ภายนอก ‘เอาไม่อยู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605610

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 เม.ย. 2559 05:01

 

เจอเสียงแข็งเข้าไป หลบวูบวาบเป็นแถวเหมือนกัน

จับสัญญาณคลื่นความถี่สูงจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประสานเสียง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. ตวาดนักการเมืองปากดีให้หยุดวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” กระตุกเกมป่วนในการทำประชามติ

ถ้าอยากลอง “ของแข็ง” เดี๋ยวได้เจอดีแน่

และนั่นก็ต้องรีบเอาน้ำเย็นเข้าลูบทันที ตามอาการแบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกปัดไม่เคยพูดเรื่องไม่ลงเลือกตั้ง เพราะไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

พร้อมหยอดลูกอ้อนให้ “บิ๊กตู่” ใจเย็นอย่าไหลตามอากาศร้อนๆ เชื่อว่านายกฯ มีความตั้งใจดีต่อบ้านเมือง แต่ขอให้แยกแยะอย่ามองคนเห็นต่างเป็นปฏิปักษ์ไปหมด

ยืนยันไม่มีการซูเอี๋ยกับพรรคเพื่อไทยคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับลูกทีมพรรคประชาธิปัตย์ที่ส่งเสียงอ้อนให้ คสช.เปิดกว้างให้มีการแสดงความคิดเห็นให้ประชาชนได้เข้าใจในข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ

และก็ตามฟอร์มโบ้ยใส่พรรคเพื่อไทยที่ประกาศคว่ำประชามติตั้งแต่ยังไม่เห็นร่างรัฐธรรมนูญและบิดเบือนเนื้อหา คสช.ควรมุ่งไปจัดการพวกนั้นมากกว่ามาเขม่นพรรคประชาธิปัตย์

จับทางก็ชัดเจน ไม่ต้องถึงขั้นประกาศว่ารับหรือไม่รับ

ตามจังหวะที่ประชาธิปัตย์โชว์บทฮึดฮัด ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วงประชามติให้ “ส.ว.ลากตั้ง” ร่วมโหวตนายกฯได้
มันก็แค่ลีลาขึงขัง แสดงจุดยืนโชว์มาตรฐานค่ายการเมืองเก่าแก่

โดยเฉพาะกับผลประโยชน์จะสูญเสียไป โอกาสรีเทิร์นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “อภิสิทธิ์” ต้องยากขึ้นอีกหลายเท่าจากการเบียดแทรกของ “นายกฯตามโพย”

แต่สุดท้ายเลยพรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมเดินตามธงอยู่ดี โดยอารมณ์อย่างที่นายอภิสิทธิ์พูดเป็นเชิงย้ำความทรงจำ “บิ๊กตู่” น่าจะรู้นิสัยใจคอกันดี เพราะเคยทำงานร่วมกันมา

แสดงตัวแสดงตนเลยว่า “พวกเดียวกัน”

ประชาธิปัตย์ได้ภาษีของ “เด็กเส้น” แค่เล่นไปตามบท แต่อีกฟากที่สังเกตได้ แนวรบทางด้านพรรคเพื่อไทยเสียงเงียบไปถนัดตา เพราะได้สัมผัสของแข็งกันมาแล้วตั้งแต่คิวของนายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ และนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง

แบบที่ข้อมูลวงใน “บิ๊ก คสช.” ประกาศต่อหน้าสื่อ “มึงกล้าท้า กูก็กล้าจับ”

ถ้าคนเพื่อไทยกล้าลอง “ของแข็ง” รอบนี้ มีหวังโดน “หนัก” แน่

ทั้งหมดทั้งปวง โดยวิสัยนักเลือกตั้งอาชีพที่แพ้ทางทหาร เจอของจริงก็หลบกันวูบวาบ ตามสภาพแรงกระเพื่อมภายในอยู่ในวิสัยที่ คสช. “เอาอยู่”

ท็อปบูตคุมเกม “ปิดประตูตีแมว” ได้

แต่ที่อยู่นอกวิสัยการควบคุมของทหารก็คือแรงเสียดทานจากภายนอกประเทศ

ตามปรากฏการณ์แบบที่ประเทศแคนาดาแสดงความกังวลที่ประเทศไทยได้มีการนำคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 มาใช้ในการขยายอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารของไทย แสดงถึงการบั่นทอนหลักนิติรัฐ และเพิ่มความเป็นไปได้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เป็นคิวต่อเนื่องจากคณะเอกอัครราชทูตของสหภาพยุโรป ได้เข้าพบคนของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย เกี่ยวกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559

โดยปฏิกิริยาของชาติตะวันตกล้อตามจังหวะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เรียกร้องให้จำกัดอำนาจของทหารลง หลังมีคำสั่ง คสช.ที่ 13/2559 ออกมา

และล่าสุดธนาคารโลกได้หั่นจีดีพีไทยเหลือโตแค่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ เพราะผลจากเศรษฐกิจจีนหดตัว อีกทั้งหากการปฏิรูปทางการเมืองไม่เป็นที่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นและอาจนำไปสู่การประท้วงบนท้องถนน นักลงทุนเลยไม่กล้าตัดสินใจ

แรงกดดันจากต่างประเทศแปรผันตรงกับภาวะเศรษฐกิจ

รัฐบาลทหาร คสช.ยังปิด “จุดสลบ” ตรงนี้ไม่อยู่.

ทีมข่าวการเมือง

สัญญาณล้างกระดาน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605131

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 เม.ย. 2559 05:01

 

ไม่ฮือฮาเป็นข่าวใหญ่เหมือน “ขันแดง” ของพรรคเพื่อไทย

แต่โดยสถานการณ์โดนจ่าย “ยาแรง” ไม่น้อยหน้ากัน กับปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 4 ได้ทำการตรวจยึด “กล่องยา” ที่ติดสติกเกอร์รูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และข้อความ “ด้วยรักและห่วงใย”

เบรกสกัดไม่ให้แจกในเทศกาลสงกรานต์

พร้อมเชิญตัวอดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์ มาสอบถามเพื่อทำการปรับทัศนคติ ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่จะเคลื่อนไหวทางการเมือง

สุดท้ายนายอภิสิทธิ์ต้องสั่งให้ลูกพรรคยุติการแจกจ่ายดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

โดนเหมือนกันไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย มาตรฐานเดียวไม่มีการเลือกปฏิบัติ

คสช.จัด “ยาแรง” ไม่มีประนีประนอมกับนักการเมืองไม่ว่าหน้าไหน

ตามอาการ “หมั่นไส้” ที่แปรสัญญาณจากคลื่นความถี่สูงตรงกัน

ล่าสุดเป็นคิวของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ที่ออกมาส่งสัญญาณฮึ่มๆถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และส่อไม่รับคำถามพ่วงประชามติให้ “ส.ว.สรรหา” ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

แบบนี้เป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน

พรรคการเมืองก็คือพรรคการเมือง ต้องให้เกียรติประชาชนว่าจะตัดสินอย่างไร

ชักน้ำเสียงเข้มๆ ปรามกลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวขอให้อย่าพูดมาก เพราะ คสช.มีหลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติ ถ้าอยากก็เอา และไม่จำเป็นต้องรอช่วงหลังสงกรานต์ จะเป็นช่วงไหนก็ได้ถ้าพูดไม่ดี คนที่อยากลองของเดี๋ยวได้แน่
จ่าฝูงกองทัพบกกระโดดเข้าฉากบู๊ ร่วมซีนดุดันกับนักการเมือง

ในอารมณ์ต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องเดียวกับที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. โซ้ยกลับพวกนักการเมือง “ปากดี” ที่วิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านคำถามพ่วงประชามติให้ “ส.ว.ลากตั้ง” โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้

ท้าออกอากาศ ถ้าแน่จริงไม่ต้องลงเลือกตั้งหากไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่อีกด้าน “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ปกติจะสงวนท่าทีเกี่ยวกับปมการเมือง ก็ยังพูดถึงกรณี 2 พรรคการเมืองใหญ่ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ไปในแนวเดียวกันคือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
ถ้าเข้าขั้นปลุกปั่น ยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายก็ไม่ควร

และที่พลาดไม่ได้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ระบุกรณีนักการเมืองหลายพรรคแสดงท่าทีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นสิทธิ

แต่ให้ระวังการสื่อสารกับสังคมที่อาจเข้าข่ายการชี้นำด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ

“ท็อปบูต” แปรรูปขบวนเข้าชนนักเลือกตั้งอาชีพ

ยกระดับสัญญาณพร้อม “หักดิบ” เร้าบรรยากาศ “วัดดวง” ในห้วงสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ประชาชนคนกลางๆเลือกถือหาง คสช.มากกว่า

คนเบื่อทหารแต่แหยงม็อบกลับมาอาละวาด

ที่ลึกไปกว่านั้น จับอาการ สะท้อนยุทธศาสตร์ มันก็ค่อนข้างชัด ธงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเดิมพันร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่านประชามติหรือไม่

สำคัญกว่าอะไร ทหารต้องการ “เคลียร์” นักการเมืองพันธุ์เก่า

เอาเป็นว่า แกะรอยกันให้ดี กับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันชัดเจน คสช.ยังห้ามนักการเมืองตั้งโต๊ะแถลงข่าว พร้อมเตือนเป็นนัย กฎหมายเขียนไว้ถ้าทำให้ประชามติเสียหายก็ต้องโทษจำคุก 10 ปี ไม่โดนวันนี้ก็โดนวันหน้า

เผลอๆปมป่วนประชามตินี่แหละจะเป็นเชื้อชนวนอันตราย

ตามยุทธศาสตร์ “ล้างกระดาน” พรรคการเมือง ปล่อยให้ลงสมัครเลือกตั้งโดยไม่สังกัดค่าย

“ไม้ตาย” มันอยู่ที่คิว “ยุบพรรค”

ทีมข่าวการเมือง

เป็นต่อแต่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/604650

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 เม.ย. 2559 05:01

 

เข้าสู่ห้วงบรรยากาศแห่งความสุข เทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย

ในอารมณ์แบบที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สนองนโยบาย กทม.และการรณรงค์สถานการณ์ภัยแล้งของรัฐบาล ด้วยการใช้ “ฟ็อกกี้” ฉีดน้ำอวยพรนักข่าวสื่อมวลชน ภายหลังเปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์

ให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.นำคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้ารดน้ำขอพร เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์

ปีนี้ “ป๋าเปรม” อารมณ์เบิกบานเป็นพิเศษ

แต่ที่ยังดุเดือดพลุ่งพล่าน ตามอาการต่อมฉุนอักเสบ “บิ๊กตู่” หงุดหงิดนักการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำถามพ่วงประชามติกรณีให้ “ส.ว.สรรหา” ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้

พาลฟ้อง “ป๋าเปรม” เป็นเชิงเหน็บสื่อให้ช่วยถามกลับนักการเมืองปากดีทั้งหลายบ้างว่า ที่ผ่านมาได้ทำอะไร และถ้าเลือกตั้งแล้วจะทำอะไรให้บ้านเมือง

อย่ามาหาเรื่องตำหนิแต่ทหาร ท้าทายอำนาจ คสช.

พูดกันชัดแบบที่ว่า ไม่สน 2 พรรคการเมืองใหญ่จะบอยคอตร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมใจกันไม่ลงเลือกตั้ง ถ้ายังฝ่าฝืนกฎหมายทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการทำประชามติก็โดนเช็กบิลแน่

“บิ๊กตู่” เล่นบทกร้าว ไม่สนใจนักการเมืองไม่ว่าหน้าไหน เพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์

พร้อมจัด “ยาแรง” เดินหน้าสู่ธงเป้าหมายปฏิรูปประเทศ

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ บรรยากาศการต้านร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของนักการเมืองก็เป็นไปตามฟอร์มของฝ่ายเสียผลประโยชน์ ยังเหมา

เอาเป็นตัวตัดสินแทนเสียงประชาชนไม่ได้ อย่างที่สวนดุสิตโพลสะท้อนเสียงชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เอาด้วยกับคำถามพ่วงประชามติ

นั่นก็เข้าใจได้ในเงื่อนไขแม้จะเซ็งทหาร แต่ก็แหยงม็อบป่วนเมืองมากกว่า

ประเมินแล้ว ประชาชนคนไทยยังเลือกเสี่ยงเดินตามธงของ คสช.มากกว่า

ไม่อย่างนั้น “บิ๊กตู่” คงไม่กล้าประกาศอย่างมั่นใจ

“มีประชาชนที่อยู่กับผมพอควร ดังนั้นคนตรงกลางจะเชื่อเขาหรือเชื่อผม”

ทหารยังถือ “แต้มต่อ” นักการเมือง

เรื่องของเรื่องปมสำคัญจริงๆที่มองข้ามไม่ได้ กับวาทกรรม “มีทหารไว้ทำไม” ที่กระแสเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆตามควันหลงการเกณฑ์ทหารที่กระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ดาราดังมักจะรอดจากการเกณฑ์เพราะเป็นโรคหอบหืด แต่ในขณะที่ชาวบ้าน

ลูกตาสีตาสาต้องเสี่ยงวัดดวง

และโดยจังหวะมาเกิดคดีสะเทือนใจที่ครูฝึกลงโทษทหารเกณฑ์จนตาย

กลายเป็นเรื่องใหญ่ กระแสลุกลามไว

ในสถานการณ์อย่างที่ “บิ๊กตู่” ต้องรีบสั่งให้มีการสอบสวน ลงโทษครูฝึกให้ขังคุกทหารทันที

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งให้แม่ทัพภาคที่ 4 นำครูฝึกทหารที่ก่อเหตุไปขอขมาศพ ก่อนที่จะมีการส่งพ่อแม่และญาติไปแทน

โดยขออย่าเหมารวมทหารเป็นอย่างนี้หมด

ขณะที่ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้กำชับไม่ให้มีกรณีการใช้กำลังทำร้ายทหารเกณฑ์เกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาด หากมีเกิดขึ้นจะไม่ปกป้อง และผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษสถานหนักทั้งวินัยและอาญา

คสช.ต้องเทกแอ็กชั่น ปฏิบัติการ “กู้กระแส” เคลียร์ภาพพจน์ทหารไม่ให้ติดลบ

แต่เรื่องเก่ายังไม่จบ ก็ส่อเค้าปมร้อนใหม่

ล่าสุดมีการขุดคุ้ยรายการ “แจกโบนัสทหาร” โดยสื่อค่ายพันธมิตรฯเปิดประเด็นการแต่งตั้งให้บิ๊กท็อปบูตนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทั้งการไฟฟ้า การท่าอากาศยานฯ การประปา กองสลากพรึบ 44 หน่วยงาน นับแล้วกว่าร้อยนาย

กินเงินเดือน ฟันค่าตอบแทนกันเป็นกอบเป็นกำ

ตามรูปการณ์ทำให้เกิดภาพคาใจสังคม ภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษที่ทหารขอโอกาสเข้ามาทำเพื่อบ้านเมือง แต่ก็หนีไม่พ้นแทรกปมผลประโยชน์ไม่ต่างจากนักการเมือง

เรื่องแบบนี้ หนีไม่พ้นกระทบความชอบธรรม คสช.

ทีมข่าวการเมือง

ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำประเทศมืดมน : “มีชัย”ประกาศวางมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/603859

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 เม.ย. 2559 05:01

 

“ประชาชนตื่นตัวมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดและไม่ได้ถูกจูงได้ง่าย”

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงความรู้สึกที่ได้สัมผัสกับประชาชน ต่อความตื่นตัวในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับปราบโกง

ถือเป็นกระแสขานรับที่ดีต่อเนื้อหาร่าง รธน. ก่อนที่ กรธ.จะเผยแพร่เนื้อหาร่าง รธน. ตามปฏิทินจะเริ่มหลังเทศกาลสงกรานต์ ในวันที่ 18 เม.ย.-6 ส.ค.59 และจะลงประชามติพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 7 ส.ค.59

หากร่าง รธน.ผ่านประชามติ กรธ.จะร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน หรือใช้เวลาไม่เกิน 8 เดือน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้

ประกอบไปด้วย พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.-พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.-พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายทั้ง 4 ฉบับจะเร่งยกร่าง ซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้แล้วให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน 150 วัน

ขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ร.บ.การตรวจเงินแผ่นดิน และ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

ในช่วงเวลาทำกฎหมายลูก ทาง กรธ.จะขอให้หัวหน้า คสช.แต่งตั้ง กรธ.เพิ่มขึ้นได้ แต่รวมแล้วจะต้องไม่เกิน 30 คน ขณะนี้ กรธ.มีอยู่ 21 คน

แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนเหล่านี้ ทาง กรธ.ยังมีเวลาเผยแพร่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอยู่ นายมีชัย บอกว่า จะใช้สื่อของรัฐสภาเผยแพร่ ควบคู่ไปกับการชี้แจงกับพวกหัวกะทิ เช่น หน่วยราชการท้องถิ่น อบต. อสม. ผู้นำชุมชน เพื่อให้ช่วยกระจายเนื้อหาใน รธน.ไปถึงประชาชนทั้งประเทศ

หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ ในส่วนเกี่ยวกับสิทธิของประชาชน ซึ่งเป็นจริงเป็นจังและกว้างขวางมากขึ้น

ทั้งในด้านเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่ควรจะรู้ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในการศึกษา

และยังถือเป็นครั้งแรกของรัฐธรรมนูญที่กำหนดหมวดหน้าที่ของรัฐเอาไว้ชัดเจน โดยกำหนดให้รัฐต้องจัด ซึ่งทำให้ทุกคนได้ถ้วนหน้า เพื่อเป็นหลักประกันว่าสิทธิทั้งหลายที่กำหนดไว้ประชาชนจะได้รับแน่นอน

ประชาชนไม่ต้องตะเกียกตะกายออกแรงเรียกร้อง หากรัฐทำเฉย ประชาชนสามารถฟ้องร้องได้

ส่วนด้านการศึกษาต้องมีการปฏิรูปขนานใหญ่ เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ ทุกวันนี้รัฐจัดให้เรียนฟรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาปลาย ก็ไปนึกกันว่าทุกคนได้สิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำ

ความจริงความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างมหาศาล ซึ่งเกิดจากการเปิดให้เรียนภาคบังคับเริ่มตั้งแต่ 7 ขวบ

ขอถามว่าเด็กที่จะได้รับการพัฒนาทางสมองต้องเริ่มเมื่อไหร่ ผลการวิจัยทั่วโลกระบุว่าต้องพัฒนาสมองเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบ พอถึงอายุ 5 ขวบ สมองก็หยุดพัฒนา ช่วงนี้คือจุดสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ สอดคล้องกับงานวิจัยขององค์กรทางการศึกษาว่า การลงทุนที่คุ้มค่าต้องเริ่มในช่วงต้น ไม่ใช่ตอนปลาย

เมื่อสภาพทางด้านการศึกษาเป็นแบบนี้ ขอถามว่าบุตรหลานของคนในเมืองหรือครอบครัวที่มีเงินจะให้บุตรหลานเข้าเรียนพิเศษตั้งแต่ระดับอนุบาล แต่บุตรหลานของครอบครัวที่ยากจนหรือลูกชาวบ้านไม่มีโอกาสแบบนั้น

พอถึงวัยเข้าเรียนระดับประถมศึกษา คนที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่แรกก็เก่ง แตกต่างกับคนที่ไม่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่แรกก็จะไม่เข้าใจ เว้นแต่สมองดีมาแต่กำเนิด แต่ส่วนใหญ่ไม่มี สุดท้ายก็สู้บุตรหลานของคนในเมืองหรือครอบครัวที่ร่ำรวยไม่ได้ ซึ่งได้เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยดีๆ แบบนี้เรียกว่าแพ้ตั้งแต่เกิด

ฉะนั้น หากจะทำให้ประชาชนมีความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำได้จริงต้องเริ่มพัฒนาเด็กตั้งแต่ 2 ขวบ

โดยไม่ต้องกังวลตามที่หลายฝ่ายเกรงว่าบุตรหลานของครอบครัวที่ยากจนจะไม่ได้เรียนฟรีในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่องนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตั้งกองทุนเพื่อค่าเล่าเรียน เปิดโอกาสให้ทุกคนที่อยากเรียนต่อได้เรียนเท่าที่เขาอยากจะเรียน

สุดท้ายจะเป็นการปูพื้นฐาน การพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาวต่อไป

ประเด็นนี้มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่าง รธน.ได้ จะชี้แจง
ให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไร นายมีชัย บอกว่า เคยไปชี้แจงต่อประชาชนมาบ้างแล้ว คิดว่าเขาชอบ เพราะทำให้บุตรหลานของประชาชนได้รับการพัฒนาสมองตั้งแต่ 2 ขวบ

ขณะที่ด้านสิทธิเสรีภาพประชาชนก็ชอบ กลไกการปราบปรามการทุจริต ซึ่งทำได้จริง อย่างน้อยจะสกัดคนที่มีประวัติออกไปจากวงการเมือง และยังสามารถสาวไปถึงนายทุนหรือนอมินีที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตได้อีกด้วย

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า หนึ่งในจุดอ่อนของร่าง รธน. คือองค์กรอิสระไร้กลไกถ่วงดุล โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายมีชัย บอกว่า ทุกองค์กรมีกลไกตรวจสอบหมดเป็นวงกลม อยู่ภายใต้การตรวจสอบของ ป.ป.ช. ขณะที่ ป.ป.ช.ก็มีกลไกถูกตรวจสอบเช่นกัน

นายมีชัย พยายามบอกให้เห็นภาพรวมของร่าง รธน.ว่า ทุกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ กรธ.สามารถชี้แจงได้หมด รวมถึงที่มาของ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง ก็ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจ เพราะ ส.ว.ไม่ได้ตั้งนายกฯ ไม่มีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

กรธ.ไปตัดข้อเสนอของ คสช.จะมีผลต่อการทำประชามติร่าง รธน.อย่างไรบ้าง นายมีชัย บอกว่า คสช.เสนอมาก็มีเหตุผล

แต่ กรธ.อธิบายให้ คสช.ฟังแล้วเขาก็เข้าใจได้ นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.) ก็ไม่ได้ว่าอะไร ได้เท่านั้นก็เท่านั้น

เพราะไม่มีฝ่ายใดได้เต็มร้อย แม้แต่ กรธ.แต่มันพอไปได้ เป็นการปรองดอง กรธ.ไม่ได้มีปัญหากับ คสช.หรือแม้กับ สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) รัฐบาลก็ระดมความร่วมมือทั้งหมด อยากได้อะไรรัฐบาลก็หาให้

เป็นห่วงร่าง รธน.ฉบับนี้ที่จะไม่ผ่านประชามติ เหมือนร่าง รธน.ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่พลิกโผโค้งสุดท้ายไม่ผ่านด่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายมีชัย บอกว่า ไม่ห่วง ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น

มั่นใจแค่ไหนว่าร่าง รธน.จะผ่านประชามติ นายมีชัย บอกว่า คำถามนี้คงตอบไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมไทยเขาถือ

หากผมบอกว่าร่าง รธน.ฉบับนี้ ผ่านแน่ เช้าวันรุ่งขึ้นจะมีข่าวพาดหัวใหญ่ว่า “มีชัยฟุ้ง” หากผมบอกว่าร่าง รธน.ไม่ผ่าน รุ่งเช้าจะมีข่าวพาดหัวใหญ่ว่า “กรธ.ฝ่อ ฟันธงร่าง รธน.ถูกคว่ำ”

ฉะนั้น ทางออกที่ดีนับจากนี้ กรธ.จะระดมกำลังเต็มที่เดินสายไปชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ ในที่สุดร่าง รธน.จะผ่านประชามติหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน

สาเหตุอะไรบ้างที่จะทำให้ร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ นายมีชัย บอกว่า ปมการบิดเบือนที่ กรธ.ตามไปชี้แจงไม่หมด เช่น องค์กรอิสระมีอำนาจล้นฟ้า ไม่มีกลไกตรวจสอบ ซึ่งมันไม่เป็นความจริง

หากร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติจะมีผลอย่างไรต่อประเทศ นายมีชัย บอกว่า หากร่าง รธน.ผ่านประชามติ ประเทศไทยจะก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีมีสุข

ขณะที่ผมก็จะอยู่ต่อยกร่างกฎหมายลูก กฎหมายลูกต้องทำ 4 ฉบับแรกเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้เสร็จก่อน ถือว่าหืดขึ้นคอ และช่วงเวลาที่เหลือถึงค่อยยกร่างกฎหมายลูกอีก 6 ฉบับ ฉบับไหนเสร็จก็ทยอยส่ง ให้ สนช.พิจารณา

แต่ถ้าหากร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ อนาคตของประเทศไทยจะมืดมน มองไม่เห็นว่าจะทำอะไร อย่างไร อะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีใครบอกได้ ความแน่นอนไม่มี และผมก็จะหยุดพักผ่อน

ระหว่าง กรธ.ยกร่างกฎหมายลูกเป็นห่วงว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอย่างไร นายมีชัย บอกว่า ไม่มีใครบอกได้ หากเราคาดการณ์ได้ก็จะต้องไปป้องกันเสียก่อนเกิดอุบัติเหตุ เพราะถ้าคนไม่นึกถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้ง อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

แล้วจากนี้ไปจะรับยกร่าง รธน.ฉบับต่อไปอีกหรือไม่ นายมีชัย บอกว่า คงไม่ละ เหนื่อยแล้ว หมดภูมิ

และตอนนี้มีนักกฎหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่เยอะแยะ.

ทีมการเมือง

ยาแรงหักดิบเดินหน้าประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/603500

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 เม.ย. 2559 05:01

 

จับสัญญาณ คสช.“ยกระดับ”กระชับอำนาจเด็ดขาด

ย่างเข้าเทศกาลสงกรานต์ อากาศเมืองไทยร้อนระอุทะลักปรอท

และแนวโน้มดีกรีความร้อนจะเพิ่มระดับสูงขึ้น ตามปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตั้งฉากในหลายจังหวัดช่วงต่อจากนี้ไป ในขณะที่สถานการณ์ภัยแล้งเข้าขั้นวิกฤติในหลายพื้นที่

ปีนี้ทั้งร้อนทั้งแล้งสาหัสของจริง

และนั่นก็ยิ่งเร้าไปกับบรรยากาศทางการเมืองที่เข้าสู่โหมดเผชิญแรงเสียดทานอย่างแท้จริง

ตามจังหวะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มเดินสายขึ้นเวทีชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนให้ผ่านด่านประชามติ

แต่แค่เวทีแรกๆก็เจอลองดีเลย

กับฉากป่วนๆที่นักเรียน นักศึกษา ถือป้ายประท้วงบุกเข้าห้องประชุมระหว่างที่นายมีชัยกำลังปาฐกถากรอบแนวคิดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในงานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2559 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต

จนนายมีชัยต้องรีบตัดบทจบก่อนเวลา

แม้จะเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวขาประจำที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.มาตลอด อย่างที่นายมีชัยและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ฟันธงตรงกันว่า มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง

แต่ตามเค้าลางก็ปฏิเสธไม่ได้ หัวเชื้อแรงต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จุดชนวนกันตั้งแต่เยาวชน

และตามจังหวะต่อเนื่องกัน นักวิชาการ “คณะนิติราษฎร์” นำโดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ร่อนแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ยอมไม่ได้ให้ คสช.แฝงอำนาจอยู่ในรัฐธรรมนูญใหม่

นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ พากันออกตัวแรงๆ ก็ไม่ต้องพูดถึงปฏิกิริยาของนักการเมืองที่มีส่วนได้เสียโดยตรง ชัดเจนก่อนใครก็คือพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์โหวตคว่ำประชามติตั้งแต่วันถัดจากที่นายมีชัยแถลงโชว์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์

แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังแทงกั๊ก รอประเมินลูกเข้าทางจนนาทีสุดท้าย

สรุปไม่มีใครพูดเต็มปากเต็มคำว่าจะ “โหวตผ่าน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

และในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ช่วยกัน “ออกแรงเข็น” ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติที่ดูแล้วยังไม่ไปในทิศทางเดียวกันในหมู่แม่น้ำ 5 สาย

จับอาการมีแต่อารมณ์ระแวงเกม “เจาะยาง” กันเอง

ยิ่งเป็นอะไรที่มาตามนัด ไม่ผิดฟอร์มจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ตามคิวที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติด้วยเสียงท่วมท้นให้ชงประเด็นคำถามตามความเห็นที่ส่งมาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพ่วงประชามติ

เห็นด้วยหรือไม่ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรก ตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

สรุปสั้นๆเลยก็คือ ให้ “ส.ว.สรรหา” ร่วมโหวตเลือกนายกฯได้

แน่นอน มันยิ่งกระตุกแรงต้าน ยั่วแรงเสียดทาน “ส.ว.ลากตั้ง” จิ้มนายกรัฐมนตรีได้ นี่คือเงื่อนไขถ่วงให้การลากเข็นร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติให้ยิ่งยากลำบากกันไปใหญ่

เพราะมันคือการเปิดทางให้คนนอกเสียบเก้าอี้นายกฯได้แบบนิ่มๆ

กระตุกภาพการลากยาวอำนาจของรัฐบาลทหารเด่นชัดตามมโน

ตามรูปการณ์ถือว่า “เข้าทาง” เป็นการตอกย้ำน้ำหนักความชอบธรรมไหลไปอยู่กับแนวร่วมฝ่ายจ้อง “โหวตคว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ตีปี๊บกันได้เต็มปากเต็มคำ

แต่อย่างไรก็ตาม มาถึงจุดนี้ดูเหมือนสถานการณ์ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านด่านประชามติ ก็ไม่ได้มีผลในระดับพลิกคว่ำพลิกหงายแต่อย่างใด

ประเมินจากท่าทีของรัฐบาลทหาร คสช.ที่ไม่ได้ซีเรียสซักเท่าไหร่

ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยืนยันตรงกัน ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่

ก็ต้องเดินหน้าไปตามโรดแม็ป ต้องมีการเลือกตั้งในปี 2560

เตรียมแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม รองรับสถานการณ์ทุกประตูอยู่แล้ว

และโดยปรากฏการณ์ที่จับทางได้ ตามสถานการณ์จ่าย “ยาแรง” กับฝ่ายต่อต้านเพื่อคุมอาการกระเพื่อมในสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ทั้งการจัดหลักสูตรพิเศษเตรียมไว้ให้พวกวิจารณ์ คสช.เข้าทำการปรับทัศนคติ

และที่ฮือฮาก็คือการไล่บี้การแจก “ขันแดง” ที่มีลายเซ็นของ 2 พี่น้อง อดีตนายกฯทักษิณและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

หรือก่อนหน้านั้นก็มีมาตรการเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยไฟเขียวให้นายทหารยศร้อยตรีขึ้นเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจจับกุมสอบสวนพร้อมควบคุมผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดเหมือนตำรวจ

แม้แต่การตอบโต้อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนต่อกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ คสช.จำกัดอำนาจของทหาร หลังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 โดย พล.อ.ประยุทธ์มอบหมายให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯย้อนศรแรงๆ

ประเทศของท่านทุกคนมีเสรีภาพทำผิดกฎหมายหรือ

ไม่มีการแตะเบรก ไม่ต้องคำนึงถึงภาพพจน์ติดลบ

ทหารเล่นบทดุ โต้แรงเสียดทานทั้งในและนอกประเทศ โดยไม่สนจะกระทบบรรยากาศประชามติ

ชัดเจน สถานการณ์มาถึงจุด “หักดิบ” คสช.ยกระดับการใช้อำนาจเด็ดขาด ตามยุทธศาสตร์เพื่อไปสู่เป้าหมายปลายทางที่ปักธงไว้ให้ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เป็นอะไรที่เหมือนจะผ่อนคลายโดยอัตโนมัติ

สังเกตกระบวนท่าของนักเลือกตั้งอาชีพเริ่มกลับมาเคลื่อนไหว ป้อมค่ายการเมืองมีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองกันอย่างเปิดเผย

อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์จัดงานทำบุญครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งพรรค พร้อมๆกับพรรคภูมิใจไทยก็จัดงานฉลองการก่อตั้งพรรคครบรอบ 7 ปี โดยมีแกนนำพรรคต่างๆเข้าร่วมแสดงความยินดี

นักการเมืองค่อยๆขยับ กลับมามีสีสัน

ไม่เว้นแม้แต่เป้าโฟกัสอย่างพรรคเพื่อไทย ล่าสุดก็มีการจัดพิธีรดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ โดยตัวละครสำคัญอย่างอดีตนายกฯทักษิณได้วีดิโอคอลผ่านโปรแกรมสไกป์มาพูดคุยเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และอวยพรสมาชิกนานกว่า 15 นาที

“นายใหญ่” เริ่มต่อสายกับลูกทีมหลังหายไปในรอบ 1–2 ปีหลังการยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

นั่นหมายถึงสัญชาตญาณตามกลิ่นเลือกตั้งที่โชยมา

เอาเป็นว่า ไม่ใช่แค่คำยืนยันจากปากบิ๊กๆ คสช.เท่านั้น แต่ประเมินตามรูปการณ์ ด้วยสถานการณ์ไฟต์บังคับไม่ว่าจะเป็นปมด้านเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวัน และนั่นก็แปรผันตรงกับแรงกดดันจากต่างประเทศที่ใช้เป็นเงื่อนไขบีบประเทศไทยให้คืนสู่บรรยากาศประชาธิปไตย

ด้วยเงื่อนไขกดดันหนัก ยากที่รัฐบาลทหาร คสช.จะลากสถานะแบบนี้ต่อไป

ยังไงการเลือกตั้งก็ต้องเกิดขึ้นแน่

และตามสภาพของนักการ เมืองที่อดอยากปากแห้งมานาน อย่างน้อยการได้ลงสนามเลือกตั้ง มีเวทีสภาให้เล่นย่อมดีกว่าบรรยากาศภายใต้รัฐบาลอำนาจพิเศษ

ถึงตอนนี้คงไม่สนร่างรัฐธรรมนูญ เกมหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

ต่างฝ่ายต่างเตรียมแต่งตัวลงสนามเลือกตั้งไว้ก่อน

ขณะที่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในอารมณ์ “เบื่อม็อบ” แม้จะอึดอัดกับทหารก็ดีกว่าปล่อยให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย จนเข้าขั้นเสี่ยงรัฐล้มเหลว

ประชาชนยังเลือกที่จะเดินตามไปสู่เป้าหมายการปฏิรูป

แน่นอน ทีมงาน คสช.ก็คงประเมินเกมตามนี้ ถึงได้กล้าเดินหมาก “หักดิบ” ไม่สนใจใคร

โดยเฉพาะการเล่นบทกร้าวกับพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย “ทักษิณ” ถือเป็นการลบเสียงติฉินนินทาเรื่องการ “ฮั้ว” ไปได้ หรือแม้แต่กับค่ายประชาธิปัตย์เอง ทหารก็ไม่ได้ฟังอะไรมาก ไม่ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับลูกทีมจะออกมากระตุกขาท็อปบูตเป็นระยะ

ทหารกระชับอำนาจในฐานะเป็นฝ่ายถือดุล

และก็ประเมินล่วงหน้าได้ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านด่านประชามติหรือไม่ ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายที่เปิดทางไว้

อย่างไรเสีย คสช.ก็ต้องล็อก “บทเฉพาะกาล”

ในการใช้อำนาจผ่าน “ส.ว.สรรหา” ในการคุมเกมรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ซึ่งก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ตามสถานะของผู้คุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน

คสช.ต้องมุ่งเน้นภารกิจในความรับผิดชอบไว้ก่อน

เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่า ภารกิจช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีจะเป็นไปด้วยความราบรื่น

ว่ากันตามเงื่อนสถานการณ์ทหาร คสช.ตัดสินใจลุยหักดิบ โอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงมีแน่

แต่ผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบไหนยังต้องลุ้นกัน

ตามเกมเดิมพันถึงขั้นงัด “ยาแรง” ยกระดับใช้อำนาจเด็ดขาดกันแล้ว

ถ้าไม่สงบ ก็รุนแรงกว่าเดิม.

“ทีมการเมือง”

ลุ้นยาแรงช็อตต่อไป!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/603400

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 เม.ย. 2559 05:01

 

กระตุกต่อมเดือดท็อปบูตรับเทศกาลสงกรานต์แบบเป็นแพ็กเกจ

จากช็อต “ขันแดงแสลงใจ” ยังไม่ทันจาง ก็มีโหมดโปสเตอร์คู่ดูโอ “ปู–แม้ว” มารับช่วงต่อ

สองศรีพี่น้อง “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สบจังหวะช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย ลูบคม คสช.ต่อเนื่อง ใช้ขันแดงและโปสเตอร์ ประทับลายเซ็นสองอดีตนายกฯไทยมาล่อใจ

เตรียมแจกจ่ายให้แฟนคลับช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

พ่วงมากับซีนบีบน้ำตาของ “อดีตนายกฯปู” ที่เข้าสวมกอด นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่เขยและพี่สาว ด้วยความตื้นตันใจ กลางพิธีรดน้ำดำหัวแบบไทยๆ ของพรรคเพื่อไทย

จองภาพข่าวขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ

และไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้กับคิว “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี สวมชุดลายดอก

สไกป์ข้ามประเทศ อวยพรลูกทีมพรรคเพื่อไทย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

ปลุกกำลังใจให้สมาชิกพรรคฮึดสู้ในสังเวียนเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

นายใหญ่–นางสิงห์ ตีเนียนใช้จังหวะเทศกาลสำคัญ แหย่หนวดเสือ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แฝงการต่อสู้ทางการเมือง ลองเชิงกฎหมายความมั่นคง คสช.

ยังคงสร้างกระแสโปรโมตยี่ห้อ “ชินวัตร” ให้อยู่ในความสนใจของสังคมได้เสมอ

อาศัยลูกตอดเล็กตอดน้อย คอยสร้างความรำคาญใจให้ฝ่ายกุมอำนาจหลงเหลี่ยม เที่ยวออกมาไล่จับ “ขันแดง” จนเสียเครดิตในสายตาจากทั้งในและต่างประเทศ

เข้าล็อกยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย ใช้เวทีนานาชาติร่วมกดดันรัฐบาลทหาร

ตามรูปการณ์ที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ 6 องค์กรสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้จำกัดอำนาจของทหารลง

เพ่งเล็งคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 ให้ทหารร่วมเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจจับกุม ปราบปราม มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล และผู้กระทำการอันเป็นภัยต่อสังคมใน 27 ฐานความผิด

โฟกัสจับตามองเป็นคำสั่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อหลักนิติธรรม

ใกล้เคียงกับจังหวะที่คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป 18 ประเทศ ออกโรงเรียกร้องรัฐบาลไทยยึดมั่นการให้เสรีภาพในการแสดงออกและยอมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย

บลัฟกันตรงๆถึงการเรียกฝ่ายเห็นต่างมาเข้าคอร์สปรับทัศนคติเป็นสิ่งขัดต่อหลักการมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก

นานาชาติจับมือขัดคอบทดุของทหารไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ในช่วงส่งไม้ต่อเข้าโหมดประชามติ

ภายหลังจากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งลงมติเห็นชอบให้มีการตั้งประเด็นคำถามพ่วงประชามติแบบคะแนนเสียงท่วมท้น 152 ต่อ 0

เคาะคำถามพ่วงประชามติ “เห็นควรหรือไม่ว่า สมควรกำหนดบทเฉพาะกาลว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

แปลความตรงๆได้ว่า ขอแชร์อำนาจให้ ส.ว.มีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.

