รอจังหวะคอยเสี้ยม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/590899

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 มี.ค. 2559 05:01

 

ยืนโชว์แอ็กชั่นสบายๆ สไตล์ชิวๆ ดื่มด่ำบรรยากาศของน้ำตกไนแองการ่า แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา

ในอารมณ์สบายใจของนายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งเสร็จภารกิจประชุมนโยบายด้านความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ และถกเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมืองมะกัน

นายใหญ่ถือโอกาสเล่นสงครามจิตวิทยา แสดงพาวเวอร์ เวทีโลกยังเปิดกว้างให้การต้อนรับอดีตผู้นำพเนจรของไทย แม้จะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่เป็นที่ต้องการของรัฐบาลท็อปบูตก็ตาม

ตีกินแนวถนัดตามยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย อาศัยจังหวะตอดเล็กตอดน้อย บั่นทอนความน่าเชื่อถือขุมข่ายอำนาจพิเศษไปเรื่อยๆ

กับบทบาทล่าสุดที่เพิ่งปล่อยของบนเวทีสถาบันนโยบายโลก (WPI) ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ ขยายแผลร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ฟ้องโลกเล่นงานขุมข่ายอำนาจพิเศษ ตอกย้ำปมเดิมๆ เปิดทางให้อำนาจตุลาการเข้ามาล่วงล้ำอำนาจนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร สำทับกับช็อตต่อเนื่องให้สัมภาษณ์สื่อดัง “นิวยอร์กไทม์ส” ถล่มร่างรัฐธรรมนูญลากประเทศไทยถอยหลัง ปลุกกองหนุนให้รอจังหวะเตรียมเคลื่อนไหว

เร้ากระแสเลี้ยงหัวเชื้อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญตามคอนเซปต์อย่างต่อเนื่อง

และก็เป็นอะไรที่สอดรับกับจังหวะที่ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกโรงเคลื่อนไหวพอดิบพอดี

เปิดบ้านซอยปิ่นประภาคม เปิดตัวการจัดตั้งกองกำลังส่วนที่ 3 ระดมทุกสีเสื้อ ทั้งชาวไทยภูเขา ชนเผ่า ชาวไทยใหม่ คนยากจน เป็นแนวร่วม ช่วยกันแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้คนไทยเลิกคิดฆ่ากัน

พร้อมให้แง่คิดเตือนสติรัฐบาลท็อปบูตว่า เวลานี้มีคนไม่ชอบทหารมากขึ้น จึงควรเร่งแก้ปัญหาความยากจนมากกว่าเอาเวลามาทุ่มเทเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ หรือต่อว่านักการเมืองเลว

หย่อนทุ่นให้ คสช.ถอดรหัสการตั้งกองกำลัง ตีความการเคลื่อนไหว “พ่อใหญ่จิ๋ว”

ที่มักออกมาผสมโรงใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” อยู่เสมอ

ยิ่งเป็นช่วงเวลากลุ่มก้อนทางการเมืองกล้าขยับตัวมากขึ้น ไม่เกรงใจกระบองยักษ์มาตรา 44 มันจึงเป็นอะไรที่ฝ่ายกุมอำนาจพิเศษจะไม่หวาดระแวง คงเป็นไปได้ยาก

และยิ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากขึ้นกับสถานการณ์แปร่งๆภายในเครือข่าย คสช.ที่มีร่องรอยขบเหลี่ยมให้เห็นกันต่อเนื่อง

ไล่ตั้งแต่ปม พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ คนสนิทผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านสี่เสาฯ งัดข้อกับพี่ใหญ่ขั้วอำนาจพิเศษ

ลามมาถึงความไม่ลงรอยระหว่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับ “ซือแป๋มีชัย” เรื่องปม ส.ว.สรรหา 5 ปีในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

ที่ล่าสุด “บิ๊กป้อม” ทุบโต๊ะเอาแน่กับข้อเสนอ ส.ว.ลากตั้ง ถึงขั้นส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึงนายมีชัย ขอวางบิลให้มี ส.ว.สรรหาเป็นกลไกพิเศษช่วยคุมเกมช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

นำร่องให้เครือข่าย คสช.และคนใกล้ชิดแปลงร่างมานั่งเก้าอี้สภาสูง คอยเป็นหูเป็นตาควบคุมการทำงานรัฐบาลในอนาคต โดยมีกองเชียร์จากหลายฝ่ายให้การสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว

เครือข่ายแม่น้ำหลายสายจับมือรุกหนัก กระทุ้งทีมงาน 21 อรหันต์ กรธ.ต่อเนื่องให้รีบตอบรับข้อเสนอของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์

สะท้อนปรากฏการณ์ คนกันเองชักไม่สบอารมณ์กับลีลาแข็งข้อของประธาน กรธ. ที่ไม่มีปฏิกิริยาสนองตอบความต้องการฝ่ายอำนาจพิเศษ

ตอกย้ำอาการแตกคอภายในทีมอำนาจพิเศษมีอยู่จริง

ถึงขั้นที่ “วิรัตน์ กัลยาศิริ” นักกฎหมายมือเก๋า ค่ายประชาธิปัตย์ ต้องออกมากระตุก ให้หยุดรุมกินโต๊ะ แทรกแซงการทำงาน กรธ.

แตะเบรกพฤติกรรมวางก้ามฝ่ายอำนาจพิเศษ ผวาอาจเป็นชนวนให้ “มีชัย–พล.อ.ประยุทธ์” ถอดใจไขก๊อกออกจากตำแหน่ง จะยุ่งไปกันใหญ่

คาดการณ์สถานการณ์ในเชิงลบ เกิดสภาพสุญญากาศในช่วงรอยต่อรับส่งไม้ก่อนคืนประชาธิปไตย

กลุ่มอำมาตย์–ขั้วอำนาจใหม่ยังประลองกำลังกันไม่เลิก อีนุงตุงนังกันไปหมด

เข้าทางคนแดนไกล ไม่ต้องออกแรงเหนื่อย

ยืนอยู่บนภู คอยออกโรงเสี้ยมตามจังหวะเท่านั้น!!!

ทีมข่าวการเมือง

เขย่าโครงสร้างต้นธารยุติธรรม : ถ่วงดุลการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/590078

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 มี.ค. 2559 05:01

 

“ต้องแต่งตั้งโยกย้ายทุกระดับใน สตช.ให้เป็นธรรม ไม่ใช่เฉพาะตำแหน่ง ผบ.ตร.”

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (กมธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงขั้นตอน

ต่อไปในการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

หลังจาก กมธ.กำหนดแผนการปฏิรูป สตช. เพราะสภาพปัญหาการบริหารงานของ สตช. มีเหตุและปัจจัยสำคัญก่อให้เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคมในวงกว้าง

ทั้งด้านการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การอำนวยความยุติธรรมในทางอาญา

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

เห็นได้จากส่วนใหญ่เมื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มักจะมีการเปลี่ยน ผบ.ตร. เพื่อที่รัฐบาลจะสามารถควบคุม สั่งการให้ปฏิบัติงานตอบสนองฝ่ายบริหาร หรือใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือ

ตำรวจจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ยิ่งโครงสร้างของสังคมในช่วงหลังได้ยกระดับสถานะของนักการเมืองให้เป็นผู้ควบคุมกลไกการทำงานของข้าราชการ

ทำให้ฝ่ายการเมืองจะมีอำนาจเหนือกว่าในลักษณะของการควบคุม กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ เท่ากับตำแหน่งสำคัญๆต้องได้รับการเสนอชื่อหรือความเห็นชอบจากฝ่ายการเมืองเสียก่อน

แผนการปฏิรูปตำรวจทั้งหมด นอกจากระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน ซึ่งสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้โดยเร็วแล้ว

ยังมีปัญหาใน สตช.มาโดยตลอด นั้นก็คือความเป็นอิสระของการบริหารงานบุคคลของสตช. ซึ่งถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ที่เป็นปัญหารากฐานที่ต่อยอดนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ฉะนั้นจำเป็นต้องปฏิรูปและขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน

ปัญหาความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

โดยกำหนดมาตรการไม่ให้มีการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในองค์กรกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างอิสระ ปราศจากการครอบงำใดๆ

และ กรธ.ยังเล็งเห็นผลถึงสภาพปัญหาภายใน สตช.ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะปัญหาที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการบริหารงานบุคคล

จนทำให้ประชาชนเกิดข้อครหาว่าตำรวจสองมาตรฐาน ตำรวจไม่เป็นกลาง ตำรวจรับใช้นักการเมือง

และส่งผลไปถึงปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งอีกด้วย กรธ.จึงกำหนดต้องปฏิรูปตำรวจ

ไว้ในบทเฉพาะกาลให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เมื่อ กมธ.พิจารณาถึงสภาพของปัญหาของ สตช. ประกอบกับเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงเดินหน้าเรื่องความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง

เพื่อขจัดข้อครหาตำรวจสองมาตรฐาน ตำรวจไม่เป็นกลาง ตำรวจรับใช้นักการเมือง หรือทัศนคติที่ไม่ดีของประชาชนต่อตำรวจให้หมดไป

ตามปกติการบริหารงานราชการของ สตช.เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใช้อำนาจผ่านคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อตั้งตำรวจระดับยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ข้อมูลนี้เป็นรายงานบางส่วนของ กรธ.

และมีประเด็นร้อนๆเกิดขึ้นตามมา เมื่อ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป รองประธาน กมธ.วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและพฤติมิชอบ สปท.

ถูกพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งใน สตช. แม้ พล.ร.อ.พะจุณณ์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่เรื่องก็ยังไม่จบลงง่ายๆ

บังเอิญประเด็นนี้มาตรงกับจังหวะที่ สปท.พิจารณาเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ไม่ให้ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองพอดี

นายวิรัชบอกว่า ประเด็น พล.ร.อ.พะจุณณ์ยิ่งทำให้เกิดการปฏิรูป สตช.เร็วขึ้น เมื่อ ก.ต.ช.เลือก ผบ.ตร.ดี การแต่งตั้งโยกย้ายในระดับต่างๆก็จะดีตาม ตำรวจที่มีฝีมือ มีความรู้ ความสามารถจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอยู่ในที่ที่เหมาะสม จะทำงานดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ สุดท้ายเมื่อหัวคือ ผบ.ตร.ไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก

ฉะนั้นการปฏิรูป สตช.ควรเริ่มจากระดับ ผบ.ตร. ซึ่งจะทำอย่างไรให้การแต่งตั้งปราศจากถูกการเมืองแทรกแซง

เพราะในเมื่อนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ก็ต้องให้เกียรติฝ่ายบริหาร ถ้าคุมตำรวจไม่ได้ย่อมบริหารประเทศไม่ได้ เนื่องตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ฉะนั้น จึงเป็นอำนาจของนายกฯที่จะสรรหาคนเป็น ผบ.ตร. แต่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน โปร่งใส มีคุณสมบัติทั้งความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริตและวิสัยทัศน์

การชี้ขาดแต่งตั้ง ผบ.ตร.ไม่ควรอยู่ที่นายกฯ นายกฯควรเป็นคนเสนอชื่อ ผบ.ตร.ให้ ก.ต.ช.พิจารณา ซึ่งองค์ประกอบของ ก.ต.ช.ควรตัดนายกฯออกไป และนำตำรวจมาเป็นประธาน ก.ต.ช.แทนนายกฯ

แต่ในที่ประชุม กมธ.มีข้อโตแย้งว่าน่าจะให้นายกฯเป็นประธานก.ต.ช. เพราะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ทำให้มีข้อเสนอรูปแบบแรก คือ นายกฯไม่เป็นประธาน ก.ต.ช. แต่ให้นายกฯเสนอชื่อ ผบ.ตร. หาก ก.ต.ช.ไม่เอาก็ให้นายกฯวีโต้ได้ และ ก.ต.ช.พิจารณาใหม่โดยต้องได้คะแนน 3 ใน 4 ถึงผ่านได้เป็น ผบ.ตร. รูปแบบที่สองนายกฯยังเป็นประธาน ก.ต.ช.
จะต้องเลือกรูปแบบไหนภายใต้หลักมีการถ่วงดุลและคานซึ่งกันและกัน

ร่างสุดท้ายได้เลือกรูปแบบแรก และเสนอแก้องค์ประกอบของ ก.ต.ช.ให้มาจากตำรวจที่เกษียณ มีอายุ 65-70 ปี ซึ่งเปิดช่องให้ตำรวจได้เลือกกันเอง ถ้ายังไปเลือกตำรวจที่เป็นเด็กของนักการเมืองก็ช่วยไม่ได้

ตำรวจด้วยกันย่อมรู้กันดีว่าใครเป็นอย่างไร จะได้ไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง มีความเป็นอิสระ ไม่กลัวใคร

มีคำถามว่าทำไมต้องเอาอายุ 65-70 ปี บอกได้เลยว่าหากตำรวจที่เพิ่งเกษียณใหม่ 60-64 ปี จะยังมีกลิ่นอายของนักการเมืองติดอยู่ ทาง กมธ.ถึงต้องการให้ปลอดจากการเมืองจริงๆ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าโครงสร้างใหม่จะป้องกันการซื้อขายตำแหน่งได้อย่างไร นายวิรัช บอกว่า ปฏิรูปแค่นี้ไม่พอ ยังต้องปฏิรูปการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในทุกระดับด้วย ซึ่งกำลังจะทำตามมา

และกำลังวางระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน พูดง่ายเป็นการปฏิวัติโรงพักใหม่ทั่วประเทศ ผู้เสียหายจะไปพบพนักงานสอบสวนวันเวลาไหนได้หมด สามารถตอบได้ทุกเรื่องว่าคืบหน้าไปถึงไหน

และยังจะจัดรถโมบายแบบเดลิเวอรี่ไปรับแจ้งความในที่เกิดเหตุทำแบบนี้ประชาชนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ทั้งหมดจะเชื่อมด้วยระบบ
คลาวด์ (Cloud)

ขณะเดียวกันเมื่องานของตำรวจเพิ่มขึ้น จะต้องหันกลับไปดูงบประมาณของ สตช. และเงินเดือนของตำรวจควรจัดให้พอสมควร ซึ่งถ้าเทียบกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เงินมากกว่าตำรวจเยอะ ทั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ต่างกัน แต่ตำรวจทำงานหนักกว่า

ทั้งหมดเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรให้น้ำหนัก เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชน ถ้าประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็อย่าไปคิดว่ากระบวนการยุติธรรมต่อไปจะเป็นธรรม

เพราะกระบวนการยุติธรรมเปรียบเสมือนสายน้ำ ตำรวจเป็นต้นน้ำ อัยการ ทนายความเป็นกลางน้ำ ศาลเป็นปลายของแม่น้ำ
ถ้าต้นน้ำใสไหลมา คนที่อยู่ปลายน้ำก็ไม่ต้องกรองมาก ดื่มได้เลย แต่ถ้าต้นน้ำดำหรือเทาไหลมา คนอยู่ปลายน้ำก็ต้องกรองอย่างดี คดีความก็ล่าช้า

ฉะนั้นรัฐบาลควรปฏิรูปต้นน้ำให้ได้ เพื่อประชาชน.

ทีมการเมือง

ผ่าเกมโค้งสุดท้ายกดดัน “มีชัย” ปิดกล่อง รธน. : ชิงบทเฉพาะกาล ดุลอำนาจเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589701

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 มี.ค. 2559 05:01

 

พม่ากำลังจะได้ประธานาธิบดีใหม่ป้ายแดง

ตามโพยที่นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี ในฐานะผู้ครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภาของประเทศเมียนมา ได้ประกาศเสนอชื่อ นายถิ่น จอ วัย 69 ปี คนใกล้ชิด และสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีอาวุโส เข้าชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของรัฐบาล

เบื้องหลังอย่างที่เป็นข่าวฮือฮา เป็นที่ปรึกษาและคนขับรถคนสนิทของนางซูจี

รู้กันทั้งโลกว่าเป็นแค่ประธานาธิบดี “นอมินี”

อย่างที่นางซูจีก็ได้ให้คำมั่นกับผู้สนับสนุนว่าจะปกครองอยู่เหนือผู้นำที่เป็นตัวแทนของเธอ

เรื่องของเรื่องต้นเหตุก็มาจากรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเผด็จการทหารของพม่าร่างขึ้น ทำให้หญิงเหล็กของพม่าถูกห้ามการทำหน้าที่ในตำแหน่งสูงสุดของประเทศด้วยเงื่อนไขมีสามีและทายาทเป็นชาวต่างชาติ

มันก็เลยนำมาซึ่งเหตุการณ์ประหลาดเยี่ยงนี้

ถือเป็นสีสันประชาธิปไตยในแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และโดยสถานการณ์เพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างพม่าที่ล้อไปกับบรรยากาศประชาธิปไตยแบบไทยๆที่อยู่ในห้วงเดินหน้าตามโรดแม็ปปฏิรูปประเทศ

โค้งสุดท้ายก่อน “ปิดกล่อง” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

กำหนดเดดไลน์ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และทีมงาน “21 อรหันต์ทองคำ” ต้องดำเนินการสรุปรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายในวันที่ 29 มีนาคมปลายเดือนนี้

ตามจังหวะที่สะท้อนให้เห็นถึงเหลี่ยมการช่วงชิงความเป็นผู้ถือดุลอำนาจ

โดยเฉพาะจุดโฟกัสก็คือสัญญาณชัดๆจากฝ่ายทหาร ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จุดพลุด้วยตัวเอง

ชงสูตรให้สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาทั้งหมดในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

โดยให้กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่

ก่อนที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. จะออกมาขานรับ แสดงท่าทีเห็นดีเห็นชอบกับแนวคิดของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์

“ส.ว.ลากตั้ง” คุมเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน

นี่คือโจทย์ของฝ่ายทหารที่ยื่นออกอากาศ ในจังหวะที่นายมีชัยกั๊กเหลี่ยมไม่ยอมเข้าร่วมประชุมแม่น้ำ 5 สายนัดล่าสุด อ้างเพราะไม่อยากถูกผูกมัด

แค่ยักท่าเป็นเชิงดักคอไว้ ถ้าหาก คสช.จะสั่งอะไรก็สั่งมา แต่ก็ต้องพิจารณาเหตุผลด้วย

ออกลีลาเป็นเชิง ไม่ใช่จะกดปุ่มกันได้ง่ายๆ

โดยที่นายมีชัยยังยืนยันในหลักการ ส.ว.มาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพลักษณะประโยชน์ร่วมกัน หรือเคยทำงานด้านต่างๆที่หลากหลายของสังคมโดยการเลือกกันเองจาก 20 กลุ่มอาชีพ

เน้นไปที่กลไกบังคับใช้เป็นการถาวร ไม่ใช่การวางไว้ในบทเฉพาะกาล

ตามรูปการณ์เหมือนกับว่า นายมีชัยที่มีสถานะอิงอยู่กับฝ่าย “อำมาตย์” จูนคลื่นไม่ตรงกับทหาร

แต่แน่นอน โดยสถานะของ คสช.ที่เป็นจุดกำเนิดต้นแม่น้ำทั้ง 5 สาย ที่สำคัญหัวขั้วอำนาจท็อปบูตทั้ง พล.อ.ประวิตรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ประสานเสียงเป็นโทนเดียวกันมาขนาดนี้

คงเป็นอะไรที่ยากจะทัดทานได้

และนั่นก็ล้อตามเสียงวิจารณ์ กระแสต่อต้านทหารลากยาวอำนาจที่ดังอื้ออึงขึ้นตามลำดับ

เพราะมันถึงจุดที่ “จับไต๋” กันได้ชัดเจนแล้ว

แนวโน้มเข้าเค้าแบบที่มีการวิเคราะห์แผนการทหารจะใช้อำนาจผ่าน “ส.ว.ลากตั้ง” ในการคุมเกมรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง

ประคองเกมบนหลังเสือต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 5 ปี

ตามเงื่อนไขที่อ่านกันได้ง่ายๆ คนที่กุมอำนาจพิเศษในการแต่งตั้ง ส.ว.สรรหาตามบทเฉพาะกาล ย่อมถือความได้เปรียบในการล็อกเครือข่าย ส่งคนของฝ่ายตัวเองเข้าไปคุมเกมในวุฒิสภา

แบบที่ พล.อ.ประวิตร ก็แบะท่า ไม่ปฏิเสธคำถามดักคอประเด็นส่งทีมงาน คสช.เข้าไปเป็น ส.ว.สรรหา

“ก็ไม่แน่ แล้วผิดตรงไหน”

ตอกย้ำความตั้งใจในยุทธศาสตร์ ไม่กั๊กกันแล้ว

โดยสถานการณ์ห้วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดกล่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เห็นได้เลยว่า ทหารออกตัวแรงในจังหวะชิงบทเฉพาะกาล

เพื่อเป็นฝ่ายถือดุลอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

ประกอบกับท่าทีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลทหาร คสช.ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านด่านประชามติให้ได้ ไล่กันตั้งแต่การมอบหมายให้กองทัพเป็นหน่วยหลัก ใช้นักศึกษาวิชาทหารหรือ ร.ด.ในการออกรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2557 เพื่อเปิดช่องทำประชามติ โดยกำหนดเงื่อนไขให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ จากเดิมที่ให้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ ทำให้โอกาสผ่านประชามติง่ายกว่าเดิม

หรือกับปฏิบัติการล่าสุดในการเดินหน้าลุยกวาดล้างผู้มีอิทธิพลตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร ก็มีการมองไปถึงผลพลอยได้ในการบล็อกนักการเมือง ที่มีอิทธิพลเหนือฐานเสียงและมวลชนในพื้นที่ทั่วประเทศ

ไม่ให้ก่อแรงกระเพื่อม เพิ่มแรงต้านประชามติ

ในมุมทหารออกแรงดันเต็มที่ นั่นแสดงว่ามั่นใจสถานการณ์หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติยังคงคุมสภาพการณ์ทางการเมืองที่เดินหน้าไปตามโรดแม็ปได้

ตามสถานะของผู้ถือดุลอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ใช่ว่าสถานการณ์จะราบเรียบเสียทีเดียว

โดยเฉพาะถ้าแกะรอยตามปรากฏการณ์ขบเหลี่ยมในหมู่ฝ่ายถืออำนาจพิเศษ จากเหตุการณ์ล่าสุดที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะนายทหารคนสนิทของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ยกทัพใหญ่เข้าพบตำรวจตามนัด

เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีตำรวจมีหลักฐานว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์ แชตข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ กล่าวหาว่า มีนายทหารยศพลเอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โฟกัสจากคณะติดตามทั้งนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความและอดีตแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) แนวร่วมม็อบ กปปส. และนายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตรองประธานศาลฎีกา ตามประกบในฐานะทีมกฎหมาย

แสดงตัวแสดงตนกันชัดๆเลย เครือข่ายใครเป็นใคร

และไฮไลต์จริงๆก็อยู่ตรงช็อตที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ยอมรับว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม กับเรื่องที่เกิดขึ้น คราวนี้มีข่าวออกมามากมาย ดูเหมือนว่า พล.อ.เปรมไม่ได้ใส่ใจลูกน้องเก่า

จึงขอเรียนว่า พล.อ.เปรมพูดกับตนและนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน มีทั้งผู้ใหญ่ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของตนด้วย ส่วนที่ พล.อ.เปรมพูดกับตนโดยตรงเมื่อวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม ท่านถามว่าเรื่องของตนจะเอายังไงต่อไป จึงเรียนไปและบอกเลขาฯท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องทุจริตคอร์รัปชันที่ท่านต้องทำงานหนักมาก่อนหน้านี้ คนรุ่นตนจะจัดการเอง

โดยที่ “ป๋าเปรม” ตอบกลับมาว่า “ขอบใจมากลูก ขอให้พะจุณณ์โชคดี”

ชัดเจน นี่คือการตอกย้ำสถานะ “ลูกป๋า”

และตามท้องเรื่องที่ต่อเนื่องกัน จากก่อนหน้านั้นที่ พล.อ.ประวิตรออกมาเคลียร์กระแสข่าวการขัดแย้งกับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ไม่มีอะไรต่อกัน เพราะรู้จักกันดี และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.เปรม เพราะตนเองเด็กกว่า และเคารพ พล.อ.เปรมมาโดยตลอด

ออกตัวเป็นนัย ไม่คิด “วัดรอย เท้าป๋า”

“พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ยืนยัน ไม่อยากใหญ่ พร้อมออกทุกวัน

แต่แน่นอน แม้ทุกฝ่ายจะออกมาบอกปัดสถานการณ์งัดข้อของผู้มากบารมี “2 ป” เป็นแค่เรื่องที่สื่อมโนกันไป ทว่าโดยเงื่อนไขเกมอำนาจที่เดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายในการล็อกอำนาจและผลประโยชน์ผ่านร่างกติกาใหม่ประเทศไทย

ตามจังหวะชิงเป็นผู้ถือดุลอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

เพื่อคุมเกมอำนาจประเทศไทย

โดยสถานการณ์ย่อมหนีไม่พ้น กับสภาพการแตกตัวของกลุ่มขั้วอำนาจฝ่ายต้าน “ทักษิณ” ที่เกาะกันอยู่หลวมๆด้วยผลประโยชน์ร่วมกัน

ทหาร อำมาตย์ กปปส. ไม่มีวันพอใจในจุดเดียวกันแน่

และโดยหัวเชื้อไฟความขัดแย้งไม่ได้สูญสลายไป กับความเคลื่อนไหวของอีกขั้วอันตราย อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็เดินสายในเวทีระดับโลก

โจมตีฝ่ายถืออำนาจในเมืองไทย ประจานร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทำชาติถอยหลัง

ต่างฝ่ายต่างยื้อธงของตัวเอง ยึดเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งด้วยกันทั้งนั้น

ฟัดกันจนล่อนจ้อนหมดแล้ว วิกฤติประเทศไทยก็ยังไม่ไปไหน

สถานการณ์ประเทศไทยยังว้าเหว่

แต่แน่นอน ในฐานะผู้ขันอาสา ทหารกระโดดเข้ามายึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับขุมอำนาจ คสช.เต็มๆ

จะแตกขั้วหันมาล่อกันเองยังไง ก็อย่ามัวเพลินกับการช่วงชิงเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

จนลืมภารกิจหลัก นำประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย “ปฏิรูป”.

ทีมการเมือง

คนนอก-คนในรุมเขย่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589595

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 มี.ค. 2559 05:01

 

เคลียร์ทางโล่งไปอีกหนึ่งด่าน

กับคิวที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติผ่านฉลุยร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 3 วาระรวด ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 192 ต่อ 0

ไม่มีเสียงแตกแถวต่อหน้าพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่มานั่งร่วมวงอยู่ในห้องประชุมด้วยตัวเอง

ปลดล็อกแก้ไขถ้อยความคลุมเครือ เรื่องการนับคะแนนเสียงประชามติให้เกิดความชัดเจน โดยยึดจากจำนวนคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน แทนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงตามเนื้อหาในร่างเดิม

ผ่อนแรงช่วยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ต้องเผชิญของแข็ง เข็นครกขึ้นภูเขาผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ในจังหวะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กำลังถูกรุมทุบทั่วสารทิศจากทุกขั้วพรรคการเมืองและกลุ่มนักวิชาการ

จน “ซือแป๋มีชัย” ต้องยอมใส่เกียร์ถอย เฉือนอำนาจล้นฟ้าของศาลรัฐธรรมนูญลง เพื่อลดแรงเสียดทาน

