เปิดใจ“พี่ใหญ่”ท่ามกลางมรสุมรัฐบาล คสช. : ผมไม่เล่นการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600421

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 เม.ย. 2559 05:01

 

บนถนนสายความมั่นคงยืนอยู่ในลำดับต้นๆ ถูกยกให้เป็นพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญจนถูกฝ่ายต่างๆจับตามอง

วันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแลฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกขานนิกเนมว่า “บิ๊กป้อม” กล่าวกับ ทีมข่าวการเมือง ถึงกระแสรอบทิศที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงาน ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในทิศทางที่เป็นลบ โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” ที่ตกเป็นเป้าหลักใน คสช.

โดยมีการพูดถึงในหลายประเด็น ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ด้านความมั่นคง กรอบการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ผลงานด้านต่างๆที่มุ่งมั่นทำให้ประเทศชาติและประชาชน

อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลพยายามอัดฉีดงบประมาณลงไปถึงมือประชาชน เพื่อให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ทหาร ส่วนราชการท้องถิ่นและภาคเอกชน กำลังลงไปช่วยสนับสนุนจัดงานวัดและกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อร่วมสร้างความสุขและช่วยเหลือประชาชน

การรับมือภัยแล้ง น้ำในเขื่อนมีน้อยกว่าทุกๆปี รัฐบาลตั้งใจและพยายามบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอทั้งในระบบนิเวศและน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนจนถึงเดือน ก.ค.59 ยืนยันว่าประชาชนไม่มีอดน้ำ

แต่กลับมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลจัดโซนนิ่งเล่นสงกรานต์ ยืนยันไม่มี เพราะเราอยากให้ประชาชนมีความสุข

มีบางช่วง บางจังหวะ “บิ๊กป้อม” ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาได้เป็นทุกอย่างยังไม่เคยเหนื่อยเท่านี้เลยในชีวิตการทำงาน ครั้งนี้เหนื่อยมาก อายุก็มากแล้ว ไม่มีวันว่าง เพราะเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนงานต่างๆ เกือบ 70 คณะ ประชุม สั่งงานและติดตามงานทุกวัน

แถมยังออกตัวว่าวันนี้ไม่ได้อยากเปิดใจ แต่เป็นการพูดคุยและขอให้บอกมาเลยว่าทำอะไรไม่ดี จะได้บอกเหตุผลให้ว่าทำไมถึงเราต้องทำอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวด้านลบเกี่ยวกับการอ้างชื่อว่าเป็นคนของผมไปตกเบ็ดรับผลประโยชน์ ขอให้ไปว่าคนที่ไปทำในเรื่องที่ไม่ดี ไม่งาม แต่ลูกน้องที่ใกล้ชิดของผมกำชับเสมอว่าต้องไม่มี ถ้ามีก็ไม่เอาไว้

อย่าลืมว่าลูกน้องเรามีเยอะ พวกอยู่ห่างไกลก็บอกว่าเป็นลูกน้อง แล้วจะทำอย่างไร หากทำผิดก็ต้องว่ากันไปเป็นบุคคลตามหลักฐาน ไม่ใช่มาพูดกันลอยๆ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน เรามีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ผมให้อิสระในการทำหน้าที่กับเหล่าทัพ ไม่เคยก้าวก่ายแทรกแซงงาน แต่กลับเป็นการทำงานที่ผมโดนมากที่สุดในชีวิต

ต้องยอมรับว่าลูกน้องผมเยอะ สนิททุกคน บ้านของผมตั้งแต่เป็นผู้หมวด ผู้กอง ลูกน้องก็มารับประทานอาหารที่บ้าน นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) รมว.มหาดไทย (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ก็มาทุกวันในสมัยที่อยู่กองร้อย เราก็อยู่กันมาอย่างนี้ ไม่เคยไปเที่ยวเตร่ในทางไม่ดีที่ไหน ร่วมทำงานด้วยกันมาทั้งชีวิต

ผมเป็นคนอย่างนี้ พูดตรงไปตรงมา ไม่เคยโกหก ไม่มีนัยะ ถ้าสงสัยผมหรือสงสัยนายกฯ ผมตอบได้หมด เพราะนายกฯไม่เคยมีผลประโยชน์

บางเรื่องนายกฯโดนวิจารณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย นายกฯก็ยัวะ เพราะไม่ใช่เป็นนักการเมือง แต่เข้ามาทำงานการเมืองให้ นายกฯไม่มีอะไร เป็นคนตรงๆ มุ่งมั่น ทุ่มเททำเพื่อส่วนรวมมาตลอด ขอให้พวกเราร่วมกันให้กำลังใจนายกฯ เพราะทุกอย่างอยู่ที่นายกฯเป็นคนคิด ตัดสินใจและทำ ตั้งใจทำให้ประเทศ สถาบันและประชาชน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มีกระแสข่าวว่าขัดแย้งกับนายกฯ ซึ่งเดินคนละเส้นทาง อยู่คนละขั้ว พล.อ.ประวิตร บอกว่า ขั้วใคร พูดกันไปเรื่อย เป็นประเภทพวกที่ชอบสร้างข่าว ปล่อยข่าว คิดได้อย่างไรคนพวกนี้

ที่ผ่านมาเคยให้สัมภาษณ์ในแต่ละเรื่องขัดแย้งกันไหมล่ะ เพราะข้อเท็จจริงไม่มีความขัดแย้งกัน ผม-อนุพงษ์-ประยุทธ์ ไม่มีทะเลาะ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก 30-50 ปี ตอนนี้ผมอายุ 71 ปีแล้วจะมาทะเลาะกันอีกเหรอ

แบบนี้เรือแป๊ะก็ไม่มีวันล่มใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่มีล่มหรอก

ขณะที่ที่มาของ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง เป็นแนวคิดของผมที่เสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณา เป็นความตั้งใจอยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงาน เพื่อดูแลยุทธศาสตร์ชาติที่วางกรอบไว้ 20 ปี และรองรับการเปลี่ยนผ่านในช่วง 5 ปี ที่จะเริ่มต้นการปฏิรูปไม่ให้ประเทศไทยกลับมาเหมือนเดิม

อุตส่าห์เสนออย่างนี้แล้วจะมาปฏิวัติกันอีกหรือ ที่ผ่านมาทะเลาะกันมาเยอะมากแล้ว ประเทศชาติบอบช้ำมากและประชาชนก็เบื่อหน่าย

อยากให้พอกันได้แล้ว หากทำเหมือนเดิมก็มาตีกันเหมือนเดิม ณ เวลานี้ ผมเชื่อว่าแนวทางนี้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปได้

แต่ฝ่ายการเมืองเห็นต่างกับ คสช.และ ครม. ที่เปิดช่องให้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทหารสูงสุด) ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าไปเป็น ส.ว.และไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจ

พล.อ.ประวิตร บอกว่า ผมอยากให้มีเวทีที่บรรดาผู้นำเหล่าทัพพูดคุยกับรัฐบาลได้ หรือมีอะไรที่รัฐบาลอยากพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพ ก็พูดได้ เพราะอยู่ในสภาเดียวกัน มันจะได้ไม่มีการปฏิวัติ

สูตรนี้ป้องกันการปฏิวัติได้จริงหรือ พล.อ.ประวิตร บอกว่า สามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าผู้นำเหล่าทัพที่เป็น ส.ว.ไม่ทำแล้วใครจะปฏิวัติ

ในที่สุดรัฐบาลก็บริหารประเทศไป วุฒิสภาจะดูงานการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เชื่อว่าการปฏิรูปเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ หากเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ การทำงานก็จะเสริมกันและกัน

จะชี้แจงต่อสังคมอย่างไรว่าวุฒิสภาไม่ใช่เป็นองค์กรสืบทอดอำนาจ แต่ต้องการเข้ามาปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมาย พล.อ.ประวิตร บอกว่า ผมให้สัมภาษณ์ย้ำมาตลอดว่า วุฒิสภาจะเข้ามาเพื่อการปฏิรูป ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ไปสั่งการรัฐบาลไม่ได้ อำนาจอยู่ที่ฝ่ายบริหาร แบบนี้จะสืบทอดอำนาจได้อย่างไร

ในเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นในรัฐสภา เพราะการไม่เคารพและยอมรับกติกากันตามวิถีประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น การเปิดให้ ส.ว.ที่มาจากผู้นำเหล่าทัพไปคุยกับ ส.ว. หรือ ส.ส.ในรัฐสภา เสมือนกรรมการเข้าไปช่วยเหลือพูดคุยกันในสภาให้รู้เรื่อง ไม่ออกมาใช้เวทีนอกสภา ประเทศไทยถึงจะเดินหน้าต่อไปได้

พอใจในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับทำประชามติและจะโหวตผ่านประชามติหรือไม่ พล.อ.ประวิตร บอกว่า ส่วนตัวผมประเด็นไหนที่ชอบก็พูดไปแล้ว ประเด็นไหนที่ไม่ชอบผมก็เก็บไว้ในใจ

แต่จะผ่านประชามติหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใช้ดุลพินิจ ถ้าเห็นว่าน่าจะผ่านก็กากบาทให้ผ่าน ถ้าเห็นว่าไม่น่าจะให้ผ่านก็กากบาทไม่ผ่าน โดยไม่ต้องไปห่วงเรื่องการเลือกตั้ง

เพราะร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ถึงอย่างไรก็ต้องเดินตามโรดแม็ป ฉะนั้นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็จบ ไปว่ากันใหม่

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติและร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ มีผลต่อประเทศไทยต่างกันอย่างไร พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่แตกต่างกันแล้วจะทำประชามติทำไม

แต่ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ การเลือกตั้งก็เดินตามโรดแม็ปในปี 2560

เป็นห่วงแค่ไหนที่ฝ่ายการเมืองเตรียมขยับเพื่อต้องการให้เลือกตั้งเร็วขึ้น พล.อ.ประวิตร บอกว่า จะขยับอะไร เพราะการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นแน่นอนในปี 2560 ขอความร่วมมือเถอะครับ

ทำไมอยู่ๆ คสช.จะปล่อยมือลงจากหลังเสือเลย พล.อ.ประวิตรบอกว่า ลงเลย เราอยู่ในสายตาประชาชนมาตลอด ไม่กังวลและเชื่อมั่นว่าไม่ได้ทำอะไรผิด จะกลัวอะไร

แต่มีกระแสข่าวว่ากำลังก่อตั้งพรรคทหาร พล.อ.ประวิตร บอกว่า พรรคทหารคือใคร ในเมื่อนายกฯและผม ไม่เล่นการเมือง แล้วใครจะเล่น จะเอาเงินจากไหนมาเล่น เป็นไปไม่ได้ และเชื่อว่าประเทศชาติไม่ขาดผู้นำ

ถ้ามีพรรคการเมืองมาทาบทาม จะตัดสินใจอย่างไร พล.อ.ประวิตร บอกว่า ก็มาจีบกันเป็นประจำแต่ได้บอกไปว่าไม่เล่นการเมือง ตอบไปหลายครั้งแล้ว เลิกๆไม่เอาแล้ว

เพราะตั้งแต่อายุ 21 ปี ต่อสู้มาโดยตลอด ไปอยู่ลาวมา 3 ปีและดูแลชายแดนมาตลอด จนกระทั่งมาเป็น ผบ.ทบ. ผ่านตำแหน่งสำคัญมา รวมถึงตำแหน่ง รมว.กลาโหม

ฉะนั้น จึงไม่อยากเป็นนายกฯ ไม่อยากเป็นอะไรอีกแล้ว.

ทีมการเมือง

รัฐธรรมนูญปราบโกง“คืนอำนาจ”ครึ่งใบ 5 ปี : วัดใจประชาชน วัดดวงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599938

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 เม.ย. 2559 05:01

 

279 มาตรา 16 หมวด

โชว์โฉมกันไปแล้ว ตามคิวที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถือฤกษ์ 13.39 น. วันที่ 29 มีนาคม แถลงสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปทำประชามติ

หรือที่เรียกกัน ร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับปราบโกง”

ตามเนื้อหาหลักๆ มุ่งให้ประชาชนใช้สิทธิทางการเมือง ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิระหว่างเพศ โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้กำหนดจริยธรรมและบทลงโทษที่ชัดเจนและมีความรุนแรง

ที่ย้ำกันชัดๆนายมีชัยยืนยันทุกบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญนี้มุ่งเน้นประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

เชียร์แขก ขายฝันกันตามฟอร์ม

ตามสถานการณ์จบสิ้นภารกิจ ส่งต่อไม้ให้รัฐบาลคสช. จากนี้ไปนายมีชัยและทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” ทำได้แค่ลุ้นว่าร่างรัฐธรรมนูญจะฝ่าด่านประชามติได้หรือไม่

ภายใต้เงื่อนไขที่ยังเต็มไปด้วยตัวแปร

แบบที่ทันทีทันควัน พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เพราะเห็นว่า เป็นร่างที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย โดยการอ้างเหตุผลประกอบ 9 ข้อ

1.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม

2.ระบบการเมืองและการเลือกตั้งมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ พรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลไร้เสถียรภาพก็ไม่อาจที่จะพัฒนาประเทศชาติ โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างกลไกที่จะนำไปสู่ปัญหาการเมืองหลายประการ เช่น สร้างระบบเลือกตั้งที่ไม่เคยมีใช้ที่ใดในโลก เอาประเทศและประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อลองผิดลองถูก ซึ่งระบบนี้จะสร้างให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค รัฐบาลไร้เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการบริหาร

3.การเพิ่มอำนาจให้ ส.ว. สรรหา ในระยะ 5 ปีแรกหลังใช้รัฐธรรมนูญ ส.ว. 250 คน ล้วนมาจาก คสช. ทั้งที่ควรจะมาจากประชาชน อีกทั้งยังสามารถลงมติร่วมกับ ส.ส. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เป็น ส.ส. เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ การปกครองประเทศจึงยังคงเป็นของ คสช. โดยอ้อม

4.เมื่อรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยจะส่งผลให้เกิดปัญหาทางการเมือง และเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศ จนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

5.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอำนาจเหนือรัฐสภาและรัฐบาล

6.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างภาพว่า เพื่อปราบโกง โดยมุ่งสกัดกั้นนักการเมืองและพรรคการเมือง แต่มิได้ปฏิรูปและวางระบบเพื่อแก้ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงเลยแม้แต่น้อย

7.รัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อบังคับทางเดิน

8.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำประเทศล้าหลัง จนถึงกับมีบางคนกล่าวเปรียบเทียบว่า อนาคตของไทย คือ อดีตที่ผ่านพ้นมากว่า 20 ปีของพม่า

9.ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะสร้างความขัดแย้งให้เพิ่มมากขึ้นในสังคม ความปรองดองก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

ตบท้าย เสนอแนะประชาชนให้ร่วมกันออกมาลงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ตามฟอร์มไม่ได้เหนือความคาดหมาย เป็นจังหวะที่พรรคเพื่อไทย “ตีธง” ตามที่ “นายใหญ่” อย่างอดีต นายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้ส่งสัญญาณล่วงหน้า

ถือเป็นการแสดงความชัดเจนอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ยังสงวนท่าที ตามลีลาแบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์ภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับมีชัย ในเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยถดถอยกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550

โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลที่ยังไม่มีความแน่นอนเรื่องบทบาทของวุฒิสภาที่ส่งผลต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะทำได้ยากขึ้นแต่มีข้อดีเรื่องมาตรการปราบโกงที่ใส่กลไกป้องกันไว้

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องให้มีความชัดเจนเรื่องเงื่อนไขกรณีประชามติ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะคลายความขัดแย้ง เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นสำหรับคำถามประกอบการทำประชามติ

สรุปเอาเป็นว่า ประชาธิปัตย์ยังดึงจังหวะ “แทงกั๊ก”

รอลูก “เข้าเหลี่ยม” พร้อมออกได้ทุกหน้าที่เข้าทางปืน

ในอารมณ์ของนักการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับกติการ่างรัฐธรรมนูญใหม่ เดาทางกันได้ง่ายๆพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายเสียแน่ๆยังไงก็ไม่ยอมรับ

แต่ที่ต้องจับตากันจริงๆ ก็คือท่าทีของรัฐบาล คสช.ในฐานะเจ้าภาพหลักในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ผ่านด่านประชามติ

ประเมินกันตามอารมณ์อย่างที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.บ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามพอใจหรือไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ยอมรับแค่ว่า พอใจในส่วนหนึ่งที่เขาสามารถดำเนินการแก้ปัญหาในความเป็นประชาธิปไตยที่เคยผิดพลาด หรือบางอย่างก็มีเรื่องการทุจริต ผิดกฎหมาย หรือเข้ามาสู่การเมืองโดยไม่มีธรรมาภิบาล คณะกรรมการร่างฯก็เขียนมา ซึ่งตนเองก็โอเค ถึงแม้จะไม่ตรงใจตนมากก็ตาม

แนวเดียวกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ออกตัวแค่ว่า ในฐานะที่เป็นประชาชน อะไรที่รับได้ก็รับ อะไรที่รับไม่ได้ก็เก็บไว้ในใจ เป็นธรรมดาที่ต้องมีทั้งเรื่องเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนภาพรวมคิดว่าน่าจะเดินต่อไปข้างหน้าได้

ส่วน “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.ก็พูดเป็นนัย ถ้านายกฯพอใจ ตนเองก็พอใจ โดยได้ให้ครอบครัวกำลังพลและโครงการ รด.จิตอาสา ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงความสำคัญของการทำประชามติ และความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

อยากให้ประชาชนรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสำคัญต่อเขาจริงๆเพราะเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้องกันการโกง อีกทั้งยังมีมาตรการลงโทษผู้ที่มีอำนาจอย่างจริงจังและเด็ดขาด

จับอาการทีมงาน คสช.ก็เหมือนจะพอใจร่างรัฐธรรมนูญระดับหนึ่ง

แต่ก็ไม่ถึงกับปลื้มเสียทีเดียว

โดยเฉพาะถ้าเทียบกับปรากฏการณ์ที่ คสช.ไม่ได้รับการตอบสนองตามข้อเสนอที่ คสช.และแม่น้ำ 4 สายได้ส่งความเห็นไปให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญออกแบบบทเฉพาะกาลในการควบคุมสถานการณ์ช่วงอำนาจเปลี่ยนผ่าน 5 ปี อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

โดนซือแป๋มีชัยกับทีม 21 อรหันต์ทองคำรื้อใบสั่งเหลือแค่พบกันครึ่งทาง

อย่าง ส.ว.สรรหา 250 คน ก็ให้สิทธิ คสช.แค่จิ้มรายชื่อได้ทั้งหมด แต่อำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ลากตั้งก็ทำได้แค่ขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูป ไม่มีสิทธิอภิปรายหรือโหวตซักฟอกรัฐบาล

เหมือนมีเฉพาะปริมาณแต่ไร้ฤทธิ์เดช

แน่นอน เมื่อยุทธศาสตร์คุมเกมบนหลังเสือโดนสกัด ภายใต้เครื่องหมายคำถามรัฐบาลทหาร คสช.ยังจะออกแรงเต็มกำลังหรือไม่ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ให้ผ่านด่านประชามติ

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวยังสามารถแก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ให้เป็นอำนาจของ คสช.ในการดำเนินการ หยิบเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาปรับแก้ไข ก่อนนำไปใช้ในการเลือกตั้ง

โดยจังหวะอำนาจจะไหลกลับไปอยู่ในมือ “รัฏฐาธิปัตย์” ออกแบบกติกาได้ดั่งใจ

ไม่ต้องพึ่งจมูกใครหายใจให้ยุ่งยาก

จุดนี้เอง น่าจะเป็นที่มาของอารมณ์ท็อปบูตที่ไม่ซีเรียสเท่าไหร่กับการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่านประชามติหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าไม่ผ่านก็ถือว่าเข้าทาง

อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัด ถ้าไม่ผ่านก็เป็นหน้าที่ของตัวเองในการดำเนินตามกระบวนการต่อไปขณะที่ พล.อ.ประวิตรยืนยัน ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องมีการเลือกตั้งตามกำหนดโรดแม็ปในปี 2560 แน่นอน

ผ่านหรือไม่ ก็เหมือนจะไม่มีผลสักเท่าไหร่

ประเมินกันตามสถานการณ์พรรคเพื่อไทยไม่เอาแน่ พรรคประชาธิปัตย์ยังแทงกั๊ก ทหาร คสช.ก็ไม่ซีเรียสกับผลจะผ่านประชามติหรือไม่

ตามเงื่อนไข “กั๊ก” ทำให้ประเมินผลออกได้ทุกหน้า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่ก็แค่ประเมินกันตามเงื่อนสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และทีมงาน คสช. ประเมินเฉพาะเงื่อนไขของนักการเมืองกับทหารที่อาจยึดโยงอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของใครของมัน ในการชิงเหลี่ยมช่วงชิงเกมอำนาจ

แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่ประชาชนคนไทยในฐานะเจ้าของประเทศต่างหาก

ผู้ตัดสินตัวจริงเสียงจริง

ตามนิยามของประชามติก็คือ “การร่วมตัดสินของประชาชน”

เพราะอะไรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่มีทางจบด้วยความชอบธรรม

และในเมื่อคนไทยได้ผ่านสถานการณ์วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองมานับสิบปี สัมผัสประสบ-การณ์ความเจ็บปวดจากความวุ่นวายที่เกิดจากเกมช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์

ลากจนเศรษฐกิจพังพินาศ สังคมแตกสลาย

ประเทศเกือบเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว

ถือได้ว่ามี “ความเลวร้ายของการเมือง” เป็นบทเรียนในการตัดสินใจ

เทียบกันระหว่างสถานการณ์ในอดีตกับเงื่อนไขใหม่ในรัฐธรรมนูญปราบโกง “คืนอำนาจ” ครึ่งใบ 5 ปี

ถึงตรงนี้เป็นโอกาสที่คนไทยจะเลือกเดินไปทางไหน

วัดใจประชาชน วัดดวงประชามติ.

ทีมการเมือง

อัดยาแรงฝ่าประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599843

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 เม.ย. 2559 05:01

 

อัดยาแรงกัน ไล่จัดระเบียบกันแต่เนิ่นๆ

ในห้วงเวลาที่ฝ่ายการเมืองขยับเดินหน้าชนร่างรัฐธรรมนูญของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ภายหลังได้ยลโฉมร่างกติกาประเทศฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ

ฝ่ายกุมอำนาจกลับมากระชับกระบองยักษ์ บล็อกแรงต้าน ชะลอแรงเสียดทาน ราไฟขัดแย้งไม่ให้กระพือจนจุดติด

ตามปรากฏการณ์ที่ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ออกมาระบุว่า คสช.กำลังตรวจสอบแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยที่เชิญชวนประชาชนร่วมลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายชี้นำ จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือไม่

สะท้อนท่าทีของฝ่ายกุมอำนาจที่ไม่สบอารมณ์เกมแหย่จากฝ่ายตรงข้าม จนต้องออกลูกขึงขัง กางตำรากฎหมายหาช่องทางเอาผิดพรรคเพื่อไทย

ต่อยอดจากการขู่จับนักการเมืองและสื่อมวลชนเข้าคอร์สปรับทัศนคติแบบอยู่ยาว

15-30 วัน หากยังยั่วยุ ตอกลิ่มสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งไม่เลิก

หรือการล็อกตัวทีมงานฝั่งนายใหญ่ อย่าง นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เข้าค่ายทหารจูนความคิดใหม่

เบรกลูกห้าวก๊วนขาประจำ ไม่ให้ปั่นกระแส ใช้เงื่อนไขเรื่องรัฐธรรมนูญมาตีกิน เรียกแขกให้รัฐบาลท็อปบูต

สถานการณ์ไหลสู่จุดที่ฝ่ายหนึ่งคอยเปิดเกมยั่ว อีกฝ่ายเดินเกมไล่ทุบถึงลูกถึงคน ในช่วงเข้าสู่ด่านเตรียมทำประชามติตามโรดแม็ปรัฐบาล

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. และคีย์แมนหลายคนประสานเสียงในทิศทางเดียวกัน จะจัดเลือกตั้งภายในปลายปี 2560 ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

สอดรับสัญญาณจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่แย้มไต๋ผลักดันกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ให้เสร็จโดยเร็วชนิดมีเซอร์ไพรส์จนตั้งตัวไม่ทัน

ส่งสัญญาณล่อใจ เปิดไฟเขียวเลือกตั้งเต็มพิกัด

กลิ่นสาบการเมืองโชยแตะจมูกนักเลือกตั้งอาชีพให้ต้องรีบขยับตัว พร้อมกระโจนลงสนามรับสัญญาณที่ คสช.จ่อคลายอำนาจจากมือในอนาคต

ในสภาวการณ์ที่ฝ่ายกุมเกมอำนาจยังมีแต้มต่อ ได้เปรียบแทบทุกประตู เปิดทางสะดวกประคองร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติไปสู่การเลือกตั้งได้

มีการวางกลไกสร้างภูมิต้านทานคุ้มกันร่างรัฐธรรมนูญหลายด้าน ทั้งการเขียนกฎเหล็กในร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้ทำได้แค่แจกแจงข้อดี ข้อเสียในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ห้ามเลยเถิดไปถึงขั้นรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

คุมเข้มการปลุกกระแสคว่ำร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ทำกันได้ง่ายๆ ขืนทะเล่อทะล่า วิจารณ์ไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ หรือคำสั่ง คสช.

ปิดปากฝั่งตรงข้ามไม่ให้เร้าอารมณ์กองเชียร์เกินเหตุ

ขณะเดียวกัน ต้องวัดใจฝั่งพรรคการเมืองว่า กล้าใส่เต็มที่ บี้เต็มร้อยหรือไม่ในการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้แหกด่านประชามติไปได้

แม้พรรคเพื่อไทยจะออกแถลงการณ์ชูจุดยืนขอคว่ำกระดานกติกาประเทศฉบับใหม่ล่วงหน้า แต่ก็เป็นเพียงแค่ลายลักษณ์อักษรให้ดูสวยหรูตามหลักการเท่านั้น

ผิดกับในใจเด็กในสังกัดนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่างเนื้อเต้นอยากลงสนามเต็มที่ แม้กติกาใหม่จะสุดเขี้ยว ไม่เป็นคุณกับนักการเมือง

แต่ธรรมชาติของนักเลือกตั้งอาชีพ ต่อให้กติกาติดลบแค่ไหน ก็พร้อมกระโจนลงสนามไปตายดาบหน้า ไม่ทนถูกแช่แข็งอยู่ในสภาพเตะฝุ่นอีกต่อไป

ไปๆมาๆทำท่าว่านายใหญ่อาจถูกโดดเดี่ยวจากคนในค่าย

ขณะที่พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ แม้จะแทงกั๊ก ไม่ตกปากรับคำเป็นพันธมิตรชั่วคราวร่วมคว่ำกระดานร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

แต่ฟังจากสุ้มเสียงของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ที่สะท้อนกลายๆว่า ประชาชนอยากเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลจากการเลือกตั้งดูแลความเป็นอยู่ได้ดีกว่ารัฐบาลจากการยึดอำนาจ

ยอมรับสภาพร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแน่

เพราะถึงยังไงท็อปบูตยังถือดุล กุมอำนาจได้เปรียบทุกประการ.

ทีมข่าวการเมือง

‘แผนในใจ’ ยังหยั่งยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599334

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 เม.ย. 2559 05:01

 

ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านจากมือ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งถึง ครม.-คสช. ซือแป๋ปิดจ๊อบ เดินไปสู่ด่านประชามติสอบถามความเห็นประชาชน

7 ส.ค.ที่จะถึงนี้รู้กัน กดไฟเขียวหรือไฟแดงร่างรัฐธรรมนูญ

แต่ที่ผู้คนต้องจับตา ปัจจัยสำคัญคือท่าทีของขั้วฝ่ายต่างๆที่เวลานี้ก็เริ่มแสดงท่าทีแล้ว

ทั้งค่ายเพื่อไทยออกแถลงการณ์ “ไม่รับ” ตามสัญญาณแดนไกลให้ “คว่ำ”

หวังผลขายพ่วง แรงสั่นสะเทือนปั่นป่วนอำนาจพิเศษ

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ระบุ จะพิจารณารายละเอียดประกอบกับสถานการณ์

ทางการเมือง คาดท่าทีของพรรคจะชัดเจนช่วงต้นเดือน เม.ย. ยังมีเวลาให้แทงกั๊ก

แต่ที่จับทิศจับทางไม่ถูกนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่มาและเนื้อหาไม่ยึดโยงกับประชาชน

แต่ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยโดยผ่านประชามติก็พร้อมจะเห็นด้วย

ค่ายกลางๆกั๊กซะงั้น รอ “สัญญาณ” ชัดๆเหมือนกัน

และที่ต้องฟังนายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ภาพรวมของรัฐธรรมนูญไม่เป็นสากล ขอให้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ทบทวนการทำประชามติ

เพราะอาจสร้างความร้าวฉานแตกร้าวให้เกิดขึ้นอีก

นั่นก็ตรงใจหลายคน หวั่นปมร่างรัฐธรรมนูญเป็นชนวนวิกฤติ และน่าจะตรงกับการประเมินของฝ่าย “อำนาจพิเศษ” ถึงได้ออกมาดักทางเกมป่วนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มงัดข้อกฎหมายมาขู่

โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้ว่าแถลงการณ์ใดๆอาจไม่ผิด แต่ถ้าพูดให้คว่ำ ก็ถือว่าเสี่ยง

นั่นยังไม่ต้องพูดถึงท่าทีของฝ่ายถือดุลอำนาจ เตรียมลุยกันเต็มพิกัดกับด่านประชามติ ทั้งเร่งทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญในกองทัพ ระดม “รด.จิตอาสา” ช่วยกันรณรงค์

กระทั่งล่าสุดมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ตาม ม.44 เพิ่มอำนาจให้ทหารยศร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี เป็น “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” และยศต่ำว่าร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี เป็น ผู้ช่วยเจ้าพนักงานฯ

สามารถออกคำสั่งเรียกตัว จับกุมผู้กระทำผิด ร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน หากมีเหตุสงสัยมีหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำความผิด สามารถเรียกบุคคลมาสอบถามข้อมูล หากไม่เสร็จสามารถควบคุมตัวไว้ไม่เกิน 7 วัน

เหมือนการประกาศกฎอัยการศึกกันเลย

และก็ถูกตั้งข้อสงสัยกับผลพลอยได้ในการเพิ่มอำนาจเพื่อการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดที่เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย บ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคม

อีกทางก็พลิกมาคุมเกมประชามติ บล็อกแรงต้านได้

ตามรูปการณ์ “อำนาจพิเศษ” น่าจะลุยเข็นร่างรัฐธรรมนูญเต็มพิกัด

อีกทางกรณีหากผิดพลาด ร่างรัฐธรรมนูญ “พลิกคว่ำ” ไป “บิ๊กตู่” ก็ยังมีแผนสอง “แผนสำรอง” ที่ยังอุบไต๋ไว้ จะหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ เพื่อเดินไปตามโรดแม็ปเลือกตั้งปี 2560

แต่ก็ไม่วาย อีกด้านก็มีคนอ่านทาง “อำนาจพิเศษ” กับร่างรัฐธรรมนูญที่หากผ่านด่านไป “อำนาจ” ก็แทบจะหมดมือ ในภาวะที่มีไฟต์บังคับต้อง “คุมเกม 5 ปี” ช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือสุดท้ายจะมี “แผนในใจ”

มีรายการ “ดึงเช็ง” ในช็อตนี้

นั่นก็ไม่แตกต่างจากท่าทีของคนการเมือง โดยเฉพาะค่ายใหญ่เพื่อไทย ถึง “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะส่งสัญญาณชัด ลูกข่ายระดับแกนนำออกมารับลูกถ่ายทอดสัญญาณต่อ

แต่เริ่มมีเสียงนักการเมือง ถูกแช่แข็งนาน ไม่มีเวทีเล่น

ขณะที่ภาระภาษีสังคมไม่เว้นวรรคด้วย

นักการเมืองอาชีพที่คุมฐานมวลชน อยากเลือกตั้งเต็มที

ออกรูปนี้ถ้า “นายใหญ่” หวังผลให้เข้าเป้า คงต้อง

“จัดหนัก”

ในภาวะที่ร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ ประเมินแต่ละฝ่ายสำหรับ “ท่าที” ที่ออกมา

จะตรงกับ “แผนในใจ” หรือไม่

ไม่รู้อันไหนคือของจริง อันไหนลับลวงพราง.

ทีมข่าวการเมือง

ข้ามช็อต ‘รีเซต’ กันใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598765

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 มี.ค. 2559 05:01

 

ได้ลุ้นกันตัวโก่งว่าใครจะสอบติดเป็นนักเรียนโข่ง “รุ่นแรก” ได้รับเลือกเข้าคอร์ส “ปรับทัศนคติ” ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เตรียมจัดหลักสูตรอบรมวิชาการเมืองและศีลธรรมให้นักการเมือง รวมถึงโควตาสื่อมวลชน

เน้นพวก “ปากดี” ท้าทายรัฐบาล ตอกย้ำสถานการณ์ขัดแย้ง

โดยปรากฏการณ์ต่อเนื่องมาจากพายุแรงๆ หลังจากที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส. สมุทรปราการ กับนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย ได้นำร่อง โดนทหารล็อกเข้าค่ายไปหมาดๆ

งานนี้ “บิ๊กตู่” บอกเลยไม่ได้พูดเล่นๆ หมายถึงเอาจริงแน่

แต่ก็อีกนั่นแหละ ก็ไม่รู้จะเบรกเกมฝ่ายต่อต้านได้แค่ไหน ในมุมที่ว่ากันตามสถานการณ์ที่เครือข่ายพรรคเพื่อไทยก็ต้องเล่นบทเรียกแต้มจากกองเชียร์

ทำผลงานให้เข้าตา “นายใหญ่” เผื่อโอกาสได้โบนัสทางการเมืองในรอบต่อไป

และตามสถานะของ “ศูนย์กลางอำนาจ” พล.อ.ประยุทธ์ รวมไปถึง “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็คือเป้าหมายหลักของฝ่ายต้าน

เปรียบเหมือนมวยรุ่นฟลายเวทก็ต้องยอมเสี่ยงโหนน้ำหนักขึ้นต่อยกับมวยรุ่นเฮฟวี่เวทเพื่อสร้างความดัง เพิ่มราคาให้ตัวเอง

แลกกับการโดนล็อกเข้าคอร์สปรับทัศนคติยาว 30 วัน ยังไงก็คุ้ม

ตามรูปเกม “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ยังไงก็หนีไม่พ้นขบวนการยั่วท้าทาย

ยิ่งเป็นอะไรที่ตกเป็นเป้าโฟกัส โดนจับตาทุกฝีก้าว ตามปรากฏการณ์ล่าสุดแบบที่เรื่องไม่เป็นเรื่อง ดันเป็นเรื่องขึ้นมาซะได้ กับช็อตที่ พล.อ.ประยุทธ์ วานให้ “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ช่วยถอดรองเท้าระหว่างชมงานอีเวนต์โปรโมตการจัดงานตลาดคลองผดุงฯ

โดนแชร์ในโซเชียลมีเดีย วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ

ถึงขั้นที่เจ้าตัว พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบขอโทษออกอากาศในเวลาต่อมา ที่ทำให้หลายคนไม่สบายใจที่รุ่นน้องถอดรองเท้าเพื่อวัดเท้าให้ ตำหนิพวกที่แชร์ภาพจิตใจต่ำ ยืนยันนิสัยส่วนตัวไม่ได้เป็นคนดูถูกคน แต่เป็นเรื่องของความผูกพันพี่ๆน้องๆ

เรื่องของเรื่อง ในอารมณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” ในฐานะพี่ใหญ่บอกทหารเขาถือกันซะที่ไหน ในเมื่อ “บิ๊กน้อย” เป็นรุ่นน้องและลูกน้องคนสนิท รับใช้ “บิ๊กตู่” มาตั้งแต่ตอนเป็นนายร้อย

ก็ไม่น่าแปลกที่จะกระตุกอารมณ์น้อยใจลึกๆ ในมุมที่ “บิ๊กตู่” พยายามเน้นที่เนื้องานของรัฐบาล แต่โดนจ้องประเด็นผิดพลาดเล็กๆน้อยๆทำให้เสียกำลังใจ

อย่างไรก็ตาม เรื่องจุกจิกๆก็แค่หงุดหงิดกันไปรายวัน

เพราะเท่าที่ดูยุทธศาสตร์หลักของ คสช.ก็ยังเดินหน้าตาม ปฏิทินงาน ภายหลัง “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” แถลงโชว์ร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปทำประชามติ ขณะเดียวกัน จับสัญญาณจาก พล.อ.ประวิตร ที่บอกให้นักการเมืองหยุดพูดให้เกิดความแตกแยก คสช.กำลังทำงานตามโรดแม็ป

อีกปีนิดๆทุกอย่างก็จบแล้ว

“บิ๊กป้อม” ยืนยันจะได้ลงสนามเลือกตั้งแน่ในเดือนกรกฎาคมปีหน้า 2560

นั่นหมายถึงว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านหรือโดนคว่ำในการทำประชามติ ก็ไม่มีผลต่อกำหนดการเลือกตั้งตามโรดแม็ป คสช.แต่อย่างใด

มันจึงเป็นอะไรที่นักการเมืองต้องอ่านเกมข้ามช็อตกันแล้ว

ตามข่าวแว่วๆอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หยั่งสัญญาณนำร่องตั้งแต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาโยนทุ่นประเด็นการ “ล้างกระดาน” พรรคการเมือง ให้เริ่มต้นกันใหม่ ไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคใหม่ พรรคเก่า

โดยสถานการณ์เข้าเค้า กับยุทธการ “รีเซต” กันใหม่

ตามท้องเรื่องที่โจทย์ปัญหายังคาราคาซัง ถ้ายังเป็นการเมืองขั้วเก่าสู้กันปัญหาก็วนอยู่กับที่ พรรคเพื่อไทยก็ถูกระแวงนิรโทษกรรมสุดซอย ค่ายประชาธิปัตย์ก็หนีไม่พ้นโดนคนเสื้อแดงต่อต้าน

อาจต้องแก้ด้วยการเปิดไฟเขียว ปล่อยให้ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบอิสระไม่ต้องสังกัดพรรค

แล้วค่อยจับปูใส่กระด้งตั้งรัฐบาลผสมไม่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด

เข้าสเปกฝ่ายคุมเกมอำนาจ ง่ายต่อการคุมเกมหลังเลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

พ้นมือของ ‘ซือแป๋มีชัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598213

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 มี.ค. 2559 05:01

 

13.39 น. วันที่ 29 มีนาคม ฤกษ์ดีมีชัย

“ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นำทีม “21 อรหันต์ทองคำ” เปิดโชว์ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ

ส่งให้รัฐบาลทหาร คสช.รับไม้ดำเนินการต่อในขั้นตอนต่อไป

และเหมือนว่าจบสิ้นภารกิจ ก็จะหมดหน้าที่กันไปเลย

ว่ากันตามอารมณ์ของ “ซือแป๋มีชัย” ที่แสดงอาการคาใจออกอากาศ ต่อกรณีที่

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตัดข้อเสนอที่คณะกรรมการร่างฯส่งถึง สนช.ให้บัญญัติว่า การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และการทำความเข้าใจต่อประชาชน

เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการร่างฯออกไป

เพื่อไม่ให้คณะกรรมการร่างฯไปชี้แจงกับประชาชน

ถึงขั้นที่นายมีชัยระบุ ต้องไปสอบถามทางรัฐบาล เพราะการไม่ให้คณะกรรมการร่างฯไปชี้แจงกับสาธารณะจะกระทบต่อการทำประชามติ

งานนี้คนระดับ “ซือแป๋” โวยวายเอง สะท้อนอาการ “ขบเหลี่ยม” ระหว่าง สนช.

กับทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” ตอกย้ำรอยร้าวลึกๆที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน

สนช.ออกมาซัดเปรี้ยงเลยว่า คณะกรรมการร่างฯไม่ได้ตอบโจทย์ตามที่ คสช.และแม่น้ำ 4 สายเสนอความคิดเห็นไป

ถึงจังหวะ “ซือแป๋มีชัย” ถูก “ตีกัน” ออกจากเกมบ้าง

ที่แน่ๆมันเป็นสัญญาณของสถานการณ์ “หลุดมือ” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้หลุดออกจากการคอนโทรลของนายมีชัยและ “21 อรหันต์ทองคำ”

เข้าสู่กระบวนการทำประชามติที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลทหาร คสช.

โดยหน่วยหลักที่จะต้องรับช่วงต่อก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้จัดการหลักให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

จะผ่านหรือถูกคว่ำ นายมีชัยกับทีม 21 อรหันต์ทองคำได้แค่ลุ้น

ภายใต้เครื่องหมายคำถามว่า รัฐบาลทหาร คสช.จะออกแรงเข็นประชามติเต็มที่เหมือนที่เทกแอ็กชั่น ออกตัวในช่วงแรกหรือไม่ ในเมื่อ “ใบสั่ง” ที่ออกแบบพิมพ์เขียวบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้รับการตอบสนองแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

โดยเฉพาะเหลี่ยมคุมเกมรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่สำคัญต่อการประคองอำนาจบนหลังเสือ

แน่นอนเมื่อฟังจากปากของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. พูดชัด ตอนนี้ให้ครอบครัวกำลังพล และโครงการ “ร.ด.จิตอาสา” ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงความสำคัญของการออกมาทำประชามติ และความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีความสำคัญตรงไหน และแตกต่างกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาอย่างไร

ทั้งนี้ คงไม่ใช่แค่รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิมากๆเพียงอย่างเดียว แต่ตนเองอยากให้ประชาชนรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสำคัญต่อเขาจริงๆ เพราะเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้องกันการโกง อีกทั้งยังมีมาตรการลงโทษผู้ที่มีอำนาจอย่างจริงจังและเด็ดขาด

จับอารมณ์จ่าฝูงกองทัพบก “พอใจ” ร่างกติกาใหม่ เหมือนที่นายกฯพอใจ

ตามรูปการณ์ขบวนเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

แต่มันก็มีจุดที่ต้องจับตากับสถานการณ์เล่นแรงกับฝ่ายต่อต้าน

ไล่ตั้งแต่สัญญาณขู่นำร่องแบบที่ว่า การปลุกระดมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญผิดกฎหมาย

แล้วก็จัดหนักกับนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ต่อเนื่องกับนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย โดนล็อกตัวเข้าปรับทัศนคติในค่ายทหาร

ปมเหตุมาจากการจุดเชื้อชนวนเกมคว่ำประชามติ

ยังมีช็อตที่ทหารจาก มทบ.33 ได้ควบคุมตัวชาวบ้านในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับขันสีแดงพร้อมแผ่นภาพถ่ายของอดีตนายกฯทักษิณและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่แจกประชาชนเนื่องในวันสงกรานต์ ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการส่งต่อไปยังศาลทหารเพื่อรับทราบข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานผิดกฎหมายความมั่นคง

ทหารไล่บี้ฝ่ายต้านถึงลูกถึงคน ในสถานการณ์เคลียร์พื้นที่ประชามติ

แต่เหมือนยิ่งกระตุกแรงต้านให้หนักขึ้นไปอีก.

ทีมข่าวการเมือง

บทดุสะท้อนแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/597617

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 มี.ค. 2559 05:01

 

29 มีนาคม ครบกำหนดดีเดย์

ตามคิวที่ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” นัดเปิดหีบโชว์ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายฉบับสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ

แม้เวลาอย่างไม่เป็นทางการตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ยังลากไปได้จนถึงวันที่ 1 เมษายน ถึงจะครบกำหนด “เส้นตาย” ตามกฎหมาย
แต่นายมีชัยประกาศชัด จะไม่มีการแก้ไขในเนื้อหาสาระสำคัญอีกแล้ว

นั่นหมายถึงคำตอบสุดท้าย “ปิดกล่อง” ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางบรรยากาศที่สัมผัสได้ถึงความร้อนขึ้นตามลำดับ สถานการณ์เริ่มเล่นกันแรงๆ

อย่างปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาป่าวประกาศเป็นเชิงมัดคอ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ให้รับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านประชามติ

โดนทหารบุกล็อกตัวไปปรับทัศนคติในค่าย

ต่อเนื่องกันเลยกับคิวของนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย

ที่โชว์หน้าโชว์ตัวเชียร์นายวรชัย เรียกร้องให้ผู้นำแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ตามแบบผู้เป็นอารยะ แต่กลับไม่ถูกใจท่านผู้นำจึงถูกดำเนินคดีในข้อหา “ปากไม่ดี” ทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ติดลบ

เลยเจอท็อปบูตเต็มรถฮัมวี่บุกไปพบถึงบ้าน

แม้จะไหวตัวหลบไปตั้งหลักทัน แต่ก็หนีไม่พ้น นายวัฒนาต้องเดินทางเข้าไปพบทหารในค่าย มทบ.11 ภายหลังเดินทางเข้ารายงานตัวกับศาลอาญา

ถึงจังหวะ “ไม่มีการละเว้น” พวกท้าทาย

สะท้อนอาการ “ซีเรียส” อารมณ์เครียดๆของทหารที่พร้อมตอบโต้กับฝ่ายต่อต้านแบบทันทีทันควัน สถานการณ์แตกต่างกับรอบปีแรกที่ คสช.เข้ามาพร้อมความหวังประชาชน

ขีดความอดทนต่อแรงยั่วของฝ่ายต่อต้านไม่สูงเหมือนเก่า

ซึ่งก็เป็นอะไรที่เดาทางได้ ในอารมณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” กับทีมงานท็อปบูต เล่นบทยักษ์กระชับกระบองในกำมือไล่ทุบพวกป่วน จัดการกับแรงเสียดทาน

มันก็แปรผันตามเงื่อนสถานการณ์ที่กดดันรัฐบาลทหาร คสช.รอบด้าน

ไหนจะสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีแต่ข่าวติดลบรายวัน แบบที่การส่งออกติดลบ แล้วยังต้องเจอภัยแล้งซ้ำ ตอกย้ำปัญหาปากท้องประชาชน

ประกอบกับเมกะโปรเจกต์ที่หวังจะกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจก็สะดุด พล.อ.ประยุทธ์ต้องประกาศล้มแผนก่อสร้างรถไฟกับทางการจีน มาเป็นการลงทุนเอง

เศรษฐกิจว้าเหว่ หันไปที่การปฏิรูปก็ยังเกิดการกั๊กเกมกันในฝ่ายคุมอำนาจประเทศไทย

ตามสถานการณ์ชิงเหลี่ยมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่เป็นไปตามพิมพ์เขียวที่ คสช.และแม่น้ำ 4 สาย ยื่นโจทย์ให้ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ และทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบกติกาพิเศษให้

แม้จะได้สิทธิจิ้ม “250 ส.ว.ลากตั้ง” ทั้งแผง แต่อำนาจส.ว.ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลงมติซักฟอกรัฐบาล รวมทั้งการเลือกนายกรัฐมนตรี ถูกตัดออกจากโพยใบสั่ง

นั่นหมายถึงเหลี่ยม “เจาะยาง” คุมเชิงรัฐบาลหลังการเลือกตั้งให้อยู่ในเส้นทางทำไม่ได้

คสช.ได้แค่คุมปริมาณ ส.ว. แต่อำนาจในการคุมเกมรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตกไปอยู่กับองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

“มีชัย” ล็อกเข้าเหลี่ยมขั้วอำนาจเก่าแก่ ทหารส่อเป็นแค่ม้าใช้ตามเคย

การประคองเกมอำนาจบนหลังเสือของ คสช.ประกันความชัวร์ไม่ได้

ที่อันตรายกว่านั้นก็คือกระแสทุจริตคอร์รัปชัน แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องพูดทะลุกลางปล้อง ต้องรีบจัดการกับพวกแอบอ้างชื่อตัวเองและผู้ใหญ่ใน ครม.หาประโยชน์จากโครงการรัฐบาล

เจอแต่สถานการณ์เครียดๆ ทหารฝืนใจดีไม่ไหวแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

ปชป.เมินข้อเสนอ คสช.หวั่นวิกฤติ : ปฏิรูปล้มเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596931

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2559 05:01

 

ถ้าหยิบยื่นสิ่งที่ดีให้ประชาชน แล้วประชาชนเชียร์ขึ้นมา ผมว่าประเทศเดินหน้า แต่ยังไม่สัมผัสถึงอารมณ์นั้นเลยว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญที่ดี ทำให้หลุดพ้นจากปัญหา”

มุมมองของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการสะท้อนความคิดเห็นระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าวการเมือง ซึ่งเป็นมุมมองที่ผ่านการจับสังเกตอารมณ์สังคมที่มีต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กำลังจะคลอดออกมาให้ยลโฉมในอีกไม่กี่อึดใจ

นายอภิสิทธิ์มองถึงปัญหาในอนาคตถ้ามีการยกมือให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ผ่านประชามติที่จะมีขึ้นว่าจะส่งผลต่อบ้านเมืองอย่างไร โดยระบุว่า ปัญหาของประเทศเวลานี้คือเราตกอยู่ในภาวะทางเลือกจำกัดมาก ถ้าจะผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ผ่านโดยไม่ได้เห็นดีเห็นงามเท่าไรนัก

ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ไม่ยอมบอกว่า

อะไรจะเกิดขึ้น ความเสี่ยงที่เห็นอยู่คือได้ฉบับหนักกว่านี้ เสี่ยงสูงว่าจะได้รัฐธรรมนูญไม่ดี และจะเกิดความขัดแย้งต่อไปในอนาคตอย่างรุนแรง

การทำประชามติ ไม่ควรจะเป็นทางเลือกแบบนี้ ควรเป็นทางเลือกที่ชัดเจนว่าจะเอาฉบับใหม่ หรือฉบับที่ใช้อยู่ เพราะฉบับที่ใช้อยู่เคยผ่านประชามติมาแล้ว มันก็มีเหตุผลของมัน

แต่พอเป็นอย่างนี้กระบวนการประชามติประชาชนตัดสินใจบนความยากลำบากมาก มีปัจจัยอื่นเข้ามาอีก ประชาชนบางส่วนบอกว่าอยากเลือกตั้ง คิดแต่ว่าให้มันจบๆไปจะได้เลือกตั้ง

ถ้าเป็นอารมณ์แบบนี้สิ่งที่ คสช.กลัวมันจะเกิด ก็คือระบบการเมืองยังไม่ได้รับการปฏิรูปแก้ไขลงตัว สุดท้ายคือไปตายเอาดาบหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะรับหรือไม่รับในแง่ของประชาชน เราเดาใจไม่ได้ แต่อารมณ์ที่เราจับได้ในขณะนี้คือไม่มีใครออกมาเชียร์ว่าฉบับนี้คือสิ่งที่แก้ปัญหา

ในทัศนะผม ถ้ามันดีแล้วผ่าน มันดีที่สุดสำหรับประเทศ ถ้าเราต้องเลือกระหว่างไม่ดีแล้วผ่าน กับไม่ผ่านเลย มองยากว่าอะไรจะดีกว่ากันสำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญไม่ได้ชี้ขาด

ทุกเรื่อง แต่ถ้าดีมันก็ดีกว่ารัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในตัวของมันเอง

จุดเดียวที่คนชอบ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือวันที่ขนานนามว่าเป็นฉบับปราบโกง ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่บอกว่าเดี๋ยวมีบทเฉพาะกาล 5 ปีแล้วจะดีเอง อะไรที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาประเทศ หรือหลักการประชาธิปไตยมันเสื่อมไป เราก็เป็นห่วงว่าจะสร้างปัญหาในวันข้างหน้า

สิ่งที่ทำให้คนไม่สบายใจคือเราจะเห็นว่าตั้งแต่ครั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจนถึงครั้งนี้แทนที่ คสช.หรือแม่น้ำจะกี่สายก็แล้วแต่ จะพูดถึงโจทย์ปัญหาของประเทศ สิ่งที่ต้องการแก้ไขและความห่วงใยให้ครบตั้งแต่ต้น

แต่ปล่อยให้ตัว กมธ.ยกร่างฯต่อมาเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขาไปคิดหรือทำอะไรจนจบ เสร็จแล้วตอนท้ายจะโยนข้อเสนอออกมา แต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่มาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งพยายามแสวงหากลไกที่จะมาครอบงำตัวรัฐบาลหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

อย่างข้อเสนอเรื่อง ส.ว.200 คนมาจากการแต่งตั้ง อีก 50 คน มาจากการเลือกไขว้ ให้ 6 ที่นั่งกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการให้ข้าราชการประจำมาเป็นนักการเมือง 6 คนนี้คือฝ่ายความมั่นคงทั้งหมด ถามว่าสิทธิเสียงเขาเท่าคนอื่นหรือไม่

ถ้าสิทธิเสียงเท่า 250 คน ถามว่า 6 คนจะมาทำอะไรได้ ถ้าสิทธิเสียงบอกว่าไม่เท่า ผมก็เรียกว่าเป็นวิป ถ้ามาเป็นวิปเป็นเรื่องแปลกไปเลย เท่ากับฝ่ายความมั่นคงมาเป็นสภาสูงของประเทศ

อยากจะเตือนว่าที่คิดว่าจะแก้ปัญหา ผมว่าจะซ้ำเติมปัญหา วันนี้ทุกคนคิดถึง ส.ว. 5-6 คน แล้วไปหลับตานึกว่าคือ คสช. ตามจริงมันไม่ใช่ ปีแรกอาจเป็นคนที่ คสช.คัดเข้าไปเข้าใจว่าโดยตำแหน่ง

พอปีที่ 2 นายกฯจะเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแต่งตั้ง ผบ.ก็ต้องมองว่าคนเหล่านี้นอกจากมาเป็น ผบ.แล้ว ยังมายุ่งการเมืองด้วย การโยกย้ายแต่งตั้งจะหนักขึ้นไปอีก ต้องถามตรงๆว่า คสช.ตอนท่านเป็นข้าราชการประจำ จำไม่ได้หรือว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา

วันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ.ท่านก็ให้สัมภาษณ์ว่านายกฯเป็นผู้บังคับบัญชาจะให้ขัดก็ไม่ได้ บางเรื่องท่านอาจไม่เห็นด้วย แต่ขยับไม่ได้ ทำไมถึงคิดว่า

ในอนาคต ผบ.และหลายๆคนที่อยู่ในระบบราชการถูกแต่งตั้งจะสามารถมาทำหน้าที่ตรงนั้นได้

มีคนพูดง่ายๆมากว่าถ้าเอาตามข้อเสนอ คสช.แล้วจะไม่มีปฏิวัติ เพราะ ส.ว.ไปล้มรัฐบาล ผมถามว่าถ้ารัฐบาลที่ถูกล้ม มีผู้สนับสนุนครึ่งประเทศ ถ้า ส.ว.ล้มเขา เขาจะอยู่เฉยหรือไม่

สุดท้ายก็เกิดปฏิกิริยาแล้วป้องกันการปฏิวัติหรือไม่ ก็ไม่แน่อีก เข้าใจว่าตรงนี้มาจากความกังวล แต่ไม่ได้คิดในเชิงระบบ จึงเป็นจุดที่หาคำตอบไม่ได้และกลายเป็นจุดนำไปสู่ความขัดแย้งมาก

สิ่งนี้ทำให้เกิดความหวาดระแวงเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจ เมื่อมีสิ่งที่กระทบกับอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็จะเกิดความตึงเครียดขึ้นมาทันที

ผมเข้าใจความห่วงใยของ คสช.ว่าไม่อยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาย้อนกลับไปที่เดิมหรือสูญเปล่า

สำหรับการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมาของ คสช.คนพอใจคือทำให้เกิดความสงบ บังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมา ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์

แต่ทิศทางหลักของประเทศ เราไม่เห็นจริงๆ เอาง่ายๆคนที่เรียกร้องเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งในการชุมนุมก่อนหน้านี้ เอาข้อเสนอมาดู เช่น เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุจริตไม่มีอายุความ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปสื่อมวลชน ยังไม่มีสักเรื่องหนึ่งเลยที่ได้คำตอบ

พวกเราสนับสนุนการปฏิรูป ไม่เคยเร่งรัดเรื่องเลือกตั้ง ให้เวลา 2 ปีเพื่อเดินเรื่องปฏิรูป เหลือปีกว่าๆทำให้ชัดได้หรือไม่ ทำให้สังคมมองเห็น ถ้ายังไม่ชัดเจนและพยายามมาขอว่าจะดูแลอะไรต่อไปมันไม่มีคำตอบให้สังคม

สำหรับระยะเวลาน้อยไปหรือไม่สำหรับการปฏิรูป ผมท้วงตั้งแต่ต้นว่าการปฏิรูปต้องประกอบด้วย วิสัยทัศน์ หลักการ แรงสนับสนุนจากประชาชนและเอานักเทคนิคมาทำ แต่ไม่ได้เริ่มจากตรงนี้ตั้งแต่ต้น

การปล่อยให้ปฏิรูปไปอยู่ในมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งไม่มีอำนาจ และต่อมาคือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งไม่มีอำนาจเช่นกัน เท่ากับเวลา 2 ปี สูญไปโดยไม่ได้ขยับอะไร เวลาก็เกือบจะหมดแล้ว ที่ผ่านมาไม่มีการกำหนดหลักการใหญ่ก่อนว่าปฏิรูปคืออะไร

เคยเสนอว่าการปฏิรูปคือเพิ่มอำนาจประชาชน ลดอำนาจรัฐ เวลามีใครเสนอขึ้นมาจะเทียบดูได้ว่าเป็นไปตามหลักการนี้หรือไม่ ไม่ใช่ใครอยากเปลี่ยนแปลงอะไรก็อ้างปฏิรูปหมด

วันนี้อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.หัวหน้ารัฐบาล ประชาชนยังให้ความเชื่อถือ ให้ตัดสินใจเรื่องหนักๆตรงนี้ กำหนดทิศทางในเวลาที่เหลือให้เดินไป แม้ไม่มีทางทำเสร็จภายใน 2-3 ปี

หากกำหนดทิศทางที่ชัด กระแสสังคมมาหนุน มันเดินได้เอง เช่น ถ้าประกาศเรื่องทุจริตคอร์รัปชันแล้วประชาชนขานรับถึงเวลาเลือกตั้งสังคมกดดันเองว่าจะทำต่อหรือไม่ ถ้าทุกพรรคถูกกดดันปฏิรูปก็สำเร็จ

ถ้าไปทำอะไรมาประชาชนไม่รู้ว่าไปทางไหน ไม่เข้าใจว่าดีหรือไม่ดี ถึงเวลาเลือกตั้งปรากฏว่าทุกคนไปแข่งขันกันเรื่องอื่นหมด รัฐบาลใหม่เข้ามาก็เป็นเรื่องที่สูญหาย ฉะนั้นหัวใจอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย ยุทธศาสตร์ 20 ปี ไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมการอะไรที่จะตามมา

คสช.วางไว้ว่า ส.ว. 250 คนจะมาเดินงานปฏิรูป แต่คำถามคือเดินปฏิรูปอะไร หลักคิดมาจากไหน การปฏิรูปที่สำเร็จทั่วโลก ก็ต่อเมื่อสังคมหนุน แต่ ส.ว.ไม่ได้มาจากสังคมในวงกว้าง การปฏิรูปเดินยาก

โจทย์ของประเทศไม่ใช่เปลี่ยนผ่าน 5 ปี 6 ปี แต่คือการเมืองดีขึ้นหรือไม่ ถ้าวางกติกา ป้องกันการโกง ป้องกันการใช้อำนาจมิชอบ ถ้ามีกลไกเหล่านี้ปัญหาสังคม ปัญหาทางการเมืองก็แก้ได้ ถ้า 5 ปีไปฝากความหวังไว้กับคนกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนั้นจะกลายเป็นคู่ขัดแย้ง

ฉะนั้นข้อเสนอเรื่องการปราบการทุจริต การจำกัดไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต อย่าให้ไปแทรกแซงองค์กรอิสระ เราอยากเรียกร้องให้เขียนให้ชัดเรื่องการปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปฝ่ายความมั่นคงทั้งหมด ตำรวจ ทหาร ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ผมและพรรคประชาธิปัตย์ไม่คัดค้านเลย

อยากจะย้ำฝากไปยัง คสช.ว่าต่อไปวันข้างหน้าหากเกิดอะไรขึ้น จะตกหนักที่ท่าน ถึงอยากให้จัดลำดับความสำคัญ ผมรู้ว่าท่านอยากทำอะไรเยอะ

สุดท้ายทุกอย่างไม่ดีขึ้น คนจะจำว่าเป็นความล้มเหลวของ คสช.

