางเดียวกับที่ประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช.ที่ พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.เป็นประธาน

โดย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. แถลงว่า กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยได้ติดตามตรวจสอบความเดือดร้อนของชาวนาจากปัญหาราคาข้าว จากสภาพการณ์ในขณะนี้ อาจมองได้ว่า ปัญหาราคาข้าวในปัจจุบันมีความไม่ปกติ

อาจมีกระบวนการสร้างกลไกราคาเทียมซ้ำเติมเกษตรกร เพื่อหวังผลทางการเมือง

ซึ่ง คสช.โดยกองกำลังรักษาความสงบ จะเข้าช่วยตรวจสอบการรับซื้อข้าวของโรงสีในพื้นที่ต่างๆและรับฟังข้อมูลจากเกษตรกรในทุกพื้นที่ รวมทั้งร่วมกับส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อเสนอเป็นข้อมูลให้รัฐบาลนำไปพิจารณาบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นโดยด่วน

ท็อปบูตรับมุกผู้นำ ไล่บี้โรงสีที่รับงานป่วนการเมือง

ขณะที่สถานการณ์อีกด้าน นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ย้ำให้ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการแนวทางแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งป้องกันการร้องเรียนและการเคลื่อนไหวต่างๆ

มหาดไทยรีบสกัดม็อบชาวนาประท้วงตั้งแต่ต้นลม

รัฐบาลทหาร คสช.เบรกแรงเสียดทาน โดยเน้นไปที่แก้เหลี่ยมทางการเมือง

ตามท้องเรื่อง ปมข้าวร้อนๆไหลเข้าเหลี่ยมฝ่ายกองหนุนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จากการถูกคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

ได้โอกาสเบิ้ลกลับรัฐบาล คสช. เป็นตัวการก่อความเดือดร้อนให้ชาวนา

เขี่ย “หัวเชื้อ” กระพือไฟต้านรัฐบาลทหาร

และโดยสถานการณ์เหมือนจะเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก ในอารมณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม หงุดหงิดคำถามนักข่าวว่าด้วยสถานการณ์ราคาข้าวที่ถูกกว่าราคาปุ๋ย

โบ้ยส่งเลยว่า ถ้าข้าวถูกกว่าปุ๋ย ก็ไปขายปุ๋ยแทน

มันยิ่งเสี่ยงไปกระตุกอาการแค้นใจของชาวนาที่กำลังลำบากแสนสาหัส

ท่ามกลางเสียงครหาในโลกโซเชียลฯ รัฐบาลทหาร คสช.มัวแต่อุ้มกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ เริ่มมีเครื่องหมายคำถามถึงโครงการ “ประชารัฐ” ที่รัฐบาลดึงบริษัทเอกชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

แต่เกษตรกรชาวนาชาวไร่ไม่ได้อะไร ในเมื่อเอกชนล็อกไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำไปยันปลายน้ำ จัดการหมดทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ไปยันการวางตลาดขาย

บวกลบคูณหาร สุดท้ายกำไรก็ไหลไปกองอยู่กับนายทุน

ตรงกันข้ามกับสภาพ “ใกล้สูญพันธุ์” ของเกษตรกร อย่างที่เห็นภาพข่าวชาวนาในจังหวัดพิจิตรกอดขาปลัดกระทรวงพาณิชย์ น้ำตานองขอร้องให้ช่วยเหลือสถานการณ์ข้าวราคาตกต่ำ

ตอกย้ำด้วยข่าวชาวนาในจังหวัดชัยนาท และอีกหลายจังหวัด ขึ้นป้ายขายที่นาราคาถูกเพื่อนำเงินไปใช้หนี้จากที่กู้ยืมมาลงทุนปลูกข้าว เพราะถึงจะไม่ขาย ปล่อยไปแบบนี้ที่นาก็ต้องถูกยึดอยู่ดี

ชาวนากำลังทิ้งแผ่นดินปลูกข้าว

ความจริงที่ปวดร้าว สวนกับกระแสพระราชดำรัสของ “พ่อ”

“ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปีประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ประเมิน“โรดแม็ป”ในห้วงสถานการณ์พิเศษ : อำนาจพอเพียง ประคองประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767822


กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ตามปรากฏการณ์ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการประชุมพิเศษเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยเปิดให้ผู้แทนประเทศต่างๆขึ้นกล่าวสดุดี “พระราชา” ของราชอาณาจักรไทย เป็นเวลานานกว่า 15 นาที และมีการถ่ายทอดผ่าน webcast ของสหประชาชาติไปทั่วโลก

แน่นอนว่า การจัดประชุมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่มีขึ้นไม่บ่อยนัก

นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงใน “องค์พ่อของแผ่นดิน” อันเป็นที่รักของพสกนิกรชาวไทย

ในอารมณ์แห่งความปลื้มปีติที่มาช่วยบรรเทาอาการ “ใจหาย” ของประชาชน ยามเมื่อได้ยินได้ฟังเสียงปี่กลองประโคมย่ำยาม และเสียงสวดพระพิธีธรรม

ช่วงเวลาแห่งการทำใจ คนไทยยังคิดถึงพ่อทุกวัน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง น้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความสามัคคีที่ฟื้นกลับคืนมา

“จิตอาสา” ผุดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง

นักเรียน นิสิต นักศึกษา จนถึงวัยทำงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ แสดงตนเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือประชาชนคนไทยด้วยกัน ทั้งที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพในบริเวณพระบรมมหา ราชวัง และยังรวมถึงการทำประโยชน์เพื่อสาธารณะทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

เสียสละกำลังกาย กำลังทรัพย์ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

จุดหมายเดียวคือ ทำดีถวายพ่อ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ภาพแห่งความสวยงามที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

เสียใจ แต่ไม่ลืมทำหน้าที่ คนไทยทำตามคำพ่อสอนไว้

นั่นก็ทำให้สถานการณ์ของประเทศยังเดินหน้าไปได้ ไม่มีการสะดุดหยุดชะงัก

โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ตามโรดแม็ปที่ คสช.ได้วางปฏิทินการทำงานไว้ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการก่อนประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่

รัฐบาลกำลังพิจารณาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยชี้ขาดว่า การปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นสามารถกระทำได้

ตามคำร้องของคณะรัฐมนตรี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาตรา 5 วรรคสอง ว่า นายกรัฐมนตรี จะปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นควรว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีหน้าที่ปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้สมบูรณ์ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อทรงลงพระ ปรมาภิไธยต่อไป

ในขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ คงใช้เวลาปรับแก้ไม่นาน หากรัฐบาลส่งหนังสือมาจะสามารถปรับแก้ส่งกลับในเย็นวันเดียวกันได้ทัน

โดยในคำปรารภอาจจะเว้นช่องว่างในส่วนของพระนาม และใช้จุดไข่ปลาไปก่อน ถือว่าไม่ผิดหลักการของกฎหมาย ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาล โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เติมถ้อยคำลงไป ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามกรอบเวลาในวันที่ 9 พฤศจิกายน

ถือว่าผ่านพ้นจุดติดขัดปัญหาทางเทคนิคข้อกฎหมาย

และคาดว่าราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นับวันตามปฏิทินโรดแม็ป ถึงกำหนดการบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ไม่มีอะไรล่าช้าไปกว่าโรดแม็ปที่วางไว้

รวมถึงกระบวนการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หลายอย่างทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถร่างกฎหมายลูกได้อยู่แล้ว

โดยดำเนินการคู่ขนานกันไป ไม่ต้องรอวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ตามรูปการณ์ที่นายมีชัย แพลมไต๋ถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยปฏิเสธยังไม่คิดรีเซ็ตพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด

แต่เน้นไปที่การคุมเข้มคุณสมบัติของผู้บริหารพรรคการเมือง เบื้องต้นต้องมีคุณสมบัติสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม

ย้ำเลยว่า ต้อง “คลีน” หรือสะอาดพอสมควร

ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า คณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง เนื้อหาหลักๆในการจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง แค่มีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน และมีสัดส่วนกระจายตัวในทุกภูมิภาคก็ยื่น

ตั้งพรรคต่อ กกต.ได้ทันที

ลงลึกในรายละเอียดกันหมดแล้ว ทั้ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ฯลฯ

ถึงตอนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายลูกอาจเสร็จแล้วก็ได้

โดยเงื่อนเวลา แต่ละกระบวนการของรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาล่าช้า ตรงตามปฏิทินงาน คสช. และนั่นก็ต่อเนื่องไปถึงคิวของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กกต. ที่ระบุถึงความคืบหน้าการทำงานของ กกต.

ขณะนี้ได้ทยอยเตรียมแผนการทำงานเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตไว้แล้ว แค่รอความชัดเจนของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น

เอาเป็นว่า ทันหมดตามการยืนยันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

และว่ากันตามนี้ มันก็ต้องยึดโรดแม็ปเดิมแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ยืนยันเป็นพันธสัญญารับรู้กันทั่วโลก การเลือกตั้งในประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างช้าสุดก็ประมาณต้นปี 2561

ถึงตรงนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นยังไม่ได้มีการประเมินเงื่อนสถานการณ์ “ห้วงเวลาพิเศษ” ในช่วงพระราชพิธีสำคัญของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

มันเป็นอะไรที่ต้องคำนึงถึง “ความเหมาะสม”

อารมณ์ของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจังหวะ “เปลี่ยนผ่าน” ห้วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

บรรยากาศอาจไม่เอื้อต่อการเลือกตั้ง

ซึ่งแม้แต่นานาประเทศก็น่าจะเข้าใจในความจำเป็นของราชอาณาจักรไทย ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โรดแม็ปอาจต้องยืดออกไปตามเงื่อนสถานการณ์

และนั่นก็เป็นภารกิจของ คสช.ต้อง “ต่อเวลา” คุมเกมอำนาจบริหาร ประคองประเทศไปก่อน

ท่ามกลางโจทย์ร้อนๆ ปัญหายากๆที่กองอยู่ตรงหน้า

ในภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ต้องหยอดน้ำมันต่อเนื่อง ตามคิวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 “อัดฉีด” เงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้าน 74,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 250,000 บาท เป็นวงเงินงบประมาณกว่า 18,600 ล้านบาท

ตามยุทธศาสตร์กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ

สถานการณ์แบบที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุกระทรวงการคลังจะเฝ้าติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการทางการคลังและการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

ขณะที่อุณหภูมิการเมืองก็คุกรุ่นตาม “ปฏิกิริยา” ภายหลังจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเอกสารคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

คนตระกูลชินวัตรตั้งท่าวัดดวงวัดใจ พูดกันเป็นนัย ไม่รู้จะโดนปล้นเมื่อไหร่

ล้อไปตามกระแสประชาชนบางส่วนที่แสดงความจำนงร่วมแบ่งปันความทุกข์กับอดีตนายกฯหญิง

ดีกรีร้อนๆทางการเมืองซ่อนอยู่หลังฉากความอาลัย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งโจทย์ร้อนด้านเศรษฐกิจ หรืออุณหภูมิกรุ่นๆทางการเมือง มันยังไม่ล่อแหลมเท่ากับพฤติกรรมการใช้อำนาจของฝ่ายคุมเกมเอง

แบบที่ปฏิเสธกันไม่ได้ว่า คสช.กำลังเจอเครื่องหมายคำถามเยอะขึ้นทุกขณะ

ไล่มาตั้งแต่การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่มเติมจำนวน 33 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นทหารถึง 26 คน จนถูกเรียกขานว่า “ฝักถั่วสีเขียว”

และในมุมเดียวกัน ก็กระตุกกระแสให้ย้อนกลับไปโฟกัสรายชื่อประธานและกรรมการหรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆที่ล้วนแต่เป็นบิ๊กทหาร ทีมงานใกล้ชิดแกนนำ คสช.

กลายเป็นเสียงครหาตอบแทนพวกช่วยยึดอำนาจ

ล่าสุดก็มีกรณีคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2559 เรื่อง แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีการกำหนดอัตราตำแหน่งและอัตราค่าตอบแทนทั้งเลขา รองเลขา ที่ปรึกษา ฯลฯ

นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ เรื่องการแจกตำแหน่งแบบไม่กลัวเปลืองงบประมาณ

กลายเป็นยุคใครยุคมัน ไม่ต่างจากรัฐบาลนักการเมือง

เรื่องของเรื่อง ยุคทหารคุมเกมอำนาจ ก็เข้าใจได้ในการเลือกใช้และไว้ใจทหารด้วยกัน

แต่อะไรที่มันเกินความพอดี ย่อมไม่เป็นผลบวกกับรัฐบาล

โดยเฉพาะสถานการณ์ที่สังคมกำลังยึดตามคำสอนของ “พ่อ” เรื่องความ “พอเพียง”

ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นที่ “พ่อ” สอนให้ยึดความพอดี

แต่มันยังหมายรวมถึงพฤติกรรม “การใช้อำนาจ” ด้วย.

“ทีมการเมือง”

 

ตั้งแท่นสลายพรรคใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767546


คลื่นมหาชนแห่งความจงรักภักดียังเนืองแน่น

ในปรากฏการณ์คนไทยจำนวนมากจากทั่วสารทิศหลั่งไหลไปลงนามแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ช่วงหลายวันที่ผ่านมาอย่างมิขาดสาย
ยังไม่นับรวมกับจำนวนชาวไทยทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถประเมินจำนวนได้ ตั้งตารอวันเวลาเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพพ่อหลวงของแผ่นดิน

ตามที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าไปสักการะได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป โดยยังไม่กำหนดวันสิ้นสุด

ให้พสกนิกรทั่วหล้าร่วมอาลัยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ขณะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แต่งเพลง “ความหวังความศรัทธา” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนให้ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมุ่งสู่จุดหมายเดียวกันคือ “สร้างชาติไทย”

“บิ๊กตู่” ยังคงให้คำมั่นทุกอย่างต้องเดินหน้าตามโรดแม็ป

จากการตอกย้ำคำยืนยันต่อหน้า นายเซนอน คุคชัค เอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำประเทศไทยที่เข้าพบในโอกาสอำลาตำแหน่งว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าตามโรดแม็ปในการกลับสู่สนามประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

สอดรับคำพูดของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่า ประตูสู่การเลือกตั้งปลายปี 2560 ยังคงเป็นไปตามเดิม ไม่มีการขยับหรือมีอันต้องเลื่อนออกไปแต่อย่างไร

สองคีย์แมนรัฐบาลการันตีสร้างความมั่นใจต่อเวทีโลก ช่วยประคองโรดแม็ปให้นิ่งที่สุด

ตามจังหวะที่ “ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับผ่านประชามติ” เตรียมขยับเดินหน้าต่อ ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้ปรับแก้ไขคำปรารภร่างรัฐธรรมนูญ

กระบวนการเรื่องร่างรัฐธรรมนูญยังไหลไปตามขั้นตอน คู่ขนานไปกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ที่ กรธ.เตรียมสำรวจความเห็นพรรคการเมืองและประชาชน นำมาประกอบการร่างกฎหมายลูก

กลไกการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเดินหน้าไปตามปกติ ไม่ปรากฏสัญญาณโดนเจาะยางระหว่างทาง

ปฏิทินเลือกตั้งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดูตามรูปการณ์ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลท็อปบูตสามารถคอนโทรลโรดแม็ปให้เป็นไปตามเงื่อนเวลาเดิมได้

ปลุกกระแสนำร่องให้นักเลือกตั้งอาชีพเริ่มเคลื่อนไหวรอคืนสนามปลายปีหน้า

ทั้งพรรคเก่า พรรคใหม่ เริ่มวอร์มอัพแต่งตัวรอลงสนามกันแล้ว

ในจังหวะล่าสุดของพรรคเพื่อไทยที่แกนนำพรรคเดินทางไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เมืองดูไบ เพื่อจัดทัพรับสถานการณ์เลือกตั้ง

เตรียมปูทางในสนามเลือกตั้ง รวมทั้งวางแผนสำรองไว้เป็นทางหนีทีไล่ ในยามที่กติกาประเทศฉบับใหม่ไม่เป็นใจให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดเล็กก็เริ่มทยอยเปิดหน้าออกมา อาทิ “พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย” ที่จู่ๆก็ปรากฏเป็นประเด็นขึ้นมาตามหน้าสื่อ

โดยมีชื่อนายทหารตัวแทน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์-สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นผู้ทอดเงาอยู่เบื้องหลัง

หยั่งเชิงขอเป็นนอมินี ตัวแทนกองทัพในช่วงหลังการเลือกตั้ง จน “บิ๊กป้อม” ต้องออกโรงมาปฏิเสธข่าวไม่เป็นความจริง

ยังไม่รวมถึงพรรคประชาชนปฏิรูปที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิก สปช. เป็นโต้โผ เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยสนับสนุน “บิ๊กตู่” คัมแบ็กกลับมาเป็นนายกฯสมัยหน้า

และหลังจากนี้เชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองเล็กๆทยอยเปิดหน้าเล่นมากขึ้น

ตามเงื่อนไขของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ ที่กรธ.ส่งสัญญาณแว่วๆให้การจัดตั้งพรรคการเมืองทำได้ง่าย ใช้จำนวนสมาชิกพรรคแค่ 500 คน โดยมีสัดส่วนกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาค

ก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองได้แล้ว

กติกาใหม่ส่อแนวโน้มเกิดพรรคป้ายแดงขึ้นมาก ไม่ต้องทนฝากความหวังกับสองพรรคการเมืองขนาดใหญ่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ซ่อนเงื่อนสลายขั้วอำนาจพรรคใหญ่ ล่อใจให้นักการเมืองปลดแอกออกจากพรรคเดิม ไปก่อตั้งพรรคใหม่มากขึ้น
พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กจะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญ โดยมีอำนาจต่อรองที่มากขึ้น จากปัจจัยการมี ส.ว. 250 เสียงมาคอยคานอำนาจการเลือกตัวนายกรัฐมนตรี

เพราะพรรคอันดับหนึ่ง อาจไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นได้!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

มั่นใจพยุงโจทย์สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766642


ไม่เพียงพสกนิกรคนไทยที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความโศกเศร้า แต่ทั่วโลกทั้งผองต่างร่วมแสดงความอาลัยกับการสูญเสียของประเทศไทยในครั้งนี้

ล่าสุด นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า วันที่ 28 ต.ค. เวลา 10.00 น. ตามเวลาในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ 21.00 น. ตามเวลาในไทย

ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จะประชุมเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำโดยประธานยูเอ็นและ ตามด้วยผู้แทนประเทศต่างๆขึ้นกล่าวสดุดี

ถือเป็นโอกาสพิเศษที่มีขึ้นไม่บ่อยนัก ชนิดบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก

องค์กรนานาชาติระดับสูงสุดแซ่ซ้องสรรเสริญ พระเกียรติคุณขจรไกล

อีกทางหนึ่ง สำนักพระราชวังแจ้งกำหนดการ วันที่ 29 ต.ค.นี้เป็นต้นไป จะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

โดยหน่วยงานต่างๆได้เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนที่คาดว่าจะมากันเนืองแน่น

ในจุดหมายเดียวกัน ตามที่หัวใจนำทาง

เช่นเดียวกับจังหวะประเทศไทย แม้จะชะลอการขับเคลื่อนในห้วงเวลาพิเศษ

แต่ถึงจุดนี้ก็เริ่มมีการขยับขับเคลื่อนตามหน้าที่แต่ละฝ่าย

โดยเฉพาะหน้าที่ของรัฐบาล ในโจทย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ล่าสุด ครม.อนุมัติงบฯ 1.8 หมื่นล้านบาทโครงการยกระดับหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐปีงบฯ 2560

อัดฉีดกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน นอกจากแผนการลงทุนภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จ่อคิวเดินหน้า

เร่งฟื้นเศรษฐกิจภาพรวม

ในปัจจัยต่างๆทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เงื่อนไขรัฐบาลทหารกับการค้าขาย ลงทุน มีผลต่อภาวะการส่งออก ต้องพยุงด้วยภาคการท่องเที่ยว การลงทุนในประเทศ และการใช้จ่ายภาคประชาชน

ถือเป็นช่วงที่ “รัฐบาลอำนาจพิเศษ” ต้องแก้โจทย์ทุกทาง

แต่ล่าสุดมีสัญญาณดี ถึงแม้จะอยู่ในช่วงชะลอการขับเคลื่อน ทั้งกรณีนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.มองว่า ตลาดเงิน ตลาดทุนมีเสถียรภาพได้เร็ว

สะท้อนพื้นฐานที่เข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย

นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความมั่นใจต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานของไทยที่มีความเข้มแข็ง เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติกระตุ้น “ความมั่นใจ”

ขณะที่นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาย้ำ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้ยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2559 ไว้เท่าเดิมที่ 3.3-3.5 เปอร์เซ็นต์

2 หน่วยงานเศรษฐกิจยืนยันตรงกัน “เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง”

สอดรับตัวเลขการส่งออกที่กระเตื้องขึ้นตามที่ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รอง ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยเดือน ก.ย.ที่ผ่านมามีมูลค่า 1.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 23 เดือน และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่ม

ขยับตัวเลขประมาณการการส่งออกทั้งปีอาจเป็นบวกเล็กน้อย

ไม่ถึงขั้นติดลบรุนแรงอย่างที่ประเมินก่อนหน้านี้

ยังไม่รวมสัญญาณดี ทั้งเรื่องธนาคารโลกปรับอันดับประเทศน่าทำธุรกิจของไทยอยู่ในอันดับที่ 46 จาก 190 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้นจากอันดับที่ 49 ในปีก่อน

กระนั้นก็ดี ในโจทย์ที่ต้องแก้ควบคู่ ทั้งปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ผลกระทบจากภาวะภัยแล้งและอุทกภัย

ผลพวงการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญ สะเทือนภาคการท่องเที่ยว

รวมทั้งปัญหาปากท้อง การใช้จ่ายภาคประชาชน เร่งการลงทุนภาครัฐ

ภารกิจหลักของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ แม่ทัพเศรษฐกิจรัฐบาลอำนาจพิเศษ น่าจะรับสัญญาณจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.มาแล้ว

เร่งกระตุกความมั่นใจ ออกมาตรการกระตุ้นการฟื้นตัว

ประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นห้วงสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ดีกรีร้อนซ่อนหลังฉาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765486


โจทย์เร่งด่วนเฉพาะหน้า เศรษฐกิจยังต้องหยอดน้ำมันต่อเนื่อง

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560

“อัดฉีด” เงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้าน 74,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 250,000 บาท เป็นวงเงินงบประมาณกว่า 18,600 ล้านบาท

ตามยุทธศาสตร์กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ

ในสถานการณ์แบบที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุกระทรวงการคลังจะเฝ้าติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการทางการคลังและการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

แต่ทั้งนี้ยังมั่นใจแรงส่งทางเศรษฐกิจยังมีมากพอจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป และรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้

สรุปว่า “อ่อนไหว” แต่ยังไม่ถึงขั้นน่ากังวล

ภาวการณ์ทางเศรษฐกิจยังพอประคองตัวได้ ไม่ถึงขั้นซีเรียส แต่ที่ต้องจับตาก็คือเงื่อนสถานการณ์การเมืองที่แฝงดีกรีความตึงเครียด

โฟกัสไปที่ “ปฏิกิริยา” ภายหลังจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเอกสารคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

เจ้าตัวยืนยันจะแถลงถึงความไม่เป็นธรรม แต่รอให้ผ่านห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกไปก่อน

แล้วก็เจอย้อนศรจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ไล่ให้ไปอุทธรณ์ เอาหลักฐานไปพิสูจน์กันในศาล

แทนการพูดจาตอบโต้ ปลุกกระแสภายนอก

เริ่มเปิดเกมซัดกันนิ่มๆ แต่แรงลึกจนน้ำกระฉอก อย่างที่ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ “หลานอาปู” โพสต์โซเชียลมีเดีย เป็นเชิงกระแทกแดกดันกันลอยๆ
ต้องทำมาหากินหยอดกระปุกไว้ก่อน ไม่รู้จะโดนปล้นเมื่อไหร่

ตระกูลชินฯตั้งท่า ปักหลักสู้ขบวนการยึดทรัพย์ เคลียร์บิลโครงการจำนำข้าว

ล้อไปตามกระแสประชาชนบางส่วนที่แสดงความจำนงร่วมแบ่งปันความทุกข์กับอดีตนายกฯหญิง เพราะเป็นฝ่ายโดนกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เป็นแค่เหยื่อของความขัดแย้ง

สุมดีกรีร้อนแรง ซ่อนอยู่ภายใต้บรรยากาศห้วงเวลาพิเศษ

รอคิววัดดวง ได้ลุ้นวัดใจ จะเล่นกันหนักถึงขั้นไหน

ในจังหวะที่อีกด้านหนึ่ง กระบวนการร่างกฎหมายลูก ก็คืบหน้าถึงคิวการพิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ตามรูปการณ์ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แพลมไต๋แค่ว่า

ยังไม่คิดรีเซ็ตพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด

แต่เน้นไปที่การคุมเข้มคุณสมบัติของผู้บริหารพรรคการเมือง เบื้องต้น ต้องมีคุณสมบัติสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม

ย้ำเลยว่า ต้อง “คลีน” หรือสะอาดพอสมควร

แน่นอนตามกระบวนการกรอง “นักเลือกตั้งอาชีพ” ที่จะถูกออกแบบโดยทีมงาน “ซือแป๋มีชัย” มันก็เป็นอะไรที่ชัดในเบื้องต้นพวกที่มีคดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีทุจริตเลือกตั้ง

เลิกหวังได้เลยที่จะกลับมาลงสนามการเมือง

ยังไม่นับเงื่อนไขในการ “ยุบพรรค” ที่จะมีการโยงฐานความผิดไปครอบคลุมถึงเรื่องการ “บงการ” พรรคที่เป็นความผิดเฉพาะตัว แต่ลามไปถึงความผิดของผู้บริหารพรรคได้ด้วย หากผู้บริหารพรรคการเมืองทำตามคำบงการนั้น

เรียกว่า ป้องกันพรรคการเมืองเป็น “บริษัทจำกัด” โดยเฉพาะ

ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยการจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง แค่มีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน และมีสัดส่วนกระจายตัวในทุกภูมิภาค ก็ยื่นตั้งพรรคต่อ กกต.ได้ทันที

แนวโน้มเปิดทางป้อมค่ายการเมืองใหม่เกิดได้ง่ายๆ

ตรงกันข้ามกับอาการของค่ายการเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยชนักปักหลัง ตามข่าวความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่สายเหนือ และทีมงานของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง

มุ่งหน้าไปพบอดีตนายกฯทักษิณที่เมืองดูไบ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตามสัญญาณการประเมินจาก “นายใหญ่” วิเคราะห์การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็ว และมั่นใจพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ชัวร์จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ต้องเตรียมแผน 2 แผน 3 เผื่อพรรคอะไหล่ ค่ายสำรอง

เพราะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้า ต้องเจอกับตะปูเรือใบดักเต็มไปหมด.

ทีมข่าวการเมือง

 

สามัคคีเปลี่ยนฉากจบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764387


ในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายพร้อมใจกัน ต่างคนต่างรู้หน้าที่

ล่าสุดก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

ช่วยทำให้บรรยากาศผ่อนคลายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ในขณะที่กลไกหลักทางด้านความมั่นคง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ได้เป็นประธานประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.

โดยการเน้นย้ำภารกิจ นอกเหนือจากการดูแลประชาชนในงานที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีพระบรมศพแล้ว ยังได้กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ดำรงความต่อเนื่องในภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลพื้นที่ให้มีความปลอดภัย

จัดระเบียบสังคมต่อเนื่องควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

ส่วนการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยกำลังโศกเศร้า สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้มีรับสั่งมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ถึงความกังวลในเรื่องอุทกภัยที่ประชาชนกำลังประสบอยู่

โดยทรงกำชับให้ดูแลในเรื่องของน้ำท่วมให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา เพราะสมเด็จพระบรมฯไม่อยากให้ปัญหาน้ำท่วมมาซ้ำเติมความทุกข์โศกของคนไทย กระทรวงเกษตรฯจึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า ขณะนี้กระทรวงฯได้ลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงแล้ว ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำจะไม่เพิ่มขึ้นอีก

คสช. รัฐบาล กองทัพ ยกระดับการทำงานในห้วงเวลาพิเศษ

เหนืออื่นใด ความเดือดร้อนของชาวบ้านอยู่ในพระเนตรพระกรรณ

โดยบรรยากาศที่ทำให้ประชาชนคนไทยรู้สึกอุ่นอกอุ่นใจ คลายความวิตกกังวลในห้วงที่สังคมกำลังว้าเหว่จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ในฉากความสวยงามที่ผุดแทรกขึ้นมา

น้ำตาสลายสี “แดง-เหลือง” กลายเป็น “ดำ” ทั้งแผ่นดิน

ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่พระบรมมหาราชวัง คนกรุงเทพฯ ชาวต่างจังหวัดจากทั่วทุกสารทิศ เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” จนสนามหลวงเนืองแน่น

หน่วยราชการ ห้างร้าน เอกชน แม้แต่ทุนส่วนตัวบุคคล นำอาหาร น้ำดื่ม ยาอม ยาดม ยาหม่อง รวมทั้งเสื้อดำมาแจกฟรี

มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ บริการรับย้อมผ้าไม่คิดเงินค่าจ้าง

ต่างคนต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อทำความดีถวายพ่อของแผ่นดิน

“จิตอาสา” เต็มบ้านเต็มเมือง

และสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา ไปจนวัยทำงาน นั่นย่อมสะท้อนสถานการณ์อนาคตของชาติ ความหวังบ้านเมืองฝากลูกหลานได้อย่างสบายใจ

เบื้องลึกของคนไทยโหยหาการมีส่วนร่วมในการทำความดี

ถ้ามี “จุดร่วม” ก็พร้อมมาเองโดยอัตโนมัติ

โดยที่ภาครัฐแทบไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางริเริ่มแต่อย่างใด

ที่แน่ๆโดยสัญญาณของความสามัคคีที่ฟื้นกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นก็ทำให้นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เสนอให้ คสช.รีบฉวยโอกาสที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติกำลังแสดงความสามัคคีในการเดินหน้าสร้างความปรองดอง

และความสมานฉันท์ต้องเริ่มที่ความยุติธรรมก่อน

แน่นอน ตามเงื่อนไขปรองดองที่พูดกันถึงความยุติธรรม มันก็โยงต่อเนื่องกันพอดี

ในบรรยากาศแบบที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังเผชิญกับความกดดันครั้งสำคัญของชีวิตจากคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
โดนคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายกว่า 35,000 ล้านบาท

โดยไม่มีการขอร้องรัฐบาล คสช. เพราะ “ปักธง” ไว้แน่นแล้ว

แต่แนวโน้มก็ดึงจังหวะวัดใจกันในที ตามมุมที่นายภูมิธรรมมีการอ้างโยงไปถึงประชาชนบางส่วนที่แสดงความจำนงจะร่วมแบ่งปันความทุกข์กับอดีตนายกฯหญิง เพราะตระหนักดีว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยไม่เป็นธรรม เป็นแค่เหยื่อของความขัดแย้ง

ตามรูปการณ์ “ยิ่งลักษณ์” โดนต้อนเข้ามุมอับ คดีงวดเข้าไปทุกที

ประเมินแล้ว โอกาสดีสุดต้องลุ้นเงื่อนไข “สามัคคี-ปรองดอง”

เผื่อจะเปลี่ยนตอนจบ เลี่ยงฉากบู๊ล้างผลาญได้.

ทีมข่าวการเมือง 

 

สัญญาณที่ต้องฟังหูไว้หู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763366


ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ยึดเอาตามปฏิทินที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงกำหนดการบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ไม่มีอะไรล่าช้าไปกว่าโรดแม็ปที่วางไว้

ขณะที่กระบวนการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หลายอย่างทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถร่างกฎหมายลูกได้อยู่แล้วในเวลานี้ โดยไม่ต้องไปรอวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เพราะเมื่อถึงตอนนั้นกฎหมายลูกบางฉบับอาจจะเสร็จแล้วก็ได้

ในขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาการแทนเลขาธิการ กกต. ก็ระบุถึงความคืบหน้าการทำงานของ กกต.ว่า ขณะนี้ได้ทยอยเตรียมแผนการทำงานเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตไว้แล้ว

แต่เบื้องต้น กกต.คงต้องรอดูความชัดเจนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเสียก่อน ว่าทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้อย่างไร

แนวโน้มสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไม่มีปัญหา

กระบวนการตามโรดแม็ปคู่ขนานไปกับพระราชพิธีสำคัญ

ที่แน่ๆกระแสการเมือง ณ ห้วงนี้ดูเหมือนยุทธการ “เซ็ตซีโร่” จะกระตุกต่อมผวาไปหมด

ทั้งพรรคการเมืองไปยันกรรมการองค์กรอิสระ ตามสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่ถูกส่งออกมาจาก พล.อ.นคร สุขประเสริฐ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สายท็อปบูตที่เรียกร้องให้มีการเซ็ตซีโร่กรรมการองค์กรอิสระภายหลังมีรัฐบาลใหม่

ล้างไพ่กันใหม่หมด โดยเฉพาะโฟกัสในส่วนของ กกต.

และนั่นก็สอดรับไปในทิศทางเดียวกับนายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เปิดประเด็นจากการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กหรือพรรคเอสเอ็มอี มีการเสนอให้ “รีเซ็ตการเมือง”

จดทะเบียนสมาชิกพรรคกันใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ล้อไปกับเสียงสนับสนุนจากนางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ที่มองว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ คุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระเปลี่ยนแปลงไปมาก หากจะเริ่มต้นใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ทุกองค์กรอิสระก็ควรเริ่มต้นรีเซ็ตใหม่ทั้งหมดด้วย

กระแสเริ่มไหลไปในทิศทางเดียวกัน ล้างกระดานนับหนึ่งกันใหม่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็มีสัญญาณแปร่งๆกับปรากฏการณ์ล่าสุดที่มีนายทหารใหญ่เป็นตัวแทนของ “บิ๊กป้อม”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมของ “สภาประชาชน 4 ภาค” ที่จัดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมา

เป็นงานที่ผุดขึ้นมาแบบไม่รู้ทิศทางที่มาที่ไปมาก่อน

แต่จุดที่ต้องจับตานอกจากบิ๊กทหารตัวแทนสายตรงของ “บิ๊กป้อม” ถูกส่งไปร่วมแล้ว มันยังมีชื่อของพรรค “อธิปไตยปวงชนชาวไทย”

ที่แกะรอยตามนายสมาน ศรีงาม อ้างเป็นเลขาธิการพรรคให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนพูดกันชัดๆ ถึงแนวคิดการตั้งพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย

เพื่อเข้ามารับการถ่ายอำนาจเข้าไปปกครองประเทศต่อจาก คสช.

เพราะทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร แม้เป็นคนดีมีความสามารถ แต่หากจะลงจากอำนาจ คสช.โดยที่ไม่มีพรรคการเมืองของประชาชนเข้ามารับช่วงต่อถือว่าอันตรายมาก เพราะจะกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์เหมือนเดิม

คือพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ แล้วกลายเป็นเผด็จการทางการเมือง และเกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกไม่รู้จักจบสิ้น รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อย่างดีก็จะถูกฉีกทิ้งอีก เนื่องจากอำนาจอธิปไตยไม่ได้มาอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ในตอนท้ายมีการออกตัวปฏิเสธไว้ว่า ไม่ใช่พรรคของทหาร ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นพรรคที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ซึ่งหลังมีสภาประชาชนเข้มแข็งแล้ว พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทยจะขอประชามติจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ คสช.โอนอำนาจให้กับสภาประชาชนโดยตรง และเข้าไปบริหารประเทศ โดยที่ยังไม่เปิดให้มีการเลือกตั้ง
จนกว่าสภาประชาชนจะเข้มแข็ง จึงเปิดให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แม้จะดูลอยๆไม่รู้ที่มาที่ไป ตัวละครโนเนม จับต้นชนปลายไม่ได้

แต่โดยเครือข่ายที่โยงกับฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช. และเค้าโครงตามท้องเรื่องที่ตรงกับสูตร “แช่แข็ง” เลือกตั้ง เกมลากยาวอำนาจในภาวะไฟต์บังคับของทหาร

เมื่อสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านไม่นิ่งจริง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยามชาติวิกฤตการณ์ทางการเมือง : ทรงปัดเป่าทุกข์ภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761997


พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับรัฐสภาและการเมืองการปกครอง

ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ ธ ทรงเป็นร่มฉัตรรัฐสภา

จัดทำโดยคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ได้บันทึกพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับรัฐสภาและการเมืองการปกครองของไทย ให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดโดยทั่วกันว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณและพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทย

ปัดเป่าทุกข์ภัยในยามที่ชาติเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง

พระราชทานพระราชดำรัสที่เป็นข้อคิดสำคัญ แก่สมาชิกของรัฐสภาในหลายโอกาสสำคัญๆ

เพื่อรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติหน้าที่

และทรงใช้พระราชอำนาจหลายครั้งหลายหน เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน

นับตั้งแต่ขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ทรงเป็น “พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ถึงปัจจุบัน

พระองค์ทรงตรากตรำบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ

ซึ่งล้วนอำนวยประโยชน์ ยังความผาสุกร่มเย็นแก่อาณาประชาราษฎร

โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย

ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะคับขันถึงขั้นวิกฤติ

ทั้งเหตุการณ์มหาวิปโยควันที่ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

เหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

ด้วยเดชะพระบารมีทรงขจัดปัดเป่าดับเหตุนั้นลง

ยังความสงบ สันติสุขกลับคืนด้วยพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาญาณอันสุขุม และพระมหากรุณาธิคุณ อันทรงพลังสำคัญแห่งแผ่นดิน

ขอยกเหตุการณ์ในช่วงค่ำของวันที่ 20 พฤษภาคม 2535

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราชวโรกาส

ให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม เข้าเฝ้าฯ ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัส

ให้ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นผู้แทนของฝ่ายต่างๆ ช่วยกันแก้ไขปัญหา

โดยหันหน้าเข้าหากันเพื่อฟื้นฟูบ้านเมือง

โดยนายสัญญาและ พล.อ.เปรมจะเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาด้วยความเป็นกลาง

ด้วยเดชะพระบารมี และด้วยพระปรีชาญาณ เหตุการณ์รุนแรงภายในบ้านเมือง ซึ่งมีผลกระทบถึงเกียรติภูมิของชาติ กระทบกระเทือนภาวะเศรษฐกิจ และความผาสุกร่มเย็นของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ก็ยุติลง

บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติได้อีกครั้งหนึ่ง

ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลดอันเนื่องมาจากการเสียเลือดเนื้อและการแตกแยกสามัคคีกันในชาติ

ขอย้อนกลับไปในช่วงค่ำของวันนั้น เวลา 21.30 น.

กระแสพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทาน

มีใจความว่า ทุกคนก็ทราบถึงเหตุการณ์ที่มีความยุ่งเหยิงและจะทำให้ประเทศชาติล่มจมไปได้

ถึงเชิญให้ พล.อ.สุจินดาและ พล.ต.จำลองให้มาพบ เพราะตั้งแต่แรกที่มีเหตุการณ์ สองท่านเป็นผู้ที่เผชิญหน้ากันและในที่สุดการต่อสู้หรือการเผชิญหน้ากว้างขวางออกไป

การเผชิญหน้าตอนแรกก็จะเห็นจุดประสงค์ของทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจนพอสมควร แต่ต่อมาภายหลัง 10 กว่าวัน ก็เห็นแล้วว่าการเผชิญหน้านั้น เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จนกระทั้งผลจะออกมาอย่างไรก็ตามก็จะเสียทั้งนั้น

เพราะทำให้มีความเสียหายในทางชีวิตเลือดเนื้อของคนจำนวนมากพอสมควร แล้วมีความเสียหายทางวัตถุ ซึ่งเป็นของส่วนราชการและส่วนบุคคล เป็นมูลค่ามากมาย

นอกจากนั้นก็มีความเสียหายในทางจิตใจและในทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่จะนับคณนาไม่ได้

การที่จะเป็นอย่างนี้ต่อไป จะเป็นด้วยเหตุผลหรือต้นตออย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๋ยวนี้เหตุผลเปลี่ยนไป ถ้าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วประเทศไทยที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดีเป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมาย หรือมีความหมายในทางลบอย่างมาก ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว

ฉะนั้นจะต้องช่วยกันแก้ไข โดยดูว่ามีข้อขัดแย้งอย่างไร แล้วพยายามแก้ไขตามลำดับ เพราะปัญหาสองสามวันนี้มันเปลี่ยนไป ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมืองหรือการดำรงตำแหน่ง มันเป็นปัญหาของการสึกหรอของประเทศ

มีหลายคนทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ส่งข้อเสนอแนะนำการแก้ไขสถานการณ์จำนวนเป็นร้อย ตั้งแต่บอกให้แก้ไขด้วยวิธียุบสภา

ซึ่งได้หารือกับทุกฝ่ายที่เป็นพรรคการเมืองทั้งหมด 11 พรรค ส่วนใหญ่มีคำตอบไม่ยุบสภา มีพรรคเดียวบอกว่าควรยุบสภา ฉะนั้นการแก้ไขแบบนี้ที่เขาเสนอมาเป็นอันว่าตกไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้ตามประสงค์เดิมที่เกิดการเผชิญหน้ากัน เป็นข้อเสนออีกแบบหนึ่ง ความจริงวิธีนี้ได้พูดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 ต่อสมาคมที่มาพบจำนวนหลายพันคน ดูเหมือนว่าพอจะฟังกัน

ถ้าหากสามารถที่จะปฏิบัติตามที่ได้พูดในวันที่ 4 ธันวาคม เท่ากับเป็นการกลับไปดูปัญหาเดิม ไม่ใช่ปัญหาวันนี้

ปัญหาวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ปัญหาทุกวันนี้ คือ ความปลอดภัยและขวัญของประชาชน

ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วทุกแห่งหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม ถ้าหากเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง 3 วันที่ผ่านมาสิ้นสุดลงไปได้

ฉะนั้นขอให้ท่าน โดยเฉพาะ พล.อ.สุจินดาและ พล.ต.จำลอง ช่วยกันคิด

หันหน้าเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน

เพราะประเทศของเราไม่ใช่ของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน

ต้องเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหา

เพราะอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน

มันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร

เพียงแต่จะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น

มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้

แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ

ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด

จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง

ฉะนั้นขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือ ไม่เผชิญหน้า แต่ต้องหันหน้าเข้าหากัน และสองท่านนี้เท่ากับเป็นผู้แทนของฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย คือฝ่ายต่างๆที่เผชิญหน้ากัน

ให้ช่วยกันแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรสำหรับให้ประเทศไทยมีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้โดยดี

ท่านประธานองคมนตรี ท่านองคมนตรีเปรม ก็เป็นผู้ที่เป็นผู้ใหญ่

ผู้ที่พร้อมที่จะให้คำแนะนำ ปรึกษาหารือกันด้วยความเป็นกลาง ด้วยความรัก

เพื่อสร้างสรรค์ประเทศ ให้เข้าสู่ทางของความวัฒนา

ขอฝากให้ช่วยกันสร้างชาติ.

ทีมการเมือง

 

น้ำตาสลายสี ฟื้นสามัคคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761137


ปรากฏการณ์ “เสื้อดำ”น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ

ผ่าน 11 วันแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีของประเทศไทย จากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

น้ำตาแห่งความเศร้าโศกยังคงไม่เหือดแห้ง

ในบรรยากาศที่พสกนิกรทั้งในกรุงเทพฯ และจากต่างจังหวัดทั่วประเทศ ยังหลั่งไหลกันเข้าร่วมสักการะพระบรมศพที่พระบรมมหาราชวัง เต็มพื้นที่สนามหลวงทุกวัน

มากันไม่ขาดสาย แม้จะได้แค่นั่งเฝ้ามองอยู่ภายนอก

ฝนตก แดดออก ร้อนหนาวอย่างไรก็ขอมาแสดงความไว้อาลัยพ่อของแผ่นดิน

ตามประกาศสำนักพระราชวัง พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. และพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00 น.

โดยพระราชทานพระราชานุญาตให้ภาคต่างๆ ทั้งบุคคล คณะบุคคล ภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 50 วัน

คนไทยยังระลึก คิดถึง “พ่อ” ทุกวัน

สถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องปฏิเสธเลยว่ารัฐบาลไม่เคยมีคำสั่งให้ถอดพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากสถานที่ใดๆ อาจมีคนเข้าใจผิด และได้มีการสั่งการไปแล้วให้แก้ไขโดยเร็ว

จะต้องไม่มีกรอบพระบรมฉายาลักษณ์ที่ว่างโดยเด็ดขาด

นั่นก็เข้าใจได้ในวิถีธรรมชาติของอารมณ์แบบไทยๆ

ใจหาย ต้องใช้เวลาทำใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างก็ยังต้องเดินหน้าตามขั้นตอนกระบวนการ ประเทศหยุดไม่ได้

อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปลุกอารมณ์สังคมที่กำลังอยู่ในภาวะเศร้าโศก เสียใจ แต่ต้องไม่ลืมคำสอนของพระองค์ท่านที่ว่าประชาชนต้องไม่ลืมหน้าที่

ต้องทำหน้าที่สมบูรณ์อย่างเต็มกำลัง เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

และตามรูปการณ์ น่าจะผ่านจุด “เปราะบาง” ไปแล้วระดับหนึ่ง

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยืนยันเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาลและจารีตประเพณี ขณะนี้มีความชัดเจนแล้ว

หลังพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลผ่านพ้นช่วงเวลา 7 วัน 15 วัน ไประยะหนึ่ง

น่าจะได้เวลาอันสมควรที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 23 ต่อไป คือ รัฐบาลจะนำเรื่องแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อมีมติตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้

จะไม่กระทบกับปฏิทินการทำงานตามโรดแม็ป

ขณะเดียวกันก็มีความคืบหน้าในส่วนของกระบวนการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

จะแล้วเสร็จสิ้นเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในขั้นตอนต่อไป

ทุกอย่างต้องเสร็จตามกำหนดเดิมคือ วันรุ่งขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้

โดยกระบวนการโรดแม็ปช่วงเปลี่ยนผ่าน ดำเนินการคู่ขนานกันไปกับการจัดพระราชพิธี

ประเทศไทยยังเดินหน้าไปตามพันธกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไว้

เป็นความชัดเจนที่รัฐบาลพยายามแสดงให้เห็นถึงการจัดโครงสร้างประเทศไทย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทุกอย่างยังไหลไปได้ตามธรรมชาติ

ไม่ได้หยุดชะงักไปกับบรรยากาศแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ตามความจำเป็นที่โยงไปถึงการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกำลังประเมินสถานการณ์ประเทศไทยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจ

ตามสัญญาณเชิงบวกที่ตลาดหุ้นดีดกลับมาอยู่ในจุดทรงตัวได้

สะท้อนความมั่นใจในสถานการณ์ของประเทศในระดับหนึ่ง

นอกจากประเด็นด้านการเมืองตามโรดแม็ป การประคองจุดอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนด้านอื่นก็ยังต้องดำเนินควบคู่กันไป

กับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.ที่โดนปลดจากตำแหน่ง

เพื่อแก้ปัญหาการบริหารทั้งในด้านงบประมาณและงานประจำของฝ่ายบริหารเมืองกรุง

หลังจาก กทม.อยู่ในสภาพขาดหัวมานานกว่า 2 เดือน เกิดช่องว่างในอำนาจการสั่งการ ทั้งๆที่กรุงเทพฯ คือหัวใจของประเทศไทย

ที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือต้องเป็นเมืองหลักในการจัดเตรียมพระราชพิธีสำคัญ อีกทั้งการรองรับประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ

เติมเต็มให้ครบทุกจุด อุดช่องว่างการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ

แม้แต่ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายก็คืบหน้าไปตามกระบวนการ

ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 5 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว พร้อมทั้งยอมรับว่า ได้รับคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายในคดีโครงการรับจำนำข้าวกว่า 35,000 ล้านบาท จากกระทรวงการคลังแล้ว และยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับตนเองเป็นอย่างมาก

แต่จะไม่ขอแถลงการณ์ใดๆในช่วงที่คนไทยกำลังเศร้าโศก รอจนกว่าจะถึงเวลาอันควร

การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย ทุกกระบวนการไม่มีจุดหยุดนิ่งชะงักงัน

ในขณะที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงก็ถูกยกระดับให้อยู่ในขั้นสูงสุด ตามข้อมูลที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขานุการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ระบุเลยว่า สถานการณ์โดยรวมหน่วยงานด้านความมั่นคงและด้านการข่าว ยังคงทำงานระดับสูงสุด เพื่อติดตามเฝ้าระวังและป้องกันสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ตามรูปการณ์ที่เห็นเจ้าหน้าที่ทหารถูกส่งไปประจำการรักษาความปลอดภัยจุดสำคัญ สถานที่ราชการต่างๆ แม้แต่บนสะพานลอยข้ามถนนสายหลักเข้ากรุงเทพฯ

คุมเข้มไม่ให้เกิดปัจจัยแทรกซ้อนช่วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

ทำให้มั่นใจได้ในความ “นิ่ง” ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ

สรุปภาพรวมทุกองคาพยพของประเทศไทยยังเดินหน้าไปได้ไม่หยุดนิ่ง

สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นภาวะพลิกผันในตลาดหุ้น อาการแตกตื่นที่เปิดช่องว่างให้พวกไม่หวังดีแทรกเข้ามาก่อการร้ายในสถานการณ์เปราะบาง

ในทางตรงกันข้ามท่าม กลางบรรยากาศเศร้าโศก สถานการณ์วิปโยคกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีของแผ่นดินไทย

มันกลับเห็น “สิ่งที่หายไป” กลับคืนมาตามฉากปรากฏการณ์ “เสื้อดำทั้งแผ่นดิน”

พสกนิกรไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันใส่เสื้อดำ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ยาก ดี มี จน ทุกคนไว้ทุกข์ให้ “พ่อ”

และก็ต่อเนื่องมาถึงโครงการ “จิตอาสา” เจ้าของห้างร้านเอกชน คนมีฐานะร่วมกันแจกเสื้อดำ รวมถึงเปิดจุดรับย้อมเสื้อสีดำบริการประชาชนผู้มีรายได้น้อย

แก้ปัญหาเสื้อดำขาดตลาด ราคาแพง

บริษัทใหญ่ๆมาตั้งเต็นท์บริการชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปที่ลงแรงลงทุนส่วนตัว นำอาหาร น้ำดื่ม ไปบริการฟรีให้แก่ประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพที่ท้องสนามหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง

มอเตอร์ไซค์ “จิตอาสา” รับส่งผู้โดยสารฟรีโดยไม่คิดสตางค์

นักเรียน นิสิต นักศึกษา พากันมาแสดงตนร่วมเป็น “จิตอาสา” แจกของ เก็บขยะ ทำความสะอาด ฯลฯ คนเฒ่าคนแก่ ลูกเด็กเล็กแดง รู้หน้าที่ของตัวเองโดยอัตโนมัติ

มันคือ “วาระแห่งชาติ”

ไม่ใช่แค่กระแส แต่มันเป็นไปตามสัญชาตญาณ

ความพิเศษของ “เลือดไทย” ที่ไม่เหมือนชนชาติอื่น

เพราะคนไทยมีหัวใจดวงเดียวกันคือ “ในหลวงภูมิพล”

ถึงตรงนี้คนที่แตกขั้วเห็นต่าง เคยแยกสีแดง แบ่งสีเหลือง สุดท้ายก็กลับมารู้รักสามัคคีเพื่อ “พ่อ” ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย

“น้ำตาสลายสี”

ความปรองดองฟื้นกลับมาบนผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง.

“ทีมการเมือง”