ไล่เลี่ยกับห้วงเวลาที่ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตระเวนตีกินให้สัมภาษณ์สื่อต่างแดน เล่นเกมลดความน่าเชื่อถือร่างรัฐธรรมนูญ
ล่าสุดโฉบไปโผล่กลางกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นเวทีบรรยายที่งาน “สนทนาเป็นการส่วนตัวกับทักษิณ ชินวัตร” ของสถาบันนโยบายโลก (WPI) ถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย

ตอกย้ำปมให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินความจำเป็น เปิดทางให้อำนาจตุลาการเข้ามาล่วงล้ำอำนาจนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร สำทับต่อเนื่องกับการให้สัมภาษณ์สื่อดังอย่าง “นิวยอร์กไทม์ส” ของสหรัฐฯ ถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำลังลากประเทศไทยถอยหลัง

นายใหญ่ยังเดินเกมฟ้องโลกตามงานถนัด เร้ากระแสเลี้ยงหัวเชื้อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง

ตามประโยคที่หลุดออกมาระหว่างให้สัมภาษณ์ “หากผมออกมาแสดงความกังวล กลุ่มผู้สนับสนุนก็พร้อมออกมาเคลื่อนไหว”

ส่งสัญญาณเปิดหน้าชนชัดเจน ไม่เอาแน่กับกติกาฉบับใหม่ที่บอนไซอำนาจฝ่ายการเมืองให้อยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจตุลาการ

กดดันทีมงาน 21 อรหันต์ กรธ.ลดยาแรง ไม่ให้นักการเมืองเป็นเบี้ยล่างอำนาจตุลาการและองค์กรอิสระ

เช่นเดียวกับท่าทีของฝั่งอำนาจพิเศษที่ส่งสัญญาณบีบ กรธ.ชัดเจนยิ่งขึ้น

กับท่าทีของ “บิ๊กป้อม” ที่ส่งสัญญาณดังขึ้นเรื่อยๆ กรณีเรียกร้อง กรธ.เขียนบทเฉพาะกาลให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง เพื่อใช้เป็นกลไกควบคุมบ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

เอาแน่กับการให้ คสช.และคนใกล้ชิดแปลงร่างเป็น ส.ว.มาควบคุมการทำงานของรัฐบาลในอนาคต

ถึงขั้นถามกันตรงๆ คสช.เป็น ส.ว.สรรหาผิดตรงไหน ตอบโจทย์ชัดเจนถึงความต้องการของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ที่ต้องการให้มีกลไก ส.ว.สรรหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สอดรับการเล่นตามน้ำของขุมข่ายแม่น้ำสายต่างๆทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ต่างประสานเสียงให้มี ส.ว.สรรหาช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ติดอยู่ที่ท่าทียึกยักของ “มีชัย” ที่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับข้อเสนอ ส.ว.ลากตั้ง

คนกันเองชักไม่สบอารมณ์กับลีลาแข็งข้อของประธาน กรธ.

ชักมีเค้าลางปรากฏการณ์ไม่ลงรอยภายในทีมงาน คสช.ด้วยกันเอง สะท้อนได้จากกรณี “ซือแป๋มีชัย” ชิ่งวงประชุมแม่น้ำ 5 สายครั้งล่าสุด โดยให้เหตุผลไม่อยากถูกผูกมัด

ดูแล้วยังไงก็ผิดธรรมชาติของคนทำงานอยู่ในฟลอร์เดียวกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “มีชัย” ก็ยังมีลูกเก๋าเกม ไม่ปิดประตูตายใบสั่ง ส.ว.ลากตั้ง โดยยื่นเงื่อนไขขอให้ คสช.ยื่นข้อเรียกร้องขอมาเป็นลายลักษณ์อักษรก็จะพิจารณาให้อีกครั้ง ยังไม่บุ่มบ่ามรับลูกข้อเสนอที่โยนลอยมาตามลม

เพราะดูแล้วถึงยังไงคงปฏิเสธข้อเสนอลำบาก อย่างมากทำได้แค่ยื้อเวลา รอปรับทบทวนในช่วงโค้งสุดท้าย

แต่ไม่กล้าเสี่ยงรับมุกทันทีทันใด กลัวเพิ่มแรงกระเพื่อมมากไปกว่านี้

ระดับโคตรเซียนกฎหมายมือหนึ่งของประเทศย่อมรู้ทิศทางลมดีว่า ควรเร่งและผ่อนจังหวะช่วงไหน เพราะถ้า คสช.ไม่ออกแรงช่วยกดปุ่มไฟเขียวร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่แล้ว

โอกาสผ่านประชามติก็ริบหรี่เต็มทน!!!

ทีมข่าวการเมือง

เปิดหน้าเล่นกันแล้ว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589084

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 มี.ค. 2559 05:01

 

จะโดยตั้งใจ หรือถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม จองซีนเด่นประจำจอทีวี และหน้าหนังสือพิมพ์มาตลอดสัปดาห์

โดยเฉพาะช็อตเคลียร์ปม “วัดรอยเท้าป๋า” และปม “ส.ว.ลากตั้ง”

โดยเรื่องแรก ต่อเนื่องจากกรณีตำรวจไล่บี้ “บิ๊กตุ้ม” พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป

สปท. อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ ในความผิดกรณีมีข้อความผ่านไลน์ กล่าวหา “พลเอก” เอี่ยวซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

จน “พะจุณณ์” เปิดศึกตอบโต้สีกากี ระดมกองหนุนระดับบิ๊กเนมไม่ธรรมดา

เครือข่ายภายใต้ร่มเงา “บ้านใหญ่เทเวศร์” แทบทั้งนั้น

จนถูกมองเป็นสงครามตัวแทนของผู้มีบารมี 2ป. “ศึกอำมาตย์-ท็อปบูต”

ถึงแม้ล่าสุด หลังเข้าพบพนักงานสอบสวน “พะจุณณ์” จะออกมาบอกปัด ปมนี้ไม่เกี่ยวกับ “บิ๊กป้อม” อย่าไปขยายความต่อ แต่อีกทางก็ระบุ ตัวเองได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ถึงแม้เคยอยู่ทำงานมา 30 ปีไม่เคยเอาเรื่องของป๋ามาพูด แต่ว่าคราวนี้มีข่าวออกมา มองดูเหมือนว่า พล.อ.เปรมไม่ได้ใส่ใจลูกน้องเก่า ทั้งที่ “ป๋าเปรม” ได้สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความเป็นห่วง

และให้กำลังใจ “ขอให้พระจุณณ์โชคดี”

อย่างไรก็ตาม ปมนี้ “บิ๊กป้อม” ก็ออกมาบอกปัดแล้วว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่อง “ไลน์ร้อน” ปม “พลเอกเอี่ยวซื้อขายเก้าอี้” รวมทั้งที่มีการเขียนมีการวิเคราะห์เกี่ยวโยงไปถึง พล.อ.เปรม เป็นเรื่องมโน คิดกันไปเอง

“ไม่คิดวัดรอยเท้า”

ปัดงัดข้อกับผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง “ป๋าเปรม”

รวมทั้งประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ ที่ “บิ๊กป้อม” ออกมาตอบคำถามสื่อถึงข้อเสนอลอยลมถึงทีมร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุเนื้อหา ชงให้ ส.ว.มาจากการสรรหา ลากตั้งทั้งหมดในห้วงเปลี่ยนผ่าน

โยนหินไม่นาน “บิ๊กป้อม” ก็ยังยืนยันถึงความจำเป็นของ ส.ว.สรรหา เพื่อร่วมทำงานกับ ส.ส.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อประเทศ รวมทั้งเชิงขู่ “ต่อไปอาจมี ส.ว.สรรหาตลอดไปก็ได้”

ถูกถามตรงถึงคิว คสช.เข้าไปเป็น ส.ว.สรรหา “บิ๊กป้อม” ก็ตอบตรง “ก็ไม่แน่แล้วผิดตรงไหน”

งานนี้ “เขาเอาแน่” อย่างที่ถูกดักคอจริงๆ

จากฉากร้อนๆในประเทศก็ส่อวุ่นแล้ว ล่าสุดยังมีคิวแทรกมาจากแดนไกล

ได้ฤกษ์ที่ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” เล่นใหญ่ ไปบรรยายในงานที่จัดขึ้นโดยสถาบันนโยบายโลก ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีเครือข่าย กปปส.ดักต้าน อีกทางกลุ่มเสื้อแดง นปช.ถือป้ายเชียร์

สะท้อนชื่อ “ทักษิณ” ขายดี ยังคงเป็นศูนย์กลางความขัดแย้ง

แล้วคิวนี้ก็ตามคาด อดีตนายกฯ สับเละ ทั้งอัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สนองความต้องการของประชาชน ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ เปิดช่องให้มีการแทรกแซงฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ

โดยอำนาจพิเศษ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และฝ่ายตุลาการ

ทิ่มร่างรัฐธรรมนูญ ในเป้าหมาย “คว่ำ” สู่คิว “โค่น”

ที่น่าสนใจ หลังลงจากเวที “ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์พิเศษหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส ทางหนึ่งก็เปิดช่องพร้อมเคลียร์ เรียกร้องให้รัฐบาล อำนาจพิเศษมาพูดคุยกันโดยตรง

และไม่ถอดใจ กับความพยายาม “กลับประเทศ”

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น การอ่านเกมเฉพาะหน้ากับคำถามที่ว่า จะใช้เงินและทรัพยากรที่มีรณรงค์ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ “ทักษิณ” ออกตัว คงไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะไม่ได้อยู่ภายในประเทศ

“แต่หากออกมาแสดงความกังวล กลุ่มผู้สนับสนุนก็พร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหว”

ขู่ปลุกม็อบคว่ำร่างรัฐธรรมนูญกันตรงๆเลย

ในจังหวะที่ประเทศไทย สะบัดหนาวสะบัดร้อน อุณหภูมิการบ้านการเมืองชักจะไต่ดีกรีระอุ ในห้วง 3 ก๊กหลัก “อำมาตย์เก่า–ท็อปบูต” และอีกตัวแปร “ทักษิณ” ร่วมศึกชิงการถือดุลอำนาจห้วงเปลี่ยนผ่าน

ต่างเริ่มเปิดชื่อเปิดหน้า ส่งสัญญาณ “เอาแน่” กันทุกขั้ว.

ทีมข่าวการเมือง

ดูแล้วทหารลุยเต็มที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588535

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 มี.ค. 2559 05:01

 

ยอมถอยก้าวสำคัญก่อนเลย

ล่าสุดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ยอมปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการวินิจฉัยกรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใดๆหรือที่เข้าใจกันในมุมของ “มาตรา 7” จากเดิมที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย

อันเป็นชนวนที่มาของคำว่า “อำนาจล้นฟ้า”

เปลี่ยนมาเป็นการให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

ต้องคายล็อก ถอนอำนาจออกจากตุลาการ

ไม่เสี่ยงท้ากระแสต้าน ที่ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เฉพาะลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” เท่านั้น แต่อย่างที่รู้กัน ไม่ว่าจะเป็นคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการเมือง ทุกฝ่ายก็ทักท้วงถึง “อันตราย” ในการรวบอำนาจตัดสินใจนาทีเป็นนาทีตายของประเทศไปไว้กับศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งๆที่เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤติมาเหมือนกัน

แน่นอน ว่ากันตามอาการ “ไอ้เสือถอย” จุดนี้น่าจะเป็นปมสำคัญที่กระตุกแรงต้านหนักหน่วงที่สุด ทำให้ทีมงานของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องตัดใจปรับพิมพ์เขียว ลดแรงเสียดทาน

ไม่เสี่ยงดื้อไปแล้วพานให้ล่มทั้งฉบับ

และก็น่าจะชัวร์แล้วเหมือนกัน อย่างที่นายมีชัยกั๊กเหลี่ยมไม่ยอมเข้าร่วมประชุมแม่น้ำ 5 สายนัดล่าสุด เพราะไม่อยากถูกผูกมัด

พร้อมยักท่าเป็นเชิงดักคอไว้ ถ้าหาก คสช.จะสั่งอะไรก็สั่งมา

ว่ากันตามจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ออกมาการันตีแนวคิดให้ ส.ว.มาจากการสรรหาในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

ในระยะเวลา 5 ปี

แสดงท่าทีชัดเจนในการเอาด้วยตามแนวคิด “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่โยนโจทย์ลอยลมออกมา

มันก็เป็นอันชัดเจนเลยว่า ทีมงาน คสช.สั่งออกอากาศให้ทีมงานของนายมีชัยจัดการออกแบบให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตามสูตรทหารประคองเกมลากยาวอำนาจบนหลังเสือ

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยจังหวะถอยของทีมงานยี่ห้อ “มีชัย” ที่เป็นเหมือนตัวแทนของ “อำมาตย์” ยอมคายล็อกอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และการรุกยื่นโจทย์ของฝ่ายท็อปบูตในเรื่อง “ส.ว.ลากตั้ง” ช่วงเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ ก่อนลงหลังเสืออย่างปลอดภัย

“ท็อปบูต” กับ “อำมาตย์” จะปรุงรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายออกมาอย่างไร ต้องรอจับตาวันที่ 29 มีนาคม

โดยแนวโน้มสถานการณ์โรดแม็ปยังเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ

ตามสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลทหาร คสช.ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านด่านประชามติให้ได้

ไล่กันตั้งแต่การมอบหมายให้กองทัพเป็นหน่วยหลัก ใช้นักศึกษาวิชาทหาร หรือ ร.ด.ในการออกรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

มาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2550 เพื่อเปิดช่องทำประชามติ โดยกำหนดเงื่อนโดยให้ยึดเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ จากเดิมที่ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ

ทำให้โอกาสผ่านประชามติง่ายกว่าเดิม

หรือกับปฏิบัติการล่าสุดในการเดินหน้าลุยกวาดล้างผู้มีอิทธิพลตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร ก็มีการมองไปถึงผลพลอยได้ในการบล็อกนักการเมือง ที่มีอิทธิพลเหนือฐานเสียงและมวลชนในพื้นที่ทั่วประเทศ

ไม่ให้ก่อแรงกระเพื่อม เพิ่มแรงต้านประชามติ

ทหารออกแรงเต็มที่ ถ้าหวังผลจริง งานนี้ไม่น่าพลาด.

ทีมข่าวการเมือง

เดินหมากรอก่อนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588005

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 มี.ค. 2559 05:01

 

ฟังแปร่งๆยังไงชอบกลกับลีลาของซือแป๋ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามนักข่าวถึงเหตุที่ไม่เข้าร่วมประชุมแม่น้ำ 5 สาย ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานนัดล่าสุด

พูดกันชัดๆเลยว่า เพราะไม่อยากถูกผูกมัด

แถมยังทิ้งทุ่นด้วยว่า ถ้าหาก คสช.จะสั่งอะไรก็สั่งมา ถึงเวลา คสช.คงบอกเอง ส่วนจะทำตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผล

ที่แน่ๆนายมีชัยยังย้ำถึงประเด็นที่มาของ ส.ว.ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยังเป็นไปตามหลักการเดิม นั่นก็คือให้มาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม โดยจะสรรหาจากองค์กรนิติบุคคลและกลุ่มสังคมให้ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ

สรุปว่า ณ จุดนี้ยังปฏิเสธ ไม่รับมุกที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม โยนโจทย์ให้ทีมงานร่างรัฐธรรมนูญล็อก “ส.ว.ลากตั้ง” จากการสรรหาทั้งหมด ในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศเป็นระยะเวลา 5 ปี

อารมณ์แบบที่ฝ่าย “อำมาตย์” ยังไม่เอาด้วยกับสูตรของท็อปบูต

ตามยุทธศาสตร์ที่พี่ใหญ่ทีมบูรพาพยัคฆ์แบไต๋ สะท้อนเหลี่ยมเกมประคองอำนาจบนหลังเสือลากยาวต่อไป ไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ

ด้วยการใช้อำนาจผ่าน ส.ว.ลากตั้งคุมเกมรัฐบาล

โดยกระแสสอดรับกับพิมพ์เขียวสูตรการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ คสช.จะปล่อยให้ผู้สมัครไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อจะไม่ต้องมีพรรคใหญ่ครองเสียงข้างมาก

แล้วมาจับปูใส่กระด้งตั้งรัฐบาลผสม เลือกนายกรัฐมนตรี ฟอร์ม ครม.บริหารประเทศไปแบบประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน 3–4 ปี

รอจนทหารปลอดภัย แล้วค่อยปล่อยการเมืองกลับสู่วิถีปกติ

และถึงแม้นาทีนี้จะยังไม่ชัวร์ รับประกันไม่ได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาตามโจทย์ของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์หรือไม่ อย่างที่นายมีชัยแทงกั๊กเป็นเชิงดักคอไว้ ถ้า คสช.จะสั่งอะไรก็สั่งมา แต่จะทำตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผล

แสดงตัวแสดงตนเป็นเชิงว่า ไม่ใช่คนที่กดปุ่มสั่งได้

แต่ดูเหมือนปฏิบัติการ “เคลียร์พื้นที่” รองรับพิมพ์เขียวของพี่ใหญ่จะเริ่มก่อนเลย

ตามปรากฏการณ์ที่รัฐบาลทหาร คสช.กดปุ่มเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตรในฐานะเบอร์หนึ่งด้านความมั่นคงรัฐบาล คสช.

พอปล่อยโพยบัญชีรายชื่อปุ๊บ ก็ประเดิมลุยทันทีทันควัน

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบ ศูนย์รักษาความปลอดภัย และกองพลทหารราบที่ 9 นำกำลังเข้าตรวจค้นอาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

ล็อกเป้านักการเมืองท้องถิ่น เครือข่ายนักการเมืองระดับชาติ

เรื่องของเรื่อง ดูจากโพยที่ออกมาส่วนใหญ่ก็เป็นคนหน้าเดิมๆที่ได้ยินชื่อกันมานานแล้วในแวดวงสมาคมผู้กว้างขวางแห่งประเทศไทย อย่าง “เสธ.ไอซ์–ผู้กองมนัส–เก่ง การุณ”

เป็นหนังม้วนเก่า นักแสดงหน้าเดิม นำมาฉายใหม่

แต่จุดน่าสังเกตจริงๆก็อย่างที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยอมรับรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่เห็นมีแต่นักการเมืองและกลุ่มที่อยู่กับนักการเมือง

เพราะบุคคลเหล่านี้ไปมีอิทธิพลต่อแนวความคิดคน อาศัยแรงจูงใจต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะได้รับการเลือกตั้งเข้าไปนั่งในสภาฯ

ตามรูปการณ์ งานนี้หวังผลพลอยได้ นโยบายลุยกำราบผู้มีอิทธิพล มุ่งผลไปถึงการล็อกเป้านักการเมืองที่กุมฐานเสียงและมวลชน

ซึ่งก็ชัดเจน เป้าหมายเบื้องต้นเลยก็คือการเคลียร์แรงเสียดทานในกระบวนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ต่อเนื่องไป

ช็อตสำคัญก็คือการเคลียร์พื้นที่สำหรับการเลือกตั้งใหญ่

หักเขี้ยว ตัดแข้ง ตัดขาพวกต่อต้านเนียนๆ

“พี่ใหญ่” เดินหมากแบบเซียนเป็นเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

ระวังพวก ‘ตกเบ็ด’ ให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587501

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 มี.ค. 2559 05:01

 

เข้าสู่ห้วงดาวมฤตยูเคลื่อนทับดวงเมืองไทย

ยิ่งในเงื่อนสถานการณ์ล้ออิทธิพลของดวงดาว ตามบรรยากาศกรุ่นๆสภาพการณ์ทางการเมืองการปกครองภายใต้การกุมสภาพโดยรัฐบาลทหาร คสช.ส่อลดความขลังลงตามเงื่อนเวลา

หัวเชื้อไฟความขัดแย้งที่ถูกกลบไว้ด้วยอำนาจพิเศษเริ่มระอุกลับมาใหม่

ตามฉากล่าสุด ตำรวจ ทหาร บุกเข้าคุมตัวพระและฆราวาสที่เป็นแกนนำเครือข่ายองค์กรพุทธในห้องประชุมวัดดังย่านฝั่งธนฯ ระหว่างการแถลงข่าวตอบโต้ผู้ตรวจการแผ่นดินว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องของคณะสงฆ์

เร้าดีกรีศึกชิงบัลลังก์ “สังฆราช” องค์ใหม่ให้ยิ่งตึงเครียดไปกันใหญ่

และไฟอีกกองที่ควันโขมงลุกพรึบขึ้นมา ตามจังหวะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ลงมติกันอย่างลับๆในการฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีล้มการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 กับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และม็อบ กปปส.เป็นจำนวนเงินหลักพันล้าน

ตามฟอร์ม งานนี้ไม่มีใครยอม “เคลียร์บิล”

อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ออกอาการงง ยันทุกอย่างทำตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแต่กลับถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายผิด ในอารมณ์ที่แกนนำม็อบ กปปส.ก็เสียงแข็งเลยว่า

ม็อบ กปปส.ไม่ผิด ฐานขัดขวางล้มการเลือกตั้ง โยนให้รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ที่ดันทุรังเอง

แต่ที่โดนจับไต๋ ทำเป็นเนียนเลยก็คือ กกต.เอง กลับลืมใส่ตัวเองเป็นคนร่วมรับผิดชอบปมเลือกตั้งล้มด้วย ทั้งๆที่เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

ที่แน่ๆโดยผลของการฟื้นฝอยปมล้มเลือกตั้ง มันก็เหมือนย้อนสถานการณ์ป่วนกลับไปก่อน คสช.ยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ประกอบกับห้วงสถานการณ์พอดีที่ศาลตัดสินจำคุก “มือปืนป๊อปคอร์น” ที่กราดยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมย่านหลักสี่ ในห้วงเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 จนมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ตามภาพถ่ายที่ปรากฏตามสื่อมวลชน พยาน หลักฐาน ชัดเจน

แต่ในมุมของแกนนำและแนวร่วมม็อบ กปปส.บางส่วนก็เคลื่อนไหวในเชิงสนับสนุนจำเลย ด้วยเหตุถ้าไม่มี “มือปืนป๊อปคอร์น” คุ้มกันในวันนั้น อาจเป็นผู้ชุมนุม กปปส.ที่ตายและเจ็บแทน

“ตรรกวิบัติ” สะท้อนดีกรีความขัดแย้งสุดโต่ง

ถึงจุดที่ไม่คำนึงถึงหลักการผิดถูก แม้กระทั่งตามกระบวนการยุติธรรม

แต่อะไรก็ไม่น่าลุ้นเท่าภาวะ “แตกขั้ว” ที่แทรกเพิ่มเข้ามาในสถานการณ์ระหว่างขั้วขัดแย้ง

ตามปรากฏการณ์ภาพเชิงซ้อนในขั้วอำนาจเดียวกัน เริ่มแตกตัว แบบที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พร้อมด้วยนายนิติธร ล้ำเหลือทนายความ เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

ย้อนศรที่โดนตำรวจออกหมายเรียกโดยต้องหาว่าหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอัน

เป็นเท็จฯ ว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากกรณีการส่งไลน์แฉ “พลเอก” อยู่เบื้องหลังการซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ

โดยจังหวะลากเรื่องเข้าไปตั้งแท่นไว้ในองค์กรอิสระ

ตามยุทธศาสตร์ที่จับทางกันได้ ความเชี่ยวของฝ่าย “อำมาตย์” อยู่ที่การคุมเกมความได้เปรียบในกระบวนการยุติธรรม เป็นจุดที่ค้ำยันกับท็อปบูตซึ่งคุมกำลังกองทัพ

เรื่องของเรื่อง ทหารจะเผลอประมาท “เสือกระดาษ” ไม่ได้

อย่าลืมว่า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็พูดออกอากาศเอง โดยปฏิเสธเสียงแข็ง

ในยุคตนเองไม่มีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจแน่

แต่ใครจะไป “ตกเบ็ด” ไม่รู้เรื่องด้วย

แสดงว่าเจ้าตัวก็รู้ระแคะระคาย มีขบวนการ “ตกเบ็ด”อ้างชื่อไปหาประโยชน์

ซึ่งจุดนี้ พล.อ.ประวิตรก็ต้องปิด “ปลายคาง” ให้ดี อย่า

เผอเรอ อย่างที่แว่วๆมาจากทีมคนใกล้ชิดพี่ใหญ่ ยอมรับขบวนการ “ตกเบ็ด” ที่แฝงตัวอยู่ในเครือข่าย “บิ๊กบราเธอร์”

ไม่ใช่แค่วงการโยกย้ายตำรวจเท่านั้น ยังมีไปอาละวาดในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ รับเป็นนายหน้าโยกย้ายอธิบดี ตอนนี้ก็ยังไปป้วนเปี้ยนอยู่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ

พฤติกรรมน่าหวาดเสียว จะลาก “พี่ใหญ่” ติดบ่วงจนได้.

ทีมข่าวการเมือง

ปิดตาประชาชน ชนวนคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586834

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 มี.ค. 2559 05:01

 

ขณะนี้รอวันเข้าคูหาลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

เชื่อว่าไม่มีทางชนะเสียงของประชาชน”

ถ้อยคำจาก นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็น ส.ว.ชุดที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

มีบทบาทสำคัญผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในประเด็นที่มาของ ส.ว.ทั้งหมดให้มาจากการเลือกตั้ง แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

ท่ามกลางกระแสโหมแรงขึ้นเรื่อยๆในประเด็นที่มาของ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด เพื่อคุมเชิงในช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยเป็นเวลา 5 ปี ให้เกิดความสมดุลและปฏิรูปประเทศ

โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มองไปในทิศทางเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

และ พล.อ.ประวิตรยังแพลมไต๋อีกด้วย หลังจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เข้าพบ ในทำนองจะให้ คสช.เข้าไปเป็น ส.ว.สรรหาด้วย

จนถูกหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ นักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ยกให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะจะมีทั้งกลุ่มข้าราชการเก่า กลุ่มคนที่สนับสนุนการรัฐประหารเข้าไปเป็น ส.ว.

ย่อมทำให้มีบทบาทสำคัญในการค้ำยันรัฐบาล และยังมีการโยนหินถามทางถึงขั้นให้ ส.ว.มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย

แม้พรรคการเมืองใหญ่ชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถเป็นพรรคแกนนำเข้ามา
เป็นรัฐบาลได้ เพราะผู้มีอำนาจจะใช้ ส.ว.เหล่านี้สร้างฐานการเมืองเพื่อเปิดทางให้ คสช.สืบทอดอำนาจ

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังขอรอฟังเหตุผลของแต่ละฝ่ายให้รอบด้านก่อนเคาะร่างสุดท้ายในช่วงปลายเดือน มี.ค.59 ซึ่ง กรธ.มีโปรแกรมออกนอกสถานที่ไปประชุมกันที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการร่างรัฐธรรมนูญ นายนิคม ฝากบอกไปถึง คสช. และ กรธ.ขอให้เร่งยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องปรับแก้ไขประเด็นที่ถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์เท่าที่พอจะทำได้ ให้สังคมยอมรับ ไม่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชน

ทั้งในประเด็นที่มาของ ส.ว. ขอเสนอให้แก้ไขอย่างน้อยก็เดินสายกลาง ให้มีทั้ง ส.ว.สรรหาทางอ้อม แต่งตั้งและเลือกตั้ง หากออกตามสูตรนี้สังคมคงพอที่จะรับได้

พร้อมกำหนดอำนาจหน้าที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่กลั่นกรอง ให้คำแนะเท่านั้น

ไม่ควรเปิดช่องให้เลือกกรรมการองค์กรอิสระ และมีอำนาจการถอดถอน

หรือรวมกับ ส.ส.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะเมื่อตั้งใจเอาคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อเปิดทางให้พวกเดียวกันเข้ามา และยังวางกลไกให้ ส.ว.เป็นฐานอีก สะท้อนให้เห็นว่ายังห่างไกลจากฐานประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน

เพราะเจตนารมณ์เดิมเพียงแค่ต้องการให้ ส.ว.เข้ามาเป็นสภาพี่เลี้ยง จึงมีที่มาทั้งจากการเลือกตั้ง แต่งตั้ง ผสมผสานทั้งเลือกตั้งและแต่งตั้ง

จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ต่อมาเกิดปัญหาสภาผัว สภาเมีย

พอรัฐธรรมนูญปี 2550 กลับไปเป็น ส.ว.เลือกตั้งและสรรหา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็เกิดปัญหาใหม่ตามมา มีการแบ่งขั้วชัดเจนระหว่าง ส.ว.เลือกตั้งกับ ส.ว.สรรหา

และยังเกิดปรากฏการณ์ ส.ว.สรรหาบางกลุ่มเคลื่อนไหว จนสามารถเขย่าสั่นคลอนรัฐบาลได้ โดยเฉพาะในบางประเด็นที่ถูกตั้งข้อครหาว่าร่วมมือกับองค์กรอิสระบางองค์กรที่จะล้มรัฐบาลก็ทำได้

จากสภาพี่เลี้ยงหรือสภาที่ปรึกษารัฐบาลก็กลายเป็นสภาควบคุมกำกับรัฐบาล ชี้ให้เห็นว่าจะเป็นกลไกสนับสนุนหรือควบคุมกำกับรัฐบาลอย่างเข้มข้นได้

ขณะนี้จึงเริ่มมีความคิดให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดในช่วงการเปลี่ยนถ่ายประชาธิปไตย และทำหน้าที่อยู่ 5 ปี

เท่ากับย้อนยุคไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่อาจจะเหมาะสมในยุคใดยุคหนึ่ง แต่มาในยุคนี้มันล้าหลัง

เพราะสังคมโลกเปลี่ยน แปลงทั้งในด้านประชาธิปไตยและเทคโนโลยี ทำให้ประชาชนมีโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนกันเกือบทุกคน รับรู้ข่าวสารผ่านช่องทางนี้กันเกือบหมด อย่าไปดูถูกประชาชน

ระบอบประชาธิปไตยเดินไปไกลมาก ความรู้พื้นฐานเรื่องสิทธิ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ประชาชนรับรู้และมีส่วนร่วมหมด

ฉะนั้นควรปล่อยให้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย อาจจะเกิดความขัดแย้งทางความคิดในสังคมบ้าง ขอให้สังคมไทยอดทนรอ ต่อไปโดยธรรมชาติของสังคมจะหาจุดร่วมได้

แต่ถ้า กรธ. และ คสช.ยังปล่อยให้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฝืนต่อหลักความเป็นจริง ฝืนต่อสภาวะโลกที่เปลี่ยนไป สุดท้ายจะใช้ประโยชน์ไม่ได้และจะเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมอีก

วันนี้อย่าไปคิดถึงขั้นจะให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง เพื่อควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือสนับสนุนรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ

เพราะโครงสร้างการเลือกตั้ง ส.ส.ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ถูกออกแบบให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่มีอำนาจเด็ดขาด ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ และยังมีองค์กรอิสระมีอำนาจคอยชี้เป็นชี้ตายได้อีก

สะท้อนให้เห็นว่ากลัวมากจนเกินไปว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะใช้อำนาจมากเกินไป หรือรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจะไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ ถึงจะต้องมีกลไกคอยสนับสนุนอีก

ยิ่งมีสมาชิกบางคนในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โยนหินถามทางจะให้ ส.ว.มีส่วนร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ นายนิคม บอกว่า มาถึงขั้นนี้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้แน่นอน

เพราะบทเรียนรัฐธรรมนูญปี 2550 มี ส.ว.สรรหาร่วมกับ ส.ว.เลือกตั้งบางกลุ่ม ร่วมมือกับองค์กรอิสระก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นหรือทำลายล้างรัฐบาลผ่านเวทีรัฐสภา โดยเฉพาะมาตรา 7 ถ้าเปิดให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ในช่วงนั้นก็เรียบร้อยไปแล้ว

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การวางกลไกให้ ส.ว.มาจากการสรรหา พร้อมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จะมีผลเสียต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง นายนิคม บอกว่า ถึงเวลานั้นหากมีทั้ง ส.ว.สรรหา องค์กรอิสระ พรรคการเมืองที่ไม่มีอำนาจเด็ดขาด

สมมติกลุ่มคนที่เข้ามาเป็นรัฐบาลตรงความต้องการและตามเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ มีการสืบทอดอำนาจ การบริหารภายในประเทศคงจะราบรื่น แต่ถ้าเปลี่ยนขั้วเมื่อไหร่จะเกิดปัญหาทันที

มาถึงวันนี้หาก กรธ.ยังเดินตามเรือแป๊ะ ทำตามข้อเสนอของ คสช.และรัฐบาล เครือข่ายอดีต ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง จะปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยผ่านประชามติหรือไม่ อย่างไร นายนิคม บอกว่า ถึงวันนั้นเครือข่ายอดีต ส.ว.ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหว

เพราะประชาชนเคยลิ้มรสชาติการเลือกตั้ง ส.ว.มาแล้ว ทำให้รู้ถึงกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ยิ่งในช่วงนี้รู้ดีว่าประชาชนคิดอย่างไร เพราะได้เดินสายไปทำบุญตามวัดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานเป็นประจำ

ฉะนั้นในวันเข้าคูหาทำประชามติ เขารู้ดีว่าจะลงคะแนนช่องไหน เชื่อว่าประชาชนจะไม่ยอมปล่อยให้ผ่านประชามติ

แต่กระแสการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญยังนิ่งเงียบ ทั้งที่เนื้อหาถอยหลังลงคลองเกือบหมด เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย นายนิคม บอกว่า เงียบตอนนี้เพื่อรอไปชี้ขาดตอนทำประชามติ

อย่าลืมว่าวันใดท้องฟ้าอึมครึม บรรยากาศเงียบๆมันน่ากลัว เพราะกำลังบอกว่าจะมีเหตุ

สุดท้ายขอบอกว่าทั้งหมดพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ เอาใจช่วยรัฐบาล

ขออย่ามีเจตนาแอบแฝง หรือว่าต้องการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ดี
อย่ากดดันประชาชน.

ทีมการเมือง

จับตา 5 เดือนอันตราย 2 ขั้ว “ชิงเหลี่ยม” แตกหัก : สถานการณ์เปราะ จุดเปลี่ยนโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586434

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 มี.ค. 2559 05:01

 

ปฏิทินล่วงเข้าเดือนมีนาคม ตามฤดูกาลที่ย่างเข้าสู่หน้าแล้งเต็มรูปแบบ

ในสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มยกระดับเข้าสู่ภาวะวิกฤติหนักขึ้นทุกขณะ ไม่ต้องพูดถึงภาคการเกษตรที่พืชล้มตายเพราะขาดน้ำทำนา ทำสวน ทำไร่

แต่หลายพื้นที่เริ่มตกอยู่ในสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค

แทบไม่มีน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา

ไม่ใช่แค่บ้านเรือนประชาชนเท่านั้น สำคัญก็คือโรงพยาบาลบางแห่งมีแนวโน้มถึงขั้นไม่มีน้ำใช้ในปฏิบัติการทางการแพทย์ เกิดปัญหาในการดูแลรักษาคนป่วย

แค่เริ่มต้นฤดูแล้งยังส่อแววสาหัสขนาดนี้

และอย่างดีก็คงทำได้แค่การบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า แบบที่กองทัพบกซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือประชาชน ได้เริ่มนำรถขนน้ำเข้าไปให้ชาวบ้าน

แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทหารเข้าไปไม่ทัน ประชาชนก็ต้องซื้อน้ำใช้เอง

ตามสภาพการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยได้เร่งดำเนินการประเมินสถานการณ์ปัญหาน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภคถึงระดับครัวเรือนในพื้นที่ 62 จังหวัด ที่อาจได้รับผลกระทบไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2559

แนวโน้มแล้งยาว ชาวบ้านเดือดร้อนหนักแน่

และตามเงื่อนสถานการณ์ก็จะลามกระเทือนไปถึงภาวะเศรษฐกิจ ซ้ำเติมปัญหาปากท้องของประชาชนคนระดับฐานรากให้ยิ่งเป็นอยู่อย่างลำบากกันไปใหญ่

ภายใต้บรรยากาศร้อนๆ ภาวะตึงเครียดทางการเมือง

ตามฉากบู๊ๆอารมณ์ดุๆที่ทหารพร้อมรถฮัมวี่บุกบ้าน “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย ล็อกตัวไปปรับทัศนคติในค่าย

ผลจากปฏิบัติการท้าทายอำนาจพิเศษ

เจ้าตัวโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์เชิงตอบโต้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่าด้วยกรณีส่งทหารตามประกบอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของพรรคเพื่อไทย

ใช้ถ้อยคำดุเดือดรุนแรงแบบ ถ่อย สถุล โง่

โดยเฉพาะประโยคที่ “คนรักแม่” อย่างพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ยอมไม่ได้ กับมุกที่ “เสี่ยไก่” กระแทกแดกดันเป็นนัย “ที่ผมแปลกใจคือที่บ้านท่านและสถานที่ที่ท่านเคยเรียนมา ไม่ได้อบรมสั่งสอนท่านในเรื่องการให้เกียรติสุภาพสตรีซึ่งเป็นเพศเดียวกับแม่ของท่านบ้างเลยหรือครับ แม่ผมที่เป็นคนบ้านนอกจบการศึกษาเพียงประถม 4 ยังสอนผมว่าให้คิดก่อนพูด”