ทีมการเมือง

ลุ้นบทเฉพาะกาล รธน. “ชิงอำนาจ” เปลี่ยนผ่าน : คสช.ไม่ได้ยาแรง ตัวแปรประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596479

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 มี.ค. 2559 05:01

 

ผ่านโค้งสุดท้าย เข้าสู่ทางตรงก่อนถึงเส้นชัย

ตามสถานการณ์ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายที่จะครบกำหนดตามปฏิทินที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุไว้จะเปิดเผยต่อสาธารณะได้ในวันที่ 29 มีนาคมนี้

พร้อมส่งให้รัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ภายใต้ภาวะ “ขบเกลียว” กัน ระหว่างรัฐบาล คสช.ในฐานะผู้ถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ กับคณะกรรมการร่างฯที่ต้องแบกหลักการ ยึดเอากติกาส่วนรวมของคนทั้งประเทศเป็นที่ตั้ง

ตามปรากฏการณ์สะท้อนจากการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเสนอแนะจาก คสช.และแม่น้ำ 4 สาย

ออกมาในมุมภาษาข่าวเรียกว่า รื้อ “ใบสั่ง”

นั่นก็เพราะเทียบกันระหว่างข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญจาก คสช.ที่ลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.ส่งให้คณะกรรมการยกร่างฯ

อันมีปมสำคัญประกอบด้วย ควรเขียนรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลให้มี ส.ว.ชุดแรกมาจากการสรรหา ให้มีจำนวน 250 คน มาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระ และเป็นกลาง 8-10 คน มีวาระ 5 ปี โดยให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. เข้ามาเป็น ส.ว. ได้โดยตำแหน่ง

มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ

รวมทั้งควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรม

อีกทั้งยังเสนอให้กำหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ควรให้ใช้บัตร 2 ใบ ใบแรกใช้เลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น มี ส.ส.ไม่เกิน 3 คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน ให้นับคะแนนเรียงลำดับลดหลั่นจนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ใบที่สอง สำหรับเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน

และไม่เห็นด้วยที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อก่อนการเลือกตั้ง เพราะอาจจะไม่เหมาะสมและอ่อนไหวต่อระยะเปลี่ยนผ่าน

พูดได้ว่า คสช.ขอใช้ “ยาแรง” เพื่อคุมสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่ในชั้นแรกเลย นายมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้จัดให้ตามใบสั่ง

ไล่ตั้งแต่ประเด็นการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ คสช.ต้องการให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เขตเลือกตั้งเขตใหญ่ แต่คณะกรรมการร่างฯ ไม่ได้กำหนดเนื้อหาส่วนนี้ไว้ในบทเฉพาะกาล โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวและรูปแบบวิธีนับคะแนนตามแบบเดิมของคณะกรรมการร่างฯ

ส่วนที่มา ส.ว.จะให้เขียนในบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่านระยะแรก 5 ปี ให้ ส.ว.มาจากการสรรหาจำนวน 250 คน โดย 200 คนให้มาจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาที่ตั้งโดย คสช. อีก 50 คนให้มาจากการเลือกไขว้จาก 20 กลุ่มอาชีพ ที่สมัครและเลือกไขว้กันมาตั้งแต่ระดับอำเภอถึงจังหวัด

โดยยกเว้นให้ ส.ว. 6 คน สามารถเป็นข้าราชการประจำได้ โดยไม่ได้ระบุว่า ต้องเป็นผู้นำเหล่าทัพ ขึ้นอยู่กับ คสช.จะเลือก

ส่วนหน้าที่ ส.ว.เป็นไปตามปกติ ให้มีอำนาจผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปร่วมกับ ส.ส. สำหรับการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในบทการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกทั้ง 2 สภามีส่วนร่วมอยู่แล้ว แต่คำขอให้ ส.ว.กำกับดูแลฝ่ายบริหาร ขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจ คณะกรรมการร่างฯเห็นว่าหน้าที่ดังกล่าวควรเป็นอำนาจของ ส.ส. จึงไม่กำหนดส่วนนี้ไว้

เช่นเดียวกับคำขอให้งดเว้นการเสนอ 3 รายชื่อนายกฯก่อนการเลือกตั้ง คณะกรรมการร่างฯก็มองว่า การจัดตั้งรัฐบาลต้องเป็นเรื่องของ ส.ส. จึงกำหนดส่วนนี้ให้ต้องทำตามกระบวนการปกติก่อน หากพรรคการเมืองไม่สามารถเลือกนายกฯได้ จึงกำหนดให้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง ยื่นขอเปิดประชุมร่วมกับวุฒิสภา เพื่อขอมติ 2 ใน 3 ของที่ประชุมรัฐสภาให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯนอกบัญชีรายชื่อได้

ประเมินแล้ว คณะกรรมการร่างฯจัดให้แค่ 1 ใน 4 ของพิมพ์เขียว คสช.

อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่นายมีชัยได้นำทีม “21 อรหันต์ทองคำ” คณะกรรมการยกร่างฯ ไปทบทวนเนื้อหาในช่วงสุดท้ายกันที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในสถานการณ์ที่ยังไม่ได้ “ปิดกล่อง” เสียทีเดียว

มันก็มีจังหวะถอยอีกก้าว เพราะคณะกรรมการร่างฯได้ยอมปรับเพิ่มตามหลักการที่ได้รับข้อเสนอมาจาก คสช. โดยประเด็นที่มา ส.ว.สรรหากำหนดให้มี ส.ว. 250 คน โดย 200 คนแรก มาจากคณะกรรมการสรรหา 9 คนที่ คสช.แต่งตั้ง เพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมไม่เกิน 400 คน ก่อนเสนอชื่อให้ คสช.คัดเลือกเหลือ 194 คน

โดยให้อีก 6 คนมาจากคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพรวม 6 ตำแหน่ง

ส่วน ส.ว.อีก 50 คน ให้มาจากการเลือกไขว้ตามเดิม โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนรับผิดชอบ และให้สรรหามา 200 คน ก่อนให้ คสช.คัดเลือกให้เหลือ 50 คน และสำรองไว้อีก 50 คน โดยหน้าที่ของ ส.ว.คือติดตามการปฏิรูปประเทศ

สรุปเลยว่า กระบวนการคัดเลือก ส.ว.สรรหาอยู่ในมือ คสช.ทั้ง 250 คน

ณ จุดนี้คณะกรรมการร่างฯจัดเพิ่มให้ตามพิมพ์เขียว คสช.ในระดับที่ “พบกันครึ่งทาง”

ในอารมณ์อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์นักข่าวภายหลังเดินทางกลับจากประเทศจีนถึงการปรับแก้บทเฉพาะกาล

ยืนยันว่า เป็นตามนั้น เป็นการหารือร่วมกันทั้งหมด

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ระบุ แล้วแต่คณะกรรมการร่างฯ อย่าคิดว่าเป็นการพบกันครึ่งทาง

อะไรรับได้ก็รับ อะไรรับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ

ตามอาการของ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร เหมือนว่า ไม่ติดใจแล้ว

อย่างไรก็ดี หากย้อนไปก่อนหน้านี้ ประเมินจากท่าทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันชัดเจน พูดกันชัดถ้อยชัดคำถึงความจำเป็นต้องใช้ “250 ส.ว.สรรหา” ในการคุมเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน

ประสานเสียงกับ พล.อ.ประวิตรที่ยืนกราน คสช.ต้องการตามข้อเสนอแนะที่ส่งไป ถ้าคณะกรรมการร่างฯพิจารณาให้ไม่ได้ ก็ต้องมีคำอธิบาย

หรือแม้กระทั่งการทิ้งทุ่นไว้ในนาทีก่อนหน้าจะรู้มติของคณะกรรมการร่างฯ พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดกันชัดๆแบบที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ทำออกมาแบบที่ คสช.ส่งข้อเสนอด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้ ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนด้วย

ออกแนว “ล็อกคอขู่” กันเป็นนัย

จับอาการของหัวขบวน คสช. นั่นหมายถึงไฟต์บังคับต้องได้แบบที่ขอไป

แต่คณะกรรมการร่างฯตอบโจทย์แบบ “พบกันครึ่งทาง” ก็ถือว่าไม่ได้ดั่งใจ

เรื่องของเรื่อง ปมมันไม่ได้อยู่แค่การที่ คสช.มีอำนาจจิ้ม ส.ว.สรรหาแค่นั้น แต่เหลี่ยมสำคัญมันอยู่ที่การใช้ 250 ส.ว.สรรหา เป็นเครื่องมือหลักในการคุมเกมการเมือง

โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่รู้กันอยู่ว่ามันเป็นเหลี่ยมของ คสช.ในการกำกับรัฐบาลหลังการเลือกตั้งให้อยู่ในเส้นทาง

ถ้าออกนอกลู่ก็ “เจาะยาง” ได้

แต่จากผลของการรื้อใบสั่ง ทีม “21 อรหันต์ทองคำ” ของ “ซือแป๋มีชัย” แก้โจทย์ตามสูตรพบกันครึ่งทาง มันทำให้สถานการณ์พลิก คสช.ไม่สามารถคุมเกมการเมืองในสภาหลังการเลือกตั้งได้เต็มมือ

การประคองอำนาจบนหลังเสือไม่มีหลักประกันความชัวร์

ตรงกันข้าม อำนาจก็จะตกไปอยู่กับองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

สูตรเดิมที่นายมีชัยวางเหลี่ยมไว้ตามแนวของฝ่ายอำนาจเก่าแก่

ตามรูปเกมเมื่อชิงบทเฉพาะกาลคุมอำนาจเปลี่ยนผ่านไม่ได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ สุดท้ายทหารก็เป็นเพียงแค่ “ม้าใช้” อีกตามเคย

งานนี้ยังไงท็อปบูตก็ไม่แฮปปี้

แม้ พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตรจะแสดงท่าทีไม่ติดใจ หลีกเลี่ยงอาการระแวงทหารยื้ออำนาจ

แต่จุดที่ต้องจับตาก็คืออาการที่สะท้อนผ่านทางนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มือกฎหมายผู้ใกล้ชิดกับฝ่ายทหาร ที่พูดชัดเลยว่า คณะกรรมการร่างฯไม่ได้ตอบโจทย์ตามข้อเสนอของ คสช. ดังนั้น คณะกรรมการร่างฯต้องทบทวน และอาจต้องหารือกันในแม่น้ำ 4 สายอีกรอบ

นี่น่าจะเป็นคำตอบที่สะท้อนเบื้องลึกของ คสช.ได้เป็นอย่างดี

และนั่นก็เป็นอะไรที่ต้องวิเคราะห์กันให้ดี ถ้าสุดท้ายแล้วบทเฉพาะกาลออกมาในฟอร์มที่ไม่ตอบโจทย์ตามใบสั่ง คสช.ในลักษณะนี้

จะมีผลต่อการประชามติหรือไม่อย่างไร

ตามรูปการณ์ก่อนหน้าที่ทหารออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้นักศึกษาวิชาทหาร (ร.ด.) ออกรณรงค์ หรือการเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล บล็อกหัวคะแนนนักการเมืองในพื้นที่ต่างๆเพื่อเคลียร์เกมป่วนของฝ่ายต้านประชามติ

เมื่อสถานการณ์พลิก คสช.ไม่ได้ “ยาแรง” อย่างที่ตั้งใจ

ท็อปบูตจะยังเต็มที่อยู่หรือเปล่า

เอาเป็นว่า ตามกติกา ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ อำนาจก็จะกลับมาอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์จะจัดการออกแบบกติกาอย่างไรก็ได้ เพื่อประกาศใช้ก่อนเลือกตั้ง

เข้าทางทหารเต็มๆ ไม่ต้องไปพึ่งจมูกใครหายใจ

และทั้งนี้ทั้งนั้น ตรงจุดนี้ก็จะกระตุกนักเลือกตั้งอาชีพเองต้องชั่งน้ำหนักกันใหม่ กับการตั้งธงจะคว่ำประชามติ ไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

เมื่อสถานการณ์พลิกออกมารูปนี้ จะยังเดินแต้มให้เข้าเหลี่ยมทหารหรือไม่

เพราะไม่มีหลักประกันว่า จะไม่เจอบทโหดกว่า

ไปๆมาๆสถานการณ์รัฐธรรมนูญ ได้ “วัดใจ” กันทุกฝ่ายเลย.

ทีมการเมือง

สองขั้วยังจูนไม่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596400

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 มี.ค. 2559 05:01

 

ออกแอ็กชั่นโชว์ลูกเด็ดขาดในช่วงหลังอย่างต่อเนื่อง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

ทริปล่าสุดส่งสัญญาณเข้มข้ามประเทศ ระหว่างการเดินทางไปเยือนประเทศจีน พบปะหารือ นายหลี เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน
ทุบโต๊ะชี้ขาดโปรเจกต์ใหญ่ ยอมลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร ด้วยตัวเอง ไม่ขอพึ่งพาร่วมทุนกับประเทศจีน

ประกาศปิดจ๊อบต่อรองเรื่องรถไฟความเร็วสูง แก้เผ็ดลูกเขี้ยวจีน เพราะมั่นใจในศักยภาพประเทศไทยดำเนินการเองได้ ไม่จำเป็นต้องง้อเงินลงทุนจากแดนพญามังกร

หัวหน้า คสช.โชว์เพาเวอร์ผู้นำต่อเนื่อง ต่อจากการประกาศใช้อำนาจมาตรา 44 ไป 2 รอบ ภายในช่วงเวลาห่างกันไม่ถึงสัปดาห์ ทั้งการชะลอการจัดการเลือกตั้งนายกสภาทนายความ และการยกเครื่องปฏิรูปการศึกษาในระดับภูมิภาคครั้งใหญ่

เรียกความศักดิ์สิทธิ์จากกระบองยักษ์ มาตรา 44 กลับมาอยู่ในมือตามแบบฉบับผู้นำทหาร คอนโทรลเกมอำนาจ เบรกแรง

กระเพื่อมโค้งสุดท้ายการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามปั่นกระแสสร้างความเข้าใจผิด

ในภาวะที่ดีลการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ลงล็อก

ภายใต้ภาวะขบเหลี่ยมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับเครือข่ายอำนาจพิเศษ เนื่องจากทีมงาน 21 อรหันต์ ยังมีท่าทีแข็งขืน

ชูโมเดล “พบกันครึ่งทาง” ไม่ทำตามออเดอร์ “แป๊ะขอมา” แบบเป๊ะๆ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้าง ส.ว.สรรหา

จนคีย์แมนแม่น้ำหลายสายต้องส่งสัญญาณทุบโต๊ะกันเหนื่อย กดดัน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เสียเหลี่ยม ยอมกลืนน้ำลาย พลิกมติเนื้อหาบทเฉพาะกาลแค่ชั่วข้ามคืน

ประเคนอำนาจการเฟ้นหา 250 ส.ว.ลากตั้ง ใส่มือ คสช.ทั้งในส่วนการสรรหาของ คสช. 200 คน และการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ 50 คน

เบ็ดเสร็จหนีไม่พ้น คสช.กินรวบ จิ้มโผ ส.ว.ลากตั้งเองทั้งหมด พ่วงการล็อกสเปกให้ 6 บิ๊กเหล่าทัพตีตั๋วยึดเก้าอี้ล่วงหน้า นั่งคุมเกมการทำงาน ส.ว.ลากตั้ง

เดินตามคอนเซปต์ “ปลาน้ำเดียว” ให้ คสช.เลือก ส.ว.เองทั้งหมด เพื่อให้การทำงานในสภาสูงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ไม่กล้าเสี่ยงให้ ส.ว.ช่วงเปลี่ยนผ่านเป็น “ปลาหลายน้ำ” ยากต่อการกดปุ่มควบคุมการทำงาน

ฝ่ายอำนาจพิเศษยิงสัญญาณเอาแน่ ล็อกสเปก ส.ว.ลากตั้ง คอยคานอำนาจฝ่ายการเมือง ห้ามแตกแถว ภายหลังปลดล็อกคืนสนามเลือกตั้ง

ไล่ทุบ ไล่บีบ กรธ.เดินตามธงที่วางไว้

ขณะที่เซียนกฎหมายอย่าง “ซือแป๋มีชัย” หนึ่งในทีมงาน คสช. เจนสนามการเมืองมาโชกโชน ย่อมรู้จักการผ่อนจังหวะ ในช่วงสถานการณ์ไฟต์บังคับ

ยอมถอย ลดแรงเสียดทาน เล่นตามใบสั่งฝ่ายอำนาจพิเศษแบบหน่อมแน้ม แค่ปมจำนวน ส.ว.ลากตั้ง

แต่ยังคงหลักการใหญ่เรื่องการมีบัตรเลือกตั้งใบเดียว และการให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากโพยที่พรรคการเมืองเปิดชื่อล่วงหน้า
ไว้แล้วเท่านั้น หากต้องการนายกฯนอกโพย ต้องใช้เสียง ส.ส.-ส.ว. 2 ใน 3 เพื่อฉีกเงื่อนไข

ดูตามรูปการณ์หนทางแย้มประตูใช้นายกฯคนนอกตามที่มีการดักคอกัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีเสียง ส.ส.–ส.ว.สนับสนุนสูงถึง 500 จาก 750 คน

โดยเฉพาะหลักการที่เป็นเขี้ยวเล็บพิเศษ เรื่องการติดดาบให้ ส.ว.ลงมติซักฟอกรัฐบาลตามที่ คสช.เสนอสอดไส้เข้ามา แต่ กรธ.ก็ยังแข็งขืนไม่ใส่ลงในบทเฉพาะกาล

แม้ คสช.จะจิ้มเลือก ส.ว.ลากตั้งเข้ามายกแผง แต่ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเรื่องลงมติซักฟอกรัฐบาล

กรธ.ตีกันท็อปบูต ไม่ปล่อยให้มีอำนาจเลยเถิดถึงขั้นไล่เจาะยางรัฐบาลเลือกตั้งได้สะดวก

เหลี่ยมยี่ห้อ “มีชัย” ไม่ยอมเสียคนตอนแก่ เดินตามใบสั่งทุกเรื่อง ให้เสียเครดิตมือหนึ่งประเทศด้านกฎหมาย ที่ใครจะมากดปุ่มสั่งได้ง่ายๆ

แม่น้ำสองสายใหญ่ “กรธ.–คสช.” ยังทิ้งร่องรอยขบเหลี่ยม จูนกันไม่ลงตัว

ขั้วอำนาจเก่าแก่ไม่ยอมให้กองทัพกดปุ่มตีกินกันง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง