แฝงศึกอ๋องกฎหมาย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/595846

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 มี.ค. 2559 05:01

 

ดูเหมือนจะจบ หลังจากศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช. นำทีมผู้ว่าการ สตง. เลขาธิการ ป.ป.ท. และรองเลขาธิการ ป.ป.ช.

ตั้งโต๊ะแถลงการตรวจสอบการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์

ประสานเสียง สอบไม่พบพิรุธการทุจริตในทุกประเด็น

แต่ที่ทำให้มหากาพย์ราชภักดิ์ที่เป็นปมร้อนมากว่าครึ่งค่อนปี ทำท่าจะมีตะกอนค้างคาต่อไป ก็เพราะในการแถลงของ ศอตช. “บิ๊กต๊อก” ดันตอบคำถามของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่มาสังเกตการณ์

และยิงข้อสงสัย ปม “หัวคิว” หรือ “ค่าที่ปรึกษา”

โดยพาดพิงถึง “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีต ผบ.ทบ. ในฐานะประธานมูลนิธิราชภักดิ์เคยเอ่ยถึงปมนี้

ตามที่ “บิ๊กต๊อก” ออกมาตอบคำถาม โดยระบุ ได้สอบถาม พล.อ.อุดมเดชยอมรับว่าพลาดพูดออกไปเพราะไม่เข้าใจ จึงใช้คำว่าหัวคิว

แต่ทั้งนี้เมื่อผลสอบไม่พบการทุจริต ได้ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่แล้ว

“ต่อไปจะส่งเรื่องดังกล่าวให้ทาง ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบต่อไป”

ทิ้งทุ่นไว้แบบนี้เหมือนโยนเรื่องต่อส่อไม่จบ

ชนิดที่ “บิ๊กโด่ง” ต้องออกมาอธิบายซ้ำ โดยเฉพาะย้ำชัดๆ ไม่เคยยอมรับปม “หัวคิว” และได้อธิบายแล้ว รังเกียจคำว่าหักหัวคิว แต่ก็ยังงมงายอยู่ในคำเดิม ไม่ยอมฟังอะไรกัน

“ในเมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด ยังจะเอาอะไรอีก”

เสียงเข้มๆของ “บิ๊กโด่ง” แม้จะออกตัวไม่มีปัญหากับ พล.อ.ไพบูลย์ เพราะต่างคน ต่างทำงาน ไม่เกิดปัญหาช่องว่างในรัฐบาล แต่ก็เห็นอาการ “คาใจ” ของ รมต.สายท็อปบูตในรัฐบาล

คู่ที่ถูกจับตา “เกาเหลา” ขบเหลี่ยมตั้งแต่เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.กันมาแล้ว

คิวนี้เลยจบแบบมีตะกอนตกค้างใจ

แต่ที่กำลังร้อนเลย คือโปรแกรมใหญ่คิวร่างรัฐธรรมนูญโค้งสุดท้าย เมื่อตัวละครเอก “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตอบกลับ แปรรูป 3 ข้อเสนอของ คสช.

โดยล่าสุดยอมแก้ไขอีกรอบ ปม ส.ว.สรรหาจากที่ คสช.เสนอ 250 คน ถูกหั่นเหลือ 200 คน แต่ให้คง 6 โควตาบิ๊กเหล่าทัพเป็นโดยตำแหน่ง ส่วนอีก 50 ที่นั่งให้มาจากการเลือกตั้งอ้อมตามกลุ่มอาชีพ และยึดดาบซักฟอกรัฐบาล

แน่นอนต้องจับตาไปที่แม่น้ำ 4 สาย โดยเฉพาะ คสช.–รัฐบาล เอาอย่างไร

และ ณ จุดนี้ ก็น่าจะออกไปในแนวหยวนๆ บรรดาห้องเครื่องพิเศษส่งสัญญาณมาแล้ว แค่แจ้งเหตุผลและความจำเป็นในสถานการณ์ ต่อ กรธ. เมื่อออกมารูปแบบนี้ ก็น่าจะ “พอรับได้”

โดยเฉพาะที่ต้องฟังสุ้มเสียง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุคิวนี้ต้องเป็นไปตามความเห็นของ กรธ. เพราะเป็นคนร่าง มีอำนาจหน้าที่ตรง

“ป.พี่รอง” อีกแก่นแกนสำคัญอำนาจพิเศษ เปิด “ไฟเขียว”

ก็ต้องรอดูท่าที “ป.คนสำคัญ” อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ที่เดินทางกลับจากภารกิจในต่างประเทศอีกรายก็น่าจะชัด

จะมีก็แต่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ที่เห็นว่า

กรธ.ไม่ตอบโจทย์ข้อเสนอ คสช. ดังนั้น กรธ.ต้องทบทวน และอาจต้องหารือกันในแม่น้ำ 4 สายอีกครั้ง

และท่าทีแข็งกร้าวของนายพรเพชรก็ต้องจับตา เพราะรายนี้นอกจากเป็นอีก 1 ในหัวขบวน สนช. แม่น้ำอีกสาย ยังถือเป็นกุนซือที่สายสัมพันธ์แน่นปึ้กกับบิ๊กๆ คสช.

และถูกมองอาจเป็นอ๋องกฎหมาย เบื้องหลัง 3 ข้อเสนอ คสช.

เรียกว่าถึงห้วงสำคัญปมร่างรัฐธรรมนูญผ่านโค้งสุดท้ายเข้าสู่ทางตรง ก่อนเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ก็ต้องติดตามร่างสุดท้ายที่ออกมาจะพิสูจน์ทราบ

คิวเห็นต่าง จะเป็นแค่การสลับหน้ากันเล่นคนละบท การไว้เชิงเพื่อรักษาทรงของ “ซือแป๋” หรือการเปิดศึกชิงการถือดุลช่วงเปลี่ยนผ่าน ระหว่าง “ท็อปบูต” กับ “ขั้วอำนาจเก่าแก่”

แต่ที่เห็นชัด ธงหลักวางหมาก “คุมยาว” อยู่เช่นเดิม.

ทีมข่าวการเมือง

มุกนี้ท็อปบูตหลุดเฟรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/595305

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 มี.ค. 2559 05:01

 

“พบกันครึ่งทาง” ตามฟอร์มกับสูตรที่ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” ปรับแก้โจทย์ตามใบสั่งของ คสช.และแม่น้ำ 4 สาย

จัดให้ “ส.ว.ลากตั้ง” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 250 คน

แต่แบ่งเป็น คสช.สรรหาแค่ 200 คน ส่วนอีก 50 คน เป็นการสรรหาจากผู้ได้รับเลือกตามสาขาวิชาชีพตามแบบที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญออกแบบไว้

และตัดอำนาจ ส.ว.ในการร่วมเปิดอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลออกไป

แต่ที่เพิ่มเข้ามาให้เป็นพิเศษก็คือสิทธิในการลงมติให้งดเว้นการเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชี 3 คนที่พรรคการเมืองเสนอ ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถลงมติเลือกนายกฯได้ โดยให้มีการประชุมร่วมกันของ 2 สภา โดยใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา เพื่อให้สภาฯเลือกนายกฯนอกบัญชีได้

ถึงจุดนั้น ส.ว.จึงจะมีอำนาจในการร่วมผ่าทางตัน

สรุปว่า จัดให้ “ตามใบสั่ง” แต่ไม่ครบทั้งหมด

แน่นอน เมื่อผลออกมามุกนี้ ประเมินจากท่าทีที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ยืนยันชัดเจน พูดกันชัดถ้อยชัดคำถึงความจำเป็นต้องใช้ “250 ส.ว.สรรหา” ในการคุมเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน

หรือแม้กระทั่งการทิ้งทุ่นไว้ในนาทีก่อนหน้าจะรู้มติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พูดกันชัดๆแบบที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ทำออกมาแบบที่ คสช.ส่งข้อเสนอด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้ ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนด้วย

ออกแนว “ล็อกคอขู่” กันเป็นนัย

จับอาการของหัวหน้า คสช. นั่นหมายถึงไฟต์บังคับต้องได้แบบที่ขอไปทั้งหมด

เมื่อผลออกมาตามสูตร “พบกันครึ่งทาง” แบบนี้

ท็อปบูตไม่แฮปปี้แน่

นั่นก็เพราะความพยายามในการเดินยุทธศาสตร์ใช้ 250 ส.ว.สรรหา เป็นเครื่องมือหลักในการคุมเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

