ชี้อันตราย คสช.ขาด“ภูมิคุ้มกัน”ช่วงเปลี่ยนผ่าน : ศรัทธาถดถอย บั่นทอนอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/609846

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 เม.ย. 2559 05:01

 

เมืองไทยยังอยู่ในภวังค์ของเดือนเมษายน เดือนแห่งความร้อนระอุ

และยังแทรกด้วยพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายจังหวัดภาคอีสาน ภาคเหนือ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ลูกเห็บตกใส่บ้านเรือนราษฎร วัดวาอาราม สถานที่ราชการได้รับความเสียหาย

หลายพื้นที่ได้เห็นภาพพืชผลทางการเกษตรล้มตายเพราะสภาวะแล้งจัด

ในขณะที่บรรยากาศทางการเมืองก็ดีกรีระอุถึงจุดที่เปิดหน้าแลกหมัดซัดกันตรงๆแล้ว

ตามอารมณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ออกอากาศ พูดชัดเลยว่า อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ชักใยอยู่เบื้องหลังล็อบบี้ยิสต์โจมตีรัฐบาลในต่างประเทศ และความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้าน คสช.

จ่อไล่บี้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน สกัดท่อน้ำเลี้ยงขบวนการป่วน

เป็นอาการดุดัน ท่าทีร้อนแรงต่อเนื่องของหัวหน้า คสช.ที่ก่อนหน้านั้นก็ได้ให้สัมภาษณ์ออกอากาศ ชักน้ำเสียงเขียวปรามการเคลื่อนไหวในห้วงเข้าสู่โหมดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ห้ามหมดทั้ง “โหวตโน-โหวตเยส”

ไม่เปิดไฟเขียวให้มีการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ห้ามตีปี๊บชี้นำประชามติในทุกกรณี

โดยการคาดโทษหนักถึงขั้นจำคุก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่กฎหมายประชามติประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ พวกทำผิดเงื่อนไขโดนแน่

กระตุกบทเข้มของ “รัฏฐาธิปัตย์” ไม่สนกระแส ไม่แคร์สื่อ

พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้ายกระดับความเด็ดขาดในการใช้อำนาจตามสถานการณ์ หลังโดนจี้ “ต่อมเดือด” จากการที่ขบวนการต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กล้าเปิดหน้าแสดงตัวแสดงตนกันแบบโจ่งแจ้ง

ไม่สนจะเป็นการท้าทายอำนาจท็อปบูต

จุดเริ่มเลยก็คือเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่ประกอบไปด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำ ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ เกษตรศาสตร์ ศิลปากร ฯลฯ

เปิดแถลงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ลิดรอนสิทธิประชาชน

จัดอยู่ในโซนที่ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง แรงเสียดทานอยู่ในระดับที่ คสช.หวั่นใจ

แต่นั่นไม่เท่ากับเป็นการกระตุกกระแสนำร่องให้ขบวนการที่แฝงเหลี่ยมทางการเมือง ซึ่งถูกกดทับไว้ด้วยอำนาจพิเศษ ได้จังหวะโหนลูกตามน้ำ

ตามสูตรยั่วให้ คสช.ทุบ ล่อให้เข้าเหลี่ยมปมละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยเฉพาะช็อตไฮไลต์ กรณีของ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย ที่เดินทางเข้าพบทหารที่ค่าย มทบ.11 ตามนัดหมาย เพื่อทำการพูดจาปรับทัศนติ จากการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์ ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

เล่นบทท้าทายมาตรการของ คสช.ไม่เลิก

ก่อนถูกนำไปควบคุมตัวที่ค่ายทหารในจังหวัดกาญจนบุรี โดยที่ลูกสาวของนายวัฒนาตระเวนขอเข้าเยี่ยมพ่อในค่ายทหาร พร้อมๆกับเดินสายยื่นหนังสือร้องเรียนถึงสหภาพยุโรป และผ่านสถานทูตสหรัฐอเมริกา

เรียกร้องให้ คสช.ปล่อยตัวบิดา

กลายเป็นฉาก “ดราม่าประชาธิปไตย” กระตุกกระแสสิทธิมนุษยชน

ในจังหวะล้อกันกับความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ที่นำโดย “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำขบวนการหน้าเดิมๆ ที่ถูกรัฐบาล คสช.ตีราคาเป็นแค่พวก “รับงาน” รวมตัวชุมนุม แสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ให้ทหารปล่อยตัวนายวัฒนา

นั่นก็ทำให้ทหารฟันธงเลยว่า มีคนบอกบท ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเฉลยเองว่า “ทักษิณ”

แน่นอน สถานการณ์ไหลมาถึงจุดที่โจทก์สำคัญตามท้องเรื่องเผชิญหน้ากันตรงๆ

ระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวขั้วอำนาจ คสช.กับอดีตนายกฯทักษิณ ที่อยู่ในสถานะหัวขั้วอำนาจพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง นปช.

เร้าบรรยากาศเข้าโหมดท้ารบแตกหักกัน

ท่ามกลางสถานการณ์เดิมพันประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นหัวเชื้อชนวน

อย่างไรก็ตาม โดยรูปเกมอำนาจก็ยังอยู่ในจุดเดิมๆ

แบบที่ฝ่าย “ทักษิณ” ก็อาศัยความได้เปรียบในเกมมวลชนเป็นเกราะกำบังกาย

เน้นไปที่ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย เดินหมากบลัฟรัฐบาลทหารในด้านปมสิทธิมนุษยชน อาศัยแนวร่วมนานาชาติโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรปกดดันรัฐบาล คสช.

กระตุกแรงบีบทางด้านเศรษฐกิจ บีบกันหน้าดำหน้าเขียว

ตามรูปการณ์อย่างที่เห็นรายการชักธงแดงด้านธุรกิจการบินและการยกธงเหลืองธุรกิจด้านการประมง ที่โยงกับปมการเมืองประเทศไทยภายใต้รัฐบาลทหาร

และก็เป็นอดีตนายกฯทักษิณที่โดนแฉว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์โจมตีรัฐบาล คสช.

ขณะที่ฝ่าย คสช.ก็มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์อยู่ในมือ โดยมีกองทัพเป็นฐานกำลังคุ้มกัน เน้นคุมเกมความมั่นคงภายในประเทศ เดินยุทธศาสตร์ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกดแรงกระเพื่อมจากฝ่ายต่อต้าน ให้ทหารเป็นหน่วยหลักแทนตำรวจ

ล็อกการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบถึงลูกถึงคน

“ทักษิณ-ประยุทธ์” ถือดุลกันไปคนละอย่าง ต่างฝ่ายต่างมีไพ่เดิมพัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะมีสัญญาณเร้าเข้าโหมดเผชิญหน้า ท่าทีแรงๆระหว่างคู่ขัดแย้งระดับหัวขั้วอำนาจ แต่หากประเมินตามเงื่อนสถานการณ์ก็ยังไม่ถึงขั้น “ติดดาบ” ลุยแต่อย่างใด

โดยสถานการณ์ด้านมวลชน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าม็อบจะออกมาต่อต้านรัฐบาล

ชนวนเงื่อนไขร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ถึงระดับที่จุดไฟติด

ที่สำคัญ ประเมินอารมณ์ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในอาการแหยงม็อบมากกว่าเบื่อทหาร อย่างน้อยตอนนี้บ้านเมืองสงบ ทำมาหากินได้สะดวกกว่า

ไม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับฉากม็อบยึดถนน ปาระเบิด ยิงกันเจ็บตาย

ในส่วนของสถานการณ์โลกล้อมประเทศไทย เงื่อนไขกดดันจากนานาประเทศก็คงทำได้แค่เฝ้าจับตา กดดันผ่านมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ

ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นรัฐล้มเหลว

ไม่ว่าชาติมหาอำนาจไหนก็แทรกแซงไม่ได้

หรือว่ากันในส่วนของนักการเมืองเอง แม้จับอาการของ 2 ค่ายใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เวนคืนอำนาจนักเลือกตั้งอาชีพไปอยู่กับนักลากตั้ง

โดยเฉพาะการ “บอนไซ” พรรคใหญ่ เปิดทางให้พรรคเล็กได้ประโยชน์เต็มๆ

แต่เมื่อเทียบกับอาการทนอดอยากปากแห้งมา 2–3 ปี นักเลือกตั้งอาชีพไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทย พะยี่ห้อ “ทักษิณ” อยากลงสนามเลือกตั้งเต็มแก่