เปิดช่องขอล้มกระดานชั่วคราว หลักการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ให้ ส.ส.เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีฝ่ายเดียว

ถึงยังไง “แป๊ะ” ก็หาช่องเลี่ยงเอาตามใบสั่งจนได้

ท็อปบูตปักธงเอาแน่ วางกลไกคุมการเมืองระยะยาวให้เดินตามเป้าหมาย ไม่เสี่ยงปล่อยให้อำนาจหลุดไปอยู่ในมือรัฐบาลเลือกตั้ง 100% กลัวเสียของที่ลงแรงมาทั้งหมด

แต่จะหยุดอยู่แค่โจทย์ให้ ส.ว.ร่วมแชร์อำนาจเลือกนายกฯเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้

เพราะโจทย์ใหญ่ เรื่องการดันให้ ส.ว.ร่วมโหวตลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ วางหมากกินรวบทั้งการแต่งตั้งนายกฯ และการควบคุมรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ยังไม่ได้ดั่งใจขั้วอำนาจพิเศษ

เพราะการให้ ส.ว.ร่วมแจมเลือกนายกฯ ยังไม่รับประกันว่าจะคุมรัฐบาลเลือกตั้งในอนาคตอยู่หมัดหรือไม่

อาจจะต้องออกแรงบู๊กันอีกยก ใส่โปรโมชั่นเสริมเพิ่มเติม

ตามสัญญาณแว่วๆที่นักการเมืองเม้าท์กันกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ ยาแรงช็อตต่อไป ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ อาจถึงขั้นวางแปลนให้ล้างขั้วพรรคการเมืองในอนาคต

เซตซีโร่เริ่มต้นกันใหม่หมด เปิดทางนักการเมืองลงสมัครได้เสรี ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง บั่นทอนพลังพรรคการเมือง ไม่ให้มีฝ่ายใด

กุมเสียงข้างมากได้เป็นกอบเป็นกำ

ยาแรงที่ใช้อยู่ อาจไม่หยุดอยู่แค่นี้!!!

ทีมข่าวการเมือง

โจทย์แฝงคิวประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/602794

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 เม.ย. 2559 05:01

 

ดำรงเป้าหมาย ไปให้ถึงยุทธศาสตร์หลัก

ในเมื่อ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สนองตอบข้อเสนอ คสช.ไม่จุใจ “อำนาจพิเศษ” ยังแค่ “พอรับได้” ก็ไม่แปลกเมื่อถึงคิวพิจารณาคำถามพ่วง

นำร่องโดย สปท.มีมติเสนอคำถามให้ สนช. เพื่อเสนอต่อ กกต.นำไปสอบถามความเห็นประชาชน ในโปรแกรมเดียวกันกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

เสนอคำถามพ่วง “ให้รัฐสภาร่วมลงมติเลือกนายกฯ”

นั่นก็เป็นไปตามยุทธศาสตร์สำคัญที่ คสช.ในฐานะถือครอง “อำนาจพิเศษ” มุ่งหมายในการคุมเกมห้วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เมื่อดันตรงๆไม่ได้ ในยุทธวิธีทหาร ก็ต้องตีโอบ “ยิงวิถีโค้ง”

ดันสุดแรง เพิ่มอำนาจ “ส.ว.ลากตั้ง”

ไม่แปลกที่ “อำนาจพิเศษ” จะส่งสัญญาณลุย เพราะถึงแม้จะมองโปรแกรมประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะออกหน้าไหนก็ได้ พลิกคว่ำก็หยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หรือนำมายำรวม

แต่ถ้าพลิกหงาย ผ่านด่านประชามติ ก็ได้ “ของแถม” ที่ “คำถามพ่วง”

ถึงได้เห็นเครือข่ายอำนาจรัฐ ออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งระดมสรรพกำลังกองทัพ จัดตั้ง รด.จิตอาสาตีปี๊บรณรงค์ หรือกรณีออกคำสั่งหัวหน้า คสช.มาตรา 44 เพิ่มอำนาจให้ทหารลุยปราบมาเฟียผู้มีอิทธิพล

กับผลพลอยได้ “โจทย์แฝง” บล็อกแรงต้าน

เพราะท็อปบูตกำหนดพิกัดเป้าหมายไว้ชัดแล้ว

แล้วก็น่าจะถึงจุดที่ไม่สนใจเสียงสะท้อนด้านลบใดๆ กระทั่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโลก กรณีที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้ คสช.จำกัดอำนาจของทหาร

คิวร้อนจากสหรัฐอเมริกาที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ สวนทันควัน ระบุ “บิ๊กตู่”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่สบายใจกรณีดังกล่าว ทั้งที่ได้อธิบายหลายครั้ง

การออกคำสั่ง คสช.มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการงานให้รวดเร็วขึ้น ไม่เกี่ยวกับการแทรกแซงอำนาจศาล เพราะหากกระทำผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้กฎหมายปกติเป็นหลัก

หากเกิดกรณีการกระทำผิดกฎหมาย ใช้อาวุธสงคราม วางเพลิงในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่อ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน “ในประเทศของท่าน ทุกคนมีเสรีภาพกระทำการที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ได้ใช่หรือไม่”

ตอกกลับมหาอำนาจโลกเต็มเหนี่ยว

แต่ที่น่าสนใจ โฟกัสที่โฆษกรัฐบาลไทย ย้ำถึง “นักโทษที่หลบหนีคดี” เรียกร้องไม่ให้ใช้ประเทศอื่นให้ร้ายบ้านเกิดเมืองนอน เรียกร้องให้กลับสู้คดี รวมทั้งเบรกสื่ออย่าสนใจกลุ่มการเมือง หรือล็อบบี้ยิสต์

ชี้เป้าฝ่ายจ้องเขย่ารัฐบาลไปที่ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร”

แอ็กชั่นตามสัญญาณ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พักหลังแฉลบถึง “ทักษิณ” ถี่ยิบ

ล่าสุดใช้มุกยกพวงกระเทียม “ไล่ผี” ที่หนีไปอยู่เมืองฝรั่ง

มองเป็นอื่นไม่ได้ อดีตนายกฯทักษิณยังเป็นโจทย์สำคัญของ คสช.ที่ต้อง “ขายพ่วง”

ทอนกำลัง “ขั้วนายใหญ่” ในคิวประชามติ

ถึงจะถูกค่อนขอด “ก้าวไม่พ้นทักษิณ” ก็ตาม

แล้วก็สอดรับกับสถานการณ์ที่คนการเมืองและเครือข่ายขยับจากที่ตั้ง ไล่ตั้งแต่ “อดีตนายกฯทักษิณ–อดีตนายกฯปู” ออกมานำร่อง

ทั้งอวยพรสงกรานต์ เดินสายพบฐานเสียงมวลชน แจกขันน้ำ โปสเตอร์

ขณะที่เครือข่ายมวลชนเคลื่อนไหวสอดรับสัญญาณนายใหญ่กด “ไฟแดง” ประชามติ

ขายพ่วงเหมือนกัน “คิวคว่ำ–คิวโค่น”

ตามรูปเกม ถึงแม้ว่า “เวทีเลือกตั้ง” คือเกมถนัดของ “ทักษิณ”

แต่ถ้าปล่อยไหลร่างรัฐธรรมนูญ มีโอกาสสูงที่กฎเกณฑ์กติกาใหม่จะเล่นยาก คนการเมืองถูกล็อกแขนล็อกขา

จึงเป็นคิวที่ “ทักษิณ” ต้องเทกแอ็กชั่น เลี่ยงเดินสู่เกมที่ฝ่ายตรงข้ามกำหนด

คิวประชามติที่จะมาถึงจึงคาดหมายได้ บู๊เดือดแน่นอน.

ทีมข่าวการเมือง

หลักประกันที่แท้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/602221

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 เม.ย. 2559 05:01

 

กระเทียม “ไล่ผี” ที่ชอบหนีไปอยู่เมืองฝรั่ง

กับมุกล้ำลึกของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ได้จังหวะใช้ฉากงานอีเวนต์ในทำเนียบรัฐบาลก่อนประชุม ครม.เป็นเวทีโชว์ของสบช่อง “บลัฟ” คนแดนไกลอย่าง “จงใจ” เบิ้ลคืน

แต่ในอารมณ์เจือมุกตลกผ่อนคลาย ก็ถือเป็นการปรับโทนลดบรรยากาศเครียดๆลง ในห้วงสถานการณ์ร้อนๆหลังรัฐบาลทหาร คสช.สั่งไล่จับ “ขันแดง” ที่มีรูปกับลายเซ็นของ 2 พี่น้อง อดีตนายกฯทักษิณและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะขัดกฎหมายความมั่นคง

กลายเป็นข่าวแปลกโด่งดังไปทั่วโลก

ตามท้องเรื่องที่สะท้อนผ่านภาพการ์ตูนล้อการเมืองที่ “รถถัง” วิ่งหนี “ขันแดง” เป็นบทสรุปอารมณ์ของสังคมทั้งในและต่างประเทศที่มองปรากฏการณ์เรื่องไม่เป็นเรื่องดันทำให้เป็นเรื่อง

ตอกย้ำภาพรัฐบาลทหารให้ติดลบตามฟอร์ม

และไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ยังออกแนวเดิม สงกรานต์ ปีใหม่ เทศกาลสำคัญ “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” ชิงกระตุกเรตติ้งได้ตลอดไม่ว่าจะโดนไล่บี้ ไล่บล็อกยังไงก็เอาไม่อยู่

มันก็ชัดเหลี่ยมเกมชิงกระแส ทหารไม่มีทางสู้โคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ได้

แน่นอน ตามยุทธศาสตร์ของ 2 พี่น้องก็ต้องใช้ความได้เปรียบตรงนี้ในการเดินหมากประคองดุลทางการเมือง แบบที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เพิ่งฉลองแฟนเพจในเฟซบุ๊กครบ 5 ล้าน เตรียมจัดโปรโมชั่นเดินสายเที่ยวสถานที่สำคัญในต่างจังหวัด จัดกิจกรรมพบปะกองเชียร์เลี้ยงกระแส เป็นกำแพงให้พิงในจังหวะที่คดีปล่อยปละละเลยให้ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวงวดเข้ามา

เกมการตลาดชิงมวลชนของยี่ห้อ “ทักษิณ” จะเข้มข้นขึ้นตามลำดับ

ในทางตรงกันข้ามเช่นกัน กับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในการคุมเกมอำนาจ นาทีนี้ก็ไม่มีใครเหนือกว่าพี่น้องทีมบูรพาพยัคฆ์
สะท้อนจากสถานการณ์เดินหน้าพร้อมลุย “หักดิบ”

ตามยุทธศาสตร์การใช้ “ยาแรง” กับเครือข่ายฝ่ายต้าน ไม่ว่าจะเป็นการไล่กวาดล้างผู้มีอิทธิพล การล็อกพวกวิจารณ์ คสช.เข้าค่ายปรับทัศนคติ หรือแม้แต่การไล่จับ “ขันแดง” ของพรรคเพื่อไทย

ทหารเล่นบทดุ ไม่สนว่าจะขัดบรรยากาศประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

นั่นแสดงว่าท็อปบูตมั่นใจว่าเอาอยู่

อย่างที่รู้ ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะพลิกคว่ำพลิกหงาย ไม่ได้ส่งผลในระดับเป็นหรือตายกับรัฐบาลทหาร คสช.

เพราะมีแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม รออยู่แล้ว

แนวโน้มสถานการณ์ก็ต้องโฟกัสตาม “พิมพ์เขียว” ที่ คสช.และแม่น้ำ 4 สายส่งให้ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” ออกแบบบทเฉพาะกาล

โดยใช้อำนาจผ่าน “ส.ว.ลากตั้ง” คุมเกมให้อยู่ในเส้นทางปฏิรูปประเทศไทยตามเป้าหมาย

แต่จะคุมเข้มอยู่ในระดับใดก็ต้องติดตามตอนต่อไป

แน่นอนตอนนี้อำนาจในการจิ้มชื่อ 250 ส.ว.อยู่ในมือ คสช.แล้ว ก็เหลือแค่โบนัสกับการที่ สปท.และ สนช.ปูทางให้ ส.ว.โหวตเลือก นายกรัฐมนตรีได้ รวมถึงการโหวตซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าอำนาจในการคุมเกมการเมืองจะอยู่ในระดับไหน

เงื่อนไขสำคัญจริงๆมันอยู่ที่การคุมเกมในกองทัพ

ว่ากันตามเกณฑ์แต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ยึดหลักตามเส้นทางการเติบโตและอาวุโส ไม่ว่ากระแสจะวุ่นวาย โผพลิกไปพลิกมา แต่สุดท้ายก็ออกมาที่ “ตัวเต็ง” ตามเส้นทางที่วางไลน์กันไว้

สายบูรพาพยัคฆ์ยังต่อแถวคุม ทบ.อีกยาว

เหนืออื่นใด โดยสถานะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะพี่ใหญ่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พี่รอง และ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะน้องเล็ก ที่คบกันมาตั้งแต่ยศร้อยตรี คลุกคลีตีโมงกันมา 40 กว่าปี

มีการยืนยันจากปากของคนสำคัญ “พี่น้อง 3 ป. ไม่มีวันแตกแยกกันเด็ดขาด”

นี่ต่างหากหลักประกันอำนาจที่ชัวร์สุดของทีมงาน คสช.

ทีมข่าวการเมือง

เค้าลางเหนื่อยแน่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601786

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 เม.ย. 2559 05:01

 

แค่เริ่มประเดิมเวทีแรกๆก็เจอดีเข้าแล้ว

ตามฉากป่วนๆที่ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นปาฐกถาเนื่องในงานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2559 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

โดยพูดถึงกรอบแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของ “21 อรหันต์ทองคำ”

ปรากฏว่า เกือบล่มกลางคัน เพราะมีกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ พากันมาชูป้ายข้อความ “ร่างรัฐธรรมนูญอย่าทำร้ายเยาวชน #เอา ม.ปลายฟรีของเราคืนมา” และ “อนุบาลฟรีก็ดี แต่ ม.ปลาย/สายอาชีพฟรีก็ต้องมี ไม่ต้องง้อกองทุน #เอา ม.ปลายฟรีของเราคืนมา” กลางห้องประชุม

เบรกปาฐกถาของนายมีชัยหยุดชะงักลงชั่วขณะ

และจังหวะต่อเนื่องกันก็เป็นคิวของ “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย” ที่สวมใส่หน้ากากรูป “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มาพร้อมๆกับ “กลุ่มประชาธิปไตยใหม่” ที่นำโดยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว”

บุกประท้วงนายมีชัยถึงกลางห้องอีกครั้ง โดยมีการชูป้ายข้อความ “อย่าสร้างภาระให้คนรุ่นหลังเถอะลุง”–“สมคบคิด คสช.กดหัวประชาชน”–“หยุดสืบทอดอำนาจ”–“โหวตโน”

พร้อมตะโกน “ไม่รับ” เสียงดังลั่น

สถานการณ์วุ่นวายหนัก เจ้าหน้าที่ต้องบล็อกพวกประท้วงออกมานอกห้อง

และสุดท้ายนายมีชัยต้องรีบตัดบท กล่าวจบการปาฐกถาสั้นๆแค่ว่า “ความเห็นต่างจะเกิดประโยชน์เสมอก็ต้องรับฟัง วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อพวกเธอโตขึ้นกว่านี้ เธอคงเรียนรู้จากประสบการณ์แล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น”

สัญญาณเตือนว่า เหนื่อยแน่

โดยเค้าลางของแรงต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ในจังหวะเข้าสู่โหมดเผชิญแรงเสียดทานในสถานการณ์จริง

ตามโปรแกรมต้องเร่ขายฝันร่างรัฐธรรมนูญอีกหลายเวทีทั่วประเทศไทย

ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่นายมีชัยพูดไว้ในระหว่างเปิดให้คณะกรรมการร่างฯ ข้าราชการสภาฯ และสื่อมวลชนรดน้ำสงกรานต์

ย้ำเป็นเชิงว่า เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล

เราต้องเผชิญวิชามาร และเผชิญกับอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมาอีกมาก

ที่แน่ๆคิวนี้ยังไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นเรื่องของนักเรียน นักศึกษา ที่แม้จะเป็นพวกขาประจำที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.

ก็ยังเหมาไปเลยไม่ได้ว่าเป็นพวกรับจ้าง “ทักษิณ”

มันจึงยังไม่จัดอยู่ในขั้น “วิชามาร” แต่เป็นอารมณ์ของเยาวชน แบบที่นายมีชัยทิ้งทุ่นให้แง่คิดแค่ว่า เมื่อพวกเขาโตขึ้นกว่านี้ เรียนรู้จากประสบการณ์แล้วจะเข้าใจมากขึ้น

ไม่ฝืนกระแสธรรมชาติคนรุ่นใหม่เสียทีเดียว

โดยเฉพาะกับประเด็นที่ถูกจับเอามาเคลื่อนไหวเห็นได้ว่า ป้ายของนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มุ่งคัดค้านประเด็นการสนับสนุนการศึกษาเรียนฟรี 12 ปี ที่มีการเปลี่ยนจากเริ่มเรียนฟรีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาเป็นเริ่มจากชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยม-ศึกษาปีที่ 3

ซึ่งก็ล้อกับการเคลื่อนไหวของเครือข่ายผู้ปกครองที่ออกมาต่อต้านมาตรการดังกล่าวในร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ถือเป็นเรื่องได้เสีย โยงถึงผลประโยชน์โดยตรงของประชาชน

สำหรับคนไทยในปัจจุบันเรื่องการศึกษาของบุตรหลานต้องสำคัญก่อนเรื่องอื่น แน่นอนมันต้องมีผลต่อการตัดสินโหวตให้ผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

มองในมุมนี้ถือว่า ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวโยงกับการเมืองแต่อย่างใด

มันจึงเป็นอะไรที่ต้องแยกแยะให้ดีระหว่างวาระจริงกับวาระแฝงวิชามารในการต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ขืนเหมารวม จะยิ่งกระตุกแรงต้านให้หนักไปกันใหญ่.

ทีมข่าวการเมือง

ต้องได้ตามยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601211

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 เม.ย. 2559 05:01

 

เดือดร้อนกว่าใครในฐานะผู้เสียหาย

จับอาการโวยวายของทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ หลังเจอมุก “นักลากตั้งอาชีพ” ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งแท่นชงคำถามพ่วงประชามติให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ทำให้สถานการณ์พลิกผันอีกรอบ

จากที่แบะท่าส่อเค้าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ได้ เพราะประเมินแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่เสียหายอะไร และโหยหาสนามเลือกตั้งเต็มที

เพื่อโอกาสที่จะได้พิสูจน์คำทำนายของ “อีที” หมอดูชื่อดังชาวพม่า ที่ทำนายว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะรีเทิร์นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบสอง

เมื่อต้องมาเจอมุก “ส.ว.ลากตั้ง” ร่วมจิ้มนายกรัฐมนตรีได้

นั่นหมายถึงโอกาสเปิดช่องทางให้ “นายกฯคนนอก” กันแบบซิกแซ็ก ก็ไม่แปลกที่ประชาธิปัตย์จะอารมณ์ขึ้น เสียงแข็งขู่รัฐบาลทหาร คสช.ระวังจะเป็นเงื่อนไขถ่วงให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ตามจังหวะเหมือนผลักแนวร่วมไปเสริมกำลังให้กับฝ่ายต่อต้านหลักอย่างพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง เครือข่าย “ทักษิณ” ที่ประกาศจุดยืนชัดเจน

ตีธงโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ 2 ค่ายการเมืองใหญ่ที่กุมฐานคะแนนเสียงเลือกตั้ง แน่นอนสถานการณ์แบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีกับความตั้งใจในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้

เว้นเสียแต่ ผ่านก็ดี ไม่ผ่านก็ได้

ตามเงื่อนไขอย่างที่รู้กัน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยไม่ผ่านด่านประชามติ ก็เป็นสิทธิที่ คสช.จะดำเนินการตามกระบวนการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาประกาศใช้เลือกตั้ง

สรุปไม่ว่าออกมุมไหน ไพ่แต้มสำคัญก็อยู่ในมือท็อปบูต

ถึงจุดนี้รัฐบาลทหาร คสช.จึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงฤทธิ์เดชของนักเลือกตั้งอาชีพแล้ว ไม่ว่าจะป้อมค่ายไหน ล้วนแต่เป็นแค่หมากบนกระดานที่ต้องเดินไปตามคนกำหนดเกม

โดยรูปการณ์แบบที่เห็นกัน กับยุทธการจ่าย “ยาแรง”

ไล่ตั้งแต่การเดินหน้ากวาดล้างผู้มีอิทธิพลปูพรมทั่วพื้นที่ประเทศไทย การไฟเขียวนายทหารเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจสอบสวนตรวจค้น จับกุมได้เหมือนตำรวจ การเปิดหลักสูตรปรับทัศนคติ ล็อกคอพวกชอบวิจารณ์รัฐบาลทหาร คสช.เข้าค่ายอบรมยาว

กำราบพวกขาป่วน กดแรงกระเพื่อมในระดับเข้มข้น

ไม่สนจะเติมอุณหภูมิร้อนๆในบรรยากาศเข้าสู่ช่วงประชามติ

และถึงตอนนี้ก็ชัดเจน ตามปรากฏการณ์ “ขันแดงแสลงใจ” ทหารไล่บี้พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ให้แจก “ขันแดง” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

รัฐบาลทหาร คสช.ลุยใส่เครือข่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงแบบไม่แตะเบรก

เป็นอันจบข่าวได้ ทีมงาน “บูรพาพยัคฆ์” ไม่มีการซูเอี๋ย กับ “ทักษิณ” อย่างที่มีคนติฉินนินทา

ขณะเดียวกันก็ไม่สนพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน ตามรูปการณ์ที่มีการเดินหน้าเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอกในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดูแล้ว คสช.ต้องทำให้ได้ตามยุทธศาสตร์ที่ส่ง “ใบสั่ง” ให้ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบบทเฉพาะกาล

นั่นยังหมายรวมถึงการ “ล้างกระดาน” พรรคการเมือง เคลียร์หน้าไพ่ให้เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ถึงขั้นเปิดทางให้ลงสมัคร ส.ส.กันได้โดยไม่สังกัดพรรค

ตามสเปกรัฐบาลผสม “จับปูใส่กระด้ง” ไม่แข็งแกร่งเกินไป

อย่างไรก็ตาม ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็บอกปัดชัดเจน ไม่ขอเล่นการเมือง

ถึงตอนนี้จึงยังไม่เด่นชัดว่า คสช.จะลากยาวอำนาจผ่านตัวบุคคลใด

แต่จำเป็นต้องคุมเกมในช่วงเปลี่ยนผ่านให้ชัวร์ที่สุด.

ทีมข่าวการเมือง