มันทำได้ไม่เต็มไม้เต็มมืออย่างที่ตั้งใจ

โดยเฉพาะการปรับแก้อำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่รู้กันอยู่ว่ามันเป็นเหลี่ยมเขี้ยวของคสช.ในการกำกับรัฐบาลหลังการเลือกตั้งให้อยู่ในเส้นทาง

ถ้าออกนอกลู่ก็ “เจาะยาง” ได้

ตามตัวเลขของ 250 ส.ว.ที่ทีมงานท็อปบูต คสช.ถือดุลไว้คุมเกม

แต่จากผลของการรื้อใบสั่ง ทีม “21 อรหันต์ทองคำ” ของ “ซือแป๋มีชัย” แก้โจทย์ตามสูตรพบกันครึ่งทาง มันทำให้สถานการณ์พลิก

คสช.ไม่สามารถคุมเกมการเมืองในสภาหลังการเลือกตั้งได้เต็มมือ

การประคองอำนาจบนหลังเสือไม่มีหลักประกันความชัวร์

ตรงกันข้าม อำนาจจะตกไปอยู่กับองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

สูตรเดิมที่นายมีชัยวางเหลี่ยมไว้ตามแนวของฝ่ายอำนาจเก่าแก่

ทหารเป็นเพียงแค่ “ม้าใช้” อีกตามเคย

ซึ่งนั่นก็ไม่แปลกที่จะมีเสียงขานรับจากนักเลือกตั้งอาชีพ ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ตีปี๊บเชียร์ทันทีเลยว่า ภาพรวมออกมาดูดีขึ้น เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับใบสั่งจาก คสช.ทั้งหมด

โดยเฉพาะการตัดอำนาจของ ส.ว.ในการซักฟอกรัฐบาล

อาการเดียวกับนายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา สมาชิก สปท. ก็แสดงท่าทีรับได้กับการตัดอำนาจ ส.ว. ไม่ให้โหวตเลือกนายกฯและอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ตามสถานการณ์ที่นักการเมือง “ตีปีก” ไม่ต้องอยู่ใต้อุ้งท็อปบูต

แต่เรื่องของเรื่อง สูตรนี้ยังเปลี่ยนได้จนถึงเส้นตาย 29 มีนาคม.

ทีมข่าวการเมือง

โชว์ให้เห็นมาถูกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594745

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 มี.ค. 2559 05:01

 

เปิดมาแบบเงียบๆไม่มีอะไรฮือฮา บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี 251 นาย

ไลน์ “5 เสือ ทบ.” ไม่มีการขยับ

นั่นก็ทำให้เชื่อขนมกินล่วงหน้าได้ กับตำแหน่งจ่าฝูงกองทัพบกแทน “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมปีนี้

โฟกัสอยู่ที่ “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. น้องรักพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ กับ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. “นักรบหมวกแดง” ค่ายเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตนายกฯ และ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.

เหลือชิงดำกันอยู่แค่ 2 คน

เบื้องต้นเลย ตามสถานะ “น้องรัก” แรงส่งของ “บิ๊กแกละ” น่าจะออกตัวดีกว่า

ว่ากันว่ามีการมองข้ามช็อตไปถึงคิวของ “บิ๊กเข้” พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งจะถูกโยกเข้าไลน์ “5 เสือ ทบ.”

รอจ่อคิวต่อจาก พล.อ.พิสิทธิ์ในช่วงโยกย้ายปลายปี

เข้าไลน์ ลงล็อก บล็อกไว้หมดแล้ว

สรุปเอาเป็นว่ากองทัพยังอยู่ในขุมอำนาจ “บูรพาพยัคฆ์” อีกยาวไกล

ซึ่งแน่นอนมันย่อมเป็นอะไรที่แปรผันตามเกมอำนาจทางการเมือง ภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษที่รัฐบาลท็อปบูต คสช.ขันอาสาถือธงไปสู่เป้าหมายปลายทาง

ปฏิรูปใหญ่ ยกเครื่องประเทศไทย

ในจังหวะ “กั๊กเหลี่ยม” อาการยึกๆยักๆของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กับทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ”

อ้ำอึ้งกับการทำตาม “ใบสั่ง” ของ คสช.

แบบที่ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องล็อกคอเป็นเชิงขู่กันกลายๆว่า ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ทำออกมาแบบที่ คสช.ส่งข้อเสนอด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้ ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด

ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนด้วย

ตามสถานการณ์ที่ท็อปบูตชิงเหลี่ยมเป็นฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทหารไม่ยอมตกเป็นแค่ “ม้าใช้” เหมือนที่ผ่านมา

เรื่องของเรื่อง เมื่อกองทัพแน่นอยู่ใต้ปีกบูรพาพยัคฆ์ ปมความมั่นคงก็ไม่ต้องพะวง

แต่นั่นก็ยังต้องเหนื่อยกับการประคองเกมการบริหาร

โดยเฉพาะโจทย์ยากๆ สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ทีมงานของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกชุดใหญ่ ด้วยโปรโมชั่นแจกเงินข้าราชการชั้นผู้น้อยกว่า 1 ล้านคน วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท

เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย พ่วงกับมาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง แบไต๋ รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงกลางปีนี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจไปจนกว่าการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศจะเริ่มจริง

ตามรูปการณ์ คสช.ต้องบรรเทาความเดือดร้อนปากท้องเฉพาะหน้าของชาวบ้านไว้ก่อน

ลดโทนอารมณ์เครียดภาวะเศรษฐกิจผสมโรงแรงต้านรัฐบาลทหาร

และตามจังหวะที่เห็นได้เลยว่า คสช.พยายามฉีกตัวออกจากวังวนเก่าๆ แทนที่จะมัวปั่นป่วนอยู่กับเงื่อนปมทางการเมือง ยื้อยุดฉุดกระชากกันในเรื่องของ “ส.ว.ลากตั้ง” หรือการได้มาซึ่ง ส.ส.ในเกมแย่งชิงอำนาจประเทศไทย

ทำให้ประชาชนหมดหวังกับการปฏิรูปอย่างที่ทหารรับปากไว้

ล่าสุดคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10/2559 เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และคำสั่ง ที่ 11/2559 เรื่องการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารเริ่มคลำมาถูกทาง พอเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์

ตีโจทย์แตก โชว์คำตอบสุดท้ายการปฏิรูปประเทศไทยอยู่ที่การยกระดับการศึกษา

คสช.ไม่ได้มั่วอยู่แต่กับเกมอำนาจแต่อย่างใด.

ทีมข่าวการเมือง

มันก็โจทย์เดียวกัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594216

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 มี.ค. 2559 05:01

 

เข้าสู่ห้วงสัปดาห์แห่งการ “วัดใจ”

ตามปฏิทิน 21 มีนาคม ที่ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นำทีม “21 อรหันต์ทองคำ” เริ่มประชุมพิจารณาประเด็นโครงสร้างทางการเมืองและระบบเลือกตั้ง รวมทั้งข้อเสนอแนะของ คสช.ต่อการปรับปรุงบทบัญญัติในบทเฉพาะกาล

ถึงจังหวะต้องออกแบบ แก้งานตาม “ใบสั่ง”

ในอารมณ์แบบที่ส่ออาการ “อึดอัด” แสดงความรู้สึกลำบากใจกันตามลีลา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าว่ากันตามสูตร “ดีลอำนาจ” ประเทศไทย ที่ฝ่ายเสนอมักจะลากเงื่อนไขสุดโต่งไปจนสุดกระดาน

เพื่อดึงจังหวะเผื่อต่อรองมาพบกันตรงจุดกึ่งกลางที่วางเป้าหมายจริงไว้

เรื่องของเรื่องเลย มาถึงตรงนี้มันก็ยังคลุมเครือๆ ยุทธศาสตร์ของ “ทหาร” กับเงื่อนไขบังคับของทีม “ซือแป๋มีชัย” จะขัดเหลี่ยมกันตรงไหน

จนถึงขั้นจะต้อง “หักดิบ” ล้มโต๊ะกันหรือไม่

เผลอๆจะเป็นอย่างที่บางฝ่ายอ่านทะลุเกมลึก คิว “ดึงเช็ง” อาจเป็นแค่การ “สับขาหลอก” ระหว่าง คสช.กับทีมงานของ “ซือแป๋มีชัย” แยกบทกันเล่นเพื่อจุดหมายปลายทางเดียวกัน

นั่นคือการประคอง “อำนาจพิเศษ” อยู่เหนืออำนาจรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

เอาเป็นว่าแปะข้างฝาไว้ได้ ยังไงก็ต้อง “ไฟเขียวผ่านตลอด”

ตามเงื่อนไขที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ยืนกรานด้วยตัวเองอีกครั้งถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ “250 ส.ว.ลากตั้ง” ในการคุมเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ล็อก “โจทย์บังคับ” ของทีมงานท็อปบูต

และล่าสุดยังสำทับด้วยเสียงของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การันตีข้อเสนอของ คสช. ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะของเครือข่ายแม่น้ำ 4 สาย คือ คสช. คณะรัฐมนตรี สนช. และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ไม่ใช่ใบสั่งเฉพาะของ คสช.เท่านั้น

จึงเชื่อว่าคณะกรรมการร่างฯจะนำเนื้อหามาพิจารณา เพราะสิ่งที่เครือข่ายได้นำเสนอคำนึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่พบว่า ส.ว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงดังกล่าวไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้ และพบว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งและ ส.ว.ที่มาจากการสรรหานั้นมีความขัดแย้งกัน

ดังนั้น สิ่งที่เป็นข้อเสนอเพื่อต้องการไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีตและวางบทบาทให้ ส.ว.สรรหาเป็นสภาที่ทำหน้าที่ห้ามล้อ หรือเบรกรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

สะท้อนภาพให้เห็นกันชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ

“250 ส.ว.ลากตั้ง” นี่แหละ เครื่องมือของฝ่ายคุมเกม “อำนาจพิเศษ”

ยุทธการบล็อกนักการเมืองในแบบฉบับของ “เสธ.ทหาร”

ตามท้องเรื่องที่ ส.ว.ชุดพิเศษช่วงเปลี่ยนผ่าน จะมีอำนาจในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และลงมติซักฟอกรัฐบาลได้
พูดง่ายๆมีพลังเหวี่ยงให้การเมืองพลิกคว่ำพลิกหงาย

นั่นหมายถึงตัวเลข ส.ว.สรรหา “250” ที่ล็อกไว้ในกำมือ คสช. ตามเงื่อนไขที่ไปรวมกับ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรอีก 500 คน รวมเป็น 750 เสียง

รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 375 เสียงขึ้นไปถึงจะปลอดภัย

เมื่อเทียบประเมินจากเสียงของอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ที่ชนะการเลือกตั้งครองเสียงข้างมากในสภา

ยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ว่าเป็นต่อในสนามเลือกตั้งยังต้องปั่นแต้มกันเหนื่อย

ไม่ต้องพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์หรือใครที่ตั้งรัฐบาลได้ ก็เสี่ยงถูกเจาะยางได้ตลอดเวลา

นี่คือยุทธศาสตร์คุมเกมรัฐบาลเลือกตั้งไม่ให้ออกนอกเส้นทาง

ยิ่งผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็น ส.ว.สรรหาโดยตำแหน่งก็ยิ่งลงล็อก ถึงเวลาจะจัดการรัฐบาลก็ไม่ต้องออกแรงขับรถถังออกมา

ปฏิวัติให้เสียภาพพจน์เผด็จการทหาร

แค่ “จี้เงียบ” โหวตคว่ำกันในสภาแบบนิ่มๆตามกติกาประชาธิปไตย.

ทีมข่าวการเมือง

จุดเปลี่ยนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593467

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 มี.ค. 2559 05:01

 

โค้งสุดท้ายชี้ขาดประชามติรัฐธรรมนูญ

ในรอบสัปดาห์นี้ทุกฝ่ายจับตาดูคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาล

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งข้อเสนอผลหารือของแม่น้ำ 4 สาย
ไปถึง กรธ. เพื่อให้รับทราบถึงแนวทางและขั้นตอนการคืนอำนาจแก่ประชาชน

โดยได้บอกกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ว่า
ช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ ซึ่งมีความอ่อนไหวมาก อาจประสบปัญหาความรุนแรง ความไม่สงบเรียบร้อยและเกิดเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้น

สุดท้ายจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยและความมั่นคงของชาติล้มครืนลง

เพราะมีความเคลื่อนไหวและความพยายามของบุคคลบางหมู่เหล่าที่วางแผนเคลื่อนออกมาต่อต้าน ปลุกระดม แทรกซึมอยู่ทั่วไป เพื่อทำลายความชอบธรรมและขัดขวางการดำเนินการต่างๆในการคืนความสุขแก่ประชาชน

ฉะนั้นเพื่อเป็นการกำหนดภารกิจในช่วงรอยต่อ ทำให้ประเทศไทยและระบอบประชาธิปไตยเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ คสช.จึงเสนอแนวทางปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะข้อเสนอให้ ส.ว.ควรมี 250 คน เพื่อรักษาสัดส่วนในการใช้อำนาจหน้าที่บางอย่างร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวน 500 คนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ส.ว.มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระ มีวาระ 5 ปี และยังเปิดประตูให้แต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ.-ผบ.ทร.-ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. เข้ามาเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ซึ่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งข้าราชการ ก็ให้ผู้นั้นพ้นจาก ส.ว.และให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นคนใหม่เข้ามาเป็นแทน

มีอำนาจหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูการขับเคลื่อนปฏิรูปให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และให้มีบทบาทควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ

สุดท้าย คสช.ออกตัวว่าอย่าได้หวาดระแวง คสช.จะสืบทอดอำนาจ เพราะ คสช.จะพ้นตำแหน่งและยุติอำนาจหน้าที่ตามโรดแม็ปและในร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซงการจัดการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การประคับประคองสถานการณ์ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่และรัฐสภาใหม่

กรธ.จึงเริ่มขยับนับจากวันที่ 21 มี.ค.นี้ จะพิจารณาข้อเสนอของ คสช. วันที่ 23-26 มี.ค. นัดประชุมที่โรงแรมอิมพีเรียล หัวหิน บีช รีสอร์ท จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพิจารณาทบทวนร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา

และข้อเสนอของ คสช.ที่ กรธ.จะเขียนลงบทเฉพาะกาลได้ระดับไหน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ช่วงพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรอบสุดท้ายจะไปรื้อหลักคิดไม่ได้แล้ว แต่จะพิจารณาถ้อยคำและเขียนออกมาให้ไม่มีระหว่างบรรทัด

แต่ พอมาถึงวันที่ คสช.ส่งหนังสือปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญถึง กรธ.ตอนแรกก็ตกใจ พอตั้งหลักได้ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมือง บ้านเมืองจะดีหรือแย่ต้องรับผิดชอบ

คสช.มีอำนาจสั่งและคงเห็นแล้วว่าสถานการณ์ของประเทศยังไม่ปกติ เกรงถ้าใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.กำลังทำ ในอนาคตจะไม่สามารถรับมือสถานการณ์ของประเทศที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. เอาไว้ใช้ในยามบ้านเมืองปกติ

หาก กรธ.เขียนตามที่ คสช.เสนอมา ต่อไปจะเป็นภาระหน้าที่ของ คสช.ที่จะต้องไปรณรงค์ให้ผ่านประชามติ ถ้าไม่ผ่านด่านนี้ รัฐบาล และ คสช.จะอยู่อย่างไร ประเทศไทยจะกลับมายุ่งอีก ปัญหาทั้งหลายที่สุมกองอยู่จะยิ่งแก้ไขยากขึ้นไปเรื่อยๆ

ในเบื้องต้นต้องมองสภาพความเป็นจริงของประเทศ ยอมบางเรื่องให้ประเทศเดินไปได้ ดีกว่าจะมายึดอัตตาของเรามันจะไม่คุ้ม

ฉะนั้นวันที่ 21 มี.ค.นี้ กรธ.จะพิจารณาข้อเสนอของ คสช. เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนบททั่วไปของร่างรัฐธรรมนูญ หรือกระทบกระเทือนกับบททั่วไปให้น้อยที่สุด