โดยเนื้อแท้ป้อมค่ายการเมืองก็ไม่ได้ตั้งป้อมชนทหารแบบท้าเป็นท้าตาย

อย่างดีก็แค่รักษาฟอร์มนักประชาธิปไตย เลี้ยงกระแสแต่งตัวลงสนาม

ตามเงื่อนสถานการณ์ยังอยู่ในวิสัยที่ทหารคุมเกมได้

เว้นเสียแต่ “ภูมิคุ้มกัน” ที่ “บกพร่อง” ลงไป

เรื่องของเรื่องสำรวจอาการ คสช. โดยเทียบกับสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ทหารเข้าทำการยึดอำนาจการบริหารจากรัฐบาลพลเรือน

เต็มไปด้วยดอกไม้และเสียงเชียร์

ตามระดับความคาดหวังของประชาชนที่อยากให้ทหารกู้วิกฤติความขัดแย้ง นำประเทศไทยกลับสู่ความสงบ มอบฉันทามติให้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย

คนไทยพร้อมเป็นกำลังสนับสนุนเต็มที่ คะแนนต้นทุนเต็มหน้าตักของ พล.อ.ประยุทธ์

แต่ผ่านมา 2 ปี บรรยากาศอย่างที่เห็นๆกัน ถ้ารัฐบาลทหารไม่โกหกตัวเอง ก็ต้องยอมรับว่าอำนาจพิเศษเริ่มไม่ขลังเหมือนในช่วงแรกๆ

โดยระดับความขลังหายไปพร้อมๆกับอาการแปลกใจของคนในสังคม

กับปมทะแม่งๆแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์เองต้องตอบคำถามนักข่าว เคลียร์กระแสร้อนๆว่าด้วยปมการแต่งตั้งลูกชายของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม เป็นทหารด้วยวิธีพิเศษ

หรือกับคิวที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องแก้ข่าวเรื่องลับๆที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะถอนฟ้องคดีสลายม็อบพันธมิตรฯหน้าอาคารรัฐสภา ที่มีน้องชายคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.อยู่ในข่ายจำเลยร่วม

หัวขั้วอำนาจ คสช.ต้องเจอกับปมผลประโยชน์แฝงมากับเกมอำนาจ

มันย่อมหนีไม่พ้นสถานการณ์ “กัดกร่อนศรัทธา”

อย่าลืมว่า คสช.หยุดนักการเมือง โดยเงื่อนไขเรื่องของพฤติกรรมผลประโยชน์แฝงในอำนาจ แต่ถึงตอนนี้กลับมีข้อสงสัยในพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างจากที่โจมตีนักการเมือง

นี่ต่างหากที่เป็นอันตราย

ไม่ใช่แค่กับ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร หรือทีมงาน คสช.

แต่มันหมายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนคนไทย

เพราะถ้าถึงจุดที่วิกฤติศรัทธาอำนาจพิเศษเละ

รัฐบาลทหาร คสช.เอาไม่อยู่ สุดท้ายแล้วไม่เหลือใครที่จะคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้

“สงครามกลางเมือง” จะไม่ใช่ฉากที่เห็นแค่ในหนัง.

ทีมการเมือง

“ภูมิคุ้มกัน” ชักถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/609750

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 เม.ย. 2559 05:01

 

ทุบกันหอมปากหอมคอ พอเป็นพิธี

ในที่สุดศาลทหารก็ให้ประกันตัว “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ขุนพลตัวจี๊ดพรรคเพื่อไทย ได้รับอิสรภาพ ออกไปสู้คดี หลังจากถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหาร 4 วัน

แต่นั่นก็เพียงพอกับการขยายภาพฟ้องโลกแบบเน้นๆ กับฉากที่ “เสี่ยไก่” ถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติ เซ่นข้อหาลูบคมอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

กระตุกอารมณ์ต่อเนื่องกับซีนกินน้ำมะพร้าวต่างข้าวของอดีต รมว.พาณิชย์ ระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี

โชว์ช็อตอดข้าวประท้วงอวดโลก ท้าอำนาจเผด็จการ เรียกคะแนนได้เนื้อๆกับการไม่ยอมรับข้อหาปลุกปั่น สร้างความวุ่นวาย หลังจากประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ กรธ.

ในช่วงที่กำลังสุมไฟเรียกแขกจากนานาชาติ ตามที่ “น้องเฟ” น.ส.วีรดา เมืองสุข ลูกสาวของ “เสี่ยไก่” ทำหนังสือฟ้องสำนักงานสหภาพยุโรป (อียู) และสถานทูตสหรัฐอเมริกา ให้หันมาเพ่งเล็งการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ตามจังหวะสอดรับของนักศึกษากลุ่มพลเมืองโต้กลับที่รวมตัวกันแหย่หนวดเสือ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ท้าทาย คสช. เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายวัฒนาในหลายพื้นที่ ทั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สถานีตำรวจ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส

แนวรบกลุ่มนักศึกษาเริ่มกระพือสัญญาณ ปลุกกระแสหน่วยกล้าตายให้ออกมาลองของ คสช.มากขึ้น

แต่ท็อปบูตก็ยังเก๋าพอที่จะอ่านเกมออก รีบผ่อนคันเร่ง ยกเลิกการกักตัวอดีต รมต.ปากกล้าพรรคเพื่อไทย บล็อกการปลุกระดมขยายผลโดยไม่จำเป็น

ถึงคราวฝ่ายกุมอำนาจแตะเบรก ประคองอำนาจให้อยู่ในจุดสมดุล ไม่หลงตามเกม “โลกล้อมประเทศไทย” ที่เป็นหมากถนัดของเครือข่ายนายใหญ่

เตรียมทำหนังสือชี้แจงเหตุผลต่อองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ถึงการควบคุมตัวอดีต รมว.พาณิชย์ ผ่อนคลายแรงกดดันจากภายนอกประเทศ

หันมาเปลี่ยนแนวรบฟาดฟันขบวนการภายในประเทศแทน

เห็นได้จากอารมณ์เดือดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ระบุมีวาระแอบแฝงอยู่เบื้องหลังเกมป่วนบ้านเมือง

พุ่งโฟกัสไปที่โจทก์เก่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนบงการวางแผน สนับสนุนการเงิน และจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อสร้างความวุ่นวายภายในประเทศช่วงที่ผ่านมา

เชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม นปช.–สื่อดังในเครือ แท็กทีมกันดันหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา

ถึงขั้นขู่ใช้ไม้แข็ง ล้มโต๊ะทำประชามติ หากยังทะเลาะกันไม่เลิกรา

ดับไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้ใช้เรื่องการทำประชามติ เป็นชนวนหัวเชื้อปลุกศึกสีเสื้อให้ปะทุ สร้างความขัดแย้งในสังคมขึ้นมาอีกรอบ
ในช่วงที่สถานการณ์แวดล้อมรอบตัวของแกนนำระดับบิ๊ก คสช.ก็ไม่สู้จะเป็นใจนัก

ทั้งคิว “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ถูกเพ่งเล็งเรื่องการลงนามคำสั่งรับลูกชายตัวเองเข้ารับราชการทหาร โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน

กระทบชิ่งไปถึง “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้เป็นลุงที่ต้องโดนหางเลขไปโดยปริยาย

แม้จะกางกฎระเบียบภายในหน่วยงานยืนยันเปิดช่องให้ดำเนินการได้ แต่ในแง่จริยธรรมและความเหมาะสม ยังเป็นคำถามคาใจสังคม

ล่าสุดมาถึงคิวที่ ป.ป.ช.ตั้งแท่นพิจารณาขอถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ก็ถูกสังคมพุ่งเป้ามองว่า มีเจตนาช่วยเหลือ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ให้พ้นมลทินคดีดังกล่าว

ลาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พี่ชายสุดเลิฟของ “บิ๊กป๊อด” เข้าไปร่วมคลุกฝุ่น มีส่วนเชื่อมโยงการขอถอนฟ้องคดี เพื่อช่วยน้องชายหรือไม่

เพราะเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของ “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.

2 ปมร้อนบิ๊ก คสช.ปะทุขึ้นมาไล่เลี่ยกัน ในช่วงท็อปบูตจัดระเบียบ ไล่บล็อกกลุ่มเห็นต่าง ไม่ให้แตกแถว

ซ้ำเติมภาพลักษณ์ฝ่ายอำนาจพิเศษให้ถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ ขณะที่กำลังก้าวเข้าโหมดประชามติ มองยังไงก็ไม่เป็นผลดีแน่

สร้างความกังขาในความรู้สึกของสังคม ภูมิคุ้มกันก็มีแต่ถดถอย.

ทีมข่าวการเมือง

พลิกบทในห้วงพลิกเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/609262

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 เม.ย. 2559 05:01

 

ไม่ใช่แค่แพลมๆไต๋อย่าง พ.อ.ปิยะพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองโฆษก คสช.ที่ออกมาระบุถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะขบวนการนักศึกษาที่ออกมาเรียกร้อง

กดดันให้ปล่อย “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ถูกควบคุมตัว ในคดีขัดคำสั่ง คสช. หลังโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญและรัฐบาล

โดยระบุ มีแผนเตรียมการ มีผู้สนับสนุน มี “ขบวนการ” ที่ทำเป็นจังหวะ

แต่ตำรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ไม่มีอ้อมแอ้ม ตั้งข้อสังเกตแบบชี้เป้ากันทันที กลุ่มนักศึกษาเหล่านี้อยู่กลุ่มไหน มีรถยนต์สถานีโทรทัศนช่องใด หรือของกลุ่มใดไปส่ง

“ใครสนับสนุนกันมา ใครวางแผน ล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศ ใคร ก็ทักษิณ”

ชี้เป้าไปที่ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” และเครือข่ายเต็มๆ

ที่สำคัญคิวนี้ “บิ๊กตู่” จัดเต็มตามสไตล์ ทั้งขู่ตรวจสอบเส้นทางการเงินเครือข่ายที่เกี่ยวโยงการเคลื่อนไหว เตรียมทำหนังสือชี้แจงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และทูตแต่ละประเทศถึงการควบคุมตัวนายวัฒนา

รวมทั้งกระตุกชนัก ยกคดีเก่าโครงการบ้านเอื้ออาทรมาขู่

ขณะเดียวกันยังประชดคิวร้อน กรณี “ล็อกตัวเสี่ยไก่” ที่หวั่นว่าจะกลายเป็นชนวนเหตุทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย ส่งผลกระทบต่อกระบวนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

“ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ”

ไม่ต้องให้หน่วยข่าวประเมินก็คงอ่านกันออก คิวนี้เสี่ยงลุกลามบานปลาย กระทบกับด่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญแน่ ขุมข่ายอำนาจพิเศษจึงดาหน้าออกมาเร่งดับปมร้อน เบรกหัวเชื้อไวไฟ รวมทั้งลูกขู่ด้วยโทษแรง ตามข้อกฎหมายร่าง พ.ร.บ.ประชามติ

เพื่อลดเงื่อนไข “ตัวแปร” ในการออกเสียงของประชาชนให้มากที่สุด

ถึงแม้อีกมุมจะมีการมองว่า การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายต่างๆต้องแยกแยะ ไม่ควรเหมารวม และปิดกั้นไปเสียหมด

ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องเสียงบฯทำประชามติ ใช้อำนาจประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปเลย

แต่ก็อย่างว่า เมื่อตีธงแล้ว คสช.ก็คงไม่เลือกทางอื่น นอกเหนือไปจากเดินไปตามสเต็ป คุมเข้มไม่ให้หลุดเป้าโรดแม็ปเลือกตั้ง 2560 แต่ก็ไม่แน่ใจว่ารู้ทัน ไม่หลงเข้ากับดักในคิว “ล็อกตัวเสี่ยไก่” อย่างที่ว่าหรือไม่

กับห้วง 3 เดือนกว่าก่อนถึงด่านประชามติ จะเอาอยู่หรือเปล่า

หรือชนวนจะลุกลาม จนวิกฤติปะทุขึ้นอีกรอบ

เพราะอีกทางก็อย่างที่ “บิ๊กตู่” เปิดโพยแฉเครือข่าย “ทักษิณ” เกี่ยวโยงสถานการณ์

สะท้อนว่าตัวแทนขั้วอำนาจ 2 ฝ่าย พร้อมเปิดหน้าลุยกันแล้ว

โดยเฉพาะการล็อกตัวนายวัฒนาเป็นอีกจุดชี้วัดสำคัญ เพราะถ้าจำกันได้ นายวัฒนา เคยมีชื่อว่าเป็นอีก “ข้อต่อข้อเชื่อม” ที่ “ทักษิณ” เรียกใช้บริการ

ในฐานะดีลเมกเกอร์ หาช่องประสานกับ “อำนาจสีเขียว”

เพราะสายสัมพันธ์ของนายวัฒนา เคยเป็นอดีต ส.ส.ปราจีนบุรี พื้นที่ที่ตั้ง พล.ร.2รอ.ของบิ๊กทหารที่ถือดุลอำนาจในปัจจุบันเคยรับราชการ ถือเป็นถิ่นกำเนิดของ “ท็อปบูตบูรพาพยัคฆ์”

โปรไฟล์ “ปราจีนฯคอนเน็กชั่น” ถูกยกมาขันอาสา “นายใหญ่”

ขณะที่ “บิ๊กท็อปบูต” ก็ไม่ปฏิเสธความคุ้นเคยกับนายวัฒนา

แต่ที่ทำให้ต้องมีรายการสั่งสอน “คนกันเอง” ชนิดเอ่ยปาก “กล้าด่ามา ผมก็กล้าจับ” ก็ด้วยเหตุที่นายวัฒนา ในจังหวะร้อนแรงเพื่อสร้างผลงาน และเริ่มโดดเด่นในห้วงขุนศึกขุนพลเพื่อไทยหมอบกันหมด

การออกมาท้าทายท็อปบูตสไตล์ฮาร์ดคอร์ ถูกใจแฟนคลับกองเชียร์ และแน่นอน “เข้าตา” นายใหญ่

แต่อีกทางก็มีลูกบู๊เลยเถิด ชนิด “บิ๊กท็อปบูต” มองว่าล้ำเส้น จนมีสัญญาณจัดหนักสั่งสอน

“ข้อต่อข้อเชื่อม” ถูกอีกฝ่ายมองว่าปีนเกลียว

อย่างไรก็ตาม อีกทางหนึ่งมือประสานอย่าง “เสี่ยไก่” ก็ถือว่าพลิกบทมาเล่น “เกมบู๊” ได้ถูกจังหวะเวลา

ในห้วงประตูเจรจายังปิดล็อก “ทักษิณ” เริ่มมีสัญญาณ “ท้าชน”.

ทีมข่าวการเมือง

แบบนี้ต้องโดนถามแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608664

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 เม.ย. 2559 05:01

 

ฉาก “ดราม่าประชาธิปไตย” เขย่าเกมโลกล้อมประเทศไทย

ในอารมณ์ที่ “น้องเฟ” น.ส.วีรดา เมืองสุข ลูกสาวของ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย ตระเวนเดินทางไปขอเข้าเยี่ยมบิดาที่ค่ายทหาร พร้อมๆกับเดินสายยื่นหนังสือร้องเรียนสำนักงานสหภาพยุโรป (อียู) และสถานทูตสหรัฐอเมริกา

เรียกร้องให้ทหารปล่อยพ่อกลับบ้าน

ตามปรากฏการณ์กระตุกกระแส “Free Wattana” เร้าความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลฯ ที่เครือข่ายพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. และกลุ่มต้าน คสช.นัดแต่งชุดขาวเพื่อกดดันให้ คสช.ปล่อยตัวอดีตรัฐมนตรีฝีปากกล้า

ล้อไปกับปฏิกิริยา “ยั่ว” ท้าทาย

สถานการณ์แบบที่นักศึกษากลุ่ม “พลเมืองโต้กลับ” นำโดย “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ รวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ให้ทหารปล่อยนายวัฒนา

โดยไม่สนเสียงเตือนเข้มๆของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่สั่งออกอากาศห้ามชุมนุม และนั่นก็ทำให้แกนนำโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวไปโรงพักก่อนปล่อยตัวในเวลาต่อมา

สถานการณ์เดินตามท้องเรื่องราวกับมีผู้กำกับวางคิวบอกบทให้

และถึงแม้จะเป็นขบวนการหน้าเดิมๆที่ถูกตีราคาเป็นพวกที่มีวาระแฝง “รับงาน”

แต่ตามรูปการณ์มันก็กระพือแรงส่งให้ฉากดราม่าประชาธิปไตย เพิ่มราคาค่างวดให้คนชื่อ “วัฒนา เมืองสุข” ไปเต็มๆ

เกมล่อให้ทหารทุบเข้าเป้า คุ้มค่ากับการลงทุนเอาตัวเข้าเสี่ยงบาทาท็อปบูต

สูตรนี้น่าจะทำให้มีคนกล้า “ลองของ” ตามมาอีกเยอะ

ที่สำคัญ โดยสถานการณ์ลากกระแสต่อเนื่องกับจังหวะที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฯลฯ

เปิดแถลง ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ลิดรอนสิทธิประชาชน

พวกที่ต่อต้านโดยไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง ก็กล้าเปิดหน้าเปิดตาแสดงตัวแสดงตนต้านรัฐธรรมนูญโดยไม่กลัวทหาร
สถานการณ์เริ่มแยกไม่ออก ฝ่ายไหนของจริง ฝ่ายไหนรับงาน

นั่นก็น่าจะเป็นที่มาของอาการเสียงเขียว “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องขู่ดังๆออกอากาศ
ห้ามหมดทั้ง “โหวตโน–โหวตเยส”

ไม่เปิดไฟเขียวให้มีการรณรงค์รับหรือไม่รับ ห้ามตีปี๊บชี้นำประชามติในทุกกรณี จ้องเล่นโทษหนักถึงขั้นจำคุก 10 ปี รอให้กฎหมายประชามติมีผลบังคับใช้ พวกทำผิดเงื่อนไขโดนแน่

คสช.ยกระดับการคุมเกมประชามติขั้นสูงสุด

ตามยุทธศาสตร์แบบทหารต้องกดแรงกระเพื่อมไม่ให้ป่วนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ซึ่งในมุมเชิงบวกที่เข้าใจได้ คสช.ต้องการเคลียร์ “ตัวแปร” ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนออกไปมากที่สุด โดยเฉพาะการชักจูงของกลุ่มที่เสียผลประโยชน์

เพื่อให้ผลประชามติมาจากความต้องการที่แท้จริงของคนไทย

แต่ในมุมเชิงลบ มันก็ย้อนแย้งกับการทำประชามติตามหลักสากลทั่วไป ที่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล ผลดี ผลเสียอย่างรอบด้าน เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง

เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับผลประชามติที่ออกมา

อะไรไม่เท่ากับว่า ตามรูปการณ์ที่ลักลั่น ดูเหมือนสถานการณ์จะยิ่งกดดัน คสช.ให้ต้องเผชิญกับคำถามย้อนศร ถ้าบรรยากาศการทำประชามติออกมาในแนวคุมเข้มซะขนาดนี้

สู้ใช้อำนาจประกาศบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไปเลย

จะทำประชามติให้เปลืองงบฯแผ่นดินนับพันล้านไปทำไม.

ทีมข่าวการเมือง

ระวังเข้าทาง ‘ปล่อยผี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608046

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 เม.ย. 2559 05:01

 

จับอาการบ่นน้อยใจที่โลกโซเชียลฯให้ความสนใจคลิปของ “เน วัดดาว” มากกว่าเว็บเพจผลงานรัฐบาล หรือการแสดงความเป็นห่วง “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวฮีโร่ของไทยจะโดนสปอนเซอร์เอกชนรุมดึงตัวออกงานจนไม่มีเวลาซ้อม เสี่ยงทำให้ฟอร์มตกได้

เก็บตกทุกประเด็น ไม่เว้นเรื่องปลีกย่อย

ตามปรากฏการณ์สะท้อนความเป็นตัวตนของคนอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นคนใส่ใจในทุกรายละเอียด
ไม่มองข้ามแม้แต่เรื่องเล็กเรื่องน้อย

มันก็เป็นอะไรที่เดาทางได้ “บิ๊กตู่” น่าจะเกาะติดกระแส ซีเรียสไม่น้อยต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคม กับปมคนตระกูล “จันทร์โอชา” เข้ามาเป็นนายทหารด้วยวิธีพิเศษ

ชนวนโยงกับคนใกล้ตัว ปัดยังไงก็ไม่ออก

หนีไม่พ้นต้องบาดเจ็บจากระเบิดทำลายล้างลูกใหญ่ที่มีเป้าทำลายความชอบธรรม คสช.

แน่นอน ถ้ามองกันในมุมของเกมอำนาจ นี่คือแรงสะท้อนกลับจากสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารกำลังเดินหน้าเคลียร์แรงเสียดทานเข้าสู่โหมดประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ในจังหวะไล่ทุบไล่บล็อกนักการเมืองไม่สนว่าจะเป็นฝ่ายต่อต้านหลักอย่างพรรคเพื่อไทย หรือคนกันเองอย่างค่ายประชาธิปัตย์ ถ้าเสนอหน้าวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญทักท้วงการประชามติ จะโดนสวนด้วย “ของแข็ง” ในทันทีทันใด

แบบที่ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย โดนล็อกเข้าค่ายทันทีที่เดินทางมาพบทหารตามนัด

โดยไม่สนจะขัดหลักการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือแบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และลูกคู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาถากถางปมคำถามพ่วงในการประชามติ เค้นคอกันในทีให้ คสช.พูดให้ชัดร่างรัฐธรรมนูญโดนคว่ำจะทำอย่างไร ก็โดน “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯออกมาย้อนศร ไล่ให้กลับไปทบทวนตอนเป็นรัฐบาลได้ทำอะไรให้กับบ้านเมือง

“แทงใจดำ” กันแบบไม่กลัวโดนเคือง

คสช.กระตุกแรงเสียดทานจากนักเลือกตั้งอาชีพอย่างเต็มรูปแบบ

ตามรูปการณ์อย่างที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวนกลุ่มเสื้อแดง นปช.ออกลีลาเย้ยแกมบลัฟ รัฐบาลทหาร คสช.จะพังเพราะจับ “ไก่วัฒนา” บ่อยๆ ปล่อย “ไก่อู” ออกมาตอบโต้ไปทั่ว

แต่ก็อีกนั่นแหละ ลำพังนักเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ทหารกลัวแต่อย่างใด

ต่อให้ขู่แตะมือกัน ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยช่วยกันเขย่าเกมประชามติ ทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญเสี่ยงพลิกคว่ำพลิกหงาย มันก็แทบจะไร้ความหมาย

เพราะจับไต๋ได้ ตามอาการแบบที่รุ่นเก๋าอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานกุนซือหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาชูจั๊กแร้เชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ส่วนตัวรับได้

เพราะอยากลงสนามเลือกตั้งเต็มแก่

โดยเนื้อแท้ นักเลือกตั้งอาชีพทนอดอยากปากแห้งไม่ไหว ตกงานมา 2–3 ปีเข้าไปแล้ว

แนวโน้มก็แค่เล่นลิเกประชาธิปไตย ประคองกระแสแต่งตัวเตรียมเลือกตั้ง

แรงต้านนักการเมืองแผ่วบาง แต่จุดที่กำลังจะลดแรงเสียดทานกันจริงๆน่าจะอยู่ตรงคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้รีบเคลียร์กรณีการใช้มาตรา 44 สั่งลงโทษพักงานข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่ในข่ายโดนตรวจสอบปมทุจริตคอร์รัปชัน

จ่อปลดล็อก คืนความเป็นธรรมให้พวกที่ไม่ผิด

จะได้ไม่ติดพันไปถึงช่วงการทำประชามติ ไม่มีผลต่อความรู้สึกต่อต้านในหมู่ข้าราชการ

เรื่องของเรื่อง การคืนความเป็นธรรม ผิดถูกก็ว่ากันไป

แต่อย่าให้ยุทธศาสตร์เคลียร์แรงเสียดทาน พาลทำให้ดาบปราบคอร์รัปชันไม่ศักดิ์สิทธิ์

นั่นก็เพราะอีกมุมหนึ่ง มันก็มีกระแสมาอย่างต่อเนื่องกับเรื่องที่นักการเมืองท้องถิ่นวิ่งเต้นผ่านนักการเมืองระดับชาติต่อสายถึงผู้มีอำนาจในรัฐบาลให้ปลดล็อกโทษแบนตามมาตรา 44

งานนี้ถ้า “ปล่อยผี” แบบเหมาเข่ง

ก็เข้าทางพวกที่รับ “ค่ามัดจำ” มาแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

ไม่ผิดแค่ไม่ถูกเวลา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607497

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 เม.ย. 2559 05:01

 

ประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงบรรยากาศ “เมย์เดย์”

อารมณ์ความสุข กระแสปลาบปลื้ม ภาคภูมิใจไปกับวันแห่งความสำเร็จของ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวจากจังหวัดยโสธร ที่สร้างปรากฏการณ์กระหึ่มยุทธจักรลูกขนไก่ คว้าแชมป์ซุปเปอร์ซีรีส์ 3 รายการติด

ผงาดขึ้นแท่นมือหนึ่งหญิงเดี่ยวของโลก

แม้แต่วีไอพีระดับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ยังนั่งลุ้นติดหน้าจอทีวี และรีบต่อสายแสดงความยินดีผ่านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทันทีที่น้องเมย์คว้าแชมป์ที่ประเทศสิงคโปร์

ตามรูปการณ์ข่าวน้องเมย์น่าจะครองสื่อกระแสหลักไปอีกหลายวัน

และนั่นก็ช่วยเบี่ยงข่าว บรรเทาอุณหภูมิร้อนๆทางการเมืองไปชั่วขณะ ในจังหวะที่กระแสประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” กำลังล่อกันฝุ่นตลบ

โดยเฉพาะสถานการณ์มาถึงจุดที่ทหาร คสช.เปิดฉากรบกับนักเลือกตั้งอาชีพ

ตามปรากฏการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์แตะมือกับพรรคเพื่อไทยเปิดฉากโซ้ยแรงๆกับ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ตอบโต้ที่โดนด่ากราดนักการเมืองไม่ดี

ในอารมณ์แบบที่ทีมงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขู่ออกอากาศ เตือน คสช.อย่าประมาท คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะจับมือกับพรรคเพื่อไทย คว่ำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ล่าสุด “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้าพบกับทหารที่ มทบ.11 ตามที่นัดหมายก่อนสงกรานต์ โดยมีการโพสต์ข้อความสุดท้าย

“จะเอาผมไปปรับทัศนคติอีกกี่ครั้ง ผมก็ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้”

เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ 2 ป้อมค่ายการเมืองใหญ่ร่วมด้วยช่วยกันเขย่าเกมประชามติ แต่มันก็ยังมีเงื่อนไข อาการอยากลงสนามเลือกตั้งเป็น “ตัวแปร” ยังถือเอาเป็นตัวตัดสินไม่ได้

ที่น่าจับตาจริงๆก็คือพวกที่ต่อต้านโดยไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง เริ่มกล้าเปิดหน้าแสดงตัวแสดงตนโดยไม่กลัวทหาร
ไม่สนจะถูกล็อกเข้าหลักสูตรปรับทัศนคติในค่าย

แบบที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฯลฯ เปิดแถลงข่าวในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน

คนชั้นปัญญาชนเคลื่อนไหว กระตุกน้ำหนักไหลไปที่ฝ่ายจ้องคว่ำประชามติ

เพิ่มโจทย์ยากๆให้ทหารในการฝ่าแรงเสียดทาน

ท่ามกลางสถานการณ์แปร่งๆ ปัจจัย “สุ่มเสี่ยง” ที่แทรกขึ้นมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

กับปมที่คนนามสกุล “จันทร์โอชา” ได้เข้าเป็นทหารยศร้อยตรีด้วยวิธีพิเศษ

ล่าสุด “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ยืนยันขณะนี้เรื่องอนุมัติการแต่งตั้งนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชาย เป็นนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 บรรจุแล้ว บุตรชายตนต้องมารายงานตัว เพื่อทำงานต่อไป

โดยที่พี่ชายคือ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะลุงก็รับทราบ และไม่ได้ว่าอะไร

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ออกโรงเคลียร์เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เพราะเรื่องนี้ถือเป็นอำนาจของตน ในฐานะ รมว.กลาโหม จะรับใครทำงานได้ทันทีทันใด อีกทั้งเป็นสาขาพิเศษที่ตนมีอำนาจในการรับบุคคลได้

ในมุมทหารระบบอุปถัมภ์เป็นเรื่องธรรมดาที่ปฏิบัติกันมาเป็นเรื่องปกติ

แต่ ณ ห้วงนี้ มันอาจเสี่ยงกับระดับ “ความชอบธรรม” ของ คสช.ที่หายไป

นั่นไม่เท่ากับว่า จับอาการ พล.อ.ปรีชา ที่ยืนยันต้องหาผู้ปล่อยเอกสารออกมาและผู้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เป็นเอกสารราชการ

ชัดเจนว่า งานนี้ “คนวงใน” ด้วยกันเองปล่อยของประจาน

เจาะจงเลือกสถานการณ์เหมาะเจาะพอดีซะด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

ชำแหละยุทธศาสตร์ประชามติร่าง รธน. : ชี้ชะตาอนาคตประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606773

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 เม.ย. 2559 05:01

 

ผ่านด่านงานหินการเลือกตั้งใหญ่เป็นโมฆะมาได้อย่างเฉียดฉิว แล้วนำบทเรียนไปถอดกำหนดเพิ่มเติมลงในกติกา เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยและให้การลงคะแนนเสียงทั่วประเทศราบรื่น

ประเดิมงานแรกจะเป็นผู้ดำเนินการจัดและคุมการออกเสียงทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายจะผ่านฉลุยแค่ไหน นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แย้มใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยย้อนรอยถึงการรับมือเหตุการณ์การเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ที่ กกต.ผ่านมาได้ ซึ่งมีเหตุตั้งแต่วันสมัครรับเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง ที่อีกฝ่ายต้องการให้ กกต.ประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปก่อน อีกฝ่ายต้องการเลือกตั้งตามกำหนดการเดิม

แต่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ กกต.เลื่อนวันเลือกตั้งเองได้ ตอนนี้ถ้ามีปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นอีก กกต.มีอำนาจประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งใหม่ได้แล้ว

เราพร้อมตั้งแต่สมัยร่างรัฐธรรมนูญในยุคสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พอที่ประชุม สปช.มีมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ กกต.ก็เตรียมพร้อมมาตลอด

แต่การเตรียมการแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน การทำประชามติคราวนี้ต้องดูรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่แก้ไขใหม่ครั้งที่ 2 ประกอบกับ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ว่าขอบเขตอำนาจของ กกต.มีแค่ไหน เพียงใด

กกต.ร่วมมือกับทุกฝ่าย แบ่งงานกันทำ มีนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต. เป็นพนักงานผู้บริหารเรื่องทำประชามติ เพื่อทำให้การออกเสียงประชามติมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

การทำประชามติจะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.59 เปิดหีบเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. เดิมขอไปเวลา 08.00-18.00 น. แต่มีหลายจังหวัดเป็นพื้นที่ภูเขา ทำให้ลำบากเคลื่อนการขนนับ

ทั้งหมดได้เตรียมยุทธศาสตร์ “65 ล้านบานสะพรั่ง” ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ 80 เปอร์เซ็นต์จากผู้มีสิทธิประมาณ 51 ล้านคน และจะให้ผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 7 ส.ค.59 เข้ามามีนิวโหวตเตอร์เพิ่มอีก 8 แสนคน

จะนำข้อบกพร่องจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาวิเคราะห์ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิการเลือกตั้งน้อย

ตอนนี้ให้ผู้อำนวยการเขตการเลือกตั้ง-กกต.จังหวัด และเจ้าหน้าที่ไปสำรวจตำบลและเขตเลือกตั้งต่างๆว่า มีหน่วยไหนบ้างที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

และนายประวิช รัตนเพียร กกต. ไปทำศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยระดับตำบลทั่วประเทศกว่า 7,000 ศูนย์ฯ เพื่อเตรียมดินปลูกต้นกล้าประชาธิปไตย

มีวิทยากรของ กกต.ลงไปอบรมถึงบทบาทหน้าที่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ตัวแทนชาวบ้านแต่ละตำบลที่เป็นกรรมการศูนย์ฯ

และยังได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกับศูนย์การศึกษานอกระบบ (กศน.) อัยการสูงสุด หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) ซึ่งเราขอให้ รด.จิตอาสาไปช่วยอำนาจความสะดวกในการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ

ผมลงไปดูกิจกรรมของศูนย์ฯพบว่าประชาชนตื่นตัว ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอให้ความสนใจและเอาใจใส่ จากนี้ไปจะให้กรรมการแต่ละศูนย์ฯไปรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ

ไม่ได้รณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่แรงจูงใจให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิในอนาคต ก็มีการคิดนอกกรอบบ้าง โดยหยิบยกขึ้นมาหารือเหมือนกัน เคยเสนอไปว่าน่าจะทำเหมือนการเลือกตั้งสหกรณ์ที่กำหนดสมาชิกที่มาลงคะแนน จะได้รับคนละ 1,000 บาท หรือก็ใช้มาตรการทางภาษีไปลดหย่อนภาษีให้กับผู้มาใช้สิทธิ

สำหรับการจัดพิมพ์สรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งมาให้ เราก็เตรียมคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่จะจัดหาโรงพิมพ์ ประกวดราคา การพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ

ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันข้อครหา หากพบว่ามีการทุจริตขอให้ดำเนินการกับเราได้เลย

การออกแบบบัตรออกเสียงประชามติก็ทำเรียบร้อยแล้ว จะมี 2 คำถามในใบเดียว และจะซ่อนรหัสป้องกันการปลอมแปลงเอาไว้ด้วย

เชื่อมั่นว่าประชาชนจะไม่สับสน เพราะ กกต.จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงขั้นตอนในการออก เสียงประชามติ ซึ่งจะมีตัวอย่างบัตรให้ดู

แล้วคำถามพ่วงจะรณรงค์อย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ เพราะคำถามยาวและอยู่ในบัตรใบเดียวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นายศุภชัย บอกว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) จะดำเนินการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาระสำคัญของประเด็นที่เพิ่มคำถามนี้ ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

เนื้อหา พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ไม่ชัดเจน แต่มีโทษค่อนข้างรุนแรง จะเป็นอุปสรรคต่อการรณรงค์อย่างไร นายศุภชัย บอกว่า ตามกฎหมายระบุไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นของตนเองต่อร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย

แต่ถ้าผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้จะมีความผิด อาทิ ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด

หลอกลวง บังคับขู่เข็ญหรือใช้อิทธิพลคุกคามให้มาออกเสียงหรือไม่ออกเสียง ให้รับหรือไม่รับ

เปิด ทำลาย ทำให้เสียหายเปลี่ยนสภาพหีบบัตร ขัดขวางการมาออกเสียง

ดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง

หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ออกเสียงหรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย
การจัดยานพาหนะนำไปออกเสียงหรือนำกลับจากที่ออกเสียงโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารรถตามปกติ เพื่อจูงใจหรือควบคุมให้ลงคะแนนหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง แต่ถ้าหน่วยงานของรัฐจัดยานพาหนะให้สามารถทำได้

ทั้งหมดที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ฉะนั้น ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สมมติเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็พูดไปได้ แต่จะไปรณรงค์ให้ออกมารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้

ปัญหาที่จะตามมาในอนาคต คือ เมื่อมีผู้รณรงค์ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ โดยส่งต่อผ่านไลน์ เฟซบุ๊ก หรือกดไลค์ในเฟซบุ๊ก จะเข้าข่ายทำความผิดด้วยยิ่งจะทำให้คนใช้โซเชียลมีเดียพากันดื้อแพ่ง จะเกิดความรุนแรงตามมา นายศุภชัย บอกว่า อาจจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

และเรื่องนี้กฎหมายใหม่ไม่ได้กำหนดให้ กกต.เป็นผู้เสียหาย เดิมตาม พ.ร.บ.ประชามติปี 52 ยังกำหนดให้ กกต.เป็นผู้เสียหาย

คราวนี้ สนช.ไม่เอาตามที่ กกต.เสนอ แต่ไปกำหนดให้ทุกคนเป็นผู้เสียหายไปแจ้งความเอาผิดได้ถ้าพบการกระทำความผิด คงต้องการให้ประชาชนเป็นหูเป็นตา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ขณะนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการแสดงความคิดเห็น เพราะได้มีการแก้ไขจากคำว่า รณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียง เป็นคำว่าเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียง ทำให้ฝ่ายรัฐคือ กกต.ทำได้ แต่ถ้าเป็นฝ่ายการเมือง ภาคประชาชนทำบ้าง อาจจะเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายได้ และมีบทลงโทษหนัก

นายศุภชัย บอกว่า ผมจะให้ความเห็นคนเดียวไม่ได้ กกต.ทำงานในรูปของคณะกรรมการ จะต้องนำไปหารือในที่ประชุมถึงการออกคำแนะนำว่า อะไรทำได้ ไม่ได้

แต่การออกคำแนะนำเปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้า กกต.แนะนำไปว่าไม่ผิด เขาไปทำตามที่ กกต.แนะนำ ปรากฏว่าศาลชี้ว่าผิด จะมีปัญหาตามมา ก็ค่อยๆแก้ไป

ฉะนั้น ถ้าเราอยู่ในกรอบกติกาไม่ต้องกลัว เพราะโทษที่กำหนดเอาไว้

เพื่อปรามคนไม่ให้กระทำความผิด.

ทีมการเมือง

ลีลานักเลือกตั้ง“วิพากษ์”ร่างรัฐธรรมนูญ : ลิเกประชาธิปไตย ปากอย่างใจอย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606416

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 เม.ย. 2559 05:01

 

มหาสงกรานต์ผ่านพ้นไปอีกปี

ในบรรยากาศของความสุข สนุกสนานรื่นเริง ที่เคล้าไปกับความปั่นป่วนวุ่นวาย

ไล่ตั้งแต่ปัญหาโลกแตกแก้ไม่ได้ เรื่องการแต่งตัวโป๊เล่นน้ำ การเมาแล้วขับ อุบัติเหตุบนท้องถนน เจ็บตายมากเป็นสถิติโลกที่ยังเหมือนเดิม

เพิ่มเติมเข้ามาคือวิกฤติภัยแล้งขั้นสาหัสและสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย

ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองก็พ่นน้ำลายแข่งกับการสาดน้ำสงกรานต์

ตามสถานการณ์ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน เชื้อชนวนให้เกิดการปะทะคารม สะท้อนปมขัดแย้งทางความคิดระหว่างฝ่ายที่เอาด้วยกับพวกที่ไม่เห็นด้วย

แบบที่เบิ้ลบลัฟกันแรงๆออกอากาศ

บรรยากาศร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่งานรดน้ำสงกรานต์ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แสดงอาการหงุดหงิดนักการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย

ที่รุมวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

และยังส่อเค้าไม่เอาด้วยกับคำถามพ่วงประชามติ กรณีให้ “ส.ว.สรรหา” ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ในอารมณ์แบบที่หัวหน้า คสช.พาลฟ้อง “ป๋าเปรม” เป็นเชิงเหน็บสื่อมวลชนให้ช่วยกลับไปถามนักการเมืองทั้งหลายบ้างว่า ที่ผ่านมาได้ทำอะไร และเลือกตั้งแล้วจะทำอะไรให้บ้านเมือง

ไม่ใช่ถามแต่ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้ว คสช.จะทำอย่างไร

และที่เป็นไฮไลต์ หนังสือพิมพ์หยิบเอามาพาดหัวไม้ พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นเชิงท้ากลับนักการเมือง 2 พรรคใหญ่ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ถ้าจะแตะมือกันบอยคอตเลือกตั้งเพราะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

แน่จริงขอให้ทำตามที่พูด พรรคอื่นจะได้ลงแทน

และก็มาโทนเดียวกันเลย ตามจังหวะรับลูกตามน้ำ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.เลขาธิการ คสช. ก็ออกมาสำทับเป็นเชิงปรามกรณีพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ แถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่รับ และไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และไม่เอาด้วยกับคำถามพ่วงประชามติ

แบบนี้เป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน

ชักน้ำเสียงเข้มๆขู่กลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหว อย่าพูดมากทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการทำประชามติ เพราะ คสช.มีหลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติ ถ้าอยากก็เอา

คนที่อยาก “ลองของ” เดี๋ยวได้เจอแน่

จากเบอร์หนึ่ง คสช. ถึงจ่าฝูงกองทัพบก “ท็อปบูต” ยกระดับสัญญาณคลื่นความถี่สูง พร้อมจัด “ยาแรง” ให้พวกที่เคลื่อนไหวก่อแรงกระเพื่อมในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ตามจังหวะโซ้ยกลับ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ที่วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นที่มันปาก

โดยเฉพาะกับฉากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมแถลงจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และรับไม่ได้กับคำถามพ่วงประชามติ

และยังจี้ให้ คสช.ตอบให้ชัด ถ้าร่างรัฐธรรมนูญโดนคว่ำจะทำอย่างไร

ในอารมณ์ล้อไปกับอาการออกตัวแรงๆของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศชัดจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และยังฟันธงด้วยว่า คำถามพ่วงประชามติจะทำให้คนหมั่นไส้ พาลให้มีการคว่ำประชามติ

ประชาธิปัตย์ดาหน้าถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” แบบไม่เกรงใจคนกันเอง

นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่แสดงจุดยืน ร่อนแถลงการณ์คว่ำประชามติตั้งแต่วันที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงโชว์ร่างฉบับสมบูรณ์

ได้แนวร่วมต่างขั้วอย่างพรรคประชาธิปัตย์ผสมโรง มันก็ยิ่งเข้าทางไปกันใหญ่

ตามเหลี่ยมแบบที่ “ขาประจำ” อย่างนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง เปิดปฏิบัติการยั่วด้วยการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ไม่สบายใจกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่แสดงอารมณ์หงุดหงิด กรณีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและขอให้ คสช.เปิดเผยแนวทางหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ สอดรับกับท่าทีของ ผบ.ทบ.ที่แสดงการข่มขู่กลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหว

ทั้งๆที่โพลรัฐบาลได้รับคะแนนนิยมสูงถึงร้อยละ 99.5 ยังจะกลัวอะไรอีก

อำ บลัฟ ถากถาง นักเลือกตั้งเปิดศึกสงครามน้ำลายกับบิ๊ก คสช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

แน่นอน ประเมินตามรูปการณ์ นักการเมือง 2 ค่ายใหญ่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ที่กุมฐานคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งแท็กทีมขวางร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

สัญญาณอันตรายแบบนี้ก็น่าเป็นห่วงประชามติ

แต่ก็อีกนั่นแหละ เท่าที่หยั่งท่าที คสช.ก็เหมือนไม่ได้ยี่หระกับเกมเขย่าประชามติของนักเลือกตั้งสักเท่าไหร่ ในอาการแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

“มีประชาชนอยู่กับผมพอสมควร คนกลางจะเชื่อเขาหรือเชื่อผม”

แปลความได้ว่า “ต้นทุนหน้าตัก” ยังสูงกว่าพร้อมเปิดเกมเดิมพัน

เหมือน พล.อ.ประยุทธ์จะประเมินอารมณ์สังคมแล้ว แม้จะอึดอัดกับทหาร แต่กลัวม็อบกลับมาป่วนเมืองมากกว่า สุดท้ายประชาชนคนไทยต้องเลือกเสี่ยงเดินตามธงของ คสช.

ทหารยังถือแต้มต่อนักการเมือง

นั่นก็ทำให้ยุทธการให้ “ยาแรง” ยังเดินหน้าต่อในระดับเข้มข้น โดยไม่สนทั้งพรรคเพื่อไทยหรือยี่ห้อประชาธิปัตย์ โชว์ให้เห็น “ไม้แข็ง” กันชัดๆ แบบที่นายวัฒนาโดนทหารไล่ตามล็อกตัวเข้าค่าย ผลจากการโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ทหาร แบบหมูไม่กลัวปังตอ

ในเมื่อกล้าท้าทาย ก็กล้าทุบ

และก็สังเกตได้กับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ที่ลดโทนลงแบบวูบวาบ หลังน้ำเสียงเขียวๆของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ธีรชัยตวาดใส่นักการเมืองปากดี

ตามลีลาที่นายอภิสิทธิ์รีบปัดไม่เคยพูดเรื่องไม่ลงเลือกตั้ง เพราะไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดพร้อมหยอดลูกอ้อน เชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจดีต่อบ้านเมือง แต่ขอให้แยกแยะอย่ามองคนเห็นต่างเป็นปฏิปักษ์ไปหมด ทั้งๆที่ “บิ๊กตู่” น่าจะรู้นิสัยใจคอกันดี เพราะเคยทำงานร่วมกันมา

แสดงตัวแสดงตนเลยว่า เป็นพวกเดียวกัน

ที่สำคัญ นายอภิสิทธิ์ยืนยันเสียงแข็งเลยว่า ไม่มีการซูเอี๋ยกับพรรคเพื่อไทยคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแน่

เอาเข้าจริงมันก็แค่ลีลา ประชาธิปัตย์เล่นไปตามบทค่ายการเมืองเก่าแก่ ที่จำเป็นต้องกระโดดโหนขบวนประชาธิปไตย

โชว์จุดยืนหรู ยึดหลักการไว้ก่อนตามฟอร์ม

ซึ่งนั่นก็ถือว่า ซับซ้อนกว่าพรรคเพื่อไทยที่แสดงจุดยืนตรงข้ามกับทหาร เล่นบทเป็นฝ่ายประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการมาตลอดอยู่แล้ว

การประกาศคว่ำประชามติ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นเกมปกติ

และมีกระแสข่าววงในว่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร นัดให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนญี่ปุ่นหลังสงกรานต์นี้ ในประเด็นหนีไม่พ้นวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ

โดยเหลี่ยมเซียนการตลาดต้องเลี้ยงกระแสกองเชียร์ไว้ก่อน

“นายใหญ่” ก็เล่นไปตามบทเร้าเกมคว่ำประชามติ แต่ลึกๆเช็กอาการลูกข่ายพรรคเพื่อไทย หยั่งท่าทีอดีต ส.ส.ส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยพูดเป็นเสียงเดียวกัน อยากลงสนามเลือกตั้งเต็มแก่

ทนอดอยากปากแห้งไม่ไหวแล้ว

ทั้งหมดทั้งปวงตามแนวโน้มสถานการณ์ของนักเลือกตั้งอาชีพ ก็สะท้อนได้จากอาการของมวยรุ่นเก๋าอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่แบะท่าชัดๆในวันรดน้ำสงกรานต์ ฟันธงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ส่วนใหญ่มีข้อดี ส่วนที่มีความเห็นว่ายังมีข้อขัดแย้งนั้น ก็พอรับได้

โดยส่วนตัวจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะได้มีการเลือกตั้งในปี 2560

“ผมอยากให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่นายกฯพูดมา เลือกตั้งไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป มันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ได้ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียเลยปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้น เดี๋ยวก็ไปร่างขึ้นมาใหม่ถ้าแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ยิ่งจะไปกันใหญ่เลยทีนี้ แล้วปี 2560 ก็ไม่มีการเลือกตั้ง ถ้าต้องยืดไปอีกกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว”

รุ่นใหญ่ชูธงนำร่องเองแบบไม่กั๊ก

ตามปรากฏการณ์จากพรรคเพื่อไทยต้องเล่นตามฟอร์มฝ่ายต้านเผด็จการทหาร เลี้ยงกระแสกองเชียร์ พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องกระโดดโหนขบวนประชาธิปไตย โชว์หลักการของค่ายเก่าแก่ มาถึงคิวของ “บรรหาร” ที่แบะท่ากันแบบไม่กั๊ก ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแลกกับการเลือกตั้ง

จับอาการปากอย่างใจอย่างของนักเลือกตั้งอาชีพ

มันก็แค่ลีลาของ “ลิเกประชาธิปไตย”

ไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบคำถามพ่วงประชามติ แต่มุ่งไปที่สนามเลือกตั้ง

นี่แหละ ทหารถึงได้จับทางถูก เลยไม่กลัวแรงกระเพื่อมประชามติ

และนั่นก็ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าสถานการณ์จากนี้ไป คสช.ต้องลุยไล่บี้พวกปากดี จัด “ของแข็ง” ให้พวกวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงสถานการณ์ตามบล็อกไม่ให้มีการแจกของชาวบ้าน แบบที่ไล่จับ “ขันแดง” ของพรรคเพื่อไทย และไล่ยึด “กล่องยา” ของพรรคประชาธิปัตย์

นั่นก็เพราะต้องควบคุมปัจจัยตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจของชาวบ้าน

เป็นยุทธศาสตร์ประคองสถานการณ์เข้าสู่การลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม

ผลโหวตรับ-ไม่รับ

ต้องมาจากความต้องการที่แท้จริงของประชาชน.

ทีมการเมือง

ได้ปัจจัยแฝงมี ‘ตัวช่วย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606331

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 เม.ย. 2559 05:01

 

โจทย์แรกก็ต้องเข็นเต็มแรงกันก่อน

ก็คงไม่ผิดไปจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายรัฐบาล ออกมายืนยัน ยังไม่สามารถเปิดเผยถึง “ทางออก” กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้อง

การที่ยังไม่บอกทางออก เนื่องจากมีเหตุผลว่าไม่ต้องการให้คนรู้สึกว่ามีอะไรให้เลือก

เพราะจะทำให้เกิด “อคติ” ในการประชามติ

มือกฎหมายรัฐบาลยังมีของแถม คาดการณ์ “แผนสำรอง” ล่วงหน้า เมื่อใกล้ถึงวันประชามติ “ไต๋” คงจะเล็ดลอดออกมา และกรณีเมื่อรู้ผลร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557

แก้โดยเร็ว แบบตั้งตัวกันไม่ติด วันรุ่งขึ้นก็นำเสนอสู่ สนช.ทันที

และก็คงไม่หนีจากที่เคยเปิดๆ นั่นคือ หยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปัดฝุ่น ปรับปรุง ตกแต่ง หรือยำรวมๆหลายฉบับ แล้วประกาศใช้ “หลับตานึกว่า 2 ใน 3 คงเหมือนของเดิมที่เคยมีมา”

แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็อยู่ที่ผู้ถือดุลอำนาจพิเศษ อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่สวนกลับข้อเรียกร้องให้ระบุทางเลือก–ทางออกไว้ก่อนทำประชามติ

“ถ้าไม่ผ่าน อำนาจก็อยู่ที่ฉันไงเล่า เข้าใจคำว่าอำนาจไหม”

ไม่แพลม “แผนสำรอง” มุ่งตามธง แมตช์นี้ “ต้องผ่าน”

สอดรับกับบรรดาแกนนำท็อปบูตในวง “อำนาจพิเศษ” แปรขบวนพร้อมเพรียงในภารกิจเข็นร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเดินสู่เป้าหมาย ตามโรดแม็ปเลือกตั้งปี 2560 ระดมทุกสรรพกำลัง กลไกอำนาจรัฐและกองทัพ ใช้มาตรการพิเศษช่วยเข็น รวมทั้งไล่บี้บล็อกแรงต้าน

ล่าสุดเริ่มรายการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” กำลังทหารเตรียมรวบตัว “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็น ประกาศท่าทีไม่รับร่าง รธน.

รายนี้มีโอกาสได้ประเดิมอบรม “หลักสูตรพิเศษ” คสช.

รวมทั้งเสียงฮึ่มๆจาก “บิ๊กตู่” สวนบิ๊กๆการเมือง ไม่สน “หน้าเหลี่ยม–หน้าหล่อ”

เรื่องของเรื่อง ฝ่ายผู้กำหนดเกมเล่น ยังมั่นใจว่าจะมีแรงหนุนร่างรัฐธรรมนูญในด่านประชามติ ถึง 2 พรรคใหญ่มีฐานมวลชนที่ตั้งป้อมค้านก็ตาม

เพราะหนึ่งเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วย บวกกับการขยับของกลไกอำนาจในมือ

นอกจากนี้ ล่าสุดเสียงของ “พญามังกรเติ้ง” บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนานับนิ้วคำนวณแล้ว ได้ประโยชน์จากกฎกติกาใหม่ ลูบปากเชียร์ “อยากเลือกตั้ง”

และก็น่าจะถือเป็นท่าทีของตัวแทนค่ายระดับเอสเอ็มอีกันได้

ขณะที่อำนาจพิเศษก็อ่านทาง ทั้งท่าทีพรรคเพื่อไทย ถึง “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯส่งสัญญาณ ไม่รับร่าง ลูกค่ายขยับตาม แต่บรรดานักการเมืองอาชีพ เวลานี้ก็อยากคืนสนามได้มีเวทีเล่น

ไม่รู้จะต้าน “เต็มแรง” ตามสัญญาณหรือเปล่า

เช่นเดียวกับขั้วประชาธิปัตย์ ถึง “อภิสิทธิ์” ยังแทงกั๊ก แต่ก็มีอีก “ตัวแปรสำคัญ” ที่ “อำนาจพิเศษ” เจาะถึง คือเครือข่าย “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ คุมฐานมวลชน กปปส.

และยังคงอิทธิพล มีเครือข่ายในประชาธิปัตย์

ล่าสุดก็เริ่มมีแกนนำ กปปส.ที่เคยลาออกจากพรรคทยอยกลับไปร่วมงานกับต้นสังกัด โดยเฉพาะนายถาวร เสนเนียม บิ๊กเนมที่เคยมีชื่อว่า “ลุงกำนัน” จะส่งชื่อเข้าประกวด ชิงเก้าอี้เลขาธิการพรรค

คัมแบ็ก “แชร์อำนาจ” ในค่ายการเมืองเก่าแก่

รวมทั้งเมื่ออ่านทางจากที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกปปส.ออกมาแง้มท่าที ถึง กกปส.ยังไม่มีบทสรุปจุดยืนอย่างเป็นทางการ แต่เท่าที่พูดคุยกันกับแกนนำรวมถึงนายสุเทพ บอกว่า “รับได้”

เพราะภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ด้อยไปกว่าร่างฉบับก่อน และดีพอที่จะส่งให้ประชาชนตัดสินใจ โดยนายสุเทพจะออกมาแถลงจุดยืนด้วยตนเอง หลังวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์

เครือข่ายลุงกำนัน “ปัจจัยแฝง” ในประชาธิปัตย์ ส่งสัญญาณ “รับได้”

ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ “อำนาจพิเศษ” ได้มากโข.

ทีมข่าวการเมือง

ถึงจุดวัดใจนักเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605977

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 เม.ย. 2559 05:01

 

เข้าสู่ช่วงท้ายมหกรรมแห่งความสุข เทศกาลสงกรานต์ ก่อนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ในภาวะที่นักการเมืองขอพักรบชั่วคราว กลับไปประจำการตามภูมิลำเนา พบปะชาวบ้าน รักษาฐานที่มั่นในช่วงเตะฝุ่น

แม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกแช่แข็งอดลงสนามเลือกตั้ง 5 ปี ก็ยังใช้จังหวะเทศกาลสงกรานต์ ถือโอกาสเช็กกระแสพรรคเพื่อไทยไปในตัว

นำทีมอดีต ส.ส.ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย ปิ๊กบ้านเกิด จ.เชียงใหม่ ทำบุญไหว้พระที่วัดเจ็ดยอด อ.เมือง ตามป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่

ร่วมพิธีดัง ทำบุญบูชาไม้ค้ำ เขียนชื่อบนไม้ค้ำ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และครอบครัว–ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว” นำไปค้ำที่ต้นโพธิ์ เพื่อสืบชะตา

ถือโอกาสนำทีมอดีต ส.ส. ปลุกกระแสแฟนคลับ รับสัญญาณเลือกตั้งปลายปี 2560

ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคการเมืองตกที่นั่งสถานการณ์เดียวกัน ถูกรัฐบาลท็อปบูตแจกยาแรงเท่าเทียมกัน ไม่ให้ฉวยโอกาสงานประเพณีไทย มาตีกินสร้างสัญลักษณ์เชิงการเมือง

กับปรากฏการณ์จับดะในเวลาไล่เลี่ยกันของเจ้าหน้าที่ทหารไล่ยึด ขันแดง และกล่องยาสามัญประจำบ้าน ที่เตรียมไว้แจกชาวบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์

ไม่สนสีเสื้อว่าจะเป็นยี่ห้อพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์

ล้างข้อครหา 2 มาตรฐาน เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ไม่ให้ถูกตีตราเลือกปฏิบัติเหมือนที่ผ่านมา

ท็อปบูตคงยาแรงต่อเนื่อง ไม่ให้พรรคการเมืองกระดิกตัวได้ถนัดในช่วงก้าวย่างเข้าสู่ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

ออกลูกขึงขังกดหัวฝ่ายการเมืองให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ คุมเข้มทุกช็อตตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย การแจกของตามธรรมเนียมประเพณีไทย ไปจนถึงการตั้งคอร์สอบรมหลักสูตร ปรับทัศนคติฝ่ายเห็นต่าง

ตีกรอบนักเลือกตั้งให้อยู่ในโอวาท ห้ามเดินแตกแถว

ในห้วงอารมณ์ที่ฝ่ายการเมืองเองก็ยังไปกันคนละทิศ มีจุดยืนแตกต่างกันเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ

มีเพียงพรรคเพื่อไทย และกลุ่ม นปช.เท่านั้นที่ประกาศจุดยืนชัดเจน ไม่ผูกมิตรกับกติกาฉบับใหม่ของประเทศ เอาแน่ขอลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเรือแป๊ะ

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ แม้ไม่ปลื้มกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ยังออกลูกอิดออด ไม่กล้าพูดเต็มปาก จะลงเรือลำเดียวกับพรรคเพื่อไทยร่วมโค่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่

ตามสไตล์ถนัด “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โชว์ลูกเขี้ยวแทงกั๊ก ไม่กล้าพุ่งชนกองทัพแบบตรงๆ เพราะภายในพรรคก็ยังเสียงแตก มีทั้งก๊กที่อยากให้ผ่านและล้มร่างรัฐธรรมนูญ

แต่ที่สวนทางมาเลย ขอเป็นพันธมิตรกอดคอยืนเคียงข้างทหาร ก็ บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศแสดงจุดยืนชัดเจน

ชูมือเชียร์เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบไม่เก็บอาการ

“ถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียเลย ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้น เดี๋ยวก็ไปร่างขึ้นมาใหม่ ถ้าแย่ยิ่งกว่าเดิมก็จะยิ่งไปกันใหญ่เลยทีนี้ แล้วปี 2560 ก็ไม่มีการเลือกตั้ง ถ้าต้องยืดไปอีกกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว” แง่คิดมังกรเมืองสุพรรณฯที่กระตุกให้รับร่างรัฐธรรมนูญ

ลีลาพญาเติ้งนับนิ้วคำนวณแล้วลูบปาก เพราะถึงยังไงพรรคชาติไทยพัฒนาก็ไม่เข้าเนื้อ

มีแต่เสมอตัว กับได้อานิสงส์เต็มๆจากกติกาใหม่ของร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นใจช่วยพรรคขนาดกลางให้ได้โควตา ส.ส.เพิ่มขึ้น ตามผลพวงของการนับคะแนนระบบใหม่

กติกาใหม่ดูอย่างไรก็เป็นคุณกับพรรคชาติไทยพัฒนา จึงต้องผูกมิตรกับทหารล่วงหน้า ตามสไตล์ลื่นไหลระดับมืออาชีพอย่าง “บิ๊กเติ้ง” ที่ไม่ค่อยพลาดตกขบวนรถไฟร่วมจัดตั้งรัฐบาล

นักเลือกตั้งยังเสียงแตก บางฝ่ายอยากกระโจนลงสังเวียนปลายปี 2560 เต็มที่

ไม่ขอเสี่ยงลองยาแรง คสช.ที่ซุกปมซ่อนเงื่อน หากร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถหักด่านประชามติได้ จะมีคำตอบสุดท้ายออกมาเป็นอย่างไร

ลูกเขี้ยว คสช.ที่ยังอุบไต๋แผนสำรองกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ฉุดเสียงนักเลือกตั้งอาชีพเกิดอาการลังเล เล่นกันไปคนละคีย์

ถึงจุดวัดใจนักการเมือง กล้าเปิดหน้าท้าชนท็อปบูตเต็มที่หรือไม่.

ทีมข่าวการเมือง