แปลไทยเป็นไทยในอารมณ์แบบชาวบ้าน งานนี้ลามปามถึงบุพการี

มันก็เลยต้อง “ปิดประตูตีไก่” โชว์บทดุข่มขวัญกันในที

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ดูเหมือนรอบนี้โฟกัสไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายต้านอำนาจ คสช.เท่านั้น เพราะสถานการณ์มันเข้าจังหวะพอดีกับบรรยากาศร้าวลึก

ศึกหักดิบกันเองในหมู่ขุมข่ายอำนาจพิเศษ

ตามเหตุการณ์ที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ โดนตำรวจไล่บี้ฐานความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการส่งแอพพลิเคชั่นไลน์ แฉคนระดับ “พลเอก” อยู่เบื้องหลังการซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายตำรวจ

ในอารมณ์แบบที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดออกอากาศเลยว่า ถ้า พล.ร.อ.พะจุณณ์ไม่มาตามหมายเรียก ก็ต้องเจอหมายจับ

รับกับสัญญาณที่ พล.อ.ประวิตร กดปุ่มไฟเขียวให้ตำรวจเดินหน้าลุยจัดการกับพวกที่ทำให้องค์กรตำรวจเสียหายอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันเสียงแข็งเลยว่า ในยุคของตัวเองไม่มีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ส่วนใครจะไปอ้าง “ตกเบ็ด” ก็ไม่รู้ด้วย

“พี่ใหญ่” ตั้งหลักซัดกลับ หลังเจอ “หอกข้างแคร่” ทิ่มใส่ 2-3 แผล

ตามกระแสที่มีการวิเคราะห์กันถึงปรากฏการณ์แปร่งๆ ที่แฝงอยู่ในกระบวนการเปิดโปงปมฉาวโครงการติดกล้องซีซีทีวีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือโครงการขุดลอกแหล่งน้ำขององค์การทหารผ่านศึก ที่มีการรับส่งลูกเล่นกันในเครือข่ายองค์กรตรวจสอบภาคประชาชน

ประเมินหน้าตาคนที่เคลื่อนไหวกลายเป็นฝ่ายเดียวกันเองขณะเดียว กัน โฟกัสจาก การตั้งป้อมสู้ของฝ่าย พล.ร.อ.พะจุณณ์ ที่ได้นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.จอมข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหน่วยตอบโต้ อีกทั้งยังใช้บริการนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของพันธมิตรฯเป็นทนายแก้ต่างสู้คดีให้

ตอกย้ำความชัดเจน สายใครเป็นสายใครที่เกี่ยวโยงกันอยู่

เป็นจังหวะขยายภาพเชิงซ้อนในกลุ่มขั้วอำนาจ คสช.ที่เกาะกันอย่างหลวมๆในการเป็นแนวร่วมโค่นอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยร่วมกันมา

อำมาตย์ ทหาร พันธมิตรฯ กปปส. ถึงเวลาแตกคอกัน

แต่อะไรก็ไม่เร้าอกเร้าใจเท่ากับปมแหลมๆเสียวๆ พล.อ.ประวิตรเดินหน้าไล่บี้ พล.ร.อ.พะจุณณ์ โดยไม่สนสถานะของอดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ

เลยจุดเกรงใจยี่ห้อ “ลูกป๋า” ไปแล้ว

แนวโน้มเข้าเค้าตามท้องเรื่องศึกผู้มากบารมี “2ป.” ที่ร่ำลือกัน มันคือความจริง

และจุดที่ต้องจับตาจากนี้ไป ตามสถานการณ์ “เปิดแนวรบ” ไม่ว่าจะเป็นการเปิดศึกในกับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ พะยี่ห้อ “ลูกป๋า” หรือการกระตุกแนวรบศึกนอกกับนายวัฒนา สายตรง “ทักษิณ”

“บิ๊กป้อม” ปะฉะดะรอบทิศ

ในอารมณ์แบบที่ภาษาทางการเมืองเรียกว่า “ออกอาการ”

โดยรูปการณ์ชัดเจนนี่เป็นจังหวะที่ พล.อ.ประวิตร ขยับ “กระชับอำนาจ” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ แสดงความเป็น “ตัวจริงเสียงจริง” ของขุมอำนาจทีมงานทหาร คสช.

เพราะรู้ตัวว่า กำลังตกเป็นเป้า “ทุบทำลาย”

สถานภาพ “บิ๊กบราเธอร์” ที่ถูกมองเป็นหัวขบวน “อำมาตย์ใหม่” ตกอยู่ในอันตราย

ท่ามกลางสถานการณ์ที่มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ภายใต้ม่านหมอกที่คลุมเครือไม่ชัดว่า ใครเป็นฝ่ายกุมอำนาจประเทศไทยโดยแท้จริง

เพื่อความปลอดภัย “บิ๊กป้อม” ต้องชิงเป็นคนกำหนดธงเป้าหมายไว้ก่อน

แน่นอน ตามเงื่อนสถานการณ์มันย่อมต้องส่งผลกระทบถึงกระบวนการตามโรดแม็ป เส้นทางตามแผนที่ของ คสช.ในการเดินหมากกระดานอำนาจพิเศษ

ต้องเปลี่ยนไปตามเหลี่ยมของการชิงธง

เบื้องต้นเลยก็คือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ การออกแบบกติกาประเทศไทยใหม่ ตามโปรแกรมที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะนำทีม “21 อรหันต์ทองคำ” เดินทางไปประชุมพิจารณาปรับแก้ร่างสุดท้ายกันที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ก่อนเส้นตายวันที่ 29 มีนาคม ต้องปิดกล่องเสร็จสมบูรณ์

แต่ก็อย่างที่เห็นเค้าวุ่นๆ ตามจังหวะที่ พล.อ.ประวิตรได้โยนทุ่นโมเดลให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อจะทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

เป็นพิมพ์เขียวต่อเนื่องกับข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีที่ให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก แบ่งเป็น 5 ปี และ 20 ปี เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุตามเป้าหมาย

แบไต๋โจทย์ของทหารที่ยื่นโพยให้ทีมงานร่างรัฐธรรมนูญ

ตามรูปการณ์ที่นายมีชัยต้องรุดเข้าหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ที่ทำเนียบรัฐบาล ในทันทีที่ได้ข่าวโมเดลของ พล.อ.ประวิตร

เหมือนกับว่า เป็นวาระที่แทรกเข้ามาแบบไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน

มันยิ่งสะท้อนสถานการณ์ “ชิงเหลี่ยม” เป็นฝ่ายกำหนดธง ขอเป็นผู้คุมเกมอำนาจ

ตามยุทธศาสตร์แบบทหาร ที่มีการประเมินสูตรของ พล.อ.ประวิตรต้องลากยาวอำนาจบนหลังเสือ

โดยล็อกเกมเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ผ่าน ส.ว.ลากตั้ง

ทหารไม่ยอมลงหลังเสือง่ายๆ เป็นแค่ม้าใช้เสี่ยงโดนถีบทิ้งเหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่สูตรของนายมีชัยพยายามให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระในการควบคุมรัฐบาลในอนาคตให้อยู่ในกำกับของฝ่ายคุมเกมประเทศไทย

สะท้อนไต๋ของฝ่าย “อำมาตย์” ให้ความไว้วางใจฝ่ายตุลาการผ่านกระบวนการยุติธรรมมากกว่า

“บิ๊กบราเธอร์” กับ “สายป๋า” อำมาตย์เก่ากับอำมาตย์ใหม่ ทำไปทำมา กลายเป็นการชักเย่อกันระหว่าง 2 กลุ่ม “ขั้วใน” อำนาจพิเศษด้วยกัน

“ขั้วนอก” อย่างยี่ห้อ “ทักษิณ” ลูกข่ายพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในเกมแต่อย่างใด

โดยในเบื้องต้นคำตอบจะสะท้อนออกมาในร่างรัฐธรรมนูญสุดท้ายที่จะโชว์ออกมาในปลายเดือนมีนาคมนี้ ใครได้ ใครเสีย

ฝ่ายใดชิงธงเป็นคนกำหนดเกมประเทศไทยได้

แต่นั่นก็แค่การตรวจหวยงวดแรกเท่านั้น และตามฟอร์มถ้ายังตกลงแชร์อำนาจกันไม่ได้ มันก็จะมีผลกับช็อตต่อไปในกระบวนการทำประชามติในปลายเดือนกรกฎาคม

ท่ามกลางกระแสการวิเคราะห์ ข่าวจริง ข่าวลือ ข้อมูลวงนอก วงใน ว่าด้วยเหตุพลิกผันต่างๆนานา

ว่ากันถึงขั้นอาจไปไม่ถึงการทำประชามติ

มันจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กับช่วง 5 เดือนอันตราย ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบาง

การปะทะกันระหว่างขุมพลัง “บิ๊กบราเธอร์” กับความขลังของ “อำมาตย์เก่า” ชิงเหลี่ยมแตกหักในขั้วอำนาจฝ่ายเดียวกัน

มันคือ “จุดเปลี่ยน” โรดแม็ปประเทศไทยอย่างแท้จริง.
ทีมการเมือง