หรืออาจจะเขียนโดยไม่ไปยุ่งกับเนื้อหาในบททั่วไป เช่น เขียนไปเลยว่าในระหว่างนี้ 5 ปีไม่นำความในมาตรานั้น วรรคนั้นมาบังคับใช้ พอหมดจากนี้ก็กลับไปใช้มาตราเดิม จะได้ไม่ไปรื้อเนื้อที่เขียนมาแล้ว

ทั้งหมดจะเดินไปอย่างไรอยู่ภายใต้มุมคิด 2 แกนคิด แกนคิดแรกชั่งน้ำหนักระหว่างหลักการทางวิชาการในสิ่งที่เชื่อว่ามันจะเป็น และแกนคิดอีกด้านเป็นความเป็นจริงทางการเมือง การต่อสู้ทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาของบ้านเมืองที่เยอะแยะไปหมด

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ก็คิดหาสิ่งที่ดีๆจากงานวิจัยจากในและต่างประเทศมาเป็นฐาน นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การสำรวจทำโพลสอบถาม ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ

นำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมกันและเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งด้านสิทธิเสรีภาพ หน้าที่ของรัฐ นโยบาย การสร้างกลไกถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร กลไกของศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระที่จะเข้ามาถ่วงดุลให้เกิดความโปร่งใส บ้านเมืองเดินไปได้

ฉะนั้นข้อเสนอของ คสช.ที่ขอยกเว้นบางเรื่อง 5 ปี เช่น ที่มาของ ส.ว. แค่การสรรหา ส.ว.ก็เป็นประเด็นที่หนักอยู่แล้ว ยังจะต้องไปกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนด้วยว่าจะเข้ามากำกับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศอะไรบ้าง และจะเขียนอย่างไรที่ทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้ามาทำงานโดยไม่อึดอันจนเกินไป

ส่วนวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ควรใช้แบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สำหรับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน และสำหรับ ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน ซึ่งเป็นแบบเขตใหญ่จำนวนไม่เกิน 3 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน

คสช.คงต้องการเปิดโอกาสให้พรรคเล็กๆได้แจ้งเกิด เพราะมองบ้านเมืองมีความแตกแยก มีหลายกลุ่มผลประโยชน์ จึงต้องการให้กลุ่มต่างๆได้รับเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาคุยกันในสภาผู้แทนราษฎร น่าจะเดินหน้าไปสู่ความปรองดองกันได้

ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เสนอให้พรรคไหนมีเสียงข้างมากให้เสนอชื่อต่อที่ประชุมสภาฯ ถ้ายังเลือกไม่ได้ให้เชิญคนนอกเข้ามา เพื่อให้ ส.ส.500 คนโหวตเลือก เพราะร่างของ กรธ. ไม่ได้กำหนดเอาไว้ว่าเมื่อเปิดสภาแล้วจะต้องเลือกนายกฯให้ได้ภายในกี่วันกี่เดือน อาจทำให้เลือกนายกฯไม่ได้

ขณะที่แกนคิดที่ 2 เป็นการตัดสินใจของประชาชนในช่วงนี้ที่โยงไปถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอของ คสช.เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจและประเมินประเทศไปพร้อมๆกันอีกครั้งหนึ่ง เป็นสารส่งข้อความบอกกับสังคมว่าบ้านเมืองยังไม่ปกติ ฝ่ายที่อยากได้ประชาธิปไตยมากๆย่อมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่อีกฝ่ายเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว

ฉะนั้นเมื่อ คสช.ส่งสัญญาณชัดเจน ทำให้ประชาชนเข้าใจปัญหาของบ้านเมืองชัดเจนขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลนำไปตัดสินว่าจะเลือกทางเดินของประเทศแบบไหน

หากมองว่าเมื่อประเทศกลับไปเป็นประชาธิปไตยเต็มใบจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ก็ลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ หากมองว่าบ้านเมืองยังอยู่ในช่วงประคับประคองเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ก็ลงประมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

แต่ไม่ว่าประชาชนจะคว่ำหรือหงายร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมันเลยช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว

โดยเฉพาะสัญญาณหลังวันที่ 29 มี.ค. พอร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ออกมาปุ๊บ เชื่อว่าสังคมจะลืมเนื้อหาที่ กรธ.เขียนเอาไว้ แต่กระแสของสังคมจะตั้งคำถามว่า นับจากนี้บ้านเมืองจะเอาอย่างไรดี

ระหว่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์หรือเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

กับรัฐธรรมนูญแบบประคับประคองในช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

การทำประชามติจะเป็นวันตัดสินว่าให้บ้านเมืองเดินไปทางไหน.

ทีมการเมือง

ผ่าชุดความคิด คสช. “คืนประชาธิปไตย” ครึ่งใบ : สถานการณ์ชี้ขาด เปลี่ยนผ่าน5ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593141

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 มี.ค. 2559 05:01

 

อากาศร้อนระอุกลางเดือนมีนาคม

นั่นก็น่าจะเป็นอย่างที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ระบุ ปีนี้อากาศในประเทศไทยจะร้อนกว่าปีก่อน เพราะมีมวลอากาศร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิก อุณหภูมิสูงขึ้นจากปกติในรอบ 50 ปี พัดเข้ามาปกคลุม

มวลอากาศอาจจะเปลี่ยนเป็นคลื่นความร้อน หรือฮีตเวฟ

จะทำให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นเกิน 42 องศาเซลเซียส ร้อนในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนทำให้ประเทศไทยร้อนที่สุดในกลุ่มอาเซียน

แล้วก็บังเอิญที่อุณหภูมิการบ้านการเมืองในห้วงนี้ เริ่มไต่ดีกรีความร้อนขึ้นไปอีก จากปมข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ จาก คสช.หลังการประชุมแม่น้ำ 4 สาย เป็นเอกสาร 6 หน้า ที่ส่งถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน

คลื่นความร้อนพัดปกคลุม กรธ. เพิ่มดีกรีระอุในบ้านเมือง

ตั้งแต่เนื้อหาตามเอกสารข้อเสนอ คสช.ที่เห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ ควรเขียนรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ให้มี ส.ว.ชุดแรก มาจากการสรรหา 250 คน มาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง 8-10 คน มีวาระ 5 ปี

และเพื่อดูแลพิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย จึงเสนอให้ปลัดกระทรวงกลาโหม-ผบ.ทหารสูงสุด-ผบ.ทบ.-ผบ.ทร.-ผบ.ทอ.-ผบ.ตร. เข้ามาเป็น ส.ว.ได้โดยตำแหน่ง

ทั้งนี้วุฒิสภาในวาระแรกไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ แต่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ

ขณะที่ข้อเสนอข้อที่ 2 ระบุ ให้กำหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ให้ใช้บัตร 2 ใบ ใบแรกใช้เลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และให้ใช้เขตเลือกตั้งใหญ่ มี ส.ส.ไม่เกิน 3 คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วนับคะแนนเรียงลำดับจนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ส่วนใบที่สอง สำหรับเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน

ขณะที่ข้อเสนอข้อที่ 3 ระบุ ไม่เห็นด้วยที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ ก่อนการเลือกตั้ง เพราะอาจจะไม่เหมาะสมและอ่อนไหวต่อระยะเปลี่ยนผ่าน

3 ข้อเสนอ “ใบสั่ง คสช.” ส่งถึง 21 อรหันต์ กรธ.เป็นทางการ

แล้วก็เป็นไปตามคาด หลังเปิดเอกสาร 3 ข้อเสนอ คสช. ข้อสังเกตของฝ่ายต่างๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็หลั่งไหลมา ไล่ตั้งแต่การโฟกัสที่วงใน “อำนาจพิเศษ” กับกระแสข่าว “รอยร้าว” ในเครือข่าย

จับจ้องไปที่การลงนามในเอกสารข้อเสนอ โดย “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ก็ไม่วายถูกตั้งข้อสงสัย เหตุใด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่ลงนามเอง

หรือจะเข้าข่าย “ขาลอย” อย่างแรง

แต่อีกมุมก็มองเป็นเรื่องของขั้นตอนเสนอเอกสารปกติธรรมดา อีกทั้ง “บิ๊กตู่” ก็ออกมาแสดงท่าทีสอดคล้องกับข้อเสนอ คสช. ความเห็นในหมู่ห้องเครื่องอำนาจพิเศษออกมาทิศทางเดียวกัน

ท็อปบูตยังเป็นเอกภาพ อำนาจพิเศษแน่นปึ้ก

โดยเฉพาะถ้าพิจารณาจาก 3 ข้อเสนอของ คสช. แม้ผ่านการประชุมร่วมกับ คสช.-ครม.-สนช. และ สปท. แต่คิวก็เป็นเพียงการรายงาน “แจ้งเพื่อทราบ”

จะมองมุมไหนก็ตาม ในภาพรวมแล้ว “อำนาจพิเศษ” ส่งสัญญาณชัดว่ามีเจตนารมณ์และความต้องการเช่นใดกับบท เฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่จะใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตีธงให้เห็นกันแล้ว ต้องคุมเกมยาวต่ำๆ 5 ปี

การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากยกเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องผลักดันข้อเสนอให้ กรธ.นำไปบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ถึงออกตัว ไม่ใช่การกดดัน กรธ.ที่มี “ซือแป๋มีชัย” เป็นประธาน แต่อีกทางก็ยกสถานการณ์วันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์

เชื่อว่า กรธ.คงทำตาม ไม่รับก็เขียนเสนอใหม่ เพราะมีอำนาจอยู่ในมือ

กระตุกความจำ สถานการณ์ไม่ปกติ และความเป็นผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่าน

แสดงตัวแสดงตน ในฐานะผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์

แก่นแกนขั้วอำนาจพิเศษประสานเสียง “ต้องเอาให้ได้” ช่วยกันชี้แจง โดยเฉพาะปม ส.ว.สรรหา ก็เป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาอธิบาย

ไม่ใช่เรื่องต่อท่อสืบทอดอำนาจ

และที่ให้โควตา ผบ.เหล่าทัพและ ผบ.ตร.ก็ถือว่าเข้าไปมีส่วนร่วมการเมืองในระบบ และการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ รวมทั้งกรณีหากเกิดวิกฤติ

จะช่วยป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารได้

เช่นเดียวกับ ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ที่ถูกมองเป็นการบอนไซการเมือง เปิดช่องให้มีพรรคเล็กพรรคน้อย การยกเว้นบัญชี 3 รายชื่อว่าที่นายกฯ ทั้ง “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” ประสานเสียง

ไม่ได้มีแผนเข้าไปเป็น “นายกฯคนนอก”

อำนาจพิเศษเสียงแข็ง ทำให้ต้องไปโฟกัสทีม กรธ.โดยเฉพาะนายมีชัย ถึงแม้ก่อนหน้าจะตั้งเงื่อนไขรอข้อเสนอ แต่เมื่อใบสั่งถึงมือพร้อมเสียงเข้มๆ ก็แสดงความเข้าใจเหตุผลฝ่ายดูแลบ้านเมือง

ซือแป๋อ่อนยวบลงทันที

ถึงจะไว้เชิง จะพิจารณาเหตุผลแต่ละข้อเสนอ ก่อนที่จะเคาะครั้งสุดท้าย จะเอา-ไม่เอา “ใบสั่ง คสช.” ในการประชุม กรธ.โค้งสุดท้ายวันที่ 21 มี.ค.นี้ อย่างมากก็แค่ปรับข้อเสนอเล็กน้อย

สุดท้ายคงต้องเออออ ปฏิบัติตาม “ใบสั่ง”

แต่ที่ส่งเสียงเอะอะมะเทิ่ง ตบเท้าออกมาต้านก็คือฟากฝั่งการเมือง ผู้ใช้กติกา โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านเต็มแรง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำทีมแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอใดๆที่ขัดกับกลไกและหลักการประชาธิปไตย

2 พรรคร่วมต้าน ทั้งปม ส.ว.สรรหา เท่ากับส่งนอมินีคุมเกม ชี้นำฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ ชี้เป็นชี้ตายรัฐบาล ขณะที่ระบบเลือกตั้ง ส.ส. “ตอน” พรรคใหญ่ ปมเว้นบัญชีนายกฯเปิดช่อง “ผู้นำคนนอก”

ประชดซุ่มเสียงเดียวกัน เป็นข้อเสนอถอยหลังเข้าคลอง ไม่เคารพเสียงประชาชน เป็น “ประชาธิปไตยกลายพันธุ์” ถ้าเสนอแบบนี้ “ให้ คสช.อยู่ยาวไปเลย”

2 ขั้วขัดแย้ง ชู “หลักการ” ปรองดองโดยมิได้นัดหมาย

ทั้งนี้ทั้งนั้น เสียงจากฝ่ายการเมืองก็เป็นอะไรที่รับฟังได้ในมุมของหลักการ และบรรดาแกนนำ อำนาจพิเศษเองก็เข้าใจจุดนี้ พยายามที่จะลดแรงกดดันเบื้องต้น เห็นได้จากการเร่งร่างกฎกติกา เพื่อเดินไปสู่การทำประชามติให้ประชาชนตัดสิน และมุ่งไปสู่โรดแม็ปเลือกตั้ง

ถึงจะมีเงื่อนไขกติกา “ปล่อยอำนาจครึ่งเดียว” คืนอำนาจในลักษณะ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แต่เท่านี้ก็ต้องถือว่าได้เปิดฝากาน้ำเดือด

ระบายแรงกดดันการเมือง ลดแรงกดดันจากโลกประชาธิปไตย

แต่ที่ยังยืนยันต้องเดินหน้า ข้อเสนอช่วงเปลี่ยนผ่าน วางกลไกเพื่อ “คุมเกมยาว” ก็น่าจะเป็นเพราะในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลบ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีเงื่อนไขปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา

โดยเฉพาะมุมมอง “สถานการณ์” ความมั่นคงประเทศ

เมื่อประเมินความจริงหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ที่ คสช.เข้ามา และตั้งโจทย์จะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า วันนี้ผ่านมา 1 ปี 9 เดือน ประเมินแล้ววิกฤติคลายตัวเพราะแรงกดทับ แต่ยังมี “อัตราเสี่ยง”

เห็นร่องรอยกลับมาวุ่นวาย ต่างสุมหัวเชื้อขัดแย้ง รอจุดชนวน

หากปล่อยให้การเมืองเข้าสู่ระบบปกติเช่นเดิม แค่ช่วงการเลือกตั้งและหลังจากนั้น หากพรรคใดได้เสียงข้างมาก ถึงแม้จำนวนเสียงจะไม่ถล่มทลายจากกติกาเลือกตั้งใหม่ แน่นอน อีกพรรคก็ต้องตั้งป้อมค้าน และมีโอกาสบานปลายเกิดการเมืองบนท้องถนน ฉากม็อบมีโอกาสกลับมาฉายซ้ำ

วนกลับไปสู่จุดเดิม วัฏจักรขัดแย้งซ้ำซากมา 10 กว่าปีแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา ในเงื่อนไขเกี่ยวกับ “โครงสร้างประเทศ” อยู่ในภาวะ “เปราะบาง” เป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น จากข้อเสนอ คสช.จึงแล้วแต่มุมมอง

“สืบทอดอำนาจ” หรือ “ดูแลความสงบเรียบร้อย”

ตามรูปการณ์ก็ถึงจุดที่ฝ่ายคุมอำนาจคงชั่งน้ำหนักแล้วจะเลือกทางใด

“สถานการณ์” หรือ “หลักการ” ประชาธิปไตย

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า ในบ้านเมืองที่มีหลากความคิด หลายมุมมอง และหลายชุดความคิด โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง นักวิชาการ นักประชาธิปไตย กับสังคมไทยที่เสพประชาธิปไตยเต็มใบมาแล้ว ก็ย่อมจะมีมุมมองไปที่ “หลักการ” เป็นสำคัญ

ชุดความคิดของ คสช. กับชุดความคิดฝ่ายประชาธิปไตย สังคมจะให้น้ำหนัก ความสำคัญ และเหตุผลฝ่ายใด

ไปวัดกันที่ด่านประชามติ 7 ส.ค.นี้.

