5 เม.ย.ดีเดย์กฎความปลอดภัย ระวังใบสั่งลักไก่ – จนท.เลือกปฏิบัติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488299

5 เม.ย.ดีเดย์กฎความปลอดภัย ระวังใบสั่งลักไก่ - จนท.เลือกปฏิบัติ?

โดย….พัชรศรี ปิ่นแก้ว

5 เม.ย.นี้ ตำรวจจะเริ่มกวดขันจับปรับจริงจังกับผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยเฉพาะการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ รถกระบะ และรถโดยสารสาธารณะเพื่อรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามา

ทั้งนี้ คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกมามีสองฉบับ คือเรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยให้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รถตู้ลดจำนวนที่นั่งจาก 15 เหลือ 12 ที่นั่ง และ อีกคำสั่ง หากถูกใบสั่งแล้วไม่จ่ายค่าปรับจะต่อทะเบียนรถไม่ได้  วันนี้ยังคงมีคำถามว่า คำสั่งที่ออกมาช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยได้ถูกจุดหรือไม่

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า คำสั่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ข้อเสียจะมีมากกว่า แม้ว่าข้อดีคือการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดต่อผู้กระทำความผิดจริง แต่มองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดและยังเป็นการออกคำสั่งที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตำรวจมากกว่า จึงขอตั้งคำถามว่า ถ้าประชาชนไม่ได้ทำผิดกฎจราจร แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรยัดข้อหา พวกเขาจะทำอย่างไร

อัจฉริยะ กล่าวว่า คำสั่งที่ออกมาจึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตำรวจจราจรที่ประพฤติโดยมิชอบมากเกินไปต่อการมุ่งหวังเรียกเงินค่าปรับทางจราจรมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีช่องโหว่ที่ทำให้ตำรวจจราจรออกมาตั้งด่านอย่างที่เห็น

ขณะเดียวกัน การไม่จ่ายค่าปรับจะไม่ต่อภาษีรถเป็นคนละเรื่องกัน การเสียค่าปรับก็ต้องดูตามการกระทำความผิด หากว่ามีประชาชนถูกยัดข้อกล่าวหาก็ไม่สามารถต่อทะเบียนรถได้ทั้งที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไรและต้องทำอย่างไร ดังนั้น คำสั่งนี้ควรชี้แจงเรื่องบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยัดข้อหาให้ประชาชนหรือตำรวจที่ทำผิดพลาดอย่างชัดเจนด้วย ทั้งนี้ ได้ย้ำว่าควรกำหนดเอาความผิดด้วยเรื่องของความเร็ว และต้องระวังเรื่องใบสั่งที่ลักไก่ก็ยังมีอยู่โดยเฉพาะแบบออนไลน์ รวมถึงการเลือกปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามเก็บแต่คนหาเช้ากินค่ำเพราะไม่กล้ามีปากเสียง แต่คนรวยกลับทำเป็นมองไม่เห็น ก้มผูกรองเท้าปล่อยผ่านไป

อัจฉริยะ กล่าวต่อว่า ส่วนการออกข้อบังคับให้มีคาดเข็มขัดทุกที่นั่ง อันที่จริงควรออกคำสั่งเคร่งครัดแก้เรื่องการใช้ความเร็วมากกว่า เพราะทุกวันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ความเร็วเกินกำหนดทั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องการลดจำนวนที่นั่งของรถตู้จาก 15 ที่นั่ง เหลือ 12 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่เห็นด้วย เพราะว่าตามสภาพรถตู้จะมีทางออกทางเดียวและหน้าต่างมีขนาดเล็กเปิดไม่ได้ และเห็นว่า ควรเสริมเรื่องการเพิ่มประตูรถให้มีทั้งสองข้างด้วยดีกว่า เพื่อสามารถหนีออกมาง่ายขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการ จเรตำรวจแห่งชาติ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการ จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าว มีสาเหตุจากปัญหาที่ประชาชนไม่ยอมไปเสียค่าปรับ จึงทำให้การบังคับใช้กฎหมายจราจรไม่มีประสิทธิภาพ  เมื่อมีคำสั่งเป็นข้อบังคับใช้ทางกฎหมายน่าจะดีขึ้น แต่แง่หลักนิติธรรมกลายเป็นว่าจะได้รับผลกระทบ  เพราะการกระทำความผิดจราจรการเรียกค่าปรับกับการไม่ต่อภาษีทะเบียนรถถือว่าเป็นคนละเรื่อง ความจริงรัฐบาลควรไปปรับระบบการดำเนินการในการออกใบสั่ง การออกหมายเรียกและการสอบสวน ดังนั้น คำสั่งที่ออกมาแม้จะดีแต่จะสร้างความเครียดให้แก่ประชาชน กลายเป็นเรื่องสร้างแรงกดดันมากกว่าการทำให้เป็นแรงจูงใจ

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเรียกเก็บค่าปรับตามปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะต้องเป็นหมายเรียกที่ได้จากศาลตามอำนาจของตุลาการที่จะพิจารณาการเรียกค่าปรับ ปัจจุบันกลายเป็นการเรียกค่าปรับมั่วไปหมด จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนเพราะว่าการเรียกเก็บค่าปรับ 400 บาทเท่ากันทั้งคนจนและคนรวย จำนวนเงินนี้สำหรับกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำถือว่าเป็นเงินจำนวนมากเพราะกว่าพวกเขาจะหามาได้ต้องเหนื่อยขนาดไหน จึงกลายว่าเป็นตำรวจที่โลภจะได้เงินค่าปรับมากขึ้นจากการเขียนใบสั่งกับคนจนที่เป็นเหยื่อ

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อถือตำรวจจราจรมากขึ้น คือไม่มีการมอบรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร เพราะรางวัลทำให้ตำรวจโลภและยิ่งหากินมากขึ้น โดยการเขียนใบสั่งเพิ่มขึ้นตามยอดเจ้านายที่สั่งมา ยัดข้อหาให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องโดยเฉพาะคนจน ซึ่งเป็นการทำงานที่ง่ายและยิ่งมีกล้องยิ่งง่ายกว่าเดิม จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมี ทั้งนี้อยากถามว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้าราชการ เคารพกฎจราจร มากน้อยแค่ไหน

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

ขณะที่ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายจราจรอย่างจริงจัง แต่จะออกเป็นมาตรการเฉพาะช่วงเทศกาลแทน จึงคิดว่าเมื่อรัฐบาลมาสนใจจะทำสิ่งที่ให้ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยมีตำรวจและกรมขนส่งทางบกประสานงานกัน ถือเป็นเรื่องที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว แต่สาเหตุที่ทำไม่ได้เพราะต้องมีการแก้กฎหมายหลายฉบับ แต่กว่าจะแก้เสร็จก็อาจจะไม่ทันสงกรานต์ จึงต้องออกมาเป็นคำสั่งแบบนี้  ส่วนตัวจึงเห็นด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษาชีวิตประชาชน และเข้าใจคำสั่งที่เร่งรัดว่าคงใกล้ถึงช่วงสงกรานต์พอดี เรื่องการคาดเข็มขัดเป็นเรื่องที่คนไทยควรเรียนรู้และทำ เพราะต่างประเทศได้บังคับมานานแล้ว การบังคับใช้กฎหมายในไทยมีความอ่อนแอ จนกลายเป็นช่วงเทศกาลต่าง ๆ มักจะมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี จึงต้องหันกลับมามองถึงความปลอดภัยส่วนนี้

สังศิต กล่าวถึงคำสั่งที่ออกมาจะทำให้เกิดเป็นผลประโยชน์ต่อตำรวจมากขึ้นหรือไม่นั้น ตามความจริงแม้จะไม่มีคำสั่งดังกล่าว ตำรวจก็พยายามหาผลประโยชน์อยู่แล้ว หากยังไม่มีการปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจก็ยังหาผลประโยชน์ได้ตลอดเวลา จะทำให้เป็นจุดบอดของการปฏิบัติตามคำสั่ง ประชาชนจะถูกยัดข้อหามากขึ้น ทำให้ตำรวจสามารถหาช่องทางเอาเปรียบประชาชนได้มากขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่สำหรับประชาชนก็ควรมีการป้องกันตัวและต้องช่วยกัน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือให้เป็นประโยชน์ โดยประชาชนต้องช่วยกันเก็บหลักฐานทั้งรูป คลิป เสียง ไว้เป็นเครื่องมือป้องกันด้วย แต่ถ้ามองเป็นภาพรวมคำสั่งจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ยังคิดว่าต้องดูผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะถึง ว่าจะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงหรือไม่ ถ้าผลออกมาว่ายังเหมือนเดิมก็คงต้องกลับมานั่งคิดกันใหม่

สังศิต กล่าวว่า ส่วนการลดที่นั่งของรถตู้ ก็เห็นด้วย เพื่อลดการเอาเปรียบผู้ใช้บริการและมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่สำหรับความคิดเห็นผู้ประกอบการ ผู้ขับก็จะบอกว่าเดือดร้อน ตนคิดว่าการคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัยต้องมีการเสียสละบ้าง เพราะจะอ้างว่าเป็นการทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น นับว่าไม่ถูก สิ่งที่ควรทำคือการช่วยคุ้มครองชีวิตผู้โดยสารของตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“การเพิ่มเรื่องการออกคำสั่งช่วงเทศกาล เช่น การให้ 10 จังหวัดที่มียอดผู้เสียชีวิตและอุบัติเหตุสูงสุด ติดตามและรายงานอย่างเข้มงวด หากไม่มีจำนวนลดลงก็ต้องเพิ่มบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานและควบคุมจำนวนอุบัติเหตุให้ลดลง” สังศิต กล่าว

 

หนุนแก้พรบ.สงฆ์ เร่งสกัดจุดอ่อนมหาเถรสมาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486612

หนุนแก้พรบ.สงฆ์ เร่งสกัดจุดอ่อนมหาเถรสมาคม

โดย…พัชรศรี ปิ่นแก้ว

การจัดการกับปัญหาวัดพระธรรมกายและการล่าตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ที่ลากยาวมาเกือบ 1 ปีนับแต่ถูกตั้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรในคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ขณะที่รัฐมีนโยบายปฏิรูปวงการสงฆ์ควบคู่ไป มุมมองนักวิชาการมองแนวทางที่เกิดขึ้นขณะนี้อย่างไร

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถเรียกว่าการปฏิรูปสงฆ์ได้ ถ้าจะปฏิรูปจริงต้องแยกศาสนากับรัฐให้เป็นอิสระออกจากกัน รัฐต้องไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องความเชื่อ ต้องปล่อยให้ถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผล เพราะการนับถือศาสนาเป็นเรื่องเสรี แต่รัฐต้องมีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบการเงินของวัดโดยอาศัยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทั้งนี้การเงินของวัดต้องมีความโปร่งใส เพราะถ้าพระมีรายได้ก็ควรเสียภาษีค่าบวชด้วย หรือถ้าศาสนานั้นมีความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองและสังคม เช่น ลัทธิความเชื่อการฆ่าตัวตาย รัฐสามารถเข้ามาจัดการได้

สำหรับการใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหาธรรมกาย สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมแบบปกติกับการตามจับธัมมชโยได้ เพราะว่ายังมีความเป็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการใช้มาตรา 44 อาจเกิดความเสียหายในสายตาของนานาชาติ และถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดเสรีภาพทางศาสนา ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในสายตานานาชาติก็เสียหายไปด้วย ที่สำคัญคือมันทำให้เสียระบบยุติธรรมไป และทางศาสนาก็เกิดความขัดแย้งกันจึงเป็นปัญหาอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เพราะการเมืองกับรัฐบาลเข้ามายุ่งกับความเชื่อและเสรีทางศาสนามากเกินไป

“การกระทำของรัฐบาลต่อการหาตัวพระธัมมชโยถือว่าใช้อำนาจมากเกินไป ใช้งบประมาณมหาศาล และส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพทางมนุษยชน ซึ่งเป็นการดำเนินคดีเพียงแค่พระธัมมชโย แต่การเข้ามาเร่งรัดทั้งที่คดีความมีเวลา 15 ปี ทำให้พระและทหารมาเผชิญหน้ากัน ส่งผลให้มีทั้งผู้ป่วยและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย”

ถนอมสิงห์ โกศลนาวิน ประธานกรรมการมูลนิธิหยดธรรม เชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ต้องมีการปฏิรูปสงฆ์ โดยต้องแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ให้ทันสมัยและปรับโครงสร้าง เพราะมหาเถรสมาคมเกิดจากกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยยอมรับกับความคิดอะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะระบบสมณศักดิ์เป็นระบบที่ทำลายคณะสงฆ์อย่างมาก เนื่องจากการที่พระมียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาจนทำให้เสียหายต่อระบบของสงฆ์ ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็ดูไม่ได้จริงจังกับระบบสมณศักดิ์เท่ากับประเทศไทย นอกจากนี้ระบบการเรียนของสงฆ์ก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบสมณศักดิ์ ดังนั้นควรยกเลิกระบบสมณศักดิ์ทิ้งเพราะเป็นระบบที่อันตราย

“โครงสร้างคณะสงฆ์เป็นสาเหตุที่ทำให้ธรรมกายเข้ามายึดคณะสงฆ์ไปอย่างง่าย เพราะว่าระบบสมณศักดิ์การให้ยศจะดูที่อายุถึงก็รับตำแหน่ง ซึ่งบุคคลนั้นเมื่ออายุมากบางครั้งการรับฟังจะเกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว” ถนอมสิงห์ กล่าว

ถนอมสิงห์ กล่าวว่า การที่รัฐเข้ามาจัดการกับวัดพระธรรมกายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะธรรมกายไม่ได้มีปัญหาแค่ความเชื่อที่สอนไม่ตรง หรือต่อให้สอนตรง ธรรมกายก็ยังผิดอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาแค่เรื่องความเชื่อ แต่เป็นเรื่องของคนคนหนึ่งที่ต้องมารับฟังข้อกล่าวหาและไม่ยอมมา จะมากล่าวว่าพระมีอภิสิทธิ์ไม่ไปขึ้นศาลก็ไม่ได้

ถนอมสิงห์ กล่าวต่อว่า รัฐและศาสนาไม่ควรแยกออกจากกัน เพราะทั้งสองฝ่ายมีการเอื้อกันมาโดยตลอดไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม ถ้าไม่มีรัฐสนับสนุน ศาสนาคงอยู่ยาก การแยกศาสนาจากรัฐมีหลายประเทศที่ทำไปแล้ว แต่ประเทศที่เห็นว่าแยกกันชัดเจน คือ เกาหลีเหนือ ส่วนประเทศอื่นคิดว่ามีแต่ในตัวหนังสือเพราะไม่ได้มีการทำจริง เช่น ญี่ปุ่น ที่ดูเหมือนแยกรัฐกับศาสนาแต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดีที่จะเริ่มต้นให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะการจัดการกับธัมมชโยเป็นตัวอย่างเรื่องการทำความผิด แต่พยายามจะอยู่เหนือกฎหมาย หากไม่ได้ทำผิดแล้วจะหนีทำไม ที่สุดถ้าฝ่ายรัฐสามารถแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ให้ทันสมัยขึ้นได้ ประเทศไทยก็จะพัฒนาไปอีกก้าวได้

 

จัดระเบียบ”ขายของออนไลน์”เพิ่มความเป็นธรรมหรือทำลายการค้า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2560 เวลา 18:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486585

จัดระเบียบ"ขายของออนไลน์"เพิ่มความเป็นธรรมหรือทำลายการค้า?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลาดการค้าในโลกออนไลน์กำลังเข้มงวดและดูจะยุติธรรมมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค เมื่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ออกข้อกำหนดให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องแสดงราคา รายละเอียดสินค้าและบริการให้ชัดเจน ถ้าไม่ทำตามมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ทันทีไม่ต้องรอหมายจับ แถมยังมีการระบุถึง “สินบนนำจับ” ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าปรับหรือมูลค่าสินค้าสุทธิด้วย

พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมหาศาลในโลกดิจิทัล กำลังหนาวๆ ร้อนๆ และต้องปรับตัวไปกับประกาศฉบับนี้..

ฝืนธรรมชาติการค้าขายออนไลน์

ประกาศดังกล่าวทำให้การค้าในโลกออนไลน์นับจากนี้ไม่ว่าจะขายส่งหรือปลีก ต้องระบุราคาอย่างชัดเจน เทคนิคและประโยคที่ว่า “สนใจสอบถามราคาผ่าน inbox นะคะ” นั้นอาจเข้าข่ายมีความผิด อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ในมุมมองของคนทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ หลายคนมองว่า สินค้าบางประเภทไม่สามารถระบุราคาที่แน่ชัดผ่านช่องทางสาธารณะได้

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย บอกว่า ความชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงราคาอย่างเปิดเผยทันทีนั้นอาจไม่เหมาะสมกับรูปแบบการขายสินค้าหรือบริการบางประเภทที่อาจปรับเปลี่ยนราคาบ่อยครั้ง เช่น สินค้าไอที สินค้าด้านการเกษตร ที่สำคัญอยากให้รัฐเข้าใจด้วยว่า “แชทคอมเมิร์ซ” หรือการพูดคุยนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจและกล้าจับจ่ายมากขึ้น

“ไม่อยากให้เหมารวมกับทุกตัวสินค้าและบริการโดยเฉพาะการไปเอากฎหมายและบทลงโทษมากำหนด ถ้าถึงขนาดบอกว่า เปิดเผยราคาสินค้าผ่านทาง inbox นั้นผิดกฎหมาย ผมคิดว่าฝืนธรรมชาติของการค้าออนไลน์ไปนิด โดยเฉพาะพฤติกรรมการซื้อของคนไทยเป็นลักษณะต้องการความมั่นใจ ต้องได้เจอหรือได้คุยกับผู้ขายก่อน ซึ่งอดีตเราใช้วิธีการโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันเราเปลี่ยนเป็นการแชท คือ เขาต้องการคุยเพื่อความมั่นใจ”

ภาวุธ บอกว่า โซเชียลมีเดียไม่เหมือนกับการขายผ่านทางเว็บไซต์ที่มีช่องให้ใส่ราคาชัดเจน เพราะฉะนั้นประกาศดังกล่าวควรเป็นแค่คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะมากกว่าที่จะเป็นการบังคับในลักษณะมีบทลงโทษทางกฎหมาย เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางปฎิบัติจริง

ทั้งนี้ตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิคส์ (สพธอ.) เผยตัวเลขการซื้อขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตของไทย คาดการณ์ว่าปี 2559 มีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 12.42% โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือ การขายสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นแซงยอดขายผ่านทางเว็บไซต์ไปแล้วในอุตสาหกรรมค้าปลีกจากสถิติ พบว่า มียอดขาย 269,660 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สินค้าออนไลน์ในรูปแบบค้าปลีกตลอดจนการค้าของกลุ่มคนรายย่อยนั้นมีจำนวนมหาศาล

 

 

Inbox คุยกับลูกค้า=ป้องกันตัดราคา

ความเห็นจากแม่ค้าออนไลน์ “ฉันทชา อดิลักษณ์” ผู้ค้าเครื่องประดับ บอกว่า ร้านที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะมีการบอกราคาสินค้าเเต่ละตัวบนหน้าเว็บไซต์อยู่เเล้ว เพียงแต่เวลานำมาโพสต์หรือนำเสนอผ่านเฟซบุ๊กอาจจะไม่ได้ระบุราคาบอกไว้ เหตุผลส่วนหนึ่งมองว่าเป็นช่องทางในการสร้างปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าและเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว เช่น การคอมเมนท์และแชร์ ซึ่งเป็นการกระจายการรับรู้ในวงกว้างอย่างหนึ่ง เเต่ส่วนตัวเเล้วหากมีคนคอมเมนท์ถามราคาสินค้า ตนเองก็พร้อมจะตอบกลับ

เหตุผลที่ร้านอื่นๆ ปิดบังราคาเเละต้องการเปิดเผยเฉพาะใน Inbox เพราะสินค้าบางประเภทอาจมีราคาสูง หากนำเสนออย่างสาธารณะ อาจได้รับการตอบรับที่ไม่ค่อยดี อีกเหตุผลน่าจะเป็นเรื่องของการทำตลาด ระบุราคาไปเลย คู่เเข่งจะรับรู้เเละถูกขายตัดราคาได้

ฉันทชาพูดถึงผลกระทบจากประกาศใหม่ของกระทรวงพานิชย์ว่า ผู้ที่ขายสินค้าซึ่งออกแบบและผลิตเองไม่น่าจะได้รับผลกระทบ คนที่ได้รับผลโดยตรงน่าจะเป็นกลุ่มคนขายสินค้าประเภทได้รับความนิยมสูงหรือมีคู่แข่งจำนวนมาก เนื่องจากต่อไปนี้ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบราคาจากแต่ละแห่งได้อย่างรวดเร็ว

“พวกร้านขายเสื้อผ้าโหล หรืออะไรที่เป็นประเภทซื้อมาขายไป อาจจะขายยากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบราคามากขึ้นแน่นอน เพจนี้ขาย 200 เปิดไปอีกเพจของเหมือนกันเลย แต่ขาย 150 ก็ซื้ออีกเพจ แม่ค้าขายของพวกนี้อาจจะต้องแข่งขันกันเรื่องราคามากขึ้น”

กุสุมา หมวกเทศ เเม่ค้าเสื้อผ้าออนไลน์ บอกว่า การเเสดงราคาทันทีลูกค้าบางคนอาจจะเห็นว่าเเพงเกินไปเเละสามารถนำไปเปรียบเทียบกับร้านค้าอื่นๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันได้ นอกจากนั้นในเรื่องการสร้างความสนใจเเละน่าดึงดูดก็จะทำได้ลดลง เพราะลูกค้าอาจจะไม่กดไลค์หรือเเชร์ถ้าเห็นราคา อย่างไรก็ตามส่วนตัวเลือกที่จะประกาศราคาให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

การตอบใน inbox สามารถให้ข้อมูลส่วนอื่นๆ ได้มากกว่า และบางคนมองว่าเป็นช่องทางสร้างความเชื่อมั่นเเละไว้ใจซึ่งกันเเละกันได้ดีด้วย

แหล่งข่าวผู้ค้าขายในโลกออนไลน์ บอกว่า ในทางปฎิบัติการพูดคุยใน inbox สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า ขณะเดียวกันยังป้องกันการไม่เเจ้งเตือนของระบบเฟซบุ๊กในบางโพสต์ด้วย มากกว่านั้นการประกาศราคาหน้าโพสต์ทันที ยังส่งผลให้ถูกตัดราคาและแย่งลูกค้าจากเเม่ค้าร้านอื่นๆได้

“บางร้านเสียเงินค่าโฆษณาไปจำนวนมาก เเต่กลับถูกตัดราคา มีเเม่ค้าร้านอื่นๆ มาไล่แอดลูกค้าจากคอมเม้นท์ใต้ภาพสินค้าของเราไป บางคนโดนพวกนี้โกง โดนหลอกต่อก็มี เพราะงั้นเหตุผลที่ inbox มันมีมากกว่าเเค่เรื่องปกปิดราคา” เเม่ค้ารายนี้ระบุ

 

 

เป้าหมายคือรายใหญ่ไม่ใช่รายย่อย

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า จุดมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้คือ คุ้มครองผู้บริโภค สร้างความชัดเจนและความยุติธรรมให้กับการค้าขายออนไลน์ เนื่องจากในอดีตมีข่าวปรากฎจำนวนมากว่า ผู้ขายไม่ระบุราคาสินค้าและบริการ รวมถึงมีบางส่วนไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่สั่งซื้อ โดยประกาศนี้มุ่งบังคับใช้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทุกราย แต่ยอมรับว่าในทางปฎิบัติ ช่วงแรกอาจดูแลเข้มข้นกับกลุ่มที่มีการจดทะเบียนอีคอมเมิร์ซก่อนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย

ในเชิงป้องกันอยากให้ทุกคนแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน แต่ในทางปฎิบัติทราบดีว่า มีผู้จำหน่ายสินค้าหลายรูปแบบ เช่น ขายกระเป๋า รองเท้าที่ตัวเองเลิกใช้แล้วโดยไม่ได้ประกาศราคาที่ชัดเจน ลักษณะนี้เราคงไม่สามารถเข้าไปติดตามได้หมด ด้วยรูปแบบการขาย ข้อมูลและทรัพยากรที่เรามี เพราะฉะนั้นเป้าหมายแรกคืออยากจะดูแลคนที่ทำธุรกิจการค้าออนไลน์อย่างจริงจัง คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคมากที่สุด โดยต้องการให้ประกาศราคา บอกรายละเอียดขนาดคุณภาพของสินค้า พูดง่ายๆ กรุณาอธิบายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผู้บริโภคจะได้ประเมินและเลือกซื้อของที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

นันทวัลย์ บอกด้วยว่า สิ่งที่สังคมออนไลน์พากันแชร์ว่า หลังประกาศฉบับนี้ พวกเขาจะพากันแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับเงินสินบนนำจับ 25% นั้น ในแง่ปฎิบัติจริงคงเป็นได้ยาก ยืนยันว่ามีเจตนาทางบวก ไม่ได้ต้องการให้ตามล่าเหยื่อหรือเอาเปรียบการค้าขายในกลุ่มรายเล็กรายย่อย

แหล่งข่าวจากกรมการค้าภายในระบุว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างให้สายงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานทางกฎหมาย เขียนกรอบและแนวทางปฎิบัติให้ชัดเจน เนื่องจากเป็นประกาศฉบับใหม่ เจ้าหน้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับการบังคับใช้ นอกจากนั้นยังต้องมีการกำหนดสถานะของผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์และโซเซียลมีเดียให้ชัดเจนด้วย อาจมีการแบ่งระดับ เพื่อให้สามารถลงโทษได้ตามขนาดและรูปแบบการขายของธุรกิจ เช่น หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ไม่ระบุราคาสินค้า อาจถูกปรับในจำนวนเงิน 6,000 บาท ร้านค้าออนไลน์ที่มีขนาดเล็กลงมา แต่มีแหล่งขายสินค้าที่แน่อนอาจกำหนดค่าปรับไว้ที่ 2,000 บาท ขณะที่ผู้จำหน่ายรายเล็กทั่วไป อาจถูกปรับที่ 400 บาท เป็นต้น

การออกข้อกำหนดครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิดความเป็นยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่การค้าออนไลน์เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน “ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 22:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486102

ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน "ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวใหญ่วันนี้หนีไม่พ้นเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กทม. บริเวณโซนพลาซ่า ซึ่งเป็นอาคารสูง 10 ชั้น ต้นเพลิงพร้อมกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณชั้น 3 เจ้าหน้าที่ทำการฉีดควบคุมเพลิง และใช้เวลาไม่ถึง 30 นาทีก็สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ไม่นานหลังเกิดเหตุ ศัลย์ มูลศาสตร์ ผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ เปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุเป็นร้านขายเครื่องเสียงชื่อ”สวนเสียง” มีขนาดความกว้างประมาณ 20 ตารางเมตร ได้รับแจ้ง เวลาประมาณ 7.15 น. โดยเวลาดังกล่าวระบบดับเพลิงของตัวอาคารทำงานปกติ เมื่อตรวจพบกลุ่มควัน สปริงเกอร์ก็ทำงานทันที ต่อมาได้ประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงตัวอาคารเข้ามาทำการฉีดสกัดเพลิง และประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงจนสามารถควบคุมได้สำเร็จ

พื้นที่เพลิงไหม้นั้นเสียหายเฉพาะบริเวณของร้านเครื่องเสียงไม่กระทบร้านใกล้เคียงคาดว่าช่วงบ่ายวันเดียวกันจะเปิดทำการในส่วนของร้านอื่นๆได้ตามปกติ

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รักษาการผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. กล่าวว่า การจัดการเพลิงไหม้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ได้น่ากลัวและอันตรายเท่ากับเชื้อเพลิงในกลุ่มสารเคมี ที่สำคัญโดยหลักการการก่อสร้างอาคารและตึกสูงในประเทศไทยถูกควบคุมด้วยกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันอัคคีภัย กฎหมายกำหนดไว้ในระดับที่เพียงพอต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้อยู่แล้ว เพียงแต่จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของเจ้าของอาคารและผู้ตรวจสอบ

แนวทางป้องกันเหตุอัคคีภัยสำหรับตึกสูงนั้นมีระบุไว้อย่างชัดเจน เป็นลักษณะของการบอกว่าคุณต้องมีอุปกรณ์ในการจัดการหากเกิดเหตุฉุกเฉินยังไงบ้าง ต้องมีระบบสปริงเกอร์ ทางหนีไฟ เสียงสัญญาณเตือนเหตุ เครื่องตรวจจับควัน ระบบท่อ ลิฟท์ดับเพลิง เครื่องปั๊มน้ำ เป็นต้น พูดง่ายๆ กฎหมายควบคุมและบอกให้คุณมีระบบในการจัดการ แต่ระบบจะทำงานได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจสอบอาคารประจำปีว่าได้ไปตรวจสอบหรือเปล่าว่าอุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานได้หรือไม่ วางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆได้ถูกต้องแค่ไหน จัดการอุปสรรคที่อาจขัดขวางการทำงานได้มากน้อยเพียงไร สำหรับอาคารสูงถ้าอุปกรณ์ทุกอย่างได้มาตรฐาน อุบัติเหตุเพลิงไหม้มันไม่ลุกลามมากไปกว่าที่เกิดขึ้นเหตุภายในห้อง” พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ระบุ

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า การจัดการพื้นที่โดยรอบอาคาร มีผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพไว้พร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันถือเป็นเรื่องสำคัญในการลดความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

“เพลิงไหม้ในอาคารสูง สิ่งที่น่ากังวัลคือ พื้นที่ในการปฎิบัติการ เนื่องจากสถานที่และอาคารหลายแห่งมักละเลยในการสร้างพื้นที่ฉุกเฉินไว้ ขณะเดียวกันอุปกรณ์ดับเพลิงภายในอาคารยังมักขาดการดูแล เช่น ลิฟท์ฉุกเฉินไม่ทำงาน สัญญาณและไฟฉุกเฉินแจ้งเตือนไม่ทั่วถึง สปริงเกอร์ไม่ทำงาน พวกนี้หลายแห่งปล่อยปละละเลย วัวหายล้อมคอก รอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยทำ”

อัญวุฒิ บอกว่า หากเจ้าของผู้ดูแลสถานที่ใส่ใจกับทีมรักษาความปลอดภัย มีอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานและเข้าถึงได้ง่าย หากถึงเวลาเกิดเพลิงไหม้ขึ้นก็จะสามารถจัดการปัญหาเบื้องต้นได้ดีและทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว

ด้าน เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า หลักใหญ่ 4 ข้อในการกำจัดความเสี่ยงต้นเหตุที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่ประชาชนควรรู้คือ

จัดการความเสี่ยงด้วยตัวเอง

“ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดไฟไหม้ด้วยตัวเองก่อน โดยมีความรอบคอบในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ ที่อาจเป็นเชื้อเพลิงและต้นเหตุเพลิงไหม้ได้”

ทางหนีทีไล่

“ตัวอย่างใกล้ตัวเช่น บ้าน ต้องมีหน้าต่างสัก 1 บาน ประตูหรือพื้นที่ที่สามารถเปิดออกได้ง่ายและเป็นที่รับรู้ของทุกคนในบ้าน ปัจจุบันหลายคนละเลย ต่อเติมบ้านเรือนอาคารสถานที่จนอาจเป็นอุปสรรคในยามฉุกเฉินได้”

ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย

“เครื่องจับควัน เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้ง่ายมากในปัจจุบัน หากมีการติดตั้ง ตรวจเช็คเเละทดลองใช้อย่างสม่ำเสมอ ความปลอดภัยในสถานที่ก็จะมีมากขึ้น”

ซ้อม ซ้อม ซ้อม

“หลายคนมักละเลยหรือไม่ใส่ใจการร่วมซ้อมหนีไฟของบริษัท สถานประกอบการ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก”

เอนก ยืนยันว่า อาคารขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างภายหลังปี พ.ศ. 2535 ตัวอาคารจะสามารถผจญเพลิงได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยมีกฎหมายบังคับ อย่างไรก็ตามเจ้าของอาคาร ผู้ประกอบการ พนักงานหรือผู้อยู่อาศัยต้องใส่ใจในการซ้อมและมีแผนรองรับหากเกิดเหตุ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกอาคารต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ตกอยู่ในความประมาท หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์จัดการเพลิงไหม้เเละซ้อมรับมืออยู่เสมอ

 

“ใบขับขี่ใหม่”เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 มีนาคม 2560 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485440

"ใบขับขี่ใหม่"เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เมืองไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

นอกจากปัญหาเมาแล้วขับ ซิ่ง ซ่า คึกคะนอง  “ทักษะการขับรถที่ไร้คุณภาพ” ก็ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องถนนบ้านเราเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกเตรียมกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ในการออกใบอนุญาตขับรถและการขอต่ออายุ โดยบังคับให้ทุกคนต้องเรียนกับโรงเรียนสอนขับรถภายใต้การกำกับดูแลของกรมขนส่งทางบก ต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องกฎจราจร 15 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า

เสียเวลา มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดช่องโหว่ในการซื้อใบขับขี่

เมืองไทยได้ใบขับขี่ง่ายเกินไป

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังด้านรถยนต์ มองว่า การได้ใบอนุญาตขับขี่ในประเทศไทยนั้นง่ายเกินไป

สมัยก่อนพ่อแม่พี่น้องสอนขับรถให้ แล้วไปซื้อพรบ.จราจรมาท่องไม่กี่ข้อ ก็ไปสอบใบขับขี่ได้เลย เราจึงมีคนที่ขับรถได้เต็มถนน แต่ขับรถไม่เป็น ขับรถได้คือ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เข้าเกียร์ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก แต่เวลาขับรถผ่านสี่แยกเปิดไฟฉุกเฉิน ยังเถียงกันอยู่ทั้งประเทศว่าถูกต้องหรือไม่ การมีชั่วโมงอบรมเรื่องกฎจราจร ข้อกฎหมาย มารยาท ข้อพึงปฏิบัติที่มากขึ้น จะช่วยคัดกรองคนขับที่มีคุณภาพออกสู่ท้องถนน

เรื่องค่าใช้จ่ายแพงขึ้น คนก็บ่นเกินไป รถคันละเป็นแสนคุณซื้อได้ แต่กลับไม่ยอมเสียค่าเรียนขับรถที่ถูกต้องแค่ 5,000 แถมใช้ได้หลายปี ถ้าคิดตามความรับผิดชอบของสังคมแล้วไม่แพงหรอก หรือการอบรม 15 ชั่วโมง วันนี้ไปอบรม 3 ชั่วโมง พรุ่งนี้ไปอบรมเพิ่มอีก 3 ชั่วโมง กักตุนไปเรื่อยๆ อย่างน้อยมันได้ฝึกระเบียบ ฝึกความอดทนว่ากว่าคุณจะได้ใบขับขี่มานั้นมันยากเย็นแค่ไหน

กูรูด้านรถยนต์รายนี้ กล่าวว่า ความกังวลที่ว่าจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดปัญหาซื้อใบขับขี่ กรมการขนส่งทางบกต้องควบคุมโรงเรียนสอนขับรถเอกชนอย่างเข้มงวด เพราะถ้าย่อหย่อนก็เท่ากับตีงูให้กากิน ทำให้โรงเรียนเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตเหล่านั้นกลายเป็นแหล่งออกใบขับขี่

การกำหนดหลักเกณฑ์ออกใบขับขี่แบบใหม่ ผมมองว่าปัญหาต่างๆบนที่เกิดขึ้นบนท้องถนนที่เป็นอยู่มันคงแก้ไม่ได้ เพราะคนที่มีใบขับขี่ไปแล้วมันก็เป็นไปแล้ว แต่มันช่วยจะไม่ให้ปัญหาใหม่งอกเงยขึ้น ยกตัวอย่างเวลาผมจัดอบรมการขับรถ คนเกือบครึ่งห้องยังไม่รู้ว่าจะวัดน้ำมันเครื่องตรงไหน วัดยางลม วัดน้ำกลั่นยังไง เวลาขับรถไปเสียกลางถนนมันก็เป็นภาระสังคม ฉะนั้นนอกจากข้อกฎหมาย วินัยจราจร ควรเรียนรู้เรื่องรถและช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นด้วย

เรียนขับรถดีกว่าให้ใครไม่รู้มาสอน

ชูฤทธิ์ นิลพุดซา วิทยากรสถาบันสอนขับรถยนต์ Safe Driver Education เห็นด้วยกับการเข้มงวดในการออกใบอนุญาตขับขี่

“ในฐานะครูสอนขับรถ ผมเห็นด้วยนะที่ต้องทำให้มันได้ยากขึ้น ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ คุณต้องไปเรียนขับรถ 2-3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ ขับให้ครูฝึกดูทุกวัน ภายใน 3 เดือนเขาจะดูว่าคุณพร้อมที่จะขับออกมาบนท้องถนนไหม ขับอย่างมีคุณภาพไหม การให้เพื่อนสอนขับรถกับเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรม ถ้าผู้สอนเป็นคนอารมณ์ร้อน เวลาขับก็จะใจร้อน ด่า ขับเร็ว คนเรียนก็จะจดจำตรงนี้ไป เวลาออกไปขับจริงก็จะใจร้อน หงุดหงิด และมีอารมณ์ตาม แต่ถ้าเรียนจากสถาบันดีที่มีคุณภาพเขาจะปลูกฝังเลยว่าต้องมีทักษะการขับที่ดี มีจิตสำนึก มีน้ำใจ เน้นเรื่องทัศนคติ เรื่องความปลอดภัย

ครูสอนขับรถหนุ่มรายนี้ ยอมรับว่า การอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนสอนขับรถและออกใบขับขี่ได้ อาจเป็นช่องโหว่ทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมาบ้านเรามีโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้สอนขับรถ และสามารถออกใบขับขี่ได้ด้วย แต่หลายแห่งไม่ค่อยมีคุณภาพ ยังซื้อใบขับขี่ได้อยู่ พอได้ง่าย เวลาออกไปขับรถบนถนนก็ไม่มีคุณภาพ ไม่มีจิตสำนึก ไม่รู้กฎหมาย เกิดอุบัติเหตุตามมา ดังนั้นกรมการขนส่งทางบกต้องคัดกรองโรงเรียนสอนขับรถให้ดีๆ มีการตรวจสอบที่เข้มข้น ใครขายใบขับขี่ หรือออกใบขับขี่ง่าย ไม่มีคุณภาพ ก็สั่งปิดเลย ถ้าคัดกรองไม่ดี จะสร้างปัญหา ปล่อยคนขับที่ไม่มีคุณภาพออกมา ขับสะเปะสะปะ ประมาท เสี่ยงอันตราย บางโรคที่ไม่อนุญาตให้ขับรถ เช่น โรคหัวใจ ลมบ้าหมู ห้ามขับรถเลย แต่บางสถาบันยังออกใบขับขี่ให้”

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนขับรถที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000-5,000 บาทนั้น ชูฤทธิ์ให้ความเห็นไว้อย่างน่าคิด

ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าเงินไทยประมาณ 8 หมื่นบาท เรียน 3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ แถมเรียนแล้วถ้ายังขับไม่ได้ก็ต้องไปลงเรียนใหม่ ที่ญี่ปุ่น วิชาขับรถต้องอ่านหนังสือเล่มหนาๆไม่ต่างจากหนังสือแบบเรียน แบบนี้ถึงจะได้คนขับที่มีคุณภาพ ถ้าเรียนง่ายๆผ่านออกมาง่ายๆก็จะได้คนขับที่ไม่มีคุณภาพ เกิดขับไปเกิดอุบัติเหตุ ค่าเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสน หรือไปชนคนตาย ค่าเสียหายเป็นล้าน แถมติดคุกอีก เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาทในการเรียนขับรถที่ถูกต้องนั้นถือว่าไม่แพงเลย

เพิ่มความเข้มงวดมือใหม่หัดขับ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) บอกว่า ปัจจุบันคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงบนถนน หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือตัวคนขับรถที่ไม่มีทักษะ ขาดความรู้ความรับผิดชอบ ฉะนั้นการที่กรมการขนส่งทางบกจะยกระดับเรื่องการออกใบอนุญาตขับขี่ถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม

ในต่างประเทศ ชั่วโมงการอบรมไม่ใช่แค่ 15 ชั่วโมง การได้ใบขับขี่จะเป็นขั้นเป็นตอน (graduated licensing) หมายความว่า ต้องปูพื้นฐานการเรียนรู้ อบรมอย่างเป็นระบบ เช่น ญี่ปุ่น อบรมความรู้ 30 ชั่วโมง แล้วค่อยไปสอบภาคปฏิบัติโดยให้ไปขับรถอยู่ภายใต้การกำกับของครูฝึก ตั้งแต่การปรับเบาะ ปรับกระจก ออกรถ จนถึงขับบนถนนจริงๆ ไม่ใช่แค่ถอยเข้าถอยออกแบบที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบัน หากสอบผ่านสิ่งที่จะได้มาคือ ใบขับขี่ชั่วคราว (learner) อายุ 1 ปี แถมยังมีเงื่อนไขต่างๆอีกหลายข้อ เทียบกับบ้านเราที่จะอบรม 15 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เยอะเลย”

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าคิดต่อคือ การอบรม 15 ชั่วโมงที่โรงเรียนสอนขับรถได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งทางบกให้เข้ามาดูแลนั้น ทำอย่างไรให้ได้มาตรฐาน ทั้งวัสดุอุปกรณ์ สื่อ และครูผู้สอนให้ใกล้เคียงกันทุกโรงเรียน

ควรมีการตรวจสอบประเมินว่า ใครผ่านอบรมและทดสอบจากโรงเรียนไหน ถ้าไปขับรถชน เมาแล้วขับ ทำพฤติกรรมไม่ดีบนท้องถนน แล้วไปย้อนดูว่าจบมาจากโรงเรียนอะไร ก็จะรู้ได้ว่า คนนี้ขาประจำ คนนี้ทำผิดซ้ำซาก พูดง่ายๆคือ ต้องให้ความสำคัญกับระบบเชื่อมโยงข้อมูล คนที่มาทำใบขับขี่ หรือต่ออายุใบขับขี่ ควรเก็บบันทึกประวัติ ยกตัวอย่างเน็ตไอดอลสาวคนหนึ่งที่ขับรถไปชนรถคันอื่น 9 คันรวด แล้วคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี แต่กลับโพสต์ว่าไปต่อใบขับขี่ที่หมดอายุ ตรงนี้เป็นการอุดช่องโหว่ที่ทำให้เรารู้ประวัติว่า ใครถูกแบล็กลิสต์ ใครควรระงับใบขับขี่ ใครถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

นักวิชาการด้านความปลอดภับบนท้องถนน ทิ้งท้ายว่า อยากให้รัฐเข้มงวดเป็นการเฉพาะกับคนที่ถือใบขับขี่ชั่วคราว เพราะข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่า คนที่เพิ่งได้ใบอนุญาตขับขี่ในปีแรกมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงสุด หมายถึงพวกมือใหม่หัดขับทั้งหลาย

“ทำอย่างไรที่จะควบคุมคนพวกนี้อย่างเข้มงวดที่สุด เช่น ออกบทลงโทษที่รุนแรงกว่าปกติ รวมถึงคนที่ไม่มีใบขับขี่ หรือไม่พกใบขับขี่ขณะขับรถ พวกนี้ถือว่าอันตรายมาก ที่ผ่านมาเรามีบทลงโทษอ่อนมาก คนจึงไม่เกรงกลัว

ท่ามกลางเสียงบ่นว่า หลักเกณฑ์การออกใบขับขี่ใหม่นั้นทำให้ประชาชนเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่กันขึ้น ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากปล่อยให้ได้ใบขับขี่มาง่ายๆสบายๆ อาจสร้างปัญหาที่ใหญ่โตกว่าตามมาอย่างคาดไม่ถึง.

 

ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 16:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485371

ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สังคมไทยปัจจุบันพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในทุกๆ ด้านตั้งแต่การทำงาน การดำรงชีวิต ซื้อของ รวมไปถึงการทำธุรกรรมต่างๆ ให้จบบนเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียว แต่ทว่าประโยชน์มากมายที่ผู้บริโภคได้รับจากบริการที่สะดวกเหล่านี้ อีกด้านกลับมีปัญหาที่แฝงอยู่ เช่น การหลอกลวง ฉ้อโกง นี่จึงเป็นประเด็นที่เครือข่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันจัดเสวนา “เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคไทยยุค 4.0” เพื่อเป็นขอแนะนำเตือนให้ผู้บริโภครู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี

สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิจัยอิสระ สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันคนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดียกว่า 38 ล้านคน หรือ 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเฟสบุ๊คยังคงเป็นสื่อออนไลน์ที่นิยมมากที่สุดถึง 41 ล้านยูสเซอร์ ส่วนปัญหาหลักที่พบจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ในกลุ่มยาอาหารเสริม และที่น่าตกใจพบว่าปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิตจากการสั่งซื้อยาอาหารเสริมผ่านระบบนี้จำนวน 4 ราย และมีผู้ที่ประสบเหตุเช่นนี้อีกมาก

ขณะที่ปัญหาโดยตรงของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายบนโลกออนไลน์เป็นสินค้าจริงหรือไม่ เพราะแม้แต่ตราหน่วยงานรับรองคุณภาพยังมีการปลอมแปลง ประกอบกับการทำงานของหลายหน่วยงานที่ดูแล ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องรอทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันก่อนว่าสินค้าที่พบผิดกฎหมายหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย

ดังนั้น เบื้องต้นวิธีการป้องกันในผู้บริโภค อย.ควรเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบระบบคลังฐานข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์สินค้าได้ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาก่อนซื้อสินค้า แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ถูกจำกัดให้ใช้เพียงหน่วยงานเท่านั้น

รศ.วิทยา กุลสมบูรณ์ ศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมาก โดยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเฉลี่ยวันละเกือบ 10 ชั่วโมง แบ่งเป็นคอมพิวเตอร์ประมาณกว่า 6 ชั่วโมงและโทรศัพท์มือถือมากกว่า 3 ชั่วโมง หลักๆเพื่อการติดต่อสื่อสาร ส่งข้อมูล ทำธุรกรรมต่างๆ

สำหรับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้เทคโนโลยีทำธุรกรรมมากขึ้น เนื่องจากรู้สึกว่ามีความสะดวก มีบริการส่งถึงบ้าน มีร้านให้เลือกจำนวนมาก และซื้อสินค้าได้ในราคาถูกกว่าซื้อหน้าร้าน ทำให้ปัจจุบันการตลาดบนสื่อออนไลน์มีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี

รศ.วิทยา กล่าวว่า การป้องกันสิทธิของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ทุกครั้งควรเก็บใบเสร็จการโอนเงินไว้ เพราะถ้าหากถูกโกงสามารถเรียกร้องได้ทันทีซึ่งมีผลทางคดี 3 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ แต่คิดว่าทางป้องกันดีที่สุดในเบื้องต้น ผู้บริโภคก็ควรตรวจสอบประวัติผู้ที่ทำธุรกรรมก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันในระดับหนึ่ง แต่คิดว่าไม่ควรเห็นกับสินค้าราคาถูกหรือแพงเกินไปเพราะถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้น อาจไม่คุ้มค่ากับผลที่ตามมา

จินตนา ศรีนุเดช ผู้แทนสมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า กล่าวว่า การเป็นผู้บริโภคมืออาชีพต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีทุกอย่างที่มี 2.ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากแบรนด์สินค้าโดยทันที แต่ควรเชื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ต และการร้องเรียน 3.หากประสบปัญหาต้องกล้าร้องเรียนเพื่อเป็นผู้นำ ให้กับผู้บริโภคคนอื่นที่ไม่ได้รับความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรหน่วยงานรัฐก็ควรสร้างกลไกมาดูแลคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภคอย่างแท้จริงและให้ภาคประชาชนมีส่วนผลักดัน

ปฏิวัติ เฉลิมชาติ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคประสบปัญหาจากการรู้ไม่ทันการใช้เทคโนโลยีมาก เช่น แชร์ข้อมูลลงไปโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรอง ตรงนี้จะเป็นช่องทางทำให้ผู้ประกอบการนำมาโต้ตอบผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานหมิ่นประมาทได้ ดังนั้นแนะนำว่าผู้บริโภคต้องมีสติก่อนที่จะแชร์ข้อมูลลงไปบนสื่อออไลน์ เพื่อไม่ทำให้การเรียกร้องสิทธิได้รับผลกระทบ

ขณะที่การทำงานของหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภค ที่ผ่านมายังคงล้าช้าจึงอยากให้ปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เช่น การฟ้องร้องควรฟ้องแทนประชาชนผู้เสียหายจริงๆ ไม่ใช่ให้แต่เพียงคำแนะนำและปล่อยให้ผู้บริโภคดำเนินการฟ้องร้องเอง

และสิ่งสำคัญที่อยากให้มีการปฏิรูปหน่วยหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภคตอนนี้ ซึ่งมีความหลากหลายมากเกินไปถึง 7 หน่วยงานหลัก เช่น ถ้าหากต้องการร้องเรียนเรื่องยาต้องไป อย. ปัญหาจากการใช้รถต้องไปร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และปัญหาจากการใช้โทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตต้องไปสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้ ตั้งหน่วยงานมาดูแลคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเพียงแห่งเดียว เช่น ที่ภาคประชาชนเสนอให้ตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ไม่มีความเป็นอิสระตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ที่อาจเข้ามาแทรกแซงได้

ดังนั้นภาคประชาชนขอแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว และเห็นควรทำให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอิสระจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถทำงานไม่เต็มที่ ไม่เช่นนั้นผู้เสียผลประโยชน์ก็ยังคงตกอยู่กับผู้บริโภคต่อไป เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

 

 

ผ่าสถานการณ์รัฐบาลทหาร “แก้เกม” ราคาข้าว : เข้มอำนาจ คุมเกมเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774371


ลมหนาวโชยมาสัญญาณว่าหน้าฝนกำลังจะผ่านพ้นไป ปฏิทินย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน

ฤดูกาลผันผ่าน วันเวลาเดินหน้า

หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทยก็พัฒนาไปตามระบบ ไม่มีอะไรสะดุดหยุดนิ่ง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

รวมไปถึงประชาชน คนไทยส่วนใหญ่รู้หน้าที่เป็นอย่างดี

ในห้วงเวลาพิเศษที่ต้องกอดคอกันก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบาก

หลังจาก “องค์พ่อ” ผู้เป็น “เสาหลัก” ของบ้านเมืองเสด็จสู่สวรรคาลัย

และผ่านไป 20 กว่าวัน บรรยากาศที่พระบรมมหาราชวังยังเต็มไปด้วยประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” อย่างไม่ขาดสาย

เพียงแต่ความหนาแน่นลดลงไปกว่าช่วงแรกๆ

เพราะส่วนหนึ่งทางสำนักพระราชวังและกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) โดยกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครได้มีการจัดระเบียบการเข้าสักการะพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ

วางระบบคิว จัดการ “คัดกรอง” คนเป็นรอบๆและกำหนดเปิดปิดเป็นช่วงเวลา

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกของประชาชน รวมถึงการวางมาตรการรักษาความปลอดภัย ง่ายต่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจะปฏิบัติหน้าที่

ป้องกันผู้ไม่หวังดีแฝงเข้ามาก่อเหตุในช่วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

รวมถึงจิตอาสาก็มีการจัดให้ลงทะเบียนกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสำรวจสิ่งของที่ขาดและจำเป็น พร้อมแนะให้ผู้มีจิตศรัทธานำอาหารแห้งที่ไม่เสียง่ายมาบริจาค เพราะอากาศร้อน ทำให้ของสดเสียง่าย

อีกทั้งการขอความร่วมมือในการลดใช้โฟม เนื่องจากปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นหลายสิบตันต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นเศษอาหาร ขยะเปียกและโฟมที่ย่อยสลายยาก

ลำบากต่อการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมในภายหลัง

ขณะเดียวกัน ทาง กทม.ก็มีการขอคืนพื้นที่ท้องสนามหลวงเพื่อทำการปรับพื้นที่เตรียมการก่อสร้างพระเมรุ ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับเต็นท์ให้ประชาชนพักรอ เต็นท์จิตอาสาแจกจ่ายของบริจาคลดลงไปด้วย

ภาพความคึกคักจนถึงขั้นวุ่นวายลดโทนลงไป

ทุกอย่างถูกจัดเข้าระบบ เพื่อพระราชพิธีสำคัญ

ส่วนบรรยากาศทั่วไปก็เริ่มกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดอนุญาตให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ออกอากาศตามผังรายการเดิมได้

รวมถึงกิจกรรมทางด้านบันเทิง งานเทศกาลระดับประเทศ ระดับจังหวัด งานส่งเสริมเศรษฐกิจระดับจังหวัด งานเทศกาลพื้นบ้าน และการประชุมต่างๆ อาทิ งานบวช หรืองานแต่งงาน

สามารถกลับมาจัดกิจกรรมต่างๆได้เหมือนเดิม ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ หลังครบกำหนด 30 วันที่รัฐบาลขอความร่วมมือไว้

เพียงแต่มีการเน้นย้ำถึงความเหมาะสม

ทุกอย่างอยู่ในโหมดถูกบล็อกโดยอารมณ์ของสังคมไทย ในห้วงการสูญเสียครั้งสำคัญ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้สงบราบเรียบเสียทีเดียว

อย่างที่สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมแฝงอยู่ตามรอยร้าวความแตกแยก

จุดแรกเลยก็คือเหตุก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ปะทุขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัด ปัตตานี นราธิวาส สงขลา เกือบ 20 จุด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งลอบยิง วางระเบิด โดยมีพลทหารพลีชีพไป 1 นาย

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธว่า การก่อเหตุดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้

นำทีม “ครม.ส่วนหน้า” เดินทางลงพื้นที่เป็นครั้งแรก

ไฟใต้แทรกเข้ามากระตุกสถานการณ์ด้านความมั่นคง

แต่นั่นยังไม่ร้อนแรงเท่ากระแส “ข้าว” ราคาดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 10 ปี เป็นปมสั่นสะเทือนทั้งสถานการณ์ด้านการเมืองและโยงไปกระแทกภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ถึงขั้นทำให้ผู้นำเกิดอาการนั่งไม่ติด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องรีบเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

เคาะโต๊ะกัน 2–3 รอบ ก่อนดันตัวเลขรับจำนำ “ยุ้งฉาง” ตันละ 13,000 บาท

โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนแถลงเองเลยว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จะได้เงินจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส.ตันละ 9,500 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาอีก 1,500 บาท

รีบอัดฉีดงบประมาณแก้ปัญหากันแบบทันทีทันควัน

แม้จะติดปัญหาคาราคาซัง สถานการณ์นัวเนียกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ตันละ 15,000 บาทของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังโดนคำสั่งทางปกครองเรียกเช็กบิลค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

เป็นโอกาสให้อีกฝ่ายแก้ต่างได้ รัฐบาลทหารก็ต้องรับจำนำเหมือนกัน

ที่อันตรายกว่านั้น มันสุ่มเสี่ยงมากกับการเปิดช่องให้พวกเสือหิว เสือโหย ฉวยจังหวะสถานการณ์ช่วงชุลมุน โยนงบฯลงไปกู้สถานการณ์ฉุกเฉิน

แฝงเป็นเหลือบเขมือบข้าวซ้ำรอยโครงการรับจำนำ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เทียบกับสถานการณ์เสี่ยงๆแบบที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องส่งหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ แนะนำให้ใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์ในการเจรจาทำความเข้าใจปมราคาข้าวไม่ให้มีการเคลื่อนไหว

รีบสกัดม็อบชาวนาตั้งแต่ต้นลม

จับอารมณ์มันก็ชัดเจนว่า รัฐบาลทหารที่ว่าอำนาจแน่นปึ้ก แต่ไม่เสี่ยงกับปมข้าวที่อาจจะลามเป็นประเด็นการเมืองมากระตุกแรงเสียดทาน คสช.

ถ้าปล่อยให้ลามถึงจุดนั้น ผลเสียหายอาจจะมากกว่าหลายเท่า

เรื่องของเรื่อง ตามโจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่า สถานการณ์ข้าวราคาร่วงทะรูดทะราด เป็นยุทธศาสตร์ “สมรู้ร่วมคิด” กัน ระหว่างเจ้าของโรงสีกับนักการเมือง

สร้างเรื่อง ปั่นกระแสกระตุกขารัฐบาลท็อปบูต

และก็ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ คล้อยหลังจากถ้อยแถลงของผู้นำ ตามฉากล้อกันกับที่ประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.นั่งเป็นประธาน

มีการสั่งการให้ทหารออกตรวจโรงสีในต่างจังหวัด ทั้งในภาคอีสาน ภาคเหนือ เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลการเชื่อมโยงการทุบราคาข้าว

พร้อมขู่ ไม่ให้กดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา

ทหารเล่นบทดุตามสัญญาณผู้นำ บุกกดดันกันแบบถึงลูกถึงคน

นำมาซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้นิ่มๆจากสมาคมโรงสีข้าวไทยประกาศยุติบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของอุต-สาหกรรมข้าว และการค้าข้าวไทย

อ้างเพราะถูกมองเป็นผู้ร้ายของสังคม

ตามอารมณ์ก็ยิ่งตอกย้ำเสียงวิจารณ์ผู้นำ คสช.ผลักแนวร่วมไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด ทั้งพ่อค้าโรงสี นักการเมือง ชาวนา แม้กระทั่งสื่อมวลชน ที่ถูกตั้งแง่ว่าเสนอข่าวทิ่มแทงรัฐบาล

อยู่ในขบวนการปั่นป่วนความมั่นคง

และโดยสถานการณ์ที่โยงกันเป็นฉากต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องเคลียร์แรงเสียดทาน

กับการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลที่มีคำสั่งให้นักข่าวต้องแสดงตัว แสดงเอกสารจากต้นสังกัดในการแลกบัตรเข้าทำข่าว

ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเล็กๆ แต่มันแฝงปมทางใจของคนเป็นใหญ่

นั่นก็เพราะมีการตั้งข้อสังเกตในหมู่สื่อมวลชนถึงมาตรการที่ออกมา มุ่งเฉพาะเจาะจงไปที่นางยุวดี ธัญญสิริ หรือ “เจ๊ยุ” นักข่าวอาวุโสระดับตำนานทำเนียบรัฐบาล

คนที่เป็นข่าวมีคิวพูดผิดหู สร้างความขุ่นเคืองให้ผู้นำมาเป็นระยะ

ถึงจังหวะกำจัดเสี้ยนหนาม “เจ๊ยุ” ต้องเก็บของกลับบ้าน

โดยสถานการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลระแวงไปทุกจุดต้องสงสัยที่แฝงแนวร่วมฝ่ายต้าน

ตามเงื่อนเวลาที่เดินมาถึงช่วงท้ายๆของรัฐบาล คสช. ทหารใกล้หมดเทอม ในโหมดที่นักการเมืองก็ต้องขยับเดินกระแสเตรียมการเลือกตั้ง ตามเงื่อนปฏิทินเวลาที่ประกาศไว้ในโรดแม็ป คสช.

ต่างฝ่ายต่างต้องเบียดชิงกระแสกันตามเกม

และแน่นอนมาถึงนาทีนี้ ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ คงจะไม่สนใจเงื่อนไขอะไรมากไปกว่าการประคองแรงกระเพื่อมให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะนิ่งได้

แบบที่เจ้าตัวได้ขอร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคองสถานการณ์ก้าวผ่านช่วงยากลำบากของประเทศ

นั่นหมายถึงที่สุดเลย ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ความชอบธรรม

ตามเหลี่ยมที่รัฐบาล คสช.จะอ้างเงื่อนไขในการยกระดับความเข้มในการใช้อำนาจพิเศษ

เพื่อความจำเป็นของภารกิจสำคัญอย่างยิ่งยวด

ในการอารักขาช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศ.

“ทีมการเมือง”

 

ดราม่าแย่งมวลชนคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774241


แย่งซีน ชิงพื้นที่สื่อคืนทันทีทันใด

กับช็อตที่ “อดีตนายกฯปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ เยี่ยมให้กำลังใจชาวนาที่กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

ไม่ยอมน้อยหน้า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่เพิ่งสวมบทพระเอกออกมาตรการซับน้ำตาชาวนา “จำนำยุ้งฉาง” การันตีราคาข้าวหอมมะลิตันละ 13,000 บาท

นางสิงห์กระชากเรตติ้งคืนทันควัน ไม่ยอมเสียยี่ห้อ ให้ใครลบเหลี่ยมโครงการจำนำข้าว โปรเจกต์ชิ้นโบแดงของรัฐบาล “อดีตนายกฯปู”

เจอจัดเต็มช็อตดราม่าทุกรูปแบบ ท็อปบูตได้แค่มองตาปริบๆ ตามไม่ทันเกมเซียนการตลาดระดับมืออาชีพของทีมงานนายใหญ่

ทั้งฉากการให้กำลังใจปลอบขวัญชาวนาให้ต่อสู้วิกฤติราคาข้าว การควักกระเป๋าซื้อข้าวสารและข้าวเปลือกจากชาวนาโดยตรง

บทดราม่าซับน้ำตากระดูกสันหลังของประเทศ มาถูกที่ ถูกจังหวะ ในยามราคาข้าวดิ่งเหว

โดยเฉพาะช็อตน้ำตาร่วง ช่วงตอบคำถามชาวนา จ.ศรีสะเกษ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่รู้จะชดใช้ยังไงหมด เพราะเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก” เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท ในโครงการรับจำนำข้าวให้รัฐบาล

โชว์ซีนซึ้งๆเลี้ยงกระแส มัดใจชาวนาอยู่หมัด ถึงขั้นขอร่วมลงขันช่วยสมทบทุนให้ “อดีตนายกฯปู” นำเงินไปจ่ายค่าปรับในโครงการจำนำข้าว

ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยังมีต้นทุนสำหรับเกษตรกรในสังคมชนบทอยู่เต็มหน้าตัก ท็อปบูตยังไม่สามารถแกะโลโก้พรรคเพื่อไทยออกจากชนชั้นรากหญ้าได้สำเร็จ

ตามภาพข่าวที่ปรากฏตามหน้าสื่อ ในฉากที่ “อดีตนายกฯหญิง” อยู่ในห้อมล้อมของชาวนา บางรายร้องไห้เข้ามากอด เรียกร้องอยากให้มี “โครงการจำนำข้าว” กลับมาเหมือนเดิม

แม้จะถูกเหน็บแนมเป็นการจัดฉากลงพื้นที่ แต่ก็ทำให้คนฝั่งรัฐบาลออกอาการลนลาน เกิดอารมณ์ขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด

จากท่วงทำนองของ “บิ๊กตู่” ที่พูดถึงกรณีนักการเมืองช่วยซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงว่า “ทำได้ แต่อย่าสร้างภาพ ขอให้ช่วยซื้อจริงๆ ไม่ใช่พอนักการเมืองไปแล้ว ประชาชนจะมาซื้อ คนขายก็ขนของหนีไปหมดแล้ว”

กระทั่งการประชดประชันของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ที่ท้าทายให้ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” รับซื้อข้าวจากชาวนาทั้งประเทศ

หรือการค่อนขอดของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ในทำนองทำเพื่อโหนกระแส สร้างเรื่องดราม่า เพื่อกลบความผิดเรื่องคดีความในอดีต

สะท้อนปรากฏการณ์ ท็อปบูตออกอาการผวาการเดินเกมชิงมวลชนคืนของพรรคเพื่อไทย

ในยามที่ทั้งฝ่าย คสช.และพรรคเพื่อไทย ต่างงัดกลยุทธ์ดึงชาวนาเป็นพวกในฐานะฐานอาชีพหลักของคนไทย

ตามสถานการณ์ที่ฝั่งรัฐบาลทุบกระปุกทุ่มงบฯ 20,000 ล้านบาท ออกมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” ดันราคาข้าว ปลดแอกชาวนา

คู่ขนานกับการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนกลางจับเข่าเจรจา “โรงสี–ชาวนา” ไม่ให้มีการกดราคาข้าว การให้กองทัพรับซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง การเปิดค่ายทหารและหน่วยราชการให้ชาวนามาขายข้าว และการวางแผนผลิตข้าวในระยะยาว

อัดมาตรการระยะสั้นและยาว ตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ปมราคาข้าวลุกลาม แฝงด้วยการบั่นคะแนนนิยม “ยิ่งลักษณ์” ไปในตัว

ขณะที่ฝั่ง “อดีตนายกฯปู” ต้องเร่งลงพื้นที่รักษาฐานเสียงส่วนใหญ่ ปูทางรับเลือกตั้งปลายปี 2560

แก้เกมในสถานการณ์ถูกรุกไล่ ตามสถานการณ์คดีสำคัญใกล้ถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็ม จากกรณีถูกเรียกค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท

และคดีความโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งลงมติถอดถอน นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร และ นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี สองอดีต ส.ส.เพื่อไทย

จากกรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และการสลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ถูกขึ้นบัญชีเว้นวรรคการเมือง 5 ปี เป็นรายล่าสุด

เครือข่ายนายใหญ่ ไม่ว่าระดับบิ๊กเนม และโนเนมต่างถูกเด็ดปีก ร่วงเป็นทิวแถวก่อนถึงวันเลือกตั้ง

ยังไม่นับรวมกติกาใหม่จากร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นคุณต่อนักเลือกตั้งอาชีพ

รวมทั้งกฎหมายลูกที่มีเงื่อนไขคุมเข้มคุณสมบัติผู้สมัครเลือกตั้ง ส่อเค้าตัดสิทธิคนติดแบล็กลิสต์คดีถอดถอน และคดีทุจริต ห้ามลงสนาม

ตลอดจนกติกาหยุมหยิมอีกสารพัดในการกลั่นกรองคนเข้าสู่ถนนการเมือง

ถึงเวลานั้นทีมนายใหญ่จะเหลือแนวร่วมกอดคอลงสนามกี่คน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ระอุไล่หลังชนวนข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773146


อย่างน้อยๆก็ได้เห็นปรากฏการณ์ดีงามของคนไทย ในห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้า

นอกจากภาพของบรรดา “จิตอาสา” เต็มท้องสนามหลวง จัดเต็นท์บริการอาหารการกิน น้ำดื่ม ชุดแต่งกาย รองเท้า ย้อมผ้า แก่ประชาชนที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ

ช่วยเหลือเกื้อกูล เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ภาพดีๆคนไทยออกสู่สายตาชาวโลก

ไม่เท่านั้น ในภาวะที่เกิดวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาตกทุกข์ได้ยากกับรายได้ที่หดหาย ต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการรวมกลุ่มสีข้าวบรรจุถุง ทั้งเร่ขาย โพสต์โซเชียลมีเดีย ขายตรงทางออนไลน์

พอมีข่าวออกมา ผู้คนแห่กันติดต่อขอซื้อข้าว

นอกจากได้ของใหม่สดจากแหล่งผลิต ยังถือว่าให้กำลังใจ “กระดูกสันหลังของชาติ”

หลังจากที่รัฐบาลนำร่อง เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” จัดงบฯจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส. เงินช่วยค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาตามที่นบข.เสนอ

สรุปตัวเลขเคาะทะลุ 13,000 บาทต่อตัน เบรกชนวนข้าวไม่ให้ลุกลาม

อีกทางหนึ่งภาคส่วนต่างๆ ตื่นตัวสนับสนุนชาวนา ทั้งกระทรวงมหาดไทย สั่งการด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือ ดูแลปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล

กระทรวงเกษตรฯสั่งการสหกรณ์ต่างๆทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก เตรียมความพร้อมในการจัดสต๊อกข้าวร่วมกับภาคเอกชน ในภาคอีสานและภาคเหนือ

โดยรับซื้อข้าวจากชาวนา 2.5 ล้านตัน ผ่านสหกรณ์ 47 แห่ง

ขณะที่อีกหลายหน่วยงาน ประกาศสนับสนุนโดยตรง นำโดยกองทัพบก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.สั่งการให้หน่วยทหารที่ต้องจัดหาข้าวเลี้ยงกำลังพลกว่า 1 แสนราย ระดมสั่งซื้อ

กระทรวงอุตสาหกรรมประสานโรงงานอุตสาหกรรม 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศช่วยซื้อข้าวจากชาวนา

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ จัด “เทศกาลข้าวไทย ร่วมใจช่วยชาวนา” จนถึง 24 พ.ย.59 ที่ตลาด อ.ก.ต. สวนจตุจักร

รวมทั้งเปิดเว็บไซต์ อ.ต.ก.สั่งซื้อข้าวและบริการจัดส่งให้ถึงบ้าน

นอกจากนี้ ส่วนหลายจังหวัด เปิดศาลากลางจังหวัดเป็นที่รับซื้อขายทั้งข้าวสารและข้าวเปลือก เช่นเดียวกับบริษัท ห้างร้าน ภาคเอกชน ปั๊มน้ำมัน กระทั่งสถานศึกษา ทั้งรับซื้อข้าว ทั้งเปิดพื้นที่ให้ขายข้าว

ทุกภาคส่วนร่วมอุ้มชาวนา แสงแห่งความหวังผุดขึ้นมาในบ้านเมือง

กระทั่งขั้วการเมือง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ออกเดินสายไปในจังหวัดทางภาคอีสาน เพื่อรับฟังทุกข์สุขชาวนา ถึงไม่วายถูกมองแฝงนัยของเกมฉายภาพ โยงเปรียบเทียบนโยบายแก้ปัญหาราคาข้าว

แต่ก็เป็นคิวที่ปฏิเสธไม่ได้ ในเรื่องทุกข์สุขของกองเชียร์ฐานเสียง

ในอีกจังหวะที่ต้องสู้หลังพิงฝาจากคิวถูกไล่บี้ในปม “จำนำข้าว”

กระนั้นก็ดี ผลข้างเคียงจากที่รัฐบาลเร่งมาตรการช่วยเหลือก็มีตามมา โดยเฉพาะการประกาศถึงสาเหตุราคาข้าวตกต่ำ นอกจากพูดถึงเรื่องผลผลิตล้นตลาด ยังมีสุ้มเสียงเข้มๆ

ในปม “นักการเมือง” จับมือ “โรงสี” กดราคาข้าว ดิสเครดิตรัฐบาล

กระทั่งมีสัญญาณสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และทหาร ลงสำรวจข้อมูลในแต่ละพื้นที่ นอกเหนือไปจากประเด็นความเดือดร้อนของชาวนา

ยังเหมือนพุ่งเป้าที่โรงสี ในเรื่อง “กดราคา” และวาระแฝงการเมือง

จนล่าสุดสมาคมโรงสีข้าวไทยที่มีสมาชิกทั่วประเทศ 1 พันราย ใน 50 จังหวัดที่มีการปลูกข้าว ประกาศยุติบทบาทในการร่วมเป็นคณะกรรมการเรื่องข้าวชุดต่างๆ

ยกเหตุทำนองน้อยใจ กระแสสังคมตราหน้าว่าเป็น “ผู้ร้าย”

ทั้งที่สมาคมยืนยันจุดยืน ดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล ยึดหลักชาวนาต้องมาก่อน รวมทั้งปฏิเสธกระแสข่าว โรงสีร่วมมือกับฝ่ายการเมือง กดราคาเพื่อหวังผลดิสเครดิต

เอาเป็นว่า สถานการณ์ราคาข้าวน่าจะบรรเทาไปได้ ถึงแม้จะแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่จะมีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจากการปลูกข้าวนาปรังในฤดูกาลที่จะมาถึง

เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวรับมือ บริหารจัดการ รวมทั้งเร่งมาตรการแก้ปมข้าวในระยะยาว

แต่ที่น่าจะเป็นเรื่องเหมือนกัน จากท่าทีของโรงสี และน่าจะตามมาด้วยพ่อค้าข้าวที่เริ่มมีแรงกระเพื่อมจากการชี้เป้า กลายเป็นหัวเชื้อความไม่พอใจ

เปิดช่องกลเกม “การเมือง” แฝง เสี่ยงเป็นแนวร่วมเขย่าอำนาจพิเศษ

เป็นอีกปมระอุที่ “บิ๊กตู่” ต้องรีบเคลียร์ โดยเฉพาะการจำแนกแยกแยะ ตรวจสอบข้อมูล โฟกัสเป้าหมายให้ชัด ก่อนตั้งข้อสงสัยเหมารวม

กลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่ต้องเร่งดับชนวนเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ความหวังที่ผุดขึ้นมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772191


เคาะไปเคาะมา ทะลุ 13,000 บาทต่อตัน

ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหัวหน้าคสช. ต้องเป็นคนแถลงออกอากาศเองเลยว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ “จำนำยุ้งฉาง”

จะได้เงินจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส.ตันละ 9,500 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาอีก 1,500บาท

ไม่ถึงขั้นรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 15,000 บาท เหมือนอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

แต่มันก็คือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่ทุกรัฐบาลหนีไม่ออก บอกกันตรงๆไม่ได้ว่ามันคือวิธีการแทรกแซงกลไกการตลาด

วิถีธรรมชาติของเมืองเกษตรแบบประเทศไทย

แน่นอนว่า ผลกำไร ขาดทุน ตัวเลขความเสียหายคิดกันลำบาก เพราะ

มันแปรกลับมาในรูปชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไร่ ชาวนา

นี่คือข้อเท็จจริงที่น่าตะขิดตะขวงใจสำหรับรัฐบาลทหาร คสช.

เพราะอีกทางหนึ่งสถานการณ์ข้าวกำลังเป็นเดิมพัน ตามเงื่อนไขสำคัญในคดีที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนไล่เช็กบิลให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวด้วยเงินมหาศาล 3.5 หมื่นล้านบาท

เรื่อง “ข้าว” กับการเมืองเลยพัวพันนัวเนียแกะออกจากกันไม่หลุด

เป็นจุดอันตรายที่ทุกรัฐบาลไม่กล้าท้าทายอารมณ์เดือดร้อนของชาวนา แม้แต่รัฐบาลทหาร คสช.ที่ว่าอำนาจแน่นปึ้ก ก็ไม่เสี่ยงลองของ

แบบที่กระทรวงมหาดไทยต้องส่งหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ให้ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเจรจาทำความเข้าใจปมราคาข้าว

รีบสกัดม็อบชาวนาเคลื่อนไหวแต่ต้นลม

ก่อนจะเคาะโต๊ะมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” เคลียร์สถานการณ์จบภายในช่วงแค่ 2–3 วัน

นั่นก็ชัดเจนว่า ทหารก็กลัวปัญหาข้าวบานปลายเป็นแรงเสียดทาน

แต่จุดที่น่าจะนำมาศึกษาเป็นบทเรียนจากปรากฏการณ์ข้าวราคาตกทะรูดทะราด สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่วนไปวนมาในอ่าง

คำตอบของปัญหาโลกแตกเรื่องข้าวที่แก้ไม่ตก

ชัดเจนสุดก็คืออาการลนๆของคนในรัฐบาล คสช.

ตั้งแต่นาทีแรกก็โทษนักการเมืองขั้วอำนาจเก่าจับมือกับพ่อค้าเจ้าของโรงสี โยนชาวนาไม่ยอมปรับตัวลดพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น ตั้งแง่สื่อมวลชนประโคมข่าวทิ่มแทงรัฐบาล

โบ้ยก่อนเลย ยังไม่ทันเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ด้วยซ้ำ

ทำให้ถูกวิจารณ์ ถนัดแก้ตัว แต่ไม่ชอบแก้ไข

ไม่ใช่แต่รัฐบาลที่ออกอาการไปไหนไม่ถูก ในมุมของชาวนาเองก็จ้องแต่เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เรียกร้องทวงคืนโครงการรับจำนำข้าว

ไม่คิดช่วยตัวเองก่อน เอาแต่คอยให้คนอื่นมากู้สถานการณ์

ทั้งๆที่ปัญหาข้าวราคาตกแบบนี้ก็เคยประสบกันมาแทบจะปีเว้นปี ก่อนที่อดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอัดฉีดโครงการรับจำนำตันละ 15,000 บาท

“กระดูกสันหลังของชาติ” จึงถูกมองว่าชินกับการรับความช่วยเหลือจนเคยตัว

ภาพออกมาไม่สวยทั้งชาวนาและรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางวังวนของปัญหาโลกแตกเรื่องข้าว มหากาพย์เรื่องเก่าๆของรัฐบาลและชาวนา

มันก็มีปรากฏการณ์แห่งความหวังผุดขึ้นมา

เมื่อได้เห็นอาการกระตือรือร้นของคนรุ่นใหม่ ลูกชาวนา นักศึกษา คนวัยทำงาน มีความคิดช่วยพ่อแม่ขายข้าวที่ปลูกเอง เพื่อกู้สถานการณ์ราคาข้าว โดยใช้ช่องทางผ่านการบอกปาก ต่อปากกันในกลุ่มคนรู้จัก โดยเฉพาะการขายข้าวผ่านโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม

เป็นการเพิ่มมูลค่าข้าว โดยตัดกลไกของพ่อค้าคนกลาง

ที่สำคัญได้ประโยชน์ทั้งชาวนาผู้ปลูกข้าวที่ได้ราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคก็ได้ซื้อข้าวราคาถูกกว่าข้าวถุงตามห้างสรรพสินค้า

และโดยสถานการณ์ “นำร่อง” ทำให้เห็นแนวโน้มในอนาคต การปลูกข้าวจะทำเท่าที่บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็เอามาขายในราคาที่เป็นธรรม

ชาวนาแบ่งพื้นที่นาปลูกพืชอื่น ทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อสลับการสร้างรายได้ทั้งปี เป็นการแก้ปัญหาวงจรราคาข้าวในระยะยาว

ความหมายของคำว่า “พอเพียง” ชัดเจนเองโดยอัตโนมัติ

สถานการณ์กลายเป็นคำตอบ ปรัชญาของ “พ่อ” มีการสานต่อแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง