ปล่อยเด็กเติบโตอย่างธรรมชาติ เขาจะค้นพบตัวเองในที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426537

ปล่อยเด็กเติบโตอย่างธรรมชาติ เขาจะค้นพบตัวเองในที่สุด

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พบว่า ปี 2558 มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 3.15 แสนราย ในจำนวนนี้มากกว่า 50% เป็นบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์

ก่อนหน้านั้น 1 ปี คือในปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คือ 2 ใน 5 สาขาที่บัณฑิต “ตกงาน” มากที่สุด

คำถามคือ เหตุใดสาขาวิชาที่ตกงานมากจึงยังมีผู้เรียนมากเช่นเดิม

แม้จะไม่มีตัวเลข “บัณฑิตเตะฝุ่น” ที่ชัดเจน แต่หากเทียบเคียงการประมาณการผู้สำเร็จการศึกษาปี 2559 ระดับปริญญาตรีกับผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในปีเดียวกัน โดย กองวิจัยตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงาน จะพบว่ามีส่วนต่างไม่น้อยกว่า 4.3 หมื่นราย

สะท้อนว่าการผลิตแรงงานไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาด นำมาซึ่งปัญหาการทำงาน “ไม่ตรงสาย”

แต่นั่นเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

ว่ากันให้สุด ฐานล่างของปัญหาข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้เรียนไม่รู้จักศักยภาพของตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก ขณะที่บุคลากรทางการศึกษาก็มีข้อจำกัดในการสนับสนุนจุดแข็งของเด็ก

เด็กจึงถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างผิดรูปผิดทรง

จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ อธิบายว่า สมองส่วนความคิดของมนุษย์จะเติบโตเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น คือ ระหว่างอายุ 20-30 ปี ช่วงวัยรุ่นจึงเป็นช่วงเวลาทองของการเรียนรู้ หากเด็กรู้จักตัวเองได้เร็วก็จะสามารถพัฒนาจุดแข็งได้อย่างเต็มที่

“สมองชั้นในซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ พฤติกรรม ความจำ และการเรียนรู้จะพัฒนาในช่วงอายุ 12-13 ปี ส่วนสมองเปลือกนอกซึ่งควบคุมสติปัญญาและความคิดเชิงเหตุผลจะพัฒนามากในช่วง 20-25 ปี ไปจนถึง 30 ปี” จุฬากรณ์ อธิบาย

ดังนั้น สมองทำงานด้วยเซลล์ประสาท ซึ่งเซลล์ประสาทจะแข็งแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับกระบวนการเตรียมตัว เด็กเล็กจะมีเซลล์นี้เป็นล้านๆ แต่พอเข้าสู่วัยรุ่นเซลล์จะลดลงแต่จะมีการก่อรูปใหม่ตามความถนัด หากเด็กค้นหาตัวเองเจอก่อนสมองก็จะได้รับการพัฒนาตามจุดแข็งนั้นๆ

ตามทฤษฎีพหุปัญญา ที่นำเสนอโดย ศ.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาการศึกษาแห่งฮาร์วาร์ด แบ่งปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้าน ทุกคนมีครบทุกด้าน เพียงแต่ในบางด้านโดดเด่นแตกต่างกัน

“ปัญญาทุกด้านไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ทำงานผสมผสานกันเป็นบุคลิกภาพของเรา ทฤษฎีนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาเพื่อจัดอันดับว่าใครมีปัญญามากน้อยกว่ากัน แต่มีไว้เพื่อให้คนได้ค้นพบและใช้ปัญญาที่ตนถนัดเพื่อประโยชน์แก่สังคม” คือความคิดรวบยอดที่นำเสนอไว้ตั้งแต่ปี 1983

นั่นหมายความว่า “ค่านิยมร่วมของสังคม” และการให้คุณค่าอาชีพผ่านมุมมองที่เหมารวม (Stereotype) ซึ่งบดบังและปิดกั้น “ทางเลือก” ของผู้เรียน เป็นสิ่งที่สวนทางโดยสิ้นเชิงกับทฤษฎีนี้

“เทคนิคการค้นพบตัวเองคือเราต้องให้หัวใจนำทาง ต้องถามตัวเองตลอดว่าใช่สิ่งที่เรามีความสุขหรือไม่” ภัทราพร สังข์พวงทอง โปรดิวเซอร์และพิธีกรรายการกบนอกกะลา ระบุ

เธอ บอกว่า ผู้ปกครองควรปล่อยให้เด็กเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เขาค้นพบตัวของเขาเองว่าอะไรที่ทำให้เขามีความสุข

เช่นเดียวกับ ภก.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ภาควิชาชีวเคมีและจุลวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ผู้ปกครองควรปล่อยเด็กมีอิสระให้อยู่กับตัวเองซึ่งจะเป็นการหยั่งรากลึก พอโตขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็มีความสุข

“เด็กๆ ต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นใครมาจากไหน มีทุนทางสังคมอย่างไร มีภูมิปัญญาอะไร จากนั้นค่อยต่อยอดองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้ากับความคิดสากล” เขาระบุ

เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยค้นหาตัวเอง คือ Web Application ของ Samsung Career Discovery (SCD) แบบทดสอบเชิงจิตวิทยา 40 ข้อ แปรผลปัญญา 8 ด้าน ออกเป็นกราฟวงกลม พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านอาชีพ

เพราะการก่อรูปความสำเร็จ มีต้นทางจากการค้นพบตัวเอง

 

“ต้องรอด”ทางออกเมื่อโดนหมาจรจัดรุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 19:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426400

“ต้องรอด”ทางออกเมื่อโดนหมาจรจัดรุม

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระสุนจากปากกระบอกปืนของนายตำรวจระดับสารวัตรที่พุ่งทะลุร่างของสุนัขจรจัดจนสิ้นลมหายใจ บริเวณแฟลตตำรวจลาดยาว กลายเป็นข่าวเกรียวกราวบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ แม้เจ้าตัวยอมรับผิดเข้ามอบตัว พร้อมขอโทษสังคม โดยอ้างว่าลั่นไกออกไปเพราะบันดาลโทสะ หลังจากภรรยาตั้งครรภ์ของเขาถูกสุนัขกลุ่มใหญ่รุมล้อมและพยายามกัด

ท่ามกลางกระแสก่นด่าสาปแช่งว่าทำเกินกว่าเหตุ คำถามที่หลายคนมองข้ามคือ แล้วจะมีวิธีเอาตัวรอดอย่างไรให้ปลอดภัยจากฝูงสุนัขจรจัดที่พยายามเข้ามาทำร้าย โดยไม่ต้องใช้กำลังตอบโต้ ซึ่งเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าทารุณกรรมสัตว์

คนกลัวหมาหรือหมากลัวคน?

จากการสำรวจประชากรสุนัขเมื่อปี 2557 ของสำนักงานปศุสัตว์ทั่วประเทศ พบว่า มีสุนัขในเมืองไทยมากกว่า 8.5 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัขจรจัดถึง 700,000 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ 370,000 ตัว เพศเมีย 340,000  หากไม่มีการทำหมัน มีแนวโน้มว่าแต่ละปีจะมีสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้นสูงถึง 3,400,000 ตัว

โรเจอร์ โลหะนันท์ นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่า สุนัขจรจัดในที่สาธารณะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.กลุ่มสุนัขที่คุ้นเคยกับคน อาศัยตามท้องถนนทั่วไป และ 2.กลุ่มสุนัขที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มักอยู่ตามตรอกซอกซอย

“กลุ่มแรก พวกนี้ตามสัญชาตญาณจะไม่ทำร้ายใคร เนื่องจากเรียนรู้ที่จะอยู่กับคน หากไม่ถูกแสดงความก้าวร้าวใส่ก่อน ไม่มีทางที่จะทำร้ายคนก่อนแน่อน ขอเพียงมนุษย์อย่าไปแสดงความก้าวร้าว อย่าเตะ เขี่ย ขู่ ถือไม้ หรือใส่หมวก สุนัขเกลียดคนถือไม้ ยิ่งใส่หมวกยิ่งไม่ชอบ เพราะมองไม่เห็นดวงตาและเข้าใจว่าเป็นพวกเทศบาลหรือคนที่ชอบทำร้ายสุนัข พวกมันจำว่าคนที่มีท่าทางแบบนี้เป็นศัตรู และจะแสดงท่าทีก้าวร้าวใส่ รวมถึงกลุ่มคนที่ชอบถือร่มด้วย แนะนำว่าอย่าเดินแกว่ง ควรถือนิ่งๆ เพราะสุนัขมันถือว่าเป็นอาวุธเหมือนกัน”

โรเจอร์ บอกว่า สุนัขจรจัดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ไม่ทำร้ายคนอยู่แล้ว ถ้าเดินเฉยๆก็ไม่มีปัญหา เเต่ถ้าคิดว่าฉันเป็นคน ฉันมีสิทธิ์ เอาเท้าไปเตะ หรือเจอมันนอนอยู่ ไปด่ามัน เฮ้ยไปให้พ้น เอาเท้าเขี่ยๆ การกระทำแบบนั้นหมาจะต่อต้านเเละฮึดสู้

เอาตัวรอดจากหมาดุ

สำหรับกลุ่มที่สอง สุนัขจรจัดที่มักแสดงความก้าวร้าว ดุร้าย เนื่องจากหวงแหนพื้นที่ พบได้บ่อยในตรอกซอกซอย

“พวกนี้ถ้าอยู่ตัวเดียวไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าอยู่เป็นกลุ่มในซอย มันจะคิดว่านั่นเป็นพื้นที่ของมัน อาจแสดงท่าทีก้าวร้าว วิ่งกรูเข้ามาข่มขู่ อย่าตกใจ เพราะธรรมชาติของมันไม่มีหรอกที่วิ่งเข้ามาแล้วกัดทันที สบตามันเข้าไว้ ตัวไหนเห่ามองหน้าตัวนั้น มองให้รู้ว่าเราไม่กลัว อย่าหันหลังให้เพราะมันจะงับขา ดังสุภาษิตที่บอกว่า ‘หมาลอบกัด’ ที่สำคัญอย่าวิ่งหนีเด็ดขาด เพราะมันจะมองคุณเป็นเหยื่อทันที เดินนิ่งๆไปเรื่อยๆ มันจะหยุดเห่าตอนที่เราพ้นเขตพื้นที่มัน แค่นี้คุณก็ปลอดภัยแล้ว”

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย บอกต่อว่า มนุษย์หลายคนมักกลัวเสียฟอร์มเวลาโดนสุนัขเห่าใส่ ชอบแสดงความกล้า และเลือกตอบโต้ด้วยการตะคอก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

“อย่าเป็นพวกชอบทะเลาะกับหมา ถ้าอยากสื่อสารกับมันจริงๆ ให้พูดเสียงแข็งๆ อย่าไปด่า เพราะสุนัขฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง ฟังได้แต่สำเนียงและเสียง เช่น อย่า! อื้อ! เขาจะมีท่าทีหยุด แต่ถ้าไปตวาดแว้ดๆ เสียงเร็วๆ เขาจะฟังเป็นเสียงดุทันที อย่างไรก็ตามถ้ายังไม่คุ้นชินกับการใช้น้ำเสียงควบคุมสุนัข ก็ควรนิ่งเฉย สบตา และเดิน เดิน เดิน จนพ้นอาณาเขตของมัน อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน”

ถามว่าอุณหภูมิ 36-42 องศาในฤดูร้อน ทำให้คนเข้าใจว่า สุนัขอาจเครียดและทำร้ายผู้อื่นได้มากกว่าฤดูกาลอื่นทั่วไป โรเจอร์ตอบทันที

“ไม่เกี่ยวครับ จริงอยู่ที่อาจร้อนมากขึ้นแต่ไม่มีผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าว ดุเท่าไหร่ก็เท่าเดิม ขี้ขลาดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น บางคนสันนิษฐานกันไปไกลถึงขนาดหน้าร้อนทำให้หมาเป็นบ้ามากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง”

หมาไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างคนกับหมา ในตอนจบคนมักเป็นฝ่ายถูกโจมตีจากสังคมเสมอ ทั้งยังถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พศ.2557 จนกลายเป็นคำถามที่ว่า หมาไม่เคยผิดเลยเหรอ?

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย อธิบายว่า กฎหมายไม่ได้ให้โอกาสเราแก้แค้นใคร ไม่ว่าคนหรือสุนัข และอย่าเข้าใจผิดว่า ทุกครั้งที่ทะเลาะกับหมา คนเท่านั้นที่ผิด

“กฎหมายหมาก็เหมือนกฎหมายคน ถ้าหมากัดคน แล้วคนเกิดคับแค้น ย้อนกลับมาทำร้ายหมา แต่ไม่ถึงตาย เขาก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาทำร้ายสัตว์  แต่ก็มีสิทธิฟ้องร้องหมาได้เช่นกันว่า หมาตัวนี้มันกัดผม เจ้าหน้าที่ก็จะจัดการกับหมาเหมือนกัน โดยสั่งให้เทศบาลหรือเขตไปจับหมาเจ้าปัญหามา หากพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่า หมาตัวนี้เป็นภัย มีความก้าวร้าว อาจนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู กักขัง และถ้าไม่ไหวจริงๆ พบว่ามันก้าวร้าวเกินเยียวยา อาจสั่งให้สัตวแพทย์จัดการทำลายสัตว์ได้โดยการฉีดยา เทียบกับคนแล้วก็คือการลงโทษประหารชีวิตนั่นเอง”

โรเจอร์ ทิ้งท้ายว่า สุนัขไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย หากมันทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกัน ดังนั้นทางออกอย่างสันติระหว่างคนและสุนัขก็คือ ทำความเข้าใจกับพฤติกรรมเบื้องต้นของมัน และจัดการความผิดปกติของมันด้วยกฎหมาย

โรเจอร์ โลหะนันท์

 

“อุบัติเหตุชนซ้ำ” โศกนาฎกรรม(ที่ไม่ควรเกิด)บนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426366

"อุบัติเหตุชนซ้ำ" โศกนาฎกรรม(ที่ไม่ควรเกิด)บนท้องถนน

โดย…ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.)

โศกนาฎกรรมอันน่าสลดใจกรณีที่รถตู้คณะแพทย์เสร็จจากภารกิจผ่าตัดคนไข้ที่พัทยา ขณะเดินทางกลับ รถเกิดเสียจึงลงมายืนด้านหน้ารถเพื่อรอรถยกบนทางด่วนบูรพาวิถี จู่ๆมีรถบรรทุกวิ่งมาชนท้ายอย่างแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ หรือเหตุการณ์รถแท็กซี่ชนพลเมืองดีเสียชีวิตระหว่างช่วยรถจอดเสียบนสะพานข้ามแยกตากสิน รวมทั้งข่าวพลทหารจ.ลพบุรีเข้าช่วยรถที่ประสบอุบัติเหตุ แล้วถูกรถเก๋งพุ่งชนจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

“อุบัติเหตุชนซ้ำ“ที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

คำถามตามมาคือ แล้วเราจะมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไรหากต้องจอดรถฉุกเฉินบนท้องถนน ?

ต้นตอ”อุบัติเหตุชนซ้ำ”

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผอ.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) อธิบายว่า อุบัติเหตุชนซ้ำบนท้องถนนมีแบบแผนของความเสี่ยงที่สำคัญ คือ ตำแหน่งเกิดเหตุและสภาพแวดล้อม ทำให้รถคันอื่นๆที่ขับตามมามองไม่เห็น หรือต้องหยุดในระยะกระชั้นชิด

ลักษณะของจุดเกิดเหตุที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับพลเมืองดีที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ คือ 1.ตำแหน่งเกิดเหตุ เป็นทางขึ้นลงเนิน เช่น ขึ้น-ลงสะพาน , ขึ้น-ลงภูเขา 2.ตำแหน่งเกิดเหตุ จุดทางโค้ง ทางแยก และ 3.ช่วงเวลากลางคืน , พลบค่ำ/เช้ามืด , ช่วงฝนตก หรือชั่วโมงเร่งด่วนมีรถติด ซึ่งรถจะนิยมแซงบนไหล่ทาง

“ลักษณะเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะออกไปช่วยเหลือ เพราะคนขับรถคันอื่นมองไม่เห็น นอกจากนี้รถที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กม.ต่อชม. จะต้องใช้ระยะหยุดหลังจากมองเห็นการแจ้งเตือนถึง 35 เมตร ขณะที่จุดเกิดเหตุบนถนนทางหลวง รถที่ขับ 80 กม.ต่อชม. จะต้องใช้ระยะหยุดถึง 57 เมตร ดังนั้นการเตือนให้คนขับรถคันอื่นทราบเนิ่นๆ และเพียงพอกับระยะหยุด จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

“รถจอดเสีย-ลงไปช่วยคน”อย่างไรให้ปลอดภัย

นักวิชาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนนรายนี้ กล่าวว่า กรณีรถจอดเสีย สิ่งที่เจ้าของรถควรทำคือ เคลื่อนย้ายออกจากจุดอันตราย หรือพ้นเขตไหล่ทาง ระหว่างการช่วยเหลือ ไม่ควรยืนรอ ในจุดที่จะถูกเฉี่ยวชน และไม่ควรรออยู่ในรถที่จอดเสีย

“สำหรับข้อแนะนำกรณีต้องการลงไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ หรือรถจอดเสีย คือ 1.รีบแจ้ง 1669 กรณีมีผู้บาดเจ็บ หรือตำรวจและเจ้าของเส้นทาง เช่น กรมทางหลวง กรณีช่วยเหลือรถจอดเสีย 2.หาวิธีเตือนผู้ขับขี่ที่ขับตามมา ให้ทราบว่า มีอุบัติเหตุ หรือ รถจอดเสีย ในระยะที่เพียงพอ  โดยเตือนระยะไม่น้อยกว่า 100-150 เมตร ถ้าอยู่บนทางหลวงสายหลัก เตือนระยะไม่น้อยกว่า 50 เมตร เมื่ออยู่ในเขตเมือง หรือรถใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม.ต่อชม.

เน้นการเตือนด้วยไฟวับวาบ เพราะมีระยะมองเห็นได้ไกล กรณีที่มีอุปกรณ์ หรือ รถกู้ชีพกู้ภัยมาช่วยเหลือ ถ้าไม่มี ใช้รถที่ขับมาจอดก่อนหน้าคันที่เสียอย่างน้อย 30-50 เมตร พร้อมเปิดไฟกระพริบ และเปิดฝากระโปรงท้าย ถ้ามีป้ายเตือนสะท้อนแสง หรือกรวยสะท้อนแสง

ส่วนการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ก่อนจะมีหน่วยกู้ชีพมาถึง ถ้าไม่บาดเจ็บรุนแรง รู้ตัวดี เคลื่อนไหวได้ ให้ย้ายไปอยู่ในจุดปลอดภัย ห่างออกจากไหล่ทาง แต่ถ้าไม่มีสติหรือประเมินไม่ได้ ควรรอให้หน่วยกู้ชีพมาดูแล ระหว่างนี้เน้นการเตือนให้รถที่ขับตามมา ทราบว่ามีเหตุการณ์ฉุกเฉิน”

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์

4 ข้อเสนอแนะระยะกลาง-ระยะยาว

สุดท้าย นพ.ธนะพงษ์ เสนอแนะเรื่องการแก้ไขอุบัติเหตุชนซ้ำในระยะกลาง-ระยะยาว ดังนี้

1.หน่วยงานที่ดูแลทาง จัดทำระบบการเตือนอุบัติเหตุหรือรถจอดเสียบนถนน เช่น ป้ายสัญญลักษณ์เตือน เพื่อให้รถคันอื่นๆ ได้ชะลอความเร็ว โดยเฉพาะในเส้นทางที่ใช้ความเร็วสูง หรือ เส้นทางอันตราย (ทางลาดชัน)

2.รณรงค์ “พฤติกรรมขับขี่” ให้ลดความเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณเตือน รวมทั้ง การขับรถโดยไม่จึ้ติดคันท้าย เพราะเมื่อมีเหตุฉุกเฉินจะหยุดรถไม่ทัน

3.กำหนดให้ ผู้สอบใบอนุญาตขับขี่ ต้องเรียนรู้วิธีการจัดการความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน สำหรับกรณีมีรถจอดเสีย หรือ มีผู้ประสบเหตุบนถนน    

4.ส่งเสริมให้มีจุดพักรถฉุกเฉินให้เพียงพอ เช่น ทุกๆ 5-10 กม. ในเส้นทางสายหลัก เพื่อให้รถที่จอดเสีย ได้เคลื่อนย้ายไปตำแหน่งที่ปลอดภัย 

ต้องไม่ลืมว่า บนถนนที่รถวิ่งผ่านไปมาด้วยความเร็วสูง การจอดรถฉุกเฉิน หรือลงจากรถ ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งหมดข้างต้นน่าจะช่วยลดอุบัติเหตุซ้ำซากได้ไม่มากก็น้อย

 

“สนามเด็กเล่นอันตราย”…มัจจุราชร้ายใกล้บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 21:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426229

"สนามเด็กเล่นอันตราย"...มัจจุราชร้ายใกล้บ้าน

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“ช่วงปิดเทอม” ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเด็กๆ ทุกคนต่างพร้อมใจออกมาวิ่งเล่นนอกบ้านอย่างอิสระเสรี ไกลหูไกลตาผู้ใหญ่

แต่แล้วไม่นาน เสียงวี้ดว้ายคึกคะนองแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องตื่นกลัว เมื่อเด็กน้อยประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกน้ำ ร่วงหล่นจากต้นไม้ ตกจากเครื่องเล่น รถเฉี่ยวชน โชคดีอาจได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เนื้อตัวฟกช้ำถลอกปอกเปิก โชคร้ายถึงขั้นหัวร้างคางแตก แขนขาหัก กระทั่งเสียชีวิต

ทั้งหมดนี้คืออันตรายที่แอบแฝงอยู่ใกล้บ้าน เป็นโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปิดเทอม

“3 เดือนอันตราย” โศกนาฏกรรมของเด็กไทยช่วงปิดเทอม

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า เมืองไทยมีแต่ “7 วันอันตราย”สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น นั่นคือ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลปีใหม่ หารู้ไม่ว่าเด็กๆก็มีช่วง “3 เดือนอันตราย” เหมือนกันนั่นคือ ช่วงปิดเทอมใหญ่ เดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี

ข้อมูลของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ระบุว่า ในรอบ10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548 -2557 มีเด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและความรุนแรง จำนวนทั้งสิ้น 32,297 ราย เฉลี่ย 3,500 รายต่อปี หรือ 250 รายต่อเดือน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมใหญ่ 3 เดือน ประกอบด้วยเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม มีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย คิดเป็น 35 % ของการตายตลอดทั้งปี

 

ที่น่าตกใจกว่านั้นพบว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดคือ ช่วง 12 วันของกลางเดือนเมษายน ระหว่างวันที่ 12-23 มีเด็กอายุ 4-12 ขวบเสียชีวิตมากที่สุด เมื่อเทียบเท่ากับช่วงเวลาอื่นๆ

สาเหตุการตายของเด็กอายุ 4-12 ปีในช่วงเดือนเมษายนคือ 56 % ตายจากการจมน้ำ แหล่งน้ำเสี่ยงอยู่ละแวกชุมชน เช่น บ่อขุด สระน้ำสาธารณะ ห้วยหนองคลองบึงและแม่น้ำใกล้บ้าน / 25 % เกิดจากอุบัติเหตุจราจร ขับหรือซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วพลิกคว่ำ ถูกเฉี่ยวชน / 8 % ตกจากที่สูง เช่น ตกจากระเบียง หลังคา ต้นไม้ แป้นบาส เสาฟุตบอล หรือถูกของแข็งกระแทก เช่น เล่นสเก็ต ถูกเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นหล่นทับจนศีรษะได้รับกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อวัยวะภายในแตกแหลกเหลว / 7 % ถูกทำร้าย / 3 % ไฟดูดไฟช๊อต และอื่นๆอีก 1 % เช่น ขาดอากาศหายใจ น้ำร้อนลวก เป็นต้น

“สนามเด็กเล่นมรณะ” ภัยร้ายใกล้บ้าน

“สนามเด็กเล่น” ถือเป็นสถานที่สุดอันตรายที่มีเด็กบาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก บอกว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กในสนามเด็กเล่นมีอยู่ 2 ประการคือ “อุปกรณ์เครื่องเล่นติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน” และ “ขาดการบำรุงรักษา”

อุปกรณ์เครื่องเล่นมักติดตั้งไม่ถูกวิธี คิดดูเครื่องเล่นน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กเล่นอย่างเต็มที่ แกว่งไกว หมุน ปีนป่าย แต่กลับติดตั้งแบบไม่ยึดติดฐานรากจนล้มลงมาทับเด็กตาย ขณะเดียวกันเครื่องเล่นมีความสูง ทำให้เด็กปีนตกลงมาใส่พื้นสนามซึ่งแข็งมาก ส่วนใหญ่เป็นพื้นปูน ยางมะตอย หรือดินแข็งๆ ที่ผ่านมาเราเคยร่วมกับสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ออกหนังสือ “คู่มือการติดตั้งเครื่องเล่นอย่างถูกวิธี” โดยหลักๆจะบังคับให้เครื่องเล่นต้องยึดติดฐานราก มีความสูงไม่เกิน 180 ซม. พื้นสนามต้องเป็นยางสังเคราะห์ หรือทรายซึ่งดูดซับพลังงานได้ดี มีความลึก 30 ซม. แต่คนปฏิบัติตามน้อยมาก อ้างว่าไม่มีงบประมาณ ดูแลทำความสะอาดยาก”

สาเหตุสำคัญอีกประการคือ สนามเด็กเล่นหลายแห่งไม่มีการดูแลซ่อมแซม ปล่อยให้ชำรุดเสียหายจนเป็นที่น่าหวาดเสียว

“ส่วนใหญ่ติดตั้งเครื่องเล่นเสร็จก็จบ ไม่มีการดูแลต่อ สวยงามน่าชมเชยแค่ช่วงแรกๆ แต่ไม่เกิน 6 เดือนก็จะเริ่มทรุดโทรม เพราะเด็กเล่นเยอะ เล่นกันพลิกแพลงผาดโผนตามธรรมชาติของเขา แม้เครื่องเล่นจะถูกออกแบบมาให้คงทนระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีการตรวจสอบ บำรุงซ่อมแซมอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานก็พัง พอพังแล้วก็ไม่มีการติดป้ายห้าม ปล่อยให้เด็กเล่นกันต่อไปจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นในที่สุด”

ยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นคือ เหตุแป้นบาสล้มทับเด็กชายวัย 10 ขวบเสียชีวิตที่อ.วังทอง จ.พิษณุโลกเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า แป้นบาสมีสภาพทรุดโทรม แถมยังไม่ถูกติดตั้งแบบยึดติดฐานราก มีเพียงอิฐบล็อกถ่วงไว้ เมื่อเด็กขึ้นไปเก็บลูกบอลที่ติดอยู่ ส่งผลให้แป้นบ้านขนาดสูงกว่า 4 เมตรล้มครืนลงมาจนศีรษะกระแทกตายคาที่

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทุกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุเด็กเสียชีวิตในสนามเด็กเล่น ผู้เสียหายไม่เคยฟ้องร้องเอาผิดกับใครได้แม้แต่คนเดียว

นักวิชาการด้านความปลอดภัยในเด็กรายนี้ สารภาพว่า  ที่ผ่านมาคดีมักจบลงด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ย จ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัวเหยื่อ ยังไม่เคยถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาลเอาผิดเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือผู้รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่าง

“ขณะนี้สคบ.กำลังร่างระเบียบเรื่องการเอาผิดต่อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ปลอดภัย รวมถึงเอาผิดผู้ให้บริการด้วย คำถามคือ แล้วสนามเด็กเล่นถือเป็นการให้บริการสาธารณะหรือเปล่า ควรเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งเป็นผู้จัดหาเครื่องเล่นมา แต่กลับติดตั้งไม่ถูกวิธี ไม่ดูแลรักษา ปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมจนเป็นอันตราย พอเกิดเหตุก็โทษพ่อแม่เด็กที่ปล่อยลูกมาเล่น แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ”

ถึงเวลาจัดระเบียบ”เซฟตี้โซน”สำหรับเด็ก

ความตายของเด็กๆในช่วงปิดเทอมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือโชคชะตากลั่นแกล้ง หากแต่เกิดจาก”ความปล่อยปละละเลย”ของผู้ใหญ่

รศ.นพ.อดิศักดิ์ เผย หากเกิดอุบัติเหตุในเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ความตายของเด็กกลุ่มนี้ถือเป็นความละเลยของผู้ปกครอง ขณะที่ความตายของเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปมักพบว่าเป็นความละเลยของผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดูแลพื้นที่ เช่น ไม่จัดพื้นที่เล่นปลอดภัยสำหรับเด็ก พื้นที่เล่นของเด็กไม่แยกเด็กออกจากถนน แหล่งน้ำ ไม่ตรวจสอบการติดตั้งเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นให้มั่นคง ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของสนามกีฬา เช่น แป้นบาส เสาฟุตบอล ที่ใช้งานมานานหลายปี

“เด็กอายุ 4-6 ขวบยังไม่รู้เรื่้องความเสี่ยง ไม่รู้ว่าตรงไหนคืออันตราย ผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดูแลแบบ”มองเห็น คว้าถึง วิ่งเข้าไปช่วยได้ทัน” ส่วนเด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไป เป็นวัยที่พ่อแม่เริ่มปล่อย พัฒนาการสติปัญญาเริ่มจะรู้ว่าอะไรอันตราย อะไรเสี่ยง จึงจำเป็นต้องมีคนสอนว่าวิธีการเล่นที่ปลอดภัยคืออะไร ตรงไหนคือจุดเสี่ยง แล้วถ้าพ้นหูพ้นตาพ่อแม่ไปเล่นแล้วเกิดอุบัติเหตุ เช่น แป้นบาสหล่นทับ ตรงนี้ผู้นำท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ดูแลต้องรับผิดชอบ เพราะเครื่องเล่นนั้นเป็นเงินของชุมชนซื้อมาติดตั้ง แต่ชุมชนกลับไม่ได้ดูแลให้ดี จะมาพูดทำนองว่าหามาให้เล่นก็บุญแล้ว แบบนี้ไม่ถูกต้อง

กลับมาที่ช่วงเวลา 12 วันกลางเดือนเมษายน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสูญเสียที่มีเด็กสังเวยชีวิตมากที่สุุดของปี

ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก เสนอแนะว่า ช่วงสงกรานต์นี้ ชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้จัดการพื้นที่ ต้องเตรียมพื้่นที่ให้เล่นน้ำเฉพาะ (Zoning) เพื่อลดอุบัติเหตุจราจร พื้นที่โซนนิ่งต้องพื้นเป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เน้นป้องกันการจมน้ำ ถูกรถชน ของหนักหล่นทับ ตกจากที่สูง ถูกไฟฟ้าดูด เฝ้าระวังความรุนแรง อันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆ งดเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดขายอุปกรณ์ฉีดน้ำที่เป็นอันตรายอย่างเด็ดขาด

“การเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในชุมชนถือว่ายังบกพร่องมาก เสี่ยงเจ็บเสี่ยงตาย ในโรงเรียนยังมีพื้นที่จำกัด มีรั้วรอบขอบชิด มีครูดูแลบ้างเป็นครั้งคราว แต่ชุมชนไม่มีเลย เด็กๆต้องไปหาที่วิ่งเล่นกันเอง ชุมชนจึงควรเตรียมพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเล่น โดยอาจจัดให้มีผู้สอดส่องดูแลความปลอดภัยของเด็กๆที่เล่นนอกบ้าน เช่น จัดให้มีพี่เลี้ยงชุมชน(Playgroup) เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาแทนพ่อแม่เด็กในช่วงปิดเทอม

อย่าลืมว่า ธรรมชาติของเด็กต้องวิ่งเล่น สนุกสนานเฮฮา โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดปิดเทอม อันถือเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายของพวกเขา ดังนั้นการจัดการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของเราจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง.

 

มาตรการเล่นน้ำฝ่าวิกฤตแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 19:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426051

มาตรการเล่นน้ำฝ่าวิกฤตแล้ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

วิกฤตการณ์แล้งครั้งประวัติศาสตร์กระทบต่อ “เทศกาลสงกรานต์” โดยตรง และถึงแม้ สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน จะยืนยันว่า ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอให้ประชาชนได้สนุกสนานกับการเล่นน้ำตามประเพณี

ทว่า หลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ระดมมาตรการประหยัดน้ำกันอย่างเข้มข้น

เริ่มต้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้ประกาศลดขนาดการจัดงานสงกรานต์ลง โดย “ถนนสีลม” ในปีนี้จะลดวันจัดงานลง 1 วัน และไม่มีจุดบริการน้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้งดแจกน้ำแก่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานด้วย

เช่นเดียวกับ “ถนนข้าวสาร” กทม.ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมลง จาก 3 วัน เหลือ 2 วัน คือระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย.เท่านั้น และทุกพื้นที่ที่ กทม.เป็นแม่งาน ไม่ว่าจะเป็น “เซ็นทรัลเวิลด์” หรือสถานที่ต่างๆ อีก 6 โซน อมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. สั่งให้ “ยุติกิจกรรม” ในเวลา 21.00 น. พร้อมกันทั้งหมด

หนำซ้ำที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” ยังถูกสั่งให้ระงับอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ด้วย

มากไปกว่านั้น กทม.ยังเสนอไอเดียให้ใช้ “กระบอกฉีดน้ำแบบละออง” หรือฟ็อกกี้ แทนการสาดน้ำด้วยขันหรือปืน ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำได้มาก

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายก็ได้กำหนดมาตรการคุมเข้ม “ท้องถนน” โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทำคลอดนโยบายชั่วคราวเป็นข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์

มุมหนึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร อีกมุมหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำได้อย่างชะงักงัน

มาตรการของ บช.น.ก็คือ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย.นี้ ห้ามเดินรถบางชนิดในบางเส้นทาง ที่สำคัญคือ “ห้ามรถน้ำ” และรถบรรทุกอุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์เข้าไปยังถนน 33 สาย ในช่วงเวลา 10.00-22.00 น. ฝ่าฝืนถูกจับ-ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

สำหรับถนนสำคัญที่ “ห้ามรถขนน้ำ” เข้าพื้นที่ อาทิ ข้าวสาร จักรพงษ์ บวรนิเวศ สิบสามห้าง ตะนาว ราชินี พระอาทิตย์ พระสุเมรุ สามเสน ราชดำเนินกลาง ราชดำเนินใน หน้าพระลาน สุทธิสารวินิจฉัย ประชาสุข สายไหม หทัยราษฎร์ โชคชัย 4 ลาดพร้าว-วังหิน นาคนิวาส สังคมสงเคราะห์ สีลม พระราม 4 นราธิวาสราชนครินทร์

ทั้งหมดสอดคล้องกับมติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ได้รับทราบแนวทางและมาตรการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าเนื่องในประเพณีสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์แบบไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ

ความร่วมมือที่ วธ.ต้องการร้องขอจากประชาชนนั่นก็คือ ไม่นำน้ำใส่รถกระบะเพื่อเล่นสาดกัน ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำใส่กันบริเวณท้องถนน หรือบริเวณจัดงานต่างๆ รวมทั้งให้กำหนดระยะเวลาและปริมาณการจ่ายน้ำ รวมถึงกำหนดจุดบริการน้ำ เพื่อให้จัดกิจกรรมงานสงกรานต์อย่างประหยัด

ในห้วงยามที่วิกฤตแล้งรุกคืบ ชาว กทม.ได้สะท้อนความคิดเห็นผ่าน “กรุงเทพโพลล์” ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “คนกรุงกับเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้ง” โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 84.2% เห็นด้วยกับการรณรงค์เล่นน้ำอย่างประหยัด แต่ที่น่าสนใจก็คือมีประชาชนถึง 15.8% ที่ไม่เห็นด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 54.6% มองว่าการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมสงกรานต์ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว

เรื่องที่กลุ่มตัวอย่างมีความ “กังวลใจ” มากที่สุด 66.8% ก็คือเรื่องการเมาสุราและทะเลาะวิวาท ขณะที่ 64.9% กังวลเรื่องอุบัติเหตุจากการจราจรบนท้องถนน ส่วนอีก 40.4% กังวลเรื่องการเล่นสงกรานต์รุนแรงเกินขอบเขต

ข้อมูลจากการประปานครหลวง (กปน.) ฉายภาพปริมาณน้ำที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ย้อนหลัง 3 ปี คือระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย.ของปี 2556-2558 พบว่าระยะเวลาเพียง 6 วัน มีการใช้น้ำถึง 28, 28 และ 28.7 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ

ทั้งหมดคือต้นทุน สำหรับประเพณีขึ้นชื่อและเป็นจุดขายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทย

สำหรับคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและคูเมืองต่างๆ ก่อนถึงประเพณีสงกรานต์นั้น

วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งปีนี้ทำให้รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์แบบใช้น้ำอย่างประหยัด แต่ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่น้อยและนำไปใช้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างส่วนใหญ่มีความเสื่อมโทรมอยู่แล้ว และมีปัญหาเรื่องความเค็มจากน้ำทะเลหนุน ขณะที่แหล่งน้ำเน่าเสียมาจากการขาดระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ทั่วประเทศนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดได้เพียงแค่ 30% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนให้จังหวัดและเทศบาลขนาดใหญ่ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมรองรับ

ทั้งนี้ คุณภาพน้ำสำหรับการนำไปใช้เล่นสงกรานต์มีคำเตือนว่า ผู้นำน้ำไปเล่นสาดหรือรดผู้อื่นให้เล่นอย่างระมัดระวัง เพราะไม่สามารถสังเกตได้แค่สีของน้ำ หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงขอให้ประชาชนที่เล่นน้ำสังเกตจากกลิ่นของน้ำ หากมีกลิ่นหรือมีน้ำเสียไหลลงไปในแหล่งน้ำไม่ควรนำน้ำมาสาดเล่นกัน โดยเฉพาะน้ำเสียดังกล่าวมีเชื้อโรค แบคทีเรียปะปนที่มาจากระบบขับถ่ายของคนที่ไม่ผ่านการบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ขอให้ระวังและควรเล่นน้ำที่สะอาด

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวย้ำว่า กรมควบคุมมลพิษได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบคูคลองสายหลักยอดนิยมในการเล่นสงกรานต์เป็นประจำแล้ว เช่น บริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ จะตรวจสอบก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว และทยอยตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้น้ำเล่นสงกรานต์ในปีนี้

 

“สงกรานต์” ยามแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426043

"สงกรานต์" ยามแล้ง

โดย…ทีมข่าวธุรกิจ-ตลาดโพสต์ทูเดย์

เมื่อภัยแล้งมาเยือนพร้อมๆ กับเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ปีนี้ภาครัฐต้องรณรงค์เล่นน้ำช่วงสงกรานต์อย่างประหยัด ดังนั้นพื้นที่ขาประจำที่เคยเป็นพื้นที่จัดงานเทศกาลสงกรานต์สาดน้ำกันอย่างเมามัน ถือเป็นไฮไลต์เด็ดในแต่ละภูมิภาคก็ต้องปรับตัวตามสภาพน้ำ เช่นเดียวกับคนเล่นน้ำและคนขายอุปกรณ์การเล่นน้ำที่ต้องพร้อมรับมือการเล่นน้ำแบบฉบับประหยัดรับภัยแล้งไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าน้ำจะมีน้อยและกำลังซื้อในภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว แต่ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 1.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.51% นับเป็นความคึกคักสุดในรอบ 3 ปี

ทั้งนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากเป็นวันหยุดยาวหลายวันและประชาชนคนไทยนิยมกลับไปสืบสานประเพณีสงกรานต์ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการให้สามารถหักค่าใช้จ่ายจากการกิน เที่ยว นำไปลดหย่อนภาษีได้ในช่วงสงกรานต์

ขณะที่ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปี 2559 น่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ 10 วัน เพิ่มเติม 2,100 ล้านบาท จากในกรณีที่ไม่มีมาตรการและส่งผลให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปี 2559 รวม 2.41 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินดังกล่าวสะพัดสู่ธุรกิจต่างๆ ทั้งที่พัก อาหาร และเครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก บริการความบันเทิง บริการท่องเที่ยว และบริการพาหนะเดินทาง

สภาวการณ์ดังกล่าว แม้ดูจะเอื้อกับธุรกิจปืนฉีดน้ำ อุปกรณ์เล่นน้ำยอดฮิตในช่วงสงกรานต์ เพราะประหยัดน้ำกว่าการใช้ขันตักสาดน้ำ แต่กลับพบว่ายอดขายปืนฉีดน้ำซบเซาลงอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งน่าจะเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยตรง

ธวัชชัย พรพิพัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิตตี้ ทอยส์ มาร์เก็ตติ้ง ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายของเล่นและปืนฉีดน้ำจากจีน กล่าวว่า ปืนฉีดน้ำปีนี้ยอดขายกลับซบเซาหนักรอบ 40 ปี โดยพบว่าพ่อค้าแม่ค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดลดปริมาณซื้อสินค้าไปจำหน่ายช่วงสงกรานต์ เพราะกังวลว่าการรณรงค์การเล่นน้ำอย่างประหยัดจะทำให้จำนวนผู้มาเล่นน้ำน้อยอาจเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่น เช่น เดินห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้ง กินข้าวนอกบ้านแทน

เห็นได้จากปกติยอดขายต้นเดือน เม.ย. ต้องมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก แต่ปีนี้ไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ โดยปืนฉีดน้ำส่วนใหญ่ที่คนรุ่นใหม่นิยมขณะนี้เป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนดังจากต่างประเทศ อาทิ โดราเอมอน มิกกี้เมาส์ เป็นลักษณะเป้สะพายข้างหลัง ซึ่งของบริษัทจะเป็นลูนีตูน มาสค์ไรเดอร์ แบทแมน และสพันจ์บ็อบ มีช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าส่งสำเพ็ง ร้านค้าทั่วไป ในห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดราคา 20-200 บาท คาดว่าหลังจบสงกรานต์ห้างสรรพสินค้าคงส่งสินค้าคืนให้บริษัทจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ปรับตัวรับมือแล้วโดยได้ลดราคาปืนฉีดน้ำแบบคาแรกเตอร์การ์ตูนรูปแบบกระเป๋าเป้จากชิ้นละกว่า 200 บาท เหลือกว่า 100 บาท พร้อมทำโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าไปจำหน่าย ทั้งลดราคาและแถมปืนฉีดน้ำ เพื่อหวังเอาต้นทุนคืนจากเดิมที่คาดหวังมีรายได้แตะ 10 ล้านบาท

ด้านแหล่งเล่นน้ำสำคัญใจกลางกรุงที่คนไทยและต่างชาติแห่แหนไปเล่นน้ำกันมากทุกปีอย่างถนนข้าวสาร ปีนี้โต้โผใหญ่สมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร ซึ่งจับมือพันธมิตรจัดงานเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสารเป็นประจำทุกปี ก็ประกาศแล้วว่าจะลดวันสาดน้ำและลดเวลาสาดน้ำลงรับกระแสประหย้ดน้ำโดยดี

ปิยะบุตร จิวระโมไนย์กุล นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า วันแรกของเทศกาลสงกรานต์บนถนนข้าวสารคือ วันที่ 12 เม.ย. จะไม่มีการเล่นน้ำ มีเพียงการแสดงบนเวทีประกวดนางงามนานาชาติสวมใส่ชุดไทย เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมให้คงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเสด็จมาเป็นประธานเปิดงานเหมือนเช่นทุกปี หลังจากนั้นในวันที่ 13 เม.ย. จะมีการสรงน้ำพระในช่วงเช้า จากนั้นจึงจะเริ่มเล่นน้ำสงกรานต์ตามปกติ

ในปีนี้ถนนข้าวสารจะตอบรับมาตรการประหยัดน้ำรับมือภัยแล้ง โดยการเล่นน้ำจะจบลงในวันที่ 14 เม.ย. จากที่ทุกปีจะเล่นยาวกันถึงวันที่ 15 เม.ย. และในแต่ละวันจะเลิกเวลา 21.00 น. จากปีก่อนๆ ที่งานจบเวลา 23.00 น. พร้อมจะรณรงค์การเล่นน้ำด้วยรูปแบบโบราณคือ ใช้ขันรดน้ำอบกลิ่นหอม รดน้ำระหว่างกันเล็กน้อยพอให้เห็นภาพประเพณีที่สวยงามเรียบร้อยที่มีมาแต่โบราณ แทนการสาดน้ำอย่างดุเดือดเช่นทุกปี รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนข้าวสารว่าจะไม่มีการตั้งจุดแจกน้ำ พร้อมห้ามเล่นแป้งโดยเด็ดขาด

สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมบางแห่งที่เคยจัดกิจกรรมปาร์ตี้ช่วงสงกรานต์ในปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็ของดจัดกิจกรรม เพราะเมื่อเห็นรัฐบาลรณรงค์ให้ประหยัดน้ำ จึงไม่กล้าสวนกระแสจัดกิจกรรมปาร์ตี้สงกรานต์ แม้ที่ผ่านมาจะเป็นการจัดปาร์ตี้ในสระว่ายน้ำของโรงแรมก็ตาม

อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการสามพราน ริเวอร์ไซด์ แหล่งท่องเที่ยวและที่พักริมแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กล่าวว่า ถึงแม้สามพราน ริเวอร์ไซด์ จะอยู่ใกล้แม่น้ำ แต่ก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัดให้เข้ากับสถานการณ์ภัยแล้ง โดยจะจัดกิจกรรมสงกรานต์แบบวิถีไทย เน้นกิจกรรมรดน้ำดำหัว กิจกรรมทำแป้งร่ำ

ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมดีวาน่า และรีเซนต้า จ.ภูเก็ต และกระบี่ กล่าวว่า บรรยากาศสงกรานต์ที่ภูเก็ตก็น่าจะยังคึกคักอยู่ เพราะมีกิจกรรมทดแทน โดยวันที่ 14-17 เม.ย.นี้ มีงานไทยแลนด์ บอลลูน มิวสิค เฟสติวัล ที่ภูเก็ต พาราไดซ์ พาร์ค ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีเทศกาลบอลลูนที่ภูเก็ต จึงน่าจะเรียกความสนใจจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

แม้หลายแห่งจะจัดสงกรานต์สาดน้ำกันไม่ได้ต้องเน้นประหยัด ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกประเภทที่แม้มีภัยแล้ง ก็ไม่เป็นปัญหา แถมยังเชื่อว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากการที่คนต้องประหยัดน้ำที่ใช้เล่นสงกรานต์ด้วย อย่างเช่น สวนน้ำ ที่เวลานี้ีเปิดกันทั่วพื้นที่ ต่างพร้อมอ้าแขนรับคนที่ต้องการมาเล่นน้ำสงกรานต์ให้เปียกกันเต็มที่แบบไม่ต้องกลัวเปลือง โดยเฉพาะสวนน้ำพี่ใหญ่อย่างสวนสยาม ซึ่งถูกบันทึกในกินเนสบุ๊กว่ามีทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก ผู้ดำเนินธุรกิจสวนสนุก-สวนน้ำ สวนสยาม กล่าวว่า จะเตรียมถังน้ำไว้ริมทะเลเทียม 10-20 จุด ให้ผู้ที่มาใช้บริการสวนน้ำของสวนสยามได้ตักเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันบริเวณทะเลเทียม เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนได้เล่นสาดน้ำเหมือนทุกปี ควบคู่ไปกับการช่วยสนับสนุนรัฐในการเล่นน้ำอย่างประหยัด

“ที่กล้าบอกแบบนี้ ก็เพราะน้ำที่เล่นสาดกันก็มาจากทะเลเทียม ซึ่งเมื่อสาดกันแล้วน้ำเหล่านั้นก็ไม่ได้ไปไหน จะไหลไปผ่านระบบกรองน้ำจนสะอาดแล้วกลับมาสู่ทะเลเทียมอีกครั้ง ทำให้ไม่ได้สูญเสียน้ำมาก อีกทั้งแหล่งน้ำที่นำมาใช้ก็เป็นแหล่งน้ำที่สวนสยามขุดบ่อธรรมชาติเก็บกักน้ำตามธรรมชาติไว้เอง ไม่ได้พึ่งพาน้ำประปา หรือน้ำบาดาล จึงไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งในการแย่งน้ำกินน้ำใช้แน่นอน”

ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนขนาดนี้ เหลือแต่ประชาชนอย่างเราๆ ที่ต้องร่วมใจอีกแรง ด้วยการเล่นน้ำอย่างประหยัดและยังสามารถสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามได้ต่อไป

ธุรกิจยิ้มร่า ท่องเที่ยวคึกคัก

แม้การจัดกิจกรรมสงกรานต์ในหลายพื้นที่จำเป็นต้องปรับรูปแบบเพื่อประหยัดน้ำ งดเว้นการสาดและฉีดน้ำเปลี่ยนมาเป็นการประพรมและโปรยละอองน้ำ ซึ่งอาจดูเหมือนความสนุกสนานที่เคยเต็มร้อย จะลดน้อยลง แต่หลายพื้นที่ก็มั่นใจว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จะไม่ลดน้อยลงกว่าปีก่อนๆ

เข็มชาติ สมใจวงษ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ยอดการจองห้องพักภาพรวมทั้งจังหวัดขณะนี้ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยอดการจองมากกว่า 50% จากจำนวนห้องพักที่มีกว่า 5,000 ห้อง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์และร่วมกิจกรรมต่างๆ มากกว่า 3 แสนคน และจะมีเงินสะพัดในกลุ่มธุรกิจต่างๆ มากกว่า 600 ล้านบาท

ไพศาล ซื่อธานุวงศ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวจากจีนที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากคนจีนส่วนใหญ่ชื่นชอบที่จะเข้ามาสัมผัสบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ของไทยที่ได้ชื่อว่ามีความสนุกสนานเป็นอย่างมาก

สำหรับการรณรงค์เรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัดในเทศกาลนั้น ประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย มองว่า หากมองในภาพรวมแล้วทางผู้ที่ดูแลนักท่องเที่ยวจะมีการเตรียมการและจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ กระบอกฉีดน้ำไว้พร้อมอยู่แล้ว และคิดว่าปัญหาเรื่องน้ำจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวจัดประเพณีสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อตามเมืองใหญ่ๆ แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเช่นกัน

ประทีป โจ้งทอง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง กล่าวว่า การท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่ จ.ตรัง และภาคใต้โดยรวมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้เริ่มคักคักมาตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งบางแห่งก็มีการจองเต็มแล้วหรือเกือบเต็ม และยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกนิดหน่อย

ประทีป มองว่า การท่องเที่ยวสงกรานต์ปีที่ผ่านมากับปีนี้ ซึ่งไทยประสบปัญหาภัยแล้งนั้นไม่แตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่หรือ 90% จะเป็นคนไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเห็นว่าการท่องเที่ยวช่วงนี้มีคนไทยมากก็จะปฏิเสธ เพราะต้องการความสงบ จึงเลี่ยงไปท่องเที่ยวด้านอื่น ทำให้ยอดชาวต่างชาติจะน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงอื่น

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอันซีนอยู่ในขณะนี้ คือ ถ้ำมรกต เกาะกระดาน รวมทั้งแหล่งดูปะการัง อย่างเกาะม้า เกาะเชือก เกาะมุก เนื่องจากปะการังในปีนี้มีความสมบูรณ์และไม่มีการฟอกขาว ทำให้วันหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจากจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียนเช่นจากเมียนมาเข้ามาท่องเที่ยวท้องทะเลตรัง โดยพากันขึ้นเรือที่ท่าเทียบเรือหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง วันละไม่ต่ำกว่า 3,000 คน จนต้องกระจายไปขึ้นลงเรือยังท่าเทียบเรือต่างๆ บริเวณใกล้เคียง

 

“จัดระเบียบรปภ.”…เมื่อวุฒิการศึกษาสำคัญกว่าประสบการณ์ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 20:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425934

"จัดระเบียบรปภ."...เมื่อวุฒิการศึกษาสำคัญกว่าประสบการณ์ชีวิต

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นำมาสู่กระแสคัดค้านต่อต้านจากเหล่าบรรดาพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือยาม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไป ต้องพ้นโทษจำคุกจากคดีอาญาร้ายแรงอย่างน้อย 3 ปี ล้วนส่งผลกระทบต่อผู้คนในอาชีพรปภ.กว่า 4 แสนรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

จัดระเบียบยาม…เมื่อคุณภาพชี้วัดด้วยวุฒิการศึกษา

น้อยคนจะรู้ว่า  ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมบริษัทรักษาความปลอดภัย ทำให้การจ้างงานเป็นไปอย่างอิสระ ใครๆก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ ไม่มีการตรวจประวัติอาชญากรรม ทั้งยังมีการจ้างงานแรงงานต่างด้าว เนื่องจากมีค่าแรงถูกกว่า

ปัจจุบันมีบริษัทรักษาความปลอดภัยจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายกว่า 4,000 แห่ง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในระบบกว่า 400,000 คน ทว่าผ่านการอบรมหลักสูตรไม่ถึง 10 % เท่านั้น

ล่าสุด หลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ นั่นคือ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 ได้ระบุเงื่อนไขคุณสมบัติสำคัญ 5 ประการของผู้ที่จะมาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ดังนี้

1.อายุ 18 ขึ้นไป

2.มีสัญชาติไทย

3.จบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือมัธยมศึกษาปีที่ 3

4.ผ่านหลักสูตรการรักษาความปลอดภัยที่นายทะเบียนรับรองว่าเป็นสถานฝึกอบรมที่ถูกต้องได้มาตรฐาน

5.ไม่เป็นผู้มีอาการติดสุรา ยาเสพติด และต้องไม่เคยถูกจำคุกในคดีอาญาที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับ “เพศ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ การพนัน ยาเสพติด” ยกเว้นได้รับโทษจำคุกแล้วพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตปกติไม่น้อยกว่า 3 ปี (แต่ผู้ทำผิดคดีเกี่ยวกับ “เพศ” จะไม่ได้รับการยกเว้น)

ธนพล พลเยี่ยม เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย กล่าวว่า การที่กฎหมายระบุว่า รปภ.จะต้องจบการศึกษาภาคบังคับนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อตัวผู้ประกอบการเองและผู้ปฎิบัติหน้าที่

“ปัจจุบันมีรปภ.ทั่วประเทศประมาณ 4 แสนคน ไม่จบการศึกษาภาคบังคับถึง 2.8 แสนคน หรือคิดเป็น 70 % ของทั้งหมด พูดง่ายๆว่าคนที่เข้ามาสมัครเป็นยามจบม.3น้อยมาก คนที่จบม.3ขึ้นไปส่วนใหญ่มักไปทำงานในโรงงาน ไม่ก็เข้ามาเป็นยามช่วงสั้นๆเพื่อรอโอกาสงานที่ดีกว่า ยิ่งคนรุ่นใหม่สมัยนี้ถามหน่อยเถอะว่าใครกันจะอยากมาเป็นยาม ปัญหาในอนาคตคือ เมื่อยามกว่า 2.8 แสนคน ทยอยออกไปหางานใหม่ หรือออกไปเพราะร่างกายไม่เอื้ออำนวย การจะได้คนใหม่เข้ามาเติมเต็มถือเป็นเรื่องยาก ไม่มีคนมาสมัคร เพราะวุฒิไม่ถึง ม.3”

เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ย้ำว่า วุฒิการศึกษาไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกคุณภาพในการทำงานของรปภ. ประสบการณ์ อายุ ความรับผิดชอบ เเละความซื่อสัตย์ต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน

“จากประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการ เชื่อไหมครับว่า รปภ.ที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่คือกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป เรียนจบแค่ ป.4 หรือ ป.6 เท่านั้น ทำงานขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบสูง จนลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างเอ่ยปากชม ขณะพวกเด็กหน้าใหม่อายุ 18-19 ปี ถือวุฒิ ม.3 แต่ทำงานไม่มีความรับผิดชอบเยอะแยะ วันๆเอาเเต่นั่งเล่นโทรศัพท์จนถูกตำหนิจากลูกค้าเป็นประจำ สิ่งที่อยากจะบอกคือ วุฒิการศึกษาไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่า รปภ.คนนั้นมีคุณภาพในการปฎิบัติหน้าที่”

คนขี้คุกห้ามสมัคร=ละเมิดสิทธิ์

แม้จุดมุ่งหมายของ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 จะพุ่งเป้าไปที่การยกระดับมาตรฐานธุรกิจรักษาความปลอดภัย เพิ่มศักยภาพในการทำงานให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทว่าในสายตาของยามตัวจริง พวกเขาไม่เห็นด้วย มองว่าบทบัญญัติที่ออกมาไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงาน

จากการสอบถามผู้ประกอบการด้านธุรกิจรักษาความปลอดภัย หลายรายตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดให้ “รปภ.” พ้นโทษคดีอาญาถึง 3 ปี ก่อนจะมาขึ้นทะเบียนทำงานได้นั้น อาจผิดข้อกำหนดของไอแอลโอ หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) เพราะกีดกันคนบางกลุ่มไม่ให้มีงานทำ ทั้งที่พวกเขารับโทษจำคุกมาแล้ว อาจเป็นการผลักให้คนกลุ่มนี้ไม่มีงานทำแล้วกลับไปสู่วงจรก่อคดีทำผิดกฎหมายอีก

“กรมราชทัณฑ์บอกเสมอว่าต้องการคืนคนดีสู่สังคม แต่กฎหมายดันไม่รับคนเหล่านี้ ต้องรอให้พ้นโทษ 3 ปีก่อนถึงจะไว้ใจ ทั้งที่รปภ.เป็นอาชีพที่กำลังขาดแคลน รับไม่อั้น มา 100 คนรับ 100 คน และมีแรงงานต่างด้าวในระบบกว่า 5 หมื่นราย ถ้าจำกัดโอกาสด้วยข้อหาที่ว่ายังพ้นโทษไม่ถึง 3 ปี ผมคิดว่ามันจะนำไปสู่ปัญหาด้านอื่นๆ อีกมากมาย แทนที่จะเรารับพวกเขาเข้ามาเป็นผู้ให้ความปลอดภัย กลับกลายเป็นผลักไสให้ไปสร้างความไม่ปลอดภัยแทน” เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย กล่าว

เขาบอกว่า สิ่งหนึ่งที่อยากให้สังคมรับรู้คือ กฎหมายฉบับนี้ควบคุมเฉพาะ “ธุรกิจ” รักษาความปลอดภัยในภาคเอกชนเท่านั้น ไม่ควบคุมทั่วถึงการให้บริการรักษาความปลอดภัยที่เป็นหน่วยงานของรัฐ หมายความว่า “องค์การทหารผ่านศึก” จะได้รับการยกเว้น เเสดงให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมในการประกอบธุรกิจของภาครัฐและเอกชนภายใต้ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน

“พ.ร.บ.นี้ไม่บังคับทหารผ่านศึก กลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้องค์กรของรัฐซึ่งทำธุรกิจแข่งกับเอกชน เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้น ถ้าจะเป็นรปภ. ของเอกชนต้องจบ ม.3  แต่พวก ป.6 ไปเป็นยามขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกกันหมดเลย  กฎหมายออกมาบังคับแต่เอกชน แต่ไม่บังคับตัวรัฐเอง”

“งานเสี่ยงไม่กลัว กลัวสังคมไม่ให้โอกาส”เสียงสะท้อนจากยาม

ไพศาล ดาลหอม ผู้จัดการฝ่ายปฎิบัติการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง เขาเคยผ่านประสบการณ์ติดคุกติดตารางมาหลายปี ก่อนที่อาชีพรปภ.จะสร้างชีวิตใหม่ให้กับเขา

“ออกจากคุกวันเเรก พอพบหน้าครอบครัว ก็คิดถึงการหางานทำ จะทำอาชีพอะไรดี คนคุกเขารู้กันอยู่เเล้วว่า ยามนี่เเหละง่ายที่สุด ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องใช้เงินสักบาท เเบกกระเป๋าหอบเสื้อผ้าเข้าไปสมัคร สัมภาษณ์งานเสร็จ เขาก็พาไปตัดผมเเละรับเครื่องเเบบ อบรมไม่กี่วันก็ทำงานได้เลย  คนคุกหลายคนออกจากเรือนจำมาชีวิตไม่เหลืออะไรสักอย่าง ภรรยาลูกหายหมด หากถูกปิดกั้นโอกาสจากสังคมอีกก็จบกันชีวิตนี้”

ไพศาล มองว่า ข้อดีของคนที่เคยติดคุกติดตารางมาคือ ความใจเด็ด ไม่กลัวใคร ส่งไปอยู่ไหนก็เอา พื้นที่นักเลง ขโมยเยอะ ไม่เคยหวั่นเกรง พูดง่ายๆงานเสี่ยงไม่กลัว กลัวสังคมไม่ให้โอกาสมากกว่า

เกษี วัย 47 ปี หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง เรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 แต่ใช้ความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ นำทางจนประสบความสำเร็จในหน้าที่ ปัจจุบันมีรายได้ 18,000 บาทต่อเดือน

“ผมออกมาทำงานตั้งแต่จบ ป.6 ผ่านมาหลายอาชีพ กระทั่งมาเป็นรปภ. ตัวผมแสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องจบ ม.3 ก็สามารถเป็นยามที่ดีได้  สิ่งสำคัญคือตั้งใจ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ไม่ขาดลามาสาย สำหรับพรบ.ฉบับล่าสุด ส่วนตัวเห็นว่า เป็นการจำกัดการเข้าทำงานมากกว่าเป็นการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ ที่สำคัญถึงไม่มีการจำกัดวุฒิ ทุกวันนี้ยังขาดแคลนคนทำงานอยู่แล้ว ถ้าเอาวุฒิมากำหนดยิ่งขาดแคลนหนักเข้าไปใหญ่”

ขณะที่ สมหมาย รปภ.บริษัทแห่งหนึ่ง บอกว่า”อาชีพยาม ถ้าเลือกได้ ไม่ค่อยมีใครอยากทำหรอก ไม่ลำบากแต่ก็ไม่สบาย ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ค่าแรงตั้งแต่ 350 ไปจน 500-600 แล้วแต่บริษัทและผู้ว่าจ้าง งานหนักบ้างเบาบ้างขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

หนุ่มเเม่ฮ่องสอนรายนี้ เห็นว่า สำหรับอาชีพรปภ. การศึกษาไม่ได้สร้างอภิสิทธิ์เหนือใคร แต่ความสามารถเเละความรับผิดชอบต่างหากที่ถือเป็นตัวชี้วัดว่าใครมีคุณภาพมากกว่ากัน

“ใครๆ ก็อยากเรียนสูงกันทั้งนั้น แต่ข้อจำกัดของคนมันต่างกัน อย่างตัวผมพ่อเเม่ไม่มีเงินส่งเรียน เลยต้องออกมาทำงาน วันนี้บอกเลยว่าอาชีพยามไม่ได้ต้องการคนฉลาดแค่ในห้องเรียน แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ขยันขันแข็ง มีไหวพริบ มีทักษะในการรักษาความปลอดภัย สำหรับผมคุณสมบัติแรกเข้า ของรปภ. ขอเพียงคุณอ่านออกเขียนได้ ร่างกายเเข็งเเรงก็พอแล้ว อย่างอื่นเรียนรู้พัฒนาทักษะในการรักษาความปลอดภัยได้”

มงคลชัย หนุ่มใหญ่ชาวอยุธยาวัย 49 ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากว่า 10 ปี ไม่เห็นด้วยกับการนำวุฒิการศึกษามายกระดับคุณภาพการทำงาน และมองว่าผู้ที่จะตัดสินคุณภาพแท้จริงไม่ใช่ภาครัฐ แต่คือ ลูกค้า

เขาเชื่อว่า คุณภาพของยาม ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความสามารถในการสังเกตการณ์ การตื่นตัวตลอดเวลาทำงาน เรื่องแบบนี้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน

“หากเราทำหน้าที่ไม่ดี ลูกค้าไม่พอใจเขาก็ไปร้องเรียนต่อบริษัทและเลิกจ้างเรา ไปหาบริษัทอื่นมาแทน มันแข่งกันในตัวเองอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนกำหนดมาตรฐานจริงๆคือ ลูกค้า ไม่ใช่หน่วยราชการ คุณลงไปทำงานสามเดือน ถ้าไร้ประสิทธิภาพเขาไม่เลือกคุณอยู่แล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าวุฒิการศึกษา ผมไม่เคยถูกถามว่าเรียนจบชั้นไหนมา เขาสนแค่ว่าผมทำงานดี ซื่อสัตย์ ปฎิบัติหน้าที่ยอดเยี่ยมหรือเปล่า หลายคนแม้จะจบ ป.4 แต่ลูกค้าบอกเลยเอาคนนี้ห้ามเปลี่ยนตัวนะ  บางคนจบ ม.3 โอ้โห นั่งหลับบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง จนลูกค้าขอเปลี่ยนตัว ฉะนั้นการกำหนดมาตรฐานงานด้านความปลอดภัยคือลูกค้า”

กฎหมายยกระดับและพัฒนาอาชีพรักษาความปลอดภัย สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนทำงานจริงในพื้นที่ นั่นคือ บรรดาเจ้าหน้าที่รปภ.หรือยาม จะละเลยเสียงเหล่านี้ไม่ได้เด็ดขาด

 

ฟังความจากหมอ”หอบหืด”ไม่โหด สามารถ”สงบ”จนเป็นทหารได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425305

ฟังความจากหมอ"หอบหืด"ไม่โหด สามารถ"สงบ"จนเป็นทหารได้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หอบหืดกลายเป็นโรคดราม่าทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูเกณฑ์ทหาร..

หลังสังคมพากันสงสัยและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า “โรคนี้มันรุนแรงขนาดไหนเชียว” ที่ผ่านมาก็เห็นเหล่าดารานักเเสดงคนดังที่ชวดเป็นทหารเพราะหอบหืด สามารถออกกำลังกาย วิ่งไล่กวดลูกหนัง เข้าฟิตเนส ซ้อมร้องซ้อมเต้นขึ้นเวทีเเสดงโชว์กันเป็นประจำ แถมรูปร่างที่เเสดงออกมาก็ยังดูกำยำกว่านายทหารหลายรายเสียอีก

สรุปแล้วหอบหืดคืออะไร ทำไมเป็นทหารไม่ได้ ?

ไทยป่วย 3 ล้านคน เข้าห้องฉุกเฉินล้านครั้ง นอนโรงพยาบาลอีกเป็นแสน

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง บอกว่า “โรคหอบหืด” เกิดจากการตีบแคบของหลอดลม ซึ่งเกิดจากหลอดลมมีภาวะไวเกินต่อการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เมื่อมีการกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุ และเสมหะถูกหลั่งออกมามากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหายใจลำบาก ไอ หอบ เพื่อเอาชนะความต้านทานในทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ หลอดลมคนเรานั้นก็เหมือนกับท่อ ยิ่งหดเล็กลงมาเท่าไหร่ พื้นที่หายใจก็ลดน้อยลงเท่านั้น

“นึกภาพตามนะครับ หลอดลมเราเปรียบเสมือนกับท่อน้ำ พอเจอสิ่งกระตุ้น มันก็หดตัวตีบลงจนเหลือพื้นที่ให้น้ำไหลน้อย ถ้าอาการไม่รุนแรงยังพอหายใจและนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ เเต่ถ้าเจอสิ่งกระตุ้นรุนแรง หลอดลมจะหดตัวมาก ไปถึงมือแพทย์ช้า ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้”

นพ.วัชรา เผยข้อมูลอีกว่า ประเทศไทยมีคนไข้เผชิญกับโรคหอบหืดกว่า 3 ล้านราย แต่ละปีถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินกว่าล้านครั้งเเละนอนซมในโรงพยาบาลเป็นหลักเเสน โดยสาเหตุหลักของโรคมาจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม

โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงอายุ ส่วนใหญ่เกิดในวัยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สาเหตุหลักเเรกมาจากกรรมพันธุ์  หากพ่อเเม่เป็น ลูกหลานมีสิทธิเป็นมากกว่าคนทั่วไป สองมาจากสิ่งเเวดล้อมและสารก่อภูมิเเพ้ เช่น รังเเคของสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่น ควันบุหรี่ ละออง เกสรดอกไม้ หรือสารระคายเคืองต่างๆ เช่น อากาศเย็น ไอเสียรถยนต์ บุคคลที่เป็นโรคเหล่านี้เมื่อเจอสภาพเเวดล้อมที่เป็นสิ่งกระตุ้น หลอดลมก็จะเกิดอาการตีบ เเละหากรุนเเรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยประเทศไทยมีคนเป็นโรคนี้มากกว่า 3 ล้านราย เข้าห้องฉุกเฉินปีหนึ่งรวมเเล้วกว่าล้านครั้ง เเละมีกลุ่มคนที่ต้องถึงขนาดนอนโรงพยาบาลเป็นเเสนครั้ง”

หอบหืดสามารถรักษาให้สงบ จนเป็นทหารได้

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 76 (พศ.2555) ข้อ 2 (5) (ก)  โรคหืดได้รับ “งดเว้นการเกณฑ์ทหาร” เพราะถูกจัดอยู่ในประเภท 4  พิการ ทุพพลภาพ หรือ มีโรคที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้

นพ.วัชรา ชี้ว่าสมัยก่อนการแพทย์และความเข้าใจของผู้ป่วยยังไม่พัฒนา ไม่รู้จักวิธีการรักษาที่ถูกต้อง หอบหืดจึงกลายเป็นโรคอันตรายที่ถูกระบุไว้ในเหตุ “งดเว้นการเกณฑ์ทหาร”

“สมัยก่อนน่ากลัว ใครมีอาการก็ทรมาน ไม่รู้ว่าจะหอบหรือตายเมื่อไหร่ ทหารเขาเลยออกกฎหมายไม่เอาโรคนี้ ประกันภัยหลายแห่งก็ไม่เอา เพราะความเสี่ยงว่าจะเสียชีวิตสูง แต่สมัยนี้หอบหืดคือโรคสบายๆ ถ้าเข้าใจวิธีการรักษา ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปัญหาคือน้อยคนจะเข้าใจว่าที่จริงแล้วสามารถรักษาให้อาการสงบจนสามารถเป็นทหารและเข้ารับการฝึกฝนได้  ในอนาคตหากทหารรับทราบเรื่องนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายก็เป็นได้”

ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยืนยันว่าการรักษาโรคหืดไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาในรักษาที่ต่อเนื่องอาการจึงจะสงบ โดยมีระยะสงบตั้งแต่ 1 ปีไปจนกระทั่งตลอดชีวิตแล้วแต่ร่างกายของบุคคล เเต่ก็มีโอกาสที่อาการของโรคจะกลับคืนมา

“หากรักษาต่อเนื่องพร้อมกับดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 ปี  อาการก็จะสงบเเละไม่น่าเป็นห่วง สามารถหยุดยาได้นาน 4-5 ปี 10 ปี หรือตลอดชีวิตได้เลย ทางที่ดีคืออย่ารอให้มีอาการหนักเเล้วค่อยมาพบเเพทย์ ตอนสบายดี หัดสนใจร่างกายของตัวเอง พบเเพทย์เพื่อทำการตรวจสอบสมรรถภาพปอด ดูสภาวะความตีบของหลอดลมและทำการรักษาโดยยาพ่นสเตียร์รอยเพื่อลดอาการอักเสบของหลอดลม”

นพ.วัชราให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันหลายคนรู้ตัวว่าเป็นโรคหอบหืดแต่ไม่ยอมทำการรักษาอย่างจริงจัง  กลับรอให้ถึงช่วงเกณฑ์ทหารก่อน ค่อยมาโรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์

“อย่าไปดราม่าแค่คนเป็นดาราเลย คนทั่วไปบางคนเป็นหอบหืดไม่ยอมรักษา  พอจะไปเกณฑ์ทหารก็มาขอใบรับรองแพทย์  พวกนี้รอดแค่ทหาร แต่ระยะยาวไม่คุ้ม หากเกิดโรคระบาดทางระบบหายใจ พวกนี้โดนก่อนเลย เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เสี่ยงจะเสียชีวิตสูง แถมปล่อยทิ้งไว้นานเข้า หลอดลมที่อักเสบจะยิ่งตีบลง อายุมากขึ้นสมรรถภาพปอดก็ยิ่งต่ำลง เพราะฉะนั้นรักษาตั้งเเต่เนิ่นๆ เถิด”

หอบหืด ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไป หากทราบว่าตนเองมีปัญหาสามารถรักษาให้หายจนสงบ และสามารถออกกำลังกาย ตลอดจนเข้ารับการฝึกฝนเป็นทหารได้ด้วย ซึ่งรู้อย่างนี้แล้วอนาคตกองทัพอาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการรับพลทหารก็เป็นได้

 

ปฏิรูประบบเลือกตั้ง เพิ่มโทษจำคุก-ปรับ 20 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425141

ปฏิรูประบบเลือกตั้ง เพิ่มโทษจำคุก-ปรับ 20 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้มติเอกฉันท์ 166 เสียง เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่อง “การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ซึ่งตามขั้นตอนจะส่งให้กับคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป โดยรายงานฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

1.การปฏิรูปการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทางการเมืองและการเลือกตั้ง ต้องขยายเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็น 08.00-18.00 น. เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการเลือกตั้ง และให้มีกฎหมายเพื่อรองรับการจัดตั้งกลุ่มบุคคล เพื่อดำเนินกิจกรรมและมีหน้าที่ในการสอดส่อง ป้องกัน และสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และให้มีงบประมาณโดยความเห็นชอบจาก กกต.

2.การปฏิรูปการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและการซื้อเสียงขายเสียง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี เมื่อ กกต.ได้รับแจ้งดังกล่าวแล้ว จะต้องมีการติดตามตรวจสอบเรื่องที่แจ้งนั้นทันที หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อมและระบบอุปถัมภ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ สส.ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และขณะดำรงตำแหน่ง ห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ เช่น งานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ทั้งนี้จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น

3.ปฏิรูปการป้องกันธุรกิจการเมืองและนายทุนพรรคการเมือง กำหนดให้มีระบบคัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกพรรคการเมืองคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ในแต่ละเขตเลือกตั้ง (Primary Vote) เพื่อให้ได้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ถูกครอบงำจากนายทุน และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง

ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง โดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็นการให้โอกาสผู้สมัครรับเลือกตั้งได้นำเสนอนโยบายต่อประชาชนได้อย่างทั่วถึง อาทิ การพิมพ์ป้ายโฆษณาหาเสียง การติดและกำหนดจุดประกาศป้ายหาเสียง โดยให้ผู้สมัครพิมพ์ป้ายหาเสียงไม่เกินขนาดที่ กกต.กำหนด แล้วนำมาติดในจุดติดประกาศป้ายหาเสียงที่ กกต.ติดตั้งไว้ในย่านชุมชน เป็นต้น

4.ปฏิรูปการตรวจสอบและพัฒนานักการเมือง กำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับ ต้องแสดงความจำนงต่อ กกต. เพื่อแสดงตนและแนะนำตนต่อสาธารณะก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อประกาศให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งรับทราบและได้มีการติดตามตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ทั้งนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรที่จัดโดย กกต.ก่อนเข้าสู่การเมือง อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และบทเรียนเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น

5.ปฏิรูปการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ กกต. เพื่อให้การดำเนินงานของ กกต.มีประสิทธิภาพ จึงต้องกำหนดให้มีมาตรการบังคับอย่างจริงจังในการสั่งการให้ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงข้าราชการอื่น ปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลืองานของ กกต. เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ในการควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ต้องจัดทำบัญชีโครงสร้างบุคคลที่ทุจริตการเลือกตั้งและซื้อเสียง เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง

6.การกำหนดมาตรการลงโทษ ในกรณีที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้ถึงเหตุแห่งการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองหรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรคการเมืองไปกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ประกาศ หรือคำสั่งของ กกต.แล้วเพิกเฉย ถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว ถือเป็นความผิด มีโทษต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

กำหนดให้มีมาตรการลงโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางการเมืองที่รุนแรง เด็ดขาดและรวดเร็ว ในการลงโทษทั้งผู้แจกเงินซื้อเสียงและผู้รับเงินซื้อเสียง เช่น กำหนดบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งให้มีโทษจำคุก 1-10 ปี โดยไม่ให้มีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ ให้มีโทษปรับถึง 20 ล้านบาท และให้มีอายุความ 20 ปี

กำหนดให้มีมาตรการลงโทษนายทุน กลุ่มทุน หรือธุรกิจการเมืองที่นำเงินมาลงทุนในพรรคการเมืองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนลงโทษ สส.และ สว.ที่มีพฤติกรรมรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มทุนทางการเมืองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี โดยไม่มีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ และมีโทษปรับจำนวน 20 ล้านบาท และหากเป็นนิติบุคคลที่กระทำความผิด ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจสอบกระแสการเงินหมุนเวียนในนิติบุคคลนั้นได้ด้วย

7.การดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการจัดตั้งศาลเลือกตั้ง ในการทำสำนวนการสอบสวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้พนักงานสอบรวบรวมพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน และให้ทำความเห็นส่งให้ กกต.และหากเป็นความผิด ให้ กกต.ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 15 วัน โดยให้ศาลพิจารณาในกรณีที่มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ในระยะเริ่มแรกเห็นควรให้มีศาลแผนกคดีเลือกตั้งและวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้งอยู่ในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาของศาลยุติธรรม และให้พัฒนาศาลยุติธรรมดังกล่าวเป็นศาลเลือกตั้งต่างหากต่อไป

 

ด่านหินตรวจสอบหลักมนุษยชนช่วงเปลี่ยนผ่าน : จับตาอำนาจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/610239

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 เม.ย. 2559 05:01

 

กสม.จะต้องพิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นว่า สามารถปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศได้

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เปิดนำร่องให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงบทบาทของคณะกรรมการ กสม.ที่เข้ามาในช่วงสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ

โดยในฐานะที่ กสม.เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อยู่ภายใต้หลักการปารีส (การจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนของรัฐที่เป็นอิสระของประเทศต่างๆ เกิดจากการประชุมด้านวิชาการที่กรุงปารีส เพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน)

ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ เป็นกลาง ไม่ลำเอียง มีหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศและในประเทศไทย ตรงนี้ถือเป็นหน้าที่ของ กสม. ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว

แม้วันนี้เราไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เดิมรัฐธรรมนูญปี 50 ให้อำนาจ กสม. สามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและศาลอาญาได้

แต่ กสม.ยังทำหน้าที่โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการ กสม. สามารถตรวจสอบข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมทำรายงานข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมาตั้งแต่ กสม.ของไทยเป็นสมาชิกของไอซีซี (คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษชนแห่งชาติ) ได้รับการประเมินสถานะเกรดเอมาโดยตลอด พอถึงปลายปี 58 ถูกลดสถานะเป็นเกรดบี

เพราะไอซีซีมีข้อห่วงใยที่ กสม.ของไทยทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนล่าช้า ไม่ตอบสนองสถานการณ์

เช่น เมื่อทำงานรายงานล่าช้าก็ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรม หรือไม่สามารถมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลได้ทันเวลา รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่ของ กสม.บางคนไม่เป็นกลาง และกรรมการ กสม.ไม่มีองค์ประกอบที่หลากหลายหลังผ่านกระบวนการสรรหาเข้ามา

เมื่อถูกลดสถานะทำให้ไม่สามารถเข้าไปมีถ้อยแถลงด้วยวาจาในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ แต่ กสม.ยังมีบทบาทอยู่คงเดิม

ถือเป็นช่วงที่ท้าทายการทำงานเป็นอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์ในประเทศไทยค่อนข้างถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ

จะทำอย่างไรให้สังคมโลกได้เห็นว่า กสม.ปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ และให้ กสม.เลื่อนลำดับกลับไปสู่สถานะเกรดเอเหมือนเดิม นางอังคณา บอกว่า กรรมการ กสม.ทุกฝ่ายจะต้องเคารพในความเป็นอิสระ

รัฐบาล-คสช.จะต้องเคารพความเป็นอิสระของ กสม. ให้เกียรติในการทำงานตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

แม้ กสม.ถูกลดสถานะแต่ยังคงทำรายงาน และส่วนตัวไม่ได้กังวลเรื่องถูกลดสถานะ เพราะสิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้มันเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจ มีเจตนาที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ

หวังว่ารัฐบาล-คสช.จะเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงนี้มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาอย่างไรบ้าง นางอังคณา บอกว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง ได้รับเรื่องร้องเรียนเยอะมาก

เช่น ทนายความร้องเรียนหลังเข้าไปเยี่ยมลูกความที่สถานที่ควบคุมตัว มทบ.11 (มณฑลทหารบกที่ 11 ถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.) ว่าลูกความถูกหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือละเมิดสิทธิในการแสดงออกเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

และตั้งแต่มีการใช้มาตรา 44 พบว่า มีผลกระทบมากต่อเรื่องสิทธิชุมชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้อยู่ในชุมชนกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานความมั่นคงที่เข้าไปแก้ไขปัญหา ซึ่งอาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน ผู้ที่อยู่ในชุมนุมก็ร้องเรียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

แต่จะทำหน้าที่อย่างไร เพื่อให้สังคมเห็นว่า กสม. ไม่ได้เป็นแค่เสือกระดาษ แต่สามารถปกป้องประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดได้ นางอังคณา บอกว่า กสม. ทุกคนจะต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติ หน้าที่

ขอให้รัฐเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของเราด้วย แม้รัฐจะไม่เข้าใจ แต่ กสม. จะต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อปกป้องประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด

อย่าลืมว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายถูกรัฐหรือผู้มีอิทธิพลละเมิดมากที่สุด เมื่อชาวบ้านถูกละเมิดใครจะ ปกป้อง

อย่างน้อยที่สุด กสม.แม้ไม่มีอำนาจฟ้องร้องแทนประชาชน แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบตามที่ได้รับร้องเรียน ก็สามารถทำรายงานเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สมมติคดีขึ้นศาล ผู้เสียหายหรือผู้ถูกละเมิดสามารถขอให้ศาลเรียกเอกสารการตรวจสอบของ กสม. หรือขอให้ศาลเชิญเข้าไปให้ปากคำในฐานะพยานได้

ขณะนี้ กสม.ยังพยายามทำงานในเชิงรุก แต่ติดปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มาให้ข้อมูลหลังเราเชิญไป หากเชิญครั้งที่สองยังไม่มาภายในเวลาที่กำหนด ก็อาจจะตัดความเห็นของหน่วยงานนั้นออกไปและทำรายงานเฉพาะในส่วนที่เราได้รับข้อมูลมา

ถึงเวลาหรือยังที่จะเสนอแก้ไขกฎหมาย กสม.ให้มีบทลงโทษผู้ที่ถูกเชิญแล้วไม่มาให้ข้อมูล นางอังคณา บอกว่า เราอยากให้เป็นแบบนั้น

อย่างน้อยที่สุด กสม.อยากได้คำอนุญาตให้เข้าไปตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวโดยที่ไม่ต้องแจ้งหน่วยงานนั้นล่วงหน้า ไม่ว่าจะ นำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำ หรือสถานที่ควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก หรือกฎหมายพิเศษ

วิธีการจะช่วยรัฐได้อีกทางหนึ่ง เช่น มีการร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน กสม.เข้าไปตรวจสอบได้ทันท่วงที แบบนี้สามารถทำรายงาน ที่จะเป็นพยานได้ว่า กรณีนี้ละเมิดจริงหรือไม่ ถ้าละเมิด ละเมิดแค่ไหน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ท่ามกลางความขัดแย้งสองขั้วและ คสช.มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ กสม.จะทำงานเชิงรุกอย่างไร เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชน นางอังคณา บอกว่า ส่วนตัวทำงานโดยไม่รู้สึกว่าถูกกดดัน

โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นความท้าทายของ กสม.ที่จะต้องใช้ความกล้าหาญในการทำหน้าที่

แต่ประกาศหรือคำสั่ง คสช.ก็หนักอยู่แล้วที่สุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิประชาชน และยังมี พ.ร.บ.การทำประชามติ ซึ่งมีโทษหนักและกรอบกว้างมากจนไม่รู้ว่าประชาชน
ทำอะไรผิดหรือไม่ผิด กสม.จะรับมืออย่างไร เพราะเชื่อว่าจะมีประชาชนที่ถูกรัฐละเมิดสิทธิร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก นางอังคณา บอกว่า การเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจ เป็นสิ่งที่น่ากลัวและน่ากังวลเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะคำสั่งต่างๆของ คสช.ที่ออกมา เช่น คำสั่งห้ามมั่วสุม หรือชุมนุม ปรากฏว่ามีการจัดเสวนาเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน แต่เจ้าหน้าที่ขอให้ยุติการจัดงาน เพราะมองว่าเป็นการมั่วสุม ปลุกปั่น หรือการชุมนุมต่อต้านรัฐ

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็ไปบอกว่าต่างชาติล้อมประเทศไทย เราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยต้องการความสง่างามบนเวทีโลก

และประเทศไทยหวังที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกแบบไม่ถาวรของสภาความมั่นคงของสหประชาชาติ ที่จะคัดเลือกภายในปี 59 ฉะนั้นประเทศไทยต้องแสดงเจตจำนงชัดเจนในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

พอมาถึงตอนนี้เข้าสู่สถานการณ์การทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอีก วันนี้ประชาชนยังสงสัยว่า ถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและประชามติไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร และยังมีอีกหลายมาตราที่ประชาชนเป็นกังวล

ฉะนั้นโดยส่วนตัวอยากให้รัฐใจกว้าง อดทน อดกลั้น รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้สังคมได้ถกแถลง เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน นำไปสู่การปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาต่างๆได้

ไม่ใช่พอประชาชนไปพูดแล้ว ถูกระแวง ถูกตีความว่าเป็นพวกไหน อย่างไร สิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่การแบ่งแยกประชาชนเป็นก๊ก เป็นเหล่า จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น

เพราะเจ้าหน้าที่รัฐบางคนใช้กฎหมายที่คิดไปในทางปราบปราม มากกว่าที่จะปกป้องและคุ้มครองประชาชน เสมือนเป็นดาบสองคม

ในที่สุดจะทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐ.

ทีมการเมือง