ทีมการเมือง

ถึงคราวตามใจ“แป๊ะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593027

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 มี.ค. 2559 05:01

 

โหมปลุกพลังสามัคคีของคนในชาติทุกโอกาสตามสไตล์ถนัด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

ล่าสุดกับคิวบุกอีสานตรวจภัยแล้งในพื้นที่เรดโซน จ.อุดรธานี ขึ้นเวทีที่โรงเรียนจอมศรีพิทยาคาร อ.เพ็ญ กล่อมชาวบ้านไม่ให้หลงเชื่อคำปลุกปั่น สร้างความขัดแย้ง เตือนสตินักการเมืองหยุดสร้างความเกลียดชัง

ไล่เลี่ยมากับช็อตเอ่ยปากโปรโมตเชิญชวนให้ดูซีรีส์ดังเกาหลี “Descendants of the Sun”

เรื่องราวรักโรแมนติกของนายทหารหนุ่มหัวหน้าหน่วยกองรบพิเศษ ประจำกองกำลังรักษาสันติภาพ กับแพทย์สาวอาสาที่ปลูกต้นรักในสมรภูมิต่างแดน ห่างไกลบ้านเกิด ที่สอดแทรกเนื้อหาความรักชาติ และความเสียสละ

“ถึงแม้จะทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน แต่ก็รักกันได้ ท้ายที่สุดก็เข้าใจกัน” แง่คิดจากซีรีส์ดังที่ “บิ๊กตู่” หยิบยกมาปลุกกระแสสร้างความรักชาติ และเรียกร้องให้คนไทยสร้างละครแนวนี้ออกมา ชนิดขออาสาออกทุนสร้างให้

ในภาวะที่เมืองไทยยังไม่หลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคมที่เรื้อรังมามากกว่าสิบปี

โดยเฉพาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีเค้าลางความวุ่นวายคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากประเด็นข้อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คสช. 3 ข้อ เสิร์ฟตรงส่งถึงมือ กรธ.

ภายใต้ข้อเสนอ ส.ว.ลากตั้ง 250 คน วางธงอยู่ยาว 5 ปี

ล็อกสเปกส่ง 6 คีย์แมนทุกเหล่าทัพ ทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ.

ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. ตีตั๋วล็อกเก้าอี้สภาสูงล่วงหน้า ในฐานะ ส.ว.โดยตำแหน่ง

พ่วงด้วยติดดาบให้อำนาจ ส.ว.สรรหาร่วมลงมติซักฟอกไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ ครม. ร่วมกับ ส.ส.ได้ นอกเหนือจากการทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ถึงเวลาหัวขบวนใหญ่อย่าง “บิ๊กตู่”–“บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. ตลอดจนแกนนำ คสช.หลายคนจูนเครื่องตรงกัน

ทุบโต๊ะเอาแน่คอนเซปต์ ส.ว.ลากตั้ง คอนโทรลรัฐบาลในอนาคต

ยื่นใบสั่งไฟต์บังคับถึงทีมงาน 21 อรหันต์ กรธ. ทำตามออเดอร์อำนาจพิเศษ เพิ่มแรงเสียดทานให้เข็นร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติยากยิ่งขึ้น

ถึงขั้นต้องขอพึ่งปาฏิหาริย์เป็นตัวช่วยผ่านประชามติ ตามสัญญาณยอมรับกันตรงๆ ของ นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. ที่เปรยออกมาระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ยาสั่ง คสช.ออกฤทธิ์โค้งสุดท้ายตามเคย ซ้ำรอยสมัยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

เล่นเอา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีชะตากรรมไม่ต่างจากศิษย์รัก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธาน กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคยโดนมา

จากท่าทียึกยักในช่วงแรก เริ่มเสียงอ่อยเห็นคล้อยไหลไปในทิศทางเดียวกับที่ฝ่ายอำนาจพิเศษต้องการ

ถอดรหัสจากน้ำเสียงในระยะหลังของ “มีชัย” ก็มีทีท่ายอมรับว่า ต้องรับฟังและให้น้ำหนักข้อเสนอของ คสช.ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ที่ต้องรับผิดชอบปัญหาบ้านเมืองทั้งหมด

ไม่มีทางเลี่ยงขัดใจ คสช. เพราะ กรธ.ก็เป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5สาย ต้องไหลไปในทิศทางเดียวกับ คสช.

ส่อเค้ายอมจำนนทำตามข้อเสนอ คสช.ทั้ง 3ประการ ในวันที่ 21 มี.ค.ตามคิวที่นายมีชัยจะนั่งหัวโต๊ะเคาะข้อสรุปปมเรียกแขกของ คสช.

เปิดทางสร้างภูมิคุ้มกันให้ขั้วอำนาจพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ไม่ต้องกังวลถูกเช็กบิลย้อนหลัง หากอำนาจเปลี่ยนขั้วไปอยู่ในมือรัฐบาลชุดใหม่ ภายหลังการเลือกตั้ง

เพราะถึงอย่างไร คสช.ก็ยังกุมสภาพคอนโทรลรัฐบาลใหม่ได้ จากต้นทุนเสียงของ ส.ว.ลากตั้ง 250 คน ที่ คสช.กลั่นกรองเฟ้นมากับมือ ตุนไว้ล่วงหน้า

หาเสียงเพิ่มจาก ส.ส.พรรคต่างๆอีกแค่ 126 เสียง ก็จะได้คะแนน

เกินครึ่ง 375 เสียง จากจำนวน ส.ส. และ ส.ว. 750 คน สามารถโหวตคว่ำรัฐบาลได้ ตามโมเดลใหม่ที่ให้อำนาจ ส.ว.ร่วมคุมเกมรัฐบาลในอนาคต

เท่ากับว่า หากรัฐบาลเลือกตั้งจะอยู่รอดปลอดภัยจากการถูก

เปิดเวทีซักฟอก ต้องมีเสียง ส.ส.ตุนอยู่ในมือเกิน 375 เสียง แทบจะปิดประตูความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

ดูตามทรงแล้ว รัฐบาลชุดใหม่เจอโจทย์หืดจับในการบริหารประเทศ ทำได้ดีสุดแค่ประคองตัว แต่ไร้อำนาจเต็มที่ในการบริหารงาน

เจ้าของเรือแป๊ะทุบโต๊ะ ส่งสัญญาณเอาแน่ ใช้กติกาประชาธิปไตยครึ่งใบช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ตรึงฝ่ายการเมืองให้ทรงตัวลำบาก หลังกดปุ่มปลดล็อกคืนเวทีเลือกตั้ง

ถึงคราวเดินตามแนว “ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ”.

ทีมข่าวการเมือง

โจทย์ยากอยู่ที่ ‘สมคิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592496

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 มี.ค. 2559 05:01

 

ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ

ถึงจุดที่ต้องพิสูจน์วาทกรรมอันล้ำลึกของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดก็ย้ำกันเป็นรอบที่สี่รอบที่ห้า บุคคลระดับแกนนำอำนาจพิเศษส่งสัญญาณชัดแบบไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย

ในช่วงเปลี่ยนผ่านขอให้เป็นไปตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ในฐานะผู้กุมอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” คิดพิมพ์เขียวส่งให้ 21 อรหันต์ทองคำ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ย้ำกันชัดๆถึงความเป็น “ต้นขั้ว” อำนาจพิเศษ

และตามแนวโน้มสถานการณ์ก็เหมือนเสียงจะอ่อยลงเรื่อยๆ

จับทางจากที่นายวิษณุแจกแจงปมที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องส่งคนไปเคลียร์ใจกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ให้เข้าใจอารมณ์แบบทหารที่พูดกันแบบตรงๆไม่มีลีลา

เพราะจริงๆเลย สัญญาณคลื่นความถี่สูงที่ส่งจากรัฐบาล คสช.และแม่น้ำ 4 สายไปถึง 21 อรหันต์ทองคำ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในปมว่าด้วยเงื่อนไขการคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ไม่ได้เน้นเฉพาะไปที่ “ซือแป๋” อย่างนายมีชัย

แต่ต้องการกระตุกทีม 21 อรหันต์ทองคำให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ฝืนพิมพ์เขียวของรัฏฐาธิปัตย์

ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าขัดไม่ได้ เพราะสุดท้ายอำนาจทุบโต๊ะก็อยู่ที่ต้นขั้ว คสช.

นั่นก็เลยทำได้แค่ออกตัว แบบที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกตัวตีกรรเชียงเป็นนัยอยากให้นายมีชัยเป็นคนแถลงปมร้อนตามข้อเสนอ คสช.ด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากโดนด่า

ยังอยากมีที่ยืนในสังคม กลับไปทำงานเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขณะที่นายเธียรชัย ณ นคร กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยอมรับ ถ้ามีการปรับแก้ตามใบสั่ง คสช.ก็ต้องมีผลกับการทำประชามติอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการยกร่างฯอีกคน ก็ยังออกอาการยักท่า พร้อมรับข้อเสนอ คสช.

มาพิจารณา แต่อาจจัดให้ไม่ได้ทั้งหมด

พร้อมตามใจแป๊ะ แต่ขอเว้นไว้เป็นที่เข้าใจว่า “ไม่รับบาป” ด้วยว่างั้นเถอะ

ตามรูปการณ์แค่สะดุด แต่สุดท้ายแม่น้ำ 5 สายก็ต้องไหลไปในทิศทางเดียวกัน ในเมื่อมาจากต้นแม่น้ำ คสช.เหมือนกัน

ที่สำคัญก่อนตัดสินใจลงเรือแป๊ะทุกคนก็ต้องรู้อยู่แก่ใจดีว่า

เรือเที่ยวนี้ไม่ใช่จะต่างคนต่างพายได้ตามอำเภอใจ

สรุปฟันธงได้ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเป็นไปตามพิมพ์เขียวกัปตันเรือแป๊ะ วางเกมให้ท็อปบูตลากอำนาจประคองเกมบนหลังเสืออีกอย่างน้อย 5 ปี

และมาถึงตรงนี้ ตามสถานการณ์ที่เห็นได้เลยว่ารัฐบาลทหารออกแรงเข็นเต็มที่

ลุ้นฝ่าด่านประชามติให้ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาใหญ่จริงๆไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายต้าน มันสำคัญตรงจุดเสี่ยงในปัจจัยที่คุมไม่ได้

ตามปรากฏการณ์แบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯกัปตันทีมเศรษฐกิจ ยืนยันชัดถ้อยชัดคำ รัฐบาลทหาร คสช.ไม่หนุนสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยางพารา ฯลฯ โดยมุ่งเน้นให้ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ยืนได้ด้วยขาตัวเอง

เป็นปมให้ฝ่ายต่อต้านนำไปเป็นหัวเชื้อปลุกเร้าไฟเปรียบเทียบระหว่างทหารกับรัฐบาลเลือกตั้ง

อีกทั้งในท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่นายสมคิดเองก็ยอมรับสภาพว่าประเทศไทยจะตกอยู่ในอาการซึมยาวไปอีกอย่างต่ำ 2 ปี ถึงนาทีนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้องลามถึงคอหอยประชาชน

ภาวะคนตกงานกำลังเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ทั้งหมดทั้งปวง โดยสถานการณ์ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัว กระตุกต่อมแหยงของประชาชน โดยเฉพาะคนระดับกลางไปถึงระดับล่างให้ผวา “อดตาย”

แรงต่อต้านท็อปบูต เสียงเร้าให้คืนอำนาจรัฐบาลเลือกตั้งนับวันมีแต่จะทวีความเข้มข้นขึ้น

นี่แหละโจทย์ “ปราบเซียน” ของทหาร.

ทีมข่าวการเมือง

แสดงตัว ‘ถือดุล’ เต็ม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592015

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 มี.ค. 2559 05:01

 

เป็น “ผู้นำ” สั่งทำได้ทุกอย่าง กระทั่งล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ไปเปิดงานประชุมวิชาการอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง ที่สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงค์ มักกะสัน

เข้าห้องประชุมเดี่ยวไมโครโฟนยาว แวบเห็นผู้ที่เข้าฟังบรรยาย หาวหวอด ตาปรือ ส่งเสียงให้ทุกคนลุกขึ้น ยืนชูมือยืดเส้นยืดสายหายใจเข้าออก พร้อมเอียงตัวซ้ายที–ขวาที

เมื่อผู้นำนำขจัดภัยง่วง ต้องเอกเซอร์ไซส์ตามกันเป็นแถว

ใครจะกล้าแข็งขืน เพราะในจังหวะนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เริ่มกลับมาเพิ่มดีกรีร้อนอีกแล้ว

เห็นได้จากช็อตใหญ่ล่าสุด ในคิวเปิดโพยข้อเสนอของ คสช.จากการประชุมแม่น้ำ 4 สาย ที่ส่งถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ

ใบสั่ง 3 ข้อเสนอ ทั้ง ส.ว.ชุดแรกมาจากการสรรหา 250 คน โดยคณะกรรมการอิสระ 8–10 คน มีวาระ 5 ปี และให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง

ส.ว.ลากตั้งมาตามคาด แถมล็อก 6 โควตาพิเศษให้บิ๊กท็อปบูต-บิ๊กสีกากี ตบเท้าเข้าคุมเกมสภาสูง

ส่วนอีก 2 ข้อเสนอ วิธีเลือกตั้ง ส.ส.บัตร 2 ใบ ทั้ง ส.ส.แบ่งเขต 350 คน ให้ใช้เขตใหญ่ขึ้น มี ส.ส.ไม่เกิน 3 คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือก 1 คน นับคะแนนเรียงลดหลั่นจนครบ และใบที่ 2 ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน

รวมทั้งให้งดเว้นไม่ต้องให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อนายกฯ 3 ชื่อก่อนเลือกตั้ง

3 ไต๋ คสช.เปิดออกมาแล้ว ทำหงายเงิบหงายหลังจริงๆ

แล้วก็เป็น “ผู้ถือดุล” อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ อย่าง “บิ๊กตู่” เสียงเข้มอธิบายความ ยืนยันข้อเสนอทั้งหมดเห็นชอบร่วมกันในแม่น้ำ 4 สาย และไม่ใช่เรื่องกดดัน กรธ.ที่มี “ซือแป๋ มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธานใหญ่

“วันนี้เป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า เชื่อว่า กรธ.คงจะทำตาม”

เตือนความจำ “อำนาจ” ต้นทางแม่น้ำ 5 สาย ผู้นำรัฏฐาธิปัตย์

เมื่อถูกถามถึงกรณี กรธ.ไม่รับข้อเสนอ “บิ๊กตู่” เสียงเข้มขึ้นไปอีก ไม่รับก็เขียนเสนอไปใหม่ เช่นเดียวกับที่ห่วงว่า 3 ข้อเสนอทำร่างรัฐธรรมนูญคว่ำ ผู้นำยืนยันไม่ห่วง หากไม่ดีก็ร่างใหม่ เพราะมีอำนาจอยู่ในมือ

ตีธงแล้วต้องเดินหน้า เอาให้ได้

เมื่อเสียงผู้นำเข้มขลัง แน่นอน “ซือแป๋มีชัย” ประธาน กรธ.ที่ก่อนหน้าเหมือนจะตั้งเงื่อนไข ก็อ่อนลงทันที บอกเรื่องนี้มองแง่ดี ไม่ใช่การกดดัน ไม่มัดมือชก นายกฯเหมือนเขียนจดหมายขอออกเดต

“เป็นความน่ารักของนายกฯ ไม่เขียนก็จะตื๊ออยู่อย่างนี้”

“ซือแป๋” รู้ทางลม เข้าใจเหตุผล “ผู้รับผิดชอบบ้านเมือง” พร้อมเปิดจานรับสัญญาณ

แต่ที่ต่อให้ผู้นำเสียงดังแค่ไหนก็ไม่สนแล้ว บรรดาคนการเมืองแต่ละป้อมค่ายออกมาประสานเสียงต้าน ทั้งปมร้อน “ส.ว.ลากตั้ง 250 คน” ล็อกโควตาให้บิ๊กท็อปบูต เพิ่มอำนาจให้ร่วมลงชื่อเปิดซักฟอกรัฐบาล

ถูกดักทางเป็นแผน “ต่อท่อ” คุมเกมยาวต่ำๆ 5 ปี

เช่นเดียวกับระบบเลือกตั้ง ส.ส.เขตใหญ่ไม่เกิน 3 คน ชาวบ้านเลือกได้คนเดียว ถูกมองว่าเป็นระบบที่ปิดช่องพรรคใหญ่กวาดที่นั่ง ให้คะแนนกระจายเพื่อ “บอนไซการเมือง” สอดรับไปกับข้อเสนอ งดเปิด “3 ชื่อบัญชีนายกฯ”

ฟันธงแผนรวมในสูตร “ผู้นำคนนอก”

ถึงจุดนี้ก็ยังไม่แน่ใจ 3 ข้อเสนอ “เรียกแขก” ทั่วสารทิศอย่างนี้ ทั้ง “บิ๊กตู่” และบรรดา “ห้องเครื่องอำนาจพิเศษ” ที่จะต้องผลักดันร่างรัฐธรรมนูญไปลุยฝ่าด่านประชามติ

จะเข็นท่าไหนไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญคว่ำ หรือมี “แผนสำรอง” ไว้

แต่ที่แน่ๆ กับกระแสข่าวก่อนหน้า หลัง “บิ๊กตู่” โลว์โปรไฟล์มาพักใหญ่จนโดนจับจ้องมองไปต่างๆนานา บ้างว่าผู้นำ “ถอดใจ” หาทางลง บ้างก็ว่าเริ่มเห็นสูตร “เปลี่ยนตัว” กระทั่งกระแสข่าว มีรายการ “ยึดเงียบ”

แต่ถึงจุดนี้ นอกจาก “บิ๊กตู่” ออกมาตีธงเอง หงายไพ่ใบสำคัญ ข้อเสนอบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ

แถมประสานเสียงสอดคล้องกันทั้ง “แก่นแกน” อำนาจพิเศษ

ที่สำคัญ “บิ๊กตู่” ออกมาย้ำหลายรอบถึงการเป็นผู้ถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ประกาศตัวแสดงตนเป็น “ผู้ถือดุล” หลังจากฉากหลบ เลี่ยงตกเป็นเป้าถล่มมาพักใหญ่

ถึงคิวแตะมือ–สลับหน้า ออกมาเล่นลูกเองแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

โผล่ช่วงแหลมๆตลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/591454

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2559 05:01

 

วนๆให้ฝุ่นตลบเข้าไว้

สถานการณ์การเมืองที่เป็นกระแสข่าวรายวันชักจะไม่ไปไหน ม้วนกลับไปกลับมาหลายสัปดาห์ อยู่ที่ปมร้อน “ลากตั้ง ส.ว.” ในห้วง “เปลี่ยนผ่าน 5 ปี”

ต้นขั้วอำนาจพิเศษส่งสัญญาณไม่พอ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทวงถาม “ใบสั่ง” อย่างเป็นทางการ แต่ไม่รู้วางบิลกันอย่างไร หรือใบสั่งเดินทางช้า ข่าวเลยวนไปวนมา

จนถึงเวลานี้ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.ลงนามในเอกสารข้อเสนอแนะแก้รัฐธรรมนูญ จากที่ประชุมร่วมแม่น้ำ 4 สาย

ใบสั่งส่งถึงมือกันซะที

แต่เชื่อว่าต้องขอเวลาอ่านสัญญาณพักใหญ่ โคตรเซียนระดับนี้ก็ต้องเก๋าไว้เชิง

ที่แน่ๆล่าสุด “ซือแป๋มีชัย” ประกาศไม่ถอดใจ ไขก๊อก “หนีใบสั่ง” อย่างที่ถูกจับตาแน่

ยืนยันทำงานอิสระ ไม่ถูกบีบ ไม่กดดัน

แต่ที่พอเห็นคิวแทรกอีกตัวแทน “ก๊ก” ใหญ่ในมหากาพย์ 3 ขั้วชิงการถือดุลอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านก็คือ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” หัวขั้วของอีกก๊กใหญ่ ขย่มเขย่าหนัก

แต่อีกทางก็แบไต๋ “ขอเคลียร์” กันอยู่ในที

แสดงตัวแสดงตน ไม่ให้หลุดจากวงโคจรเกมชิงอำนาจ

ในเส้นทางบังคับของ “ทักษิณ” อยู่ไกล มีปัจจัยเหนือการควบคุมเยอะ อ่านทางไม่ยาก

แต่ที่ทำเอาทั้งฝ่ายข่าวทหาร สันติบาล แกะรอยถอดรหัสกันมึนตึ้บ ก็คืออีกย่างก้าวของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ที่โดดมากลางฟลอร์อีกรอบ

หลังออกมากระตุกรัฐบาล-คสช.ให้ “สละอำนาจ” เพราะแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่ได้

จังหวะนี้ “พ่อใหญ่” เล่นบทเดิม อ้างเป็น “โซ่ข้อกลาง” ชูแนวทาง “ดอกไม้หลากสี” นอกจากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังระบุ ได้จัดตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” มา 3 ปีแล้ว ประกอบไปด้วยชาวเขา ชาวไทยใหม่นับล้านคน แต่ปฏิเสธไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ

แต่เป็นกองกำลัง “เธิร์ดฟอร์ซ” ติดอาวุธทางความคิด รวมคนทุกสีเสื้อช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง

แล้วก็เหมือนรู้ มีหลายฝ่ายตามจับตาความเคลื่อนไหว “บิ๊กจิ๋ว” เคลียร์เอง ที่ขยับออกโรงในจังหวะเดียวกับ “อดีตนายกฯทักษิณ” เริ่มไม่นิ่ง “ผมไม่มีหน้าที่ต้องพาใครกลับบ้าน แม้เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย”

ปัดรับใบสั่ง “ทักษิณ”

ขยายความโดย “เสธ.หมึก” พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ นายทหารคนสนิทพ่อใหญ่ ระบุ พล.อ.ชวลิตห่วงชาติบ้านเมือง เพียงออกมาเสนอแนวคิด ไม่ได้คิดจะสร้างความยุ่งยากในบ้านเมือง หรือหวังล้มรัฐบาล

ส่วนความสัมพันธ์กับอดีตนายกฯทักษิณ เคยเข้าไปเสนอความคิดกับพรรคเพื่อไทยให้เป็นในแนวทางสันติประชาธิปไตย เคยเตือน

อย่าเอาคนใน 3 ตระกูลเข้ามาเกี่ยวพันในพรรคมากนัก แต่สุดท้ายนายทักษิณก็ทำไม่ได้

“เมื่อเตือนแล้วทำไม่ได้ ท่านก็เลยไม่อยากอยู่ในพรรคนี้อีกแล้ว”

เคลียร์ ไม่เกี่ยวกับคอนเน็กชัน “นายใหญ่”

เช่นเดียวกับข้อสงสัยที่ “บิ๊กจิ๋ว” ออกโรงถี่ ในจังหวะเดียวกับที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปท.อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ คนบ้านใหญ่ กำลังท้าชนกรณีถูกไล่บี้ปม “ไลน์ร้อน”

ปมนี้ “บิ๊กจิ๋ว” ไม่ได้เคลียร์ เพียงแค่แง้ม “ยังเคารพและคิดถึงป๋า อยากพบแต่ไม่กล้า”

เอาเป็นว่า ถึงยังอ่านไต๋กันไม่ออก หน่วยข่าวรัฐยังเป็นงง แต่การ “ขยับถี่” ของอดีตนายกฯรายนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องธรรมดา โปรไฟล์ระดับเคยแนบชิด “ต้นขั้วอำนาจเก่าแก่” แต่อีกทางก็เคยร่วมงานกับ “ก๊กทักษิณ”

พลิกข้างย้ายขั้วมาแล้วหลายตลบ

หนนี้ “บิ๊กจิ๋ว” เปิดหน้าช่วง “ศึก 3 ก๊ก” ชิงถือดุลเข้มข้น ต้องติดตาม “เป้าหมาย” ที่ปักหมุดไว้

เข้าทาง “ก๊ก” ไหน

หรือซ่อนหมากกล ช่วยเตะฝุ่นให้ตลบก่อนเดินไปสู่ “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่ตัวเองเร่ขายไอเดียตลอด

เขย่าสูตรบังคับ “แชร์อำนาจ” ทุกขั้ว ในห้วงเปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง