ร่างรัฐธรรมนูญ สองขยัก เสี่ยงแรงต้านสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418305

ร่างรัฐธรรมนูญ สองขยัก เสี่ยงแรงต้านสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

วัดใจคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ​(กรธ.) ครั้งใหญ่ กับข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จุดประเด็นเรื่องบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ที่ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าที รอดูท่าทีของสังคมก่อนจะคิดหาทางเดินต่อไป

​“คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”​

แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่า ครม.ต้องการอะไร แต่ กรธ.ก็ทำได้แค่แบ่งรับแบ่งสู้ อาศัยความคลุมเครือที่ปรากฏยื้อเวลาหารือออกไปอีกสักพักเพื่อชั่งน้ำหนักปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ว่าจะยอมตามใจแป๊ะหรือไม่

ดังจะเห็นว่าประเด็นร่างรัฐธรรมนูญนี้ ท่าทีของแม่น้ำสายต่างๆ เวลานี้ดูจะไหลกันไปคนละทิศละทาง จนน่าเป็นห่วงว่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะทางฝั่ง กรธ.และ ครม.​​ที่ดูจะมองตาไม่รู้ใจเหมือนที่ผ่านมา

ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี และ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องปิดห้องหารือปมนี้กันที่กฤษฎีกา นานกว่า 2 ชั่วโมง

หากพิจารณาตามที่วิษณุชี้แจงภายหลังการหารือ ว่าอยากให้พิจารณาเงื่อนไขช่วงเวลาบทเฉพาะกาล หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าคิดว่าจะยอมผ่อนลงมาด้วยการใช้วิธีอื่นในช่วงแรกก็ได้ แต่มาตรฐานสากลในบทถาวรก็ต้องให้เป็นการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ

นั่นหมายความว่า ครม.ยังยืนยันเป้าเดิมที่ต้องการให้มีช่วงเปลี่ยนผ่านใช้รัฐธรรมนูญทั้งขยักแรกและขยักถาวร และอาจรวมถึงการเลือกตั้งที่มีเดดไลน์ล็อกไว้ว่าจะต้องจัดภายในปี 2560 ซึ่งอาจไม่ใช่การเลือกตั้งแบบเดียวกับที่จะใช้ในช่วงถาวร

ตอกย้ำข้อครหาเรื่อง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ดังมาอย่างต่อเนื่อง

ทว่าฝั่งมีชัยก็ได้แต่ปฏิเสธว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้ทำอะไร และทั้งยืนยันว่าไม่มีแนวคิดตั้งองค์กรใดเป็นพิเศษ ที่สำคัญ คสช.จะไม่มีอำนาจเหนือรัฐบาลหลังมีการเลือกตั้ง

อย่าลืมว่าตามข้อเสนอของ ครม.ก่อนหน้าพยายามหยิบยกเหตุผลเรื่องการป้องกันไม่ให้ความยุ่งยาก ความขัดแย้ง และความไม่สงบเรียบร้อยจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลว ดังเมื่อก่อนเดือน พ.ค. 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ภายหลังการเลือกตั้ง และภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ด้วยให้เหตุผลเรื่องที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมาก ส่วนใหญ่เป็นความไม่แน่ใจหรือไม่วางใจในระบบ ตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ วิธีการได้คนมาสู่ระบบ (เลือกตั้ง แต่งตั้ง)
และอำนาจหน้าที่ แต่ที่ ครม.เป็นห่วง คือ ทำอย่างไรจึงจะป้องกันมิให้เหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 กลับมาอีก

แต่นั่นไม่อาจช่วยสลายความกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” เพราะการใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ถูกมองว่าเป็นความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจต่อไปของคณะรัฐประหาร ผ่านกลไกที่จะเข้ามาควบคุมแขนขาต่างๆ ที่วางไว้

อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่า ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงแรกนั้นจะทอดเวลานานออกไปเท่าไร เพราะแม้จะมีกลไกใหม่เข้ามาแต่หากยังอยู่ภายใต้เงาของคณะรัฐประหาร ก็ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ หรือมีอำนาจเพียงพอที่จะสั่งการ บริหารราชการประเทศได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายปัญหาต่างๆ ก็จะวนกลับมาเกิดขึ้นและหนักกว่าเก่า ยังไม่รวมกับมวลชนที่จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านคณะรัฐประหาร และอาจบานปลายกลายเป็นการปะทะกันกับฝั่งของมวลชนที่สนับสนุน

ที่สำคัญ การหยิบยกเหตุผลทั้งเรื่องป้องกันเหตุการณ์ความวุ่นวาย หรือขอเวลาเดินหน้าสะสางทำการปฏิรูปนั้นดูจะเป็นที่ยอมรับได้ยาก เพราะที่ผ่านมาความวุ่นวายไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกสะกดไว้ด้วยกติกาที่เข้มงวด และอำนาจพิเศษที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่ปีกว่าที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า นอกจากไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสิ่งต่างๆ ให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่ตั้งใจได้แล้ว หลายเรื่องยังคาราคาซังจนเสียโอกาสไปกับเวลาที่เสียไป

หลายองค์กร หลายประเทศ ที่ต้องการติดต่อค้าขายลงทุนกับไทย ต้องชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อรอความชัดเจนของฝ่ายบริหาร เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้ง จะเดินหน้าไปตาม
โรดแมปหรือไม่ แม้จะมีความพยายามล็อกเอาไว้ด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ตาม

การต้องมาแช่แข็งในช่วงเวลาอีก 3-5 ปี ย่อมมีแต่จะทำให้ประเทศเสียโอกาสมากขึ้น

ยิ่งหากไม่มีความชัดเจนหรือคำอธิบายเรื่องการสืบทอดอำนาจเป็นที่ยอมรับได้ สุดท้ายการใช้รัฐธรรมูญ2 ขยัก จะเป็นปมร้อนที่ปลุกกระแสต้าน คสช. และทำให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ​

 

“ทักษิณ” จุดพลุเจรจา “ได้ไม่คุ้มเสีย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418073

"ทักษิณ" จุดพลุเจรจา "ได้ไม่คุ้มเสีย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไร้เสียงตอบรับ สำหรับเส้นทางการเจรจา ทักษิณ ชินวัตร จุดประเด็นออกมาหยั่งกระแสสังคม ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมอย่างหนัก

ผลลัพธ์ที่ปรากฏตอกย้ำว่าการเคลื่อนไหวของทักษิณรอบนี้มีแต่เสียกับเสีย แถมยังสะเทือนไปถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของขั้วอำนาจเก่าที่จะต้องถูกเพ่งเล็งและขยับได้ยากลำบากขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สะท้อนให้เห็นว่า “บารมี” ของทักษิณในวันนี้ลดน้อยถอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากจะไม่ได้รับการเหลียวแลจาก คสช​.แล้ว การปลุกกระแสรอบนี้ยังดูไม่เปรี้ยงปร้าง บรรดากองเชียร์และพรรคพวกยังไม่ออกมาช่วยรับลูกเร่งกระแสอย่างเคย เหลือแต่เพียงขาประจำที่ช่วยจุดประเด็นการเจรจา

แน่นอนว่า ด้วยสถานะของนักโทษที่ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่นอกประเทศ​นานนับ 7 ปี คงยากที่ คสช.ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะยอมเปลืองตัวไปเจรจาด้วย

ยิ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังของการเจรจารอบนี้ ถูกมองว่ามีเรื่องของการ “ต่อรอง” เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความของทักษิณและพรรคพวก ที่จะแลกกับเสียงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่สร้างความปั่นป่วนช่วงเวลานับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560

​ทำให้ คสช.​จำเป็นต้องตัดตอน ​“กระแสฮั้ว” ไม่ให้ลุกลามจนจะย้อนกลับมาทำลายความเชื่อถือของ คสช. จนจะกระทบต่อไปถึงสิ่งต่างๆ ที่ คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ ทำมาต้องพังทลายลงไป​ด้วย

ไม่แปลกที่ฝั่ง คสช.​จะตบเท้ากันออกมาปฏิเสธเรื่องการเจรจา ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

แถมย้อนกลับด้วยการถล่มทำลายความน่าเชื่อถือของทักษิณแบบยับเยิน โดยเฉพาะสถานะนักโทษหนีคดี ที่ไม่เหลือเครดิตจะมาเจรจา ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย รวมทั้งจากทักษิณหากกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับอำนาจตุลาการเฉกเช่นประชาชนทั่วไปที่กระทำผิดแล้วยอมรับผลและคำตัดสินของศาล

“หากอดีตนายกฯ ยังคงปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่ไร้เครดิตความน่าเชื่อถือ เพราะพยายามทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย การจะมาเสนอแนวทางเพื่อร่างกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น”

ไม่เพียงแค่กระแสเจรจาจะจุดไม่ติดแล้ว ตรงกันข้ามการเคลื่อนไหวของทักษิณยังเป็นการเรียกแขก​ให้บรรดาฝักฝ่ายต่างๆ ประสานกันกลับมารุมถล่มตัวเองแบบคาดไม่ถึง

จากที่เวลานี้หลายฝ่ายกำลังรุมกินโต๊ะ​วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีจุดอ่อนหลายแง่หลายมุม ตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไป เรื่องระบบเลือกตั้งที่ห่วงว่าจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต และอีกหลายเรื่อง

แต่ทันทีที่ทักษิณปรากฏตัว ดูแต่ละฝักฝ่ายที่เคยประสานเสียงถล่มรัฐธรรมนูญ จะหันมาถล่มการเคลื่อนไหวของทักษิณอย่างพร้อมเพรียง

นอกจากจะทำให้ตัวเองต้องสะบักสะบอมหนักขึ้นแล้ว อีกด้านยังกลายเป็นการยื่นมือไปช่วย คสช.และ กรธ.ไม่ให้ถูกถล่มจากเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ดังจะเห็นว่า ทั้งประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ กปปส. กลุ่มภาคประชาชนที่กำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางแง่บางมุม ต่างพักยกและหันมาถล่มเป้าใหม่และเป้าใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

ยิ่งดูทิศทางลมแล้ว จะเห็นว่าพรรคพวกหรือกองเชียร์ก็ไม่ได้ออกมาทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์นายเหมือนในช่วงเรืองอำนาจที่ผ่านมา  แถมยังเป็นการโดดเดี่ยวเพื่อไทยและเสื้อแดงที่จะออกมาเคลื่อนไหวอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งหมดเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทักษิณ และน่าเป็นห่วงตรงที่เมื่อรู้ว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้ผิดพลาด ทักษิณยังพยายามดิ้นต่อไป ด้วยการเปิดหน้าชน ถล่ม​รัฐธรรมนูญเปรียบเทียบเหมือนกับกำลังเขียนกันในเกาหลีเหนือ กระทบไปถึง คสช.​

“ผมไม่คิดว่าสถานการณ์ขณะนี้จะทำให้พวกเขาสนุกกับอำนาจได้นานขนาดนั้น ไม่ว่าเผด็จการที่ไหนที่ไม่ใส่ใจประชาชนของเขา ไม่มีทางที่จะอยู่ได้นาน”

“เขาไม่พูดกับผม เพราะหาว่าผมมีคดี แต่ความจริงการรัฐประหารเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่า” อดีตนายกฯ ระบุ

การเปิดศึก​รอบใหม่ของทักษิณ โดยไม่ต้องสงวนไมตรีรอบนี้จึงยิ่งทำให้ตัวเองเสียหาย แถมยังเติมเชื้อความขัดแย้งที่ทำให้การปรองดองเป็นไปได้ยาก ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว

อีกด้านยังกระทบไปถึงพรรคพวกที่รอจังหวะเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องต่อต้านรัฐประหาร เพราะการเปิดหน้าขยับในช่วงเวลานับจากนี้ ย่อมถูกกังขาว่าเป็นไปเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของทักษิณหรือไม่ และนั่นย่อมทำให้พลังการเคลื่อนไหวนับจากนี้อ่อนแรงลงตามไปด้วย

การขยับครั้งนี้จึงถือเป็นหมากที่ผิดพลาดของทักษิณ และส่งผลกระทบไปทั้งกระดาน

 

กลไกพิเศษแก้วิกฤต ชี้ขาด “ประชามติ” รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417861

กลไกพิเศษแก้วิกฤต ชี้ขาด "ประชามติ" รธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ก็ได้สำหรับข้อเสนอข้อที่ 16 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเสมือนหนึ่งเป็นการให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยครึ่งใบชั่วคราวภายหลังรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติและมีผลบังคับใช้

“…คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนักโดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง สส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้นและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้” สาระสำคัญในข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญข้อที่ 16 ของ ครม.

ข้อเสนอที่ออกมาจาก ครม.ด้านหนึ่งมองได้ว่าไม่เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะมีการเสนอมาให้กับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานมาแล้ว ซึ่งนำมาสู่การมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่มีอำนาจพิเศษในการแก้ไขปัญหาวิกฤตตามบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ก่อนที่สุดแล้วจะถูกคว่ำกลางที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

มาในปัจจุบันเมื่อมองไปยังท่าทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องยอมรับว่าเป็นไปในลักษณะไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธเสียทีเดียว โดยเลือกให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายใต้ท่วงทำนองของการดูกระแสจากสังคมภายนอกพอสมควรผ่านการอ้างว่าขอคุยกับวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีดูก่อน

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ประธาน กรธ.ยืนยันกับสาธารณะหลายครั้งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษเพื่อแก้ไขวิกฤตเหมือน คปป. เพราะมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนเองและคณะ กรธ.ดำเนินการอยู่สามารถอุดช่องโหว่ได้หมด ประกอบกับมีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นองค์กรชี้ขาดปัญหาและข้อถกเถียงทางรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือพิเศษอีก แต่เมื่อ ครม.เสนอให้ กรธ.ควรใส่กลไกแก้ไขวิกฤตเอาไว้ คงเป็นเรื่องที่คณะ กรธ.กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ไม่น้อย

เพราะฉะนั้นจากท่าทีไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธดังกล่าว ทำให้มีแนวโน้มสูงพอสมควรว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่จะต้องส่งให้ประชาชนลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ จะมีเนื้อหาที่ว่าด้วยประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านเอาไว้ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะ กรธ.จะเลือกใช้แบบใด

1.กำหนดเป็นรูปแบบคณะกรรมการ แม้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์จะไม่ผ่าน สปช. โดยมีเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการมี คปป. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคณะ กรธ.จะปฏิเสธแนวทางนี้เสียทีเดียว เนื่องจากปัจจุบันสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ผ่านร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและเตรียมส่งให้ ครม.ดำเนินการแล้ว

ทั้งนี้ อาจเป็นไปได้ที่คณะ กรธ.อาจหยิบนำโครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีหน้าที่ติดตามการปฏิรูปประเทศหลังจากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดนอกเหนือไปจากงานประจำอย่างการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพียงแต่คณะกรรมการชุดนี้จะไม่มีอำนาจบริหารและนิติบัญญัติเหมือนกับ คปป. เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขในทางการเมือง

2.การเข้าไปสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะ กมธ.ยกร่างฯ มาตรา 277 กำหนดให้ ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินการสรรหา สว. จำนวน 123 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ให้เหตุผลว่าเพื่อให้สอดรับการปฏิรูปประเทศภายใต้การขับเคลื่อนของ คปป.

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีความเป็นไปได้น้อยและไม่มีความจำเป็นในทางปฏิบัติ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมี สว.ชุดใหม่ได้ ประกอบกับวุฒิสภามีเพียงหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ จึงควรให้ สว.มาจากการเลือกกันเองตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด อย่างน้อยเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเป้าโจมตีว่ามีเจตนาต่อทอดอำนาจให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

3.รัฐบาลแห่งชาติ อาจจะดูว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้เคยมีการพยายามผลักดันกันมาแล้ว โดย“เอนก เหล่าธรรมทัศน์” และ “ประสาร มฤคพิทักษ์” สมาชิก สปช.ในเวลานั้น เสนอให้ สปช.ลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป เพื่อเป็นกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

หาก สปช.ลงมติเห็นชอบจะทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นคำถามประชามติอีกหนึ่งคำถาม แต่ปรากฏว่า สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน ทำให้เรื่องรัฐบาลแห่งชาติเงียบหายไป อย่างไรก็ตามการกำหนดกลไกพิเศษด้วยการให้มีรัฐบาลแห่งชาติอาจเป็นทางออกที่ดูประนีประนอมกับทุกฝ่ายมากที่สุดภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าคณะ กรธ.จะเลือกแนวทางไหน ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นบางทีทางออกที่ดีที่สุด คือ การไม่มีกลไกพิเศษทางตรง แต่วางกลไกพิเศษทางอ้อมที่ผูกไว้กับองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก

 

ทักษิณโหนกระแส เปิดเกมต่อรอง คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417648

ทักษิณโหนกระแส เปิดเกมต่อรอง คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมเสนอให้มีการหารือหรือการพูดคุยกันก็ได้ ผมพร้อมแล้ว”

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดตัวอย่างร้อนแรงผ่านการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล และไฟแนนเชียลไทมส์ แบบรู้จังหวะ หลังระหกระเหินอยู่นอกประเทศนานกว่า 7 ปี

แม้ทักษิณจะขยายความว่า “ผมไม่ได้ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าใดๆ สำหรับตัวเอง ผมแค่ต้องการเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า คืนระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน”

แต่ชัดเจนว่า “การเคลื่อนไหว” รอบนี้เสมือนเป็นการ “โหนกระแส” ทอดสะพานไปสู่การต่อรองบางสิ่ง ในจังหวะที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมและต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดอุปสรรคที่จะมาขวางทางไม่ให้เดินหน้าต่อไปจนสุดปลายทางตามโรดแมปที่วางไว้

โดยเฉพาะกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นด่านอันตรายจนอาจทำให้เส้นทางของ คสช. ต้องสะดุดได้ง่าย

ยิ่งหลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดโฉมร่างแรกรัฐธรรมนูญออกมา เสียงสะท้อนที่ได้รับออกจะดังไปในทางไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย

ไล่มาตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไปจนถูกถล่มรุนแรง ยังไม่รวมกับเรื่องเงื่อนไขการเสนอชื่อนายกฯ 3 ชื่อของพรรคการเมืองที่วิเคราะห์ว่าจะเป็นการตีกรอบและอาจทำให้ถึงทางตันในอนาคตได้ ไม่ต่างจากระบบเลือกตั้ง สส. และการสรรหา สว. ที่ยังมีจุดอ่อนหลายจุดที่ถูกวิจารณ์

ปมต่างๆ เหล่านี้นำไปสู่การจุดกระแส “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจนถึงขณะนี้กระแสเริ่มขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แถมสัญญาณที่ปรากฏ เป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะยอมปรับแก้แค่เรื่องสิทธิ ซึ่งนั่นย่อมทำให้เป็นเงื่อนไขที่กลุ่มต่างๆ จะหยิบยกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

อันตรายตรงที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แรงกระเพื่อมจะยิ่งก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กับเส้นทางต่อไปว่า คสช. จะหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปัดฝุ่นหรือปรับแก้ก่อนประกาศใช้หรือจะร่างใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปสู่การเลือกตั้ง

ปัญหาสุ่มเสี่ยงแรงขึ้นหากสุดท้ายการเลือกตั้งจะต้องเลื่อนออกไปเกินปี  2560 ตามโรดแมปที่วางไว้

เริ่มตั้งแต่จะกระทบกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช. ส่งผลไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ที่จะวนกลับมาเป็นปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะดีขึ้น

อีกด้านการยื้ออยู่ในตำแหน่งนานต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล คสช. ที่คะแนนนิยมกำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ สะท้อนผ่านผลสำรวจล่าสุดของกรุงเทพโพลล์ ที่คะแนนความพึงพอใจการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 1 ปี 6 เดือน ที่ผ่านมาเหลือเฉลี่ยเพียงแค่ 5.92 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

สะท้อนการลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่เคยสำรวจ เมื่อครบรอบ 1 ปีที่ได้ 5.94 คะแนน และรอบ 6 เดือนที่ได้ 6.20 คะแนน โดยเฉพาะรอบล่าสุดคะแนนด้านเศรษฐกิจอยู่คาบเส้นเพียงแค่ 5.04 คะแนน

สถานการณ์เวลานี้ค่อนข้างเปราะบาง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะฉุดให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง ยิ่งใน บรรยากาศบ้านเมืองที่ยังไม่เห็นวี่แววความคืบหน้าของการปฏิรูป รวมทั้งการสลายความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้น

สอดรับกับที่ ทักษิณ วิเคราะห์สถานการณ์ว่า รัฐบาลทหารไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นได้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องการลดทอนอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพุ่งเป้าหมายที่ตัวเขา

สัญญาณต่างๆ เหล่านี้สะท้อนว่า ทักษิณพยายามเชื้อเชิญให้ คสช. หันมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อด้านหนึ่งก็ต้องการหลักประกันว่าจะไม่มีกลุ่มต้าน กลุ่มค้าน มาคอยสร้างความปั่นป่วนในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

ที่สำคัญการเปิดหน้าของทักษิณรอบนี้ยังเป็นจังหวะไล่เลี่ย และสอดรับไปกับที่ พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ  เรียกร้องให้ประชาชนได้ตัดสินอนาคตอย่างอิสระภายใต้บรรยากาศที่เป็นธรรม และเคารพการตัดสินใจของประชาชนอย่างแท้จริง

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ดีลรอบใหม่ นพดล ปัทมะ คนสนิททักษิณ ออกมาเบรกกระแสว่า ท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ และคงไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ขอผู้มีอำนาจอย่ากังวล ท่านต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหามากกว่าจะเป็นคนสร้างปัญหา และอยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีชีวิตที่ลำบาก

แต่สุดท้าย ก่อนที่กระแสฮั้วจะบานปลาย การพูดคุยถูกปิดประตูชัดเจน เมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่ปิดประตูพูดคุยชัดเจน พร้อมอธิบายว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา คือหากคุยได้ก็คุย แต่ถ้ายังติดคดีหรือมีปัญหา รัฐบาลในฐานะผู้รักษากฎหมายก็ไม่น่าจะคุยได้

ไม่แปลกที่รัฐบาลจะชิงปิดเกมพูดคุยก่อน เพราะด้วยสถานะ อำนาจในมือ และยังมีแผนตามโรดแมปที่ชัดเจน หากไปเป็นคนเจรจาด้วยตัวเองย่อมถูกมองว่าเป็นการฮั้วรอบใหม่ที่จะซ้ำเติมสถานการณ์ คสช.

ที่สำคัญจากท่าทีทั้งเรื่องเซตซีโร่และการนิรโทษฯ คงเป็นเงื่อนไขที่ คสช. ยากจะรับได้ และนั่นคงทำให้การเจรจายากจะหาข้อสรุปที่พึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

แผนยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มแรงต้านอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417073

แผนยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มแรงต้านอีกรอบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นใหม่สำหรับมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ โดยตามขั้นตอน สปท.จะส่งให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งมอบให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการพิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป

เนื้อหาของร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินของ สปท.มีทั้งสิ้น 61 มาตรา

โดยกำหนดให้คำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ หมายความว่า “แม่บทหลักที่เป็นกรอบกำหนดนโยบายและแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทาง เป้าหมาย หรือแนวทางการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชน และภาคประชาชน

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รวมทั้งมีอธิปไตย และเข้มแข็งในภาคประชาคมโลก อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมด้านความมั่นคงทางทหาร การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ การเกษตร การอุตสาหกรรม การบริการ การเงิน การคลัง และงบประมาณ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การผังเมือง สาธารณสุข การคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี”

เรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นหนึ่งในประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ย้ำมาตลอดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อกำหนดเป็นเข็มทิศให้กับประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณออกมา ปรากฏว่าได้รับการตอบสนองพอสมควร

นอกเหนือไปจากการที่ สปท.ได้เสนอร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติแล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ดำเนินการให้ยุทธศาสตร์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ผ่านการให้ยุทธศาสตร์ชาติมีสภาพบังคับอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ดังที่ปรากฏในมาตรา 157 ของร่างรัฐธรรมนูญ

“คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่” เนื้อหาของมาตรา 157

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนเพื่อการพัฒนาประเทศ กลับมีหลายประเด็นที่ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

คณะกรรมการฯ มีจำนวน 25 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ จำนวน 22 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยมีหน้าที่ไปจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีอำนาจในการติดตามและการประเมินผลด้วย

ทั้งนี้ หากในกรณีที่คณะกรรมการฯ พบว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่ได้รับการขับเคลื่อนจากหน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการฯ จะมีอำนาจ 4 ประการ ซึ่งบัญญัติอยู่ในมาตรา 77 ของร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ

1.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังไม่เกิดความเสียหาย ให้คณะกรรมการฯ แจ้งให้หน่วยงานดังกล่าวปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้ถูกต้อง

2.กรณีพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต ให้คณะกรรมการฯ เสนอวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ

3.กรณีพบว่าผู้ใดหรือองค์กรใดของหน่วยงานรัฐไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏการทุจริต ให้คณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป

4.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติส่อไปในทางทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้คณะกรรมการฯ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อำนาจตามมาตรา 77 นี่เองที่อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะกำลังจะเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะ กรธ.ก็มีหลายมาตราที่ถือไม้เรียวคอยขู่รัฐบาล ถึงขั้นที่ “กษิต ภิรมย์” สมาชิก สปท.ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีลักษณะเหมือนกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

“อำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการบอกว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่ คปป. ซ่อนรูปถือเป็นการหลอกตัวเอง อีกทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่มีอะไรที่เป็นส่วนร่วมของประชาชนเลย หากแต่เป็นการเสริมอาณาจักรของข้าราชการ” ข้อท้วงติงของอดีต รมว.ต่างประเทศ กลางที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 16 ก.พ.

ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ทางการเมืองว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้ก็ถือว่าสาหัสอยู่ไม่น้อย ไม่มีใครตอบว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ ดังนั้นเมื่อมีอีกประเด็นร้อนอย่างยุทธศาสตร์ชาติเข้ามาผสมโรงด้วย แน่นอนว่าการเมืองในอนาคตย่อมเกิดความเขม็งเกลียวและจะเกี่ยวไปถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โค้งสุดท้ายร่างรธน. ปรับแก้…เพิ่มแต้มประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416841

โค้งสุดท้ายร่างรธน. ปรับแก้...เพิ่มแต้มประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากหมดเขตการรับแสดงความคิดเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา มาถึงช่วงนี้ถือเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่สำคัญ เพราะจะเข้าสู่การเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ

เรียกได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่ต้องจับตากันให้ดี

การทำงานของ กรธ.ยังไม่ได้ลงมือแก้ไขถ้อยคำทันที เนื่องจากอยู่ในระหว่างการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางว่ามีประเด็นใดบ้างที่แก้ไขได้หรือแก้ไขไม่ได้ โดยจะประมวลตั้งแต่มาตรา 1 ไปจนถึงมาตรา 207 ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงต้นเดือน มี.ค. จากนั้นมีการเล็งกันว่าอาจต้องยกคณะไปต่างจังหวัดกันอีกรอบในช่วงกลางเดือน มี.ค. เพื่อปรับแก้ถ้อยคำของร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ตามกำหนดการจะสามารถเปิดเผยเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายในวันที่ 29 มี.ค.

สำหรับประเด็นที่ กรธ.เริ่มมองเห็นตรงกันว่าสามารถแก้ไขได้ คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเตรียมจะนำเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาพิจารณาว่าจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรตามที่ภาคประชาสังคมต้องการให้ กรธ.เอารัฐธรรมนูญปี 2550 มาเป็นต้นแบบ

โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ส่งความเห็นมาให้ กรธ.พิจารณาเพิ่มเนื้อหาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้มีความชัดเจน และสร้างหลักประกันให้กับประชาชน ตรงนี้จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ กรธ.เตรียมปรับปรุงเนื้อหาในส่วนนี้ให้ออกมาได้รับการยอมรับจากประชาสังคมมากที่สุด โดยเฉพาะการเพิ่มถ้อยคำที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เช่นเดียวกับการเพิ่มหมวดปฏิรูปประเทศ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กรธ.กำลังจะดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม ภายหลังวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และรัฐบาล มีความเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศเป็นการเฉพาะ เหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน

สาเหตุที่ กรธ.ยืนยันในหลักการแก้ไขเนื้อหาสิทธิเสรีภาพของประชาชนพร้อมกับเพิ่มหมวดปฏิรูปประเทศ มีเหตุผลเดียว คือ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ต้องยอมรับบทบัญญัติที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพราะขนาดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในมาตรา 4 ยังต้องยืนยันหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพเอาไว้

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” เนื้อหาในมาตรา 4

เมื่อภาคประชาสังคมรู้สึกว่าหลักการสำคัญดังกล่าวถูกสั่นคลอน จึงเป็นเหตุผลให้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และพร้อมจะลงประชามติไม่เห็นชอบ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เองส่งผลให้ กรธ.ไม่มีทางเลือก นอกจากการแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการ แม้ว่า กรธ.จะมั่นใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ตัวเองทำขึ้นมาไม่ได้ลดทอนสิทธิของประชาชนก็ตาม

ในทางกลับกันหาก กรธ.ยืนยันไม่ปรับเนื้อหาย่อมมีผลต่อเสียงการทำประชามติ ถึงขั้นอาจจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยต้องไม่ลืมว่าภาคประชาสังคมมีเครือข่ายค่อนข้างใหญ่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผ่านประชามติมาได้ท่ามกลางกระแสคัดค้านของพรรคการเมืองบางพรรค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้แรงสนับสนุนจากเครือข่ายประชาชน

ดังนั้น การจะช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยผ่านประชามติไปได้ ก็ต้องอาศัยพลังจากภาคประชาชนมาสู้กับฝ่ายการเมือง

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ ต้องพึ่งพลังของ สนช.ด้วย

จริงอยู่ สนช.ไม่ได้เป็นองค์กรที่ให้คุณให้โทษกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อ กรธ.กำหนดบทบาทให้ สนช.มีหน้าที่ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งในช่วงกลางปี 2560 ประกอบกับตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สนช.ได้สร้างเครือข่ายในต่างจังหวัดไว้พอสมควร ผ่านโครงการ สนช.พบประชาชน ย่อมทำให้ กรธ.ต้องฟังเสียงของ สนช.ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างตั้งใจมากขึ้น

โดยเร็วๆ นี้ตัวแทนของ สนช.เตรียมเข้าพบกับ กรธ. เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจถึงข้อเสนอของ สนช. มีความเป็นไปได้ที่หนึ่งในประเด็นที่จะถกแถลงแลกเปลี่ยนระหว่างกัน คือ ที่มาของ สว. ที่ กรธ.กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ สนช.เห็นว่าน่าจะมาจากการสรรหา และการตัดสิทธิการลงสมัคร สส. และ สว. ของสมาชิก สนช. ในกรณีที่ไม่ได้ลาออกภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

ทั้งหมดนี้เป็นทิศทางการทำงานของ กรธ. และการเคลื่อนไหวภายในของแม่น้ำ 5 สาย ก่อนที่จะได้เห็นบทสรุปอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน มี.ค.

 

ครม.ดันตั้งองค์กรแก้วิกฤต แนะเพิ่มสิทธิประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416596

ครม.ดันตั้งองค์กรแก้วิกฤต แนะเพิ่มสิทธิประชาชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ส่งข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญแล้ว โดยให้เพิ่มเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชนให้ชัดเจน รวมถึงการมีองค์กรแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นด้วย พร้อมขอให้ร่นเวลาทำกฎหมายลูกให้เสร็จเพื่อประกาศเลือกตั้งตามโรดแมปในปี 2560

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื้อหาความเห็นนั้นพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมือง มาเน้นการบริหารราชการแผ่นดินให้ได้มากที่สุด และให้ความสนใจเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ว่าจะทำงานได้หรือไม่อย่างไร

ทั้งได้รวบรวมความเห็นจากส่วนราชการทั้ง 20 กระทรวง ซึ่งเกี่ยวกับถ้อยคำที่ไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตีความได้ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับหมวดนโยบายแห่งรัฐ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับการทำงบประมาณ การปกครองส่วนท้องถิ่น ระเบียบการบริหารราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ให้มีความชัดเจน ส่วนประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทยนั้น ครม.ได้ขอให้เติมเนื้อหา เช่น ปวงชนชาวไทยต้องมีหน้าที่รักษาศิลปวัฒนธรรม ช่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ กรธ.เขียนเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิพลเมือง สิทธิในความยุติธรรม ให้ชัดเจน ส่วนเรื่องกำหนดเวลา รัฐบาลเป็นกังวลว่า หากเดินไปตามยุทธศาสตร์ในบทเฉพาะกาล จะทำให้เวลาที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งนั้นยาวนานเกินไป จึงต้องการร่นเวลาเพื่อให้จัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในปี 2560 ให้เป็นไปตามโรดแมปของรัฐบาล โดยเสนอ กรธ.ว่าอาจไม่ต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ครบทั้ง 10 ฉบับ แต่ให้ออกเท่าที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้ง จากนั้นจึงประกาศการเลือกตั้ง แล้วใช้เวลาระหว่างนั้นร่างกฎหมายที่เหลืออยู่

ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้เพิ่มการปฏิรูปอีกหมวดในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในร่างแรกนี้กำหนดให้มีเพียงการปฏิรูปการศึกษาและตำรวจแต่ยังไม่ครอบคลุมเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะนายกฯ เองก็ต้องการให้การปฏิรูปนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 แผน แผนละ 5 ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเดินหน้าประเทศ

สำหรับเรื่องสุดท้ายที่ได้แสดงความกังวลให้ กรธ.ทราบ คือให้คำนึงถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 จึงต้องการให้ กรธ.นำปัญหาที่ผ่านมา มาวางแผนและมองปัญหาให้ทะลุ เพื่อให้เห็นถึงปมขัดแย้งของคนในชาติ ว่าเกิดจากเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน ความเข้าใจไม่ตรงกัน รวมถึงเมื่อเกิดปัญหากลับไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด ขอให้ กรธ.นำปัญหาเหล่านี้มาเขียนในรัฐธรรมนูญเพื่อตอบโจทย์ให้ได้ แต่ ครม.ไม่ได้มีข้อเสนอหรือความเห็นเกี่ยวกับองค์กรเหมือน คปป.หรือองค์กรพิเศษ แต่ขอให้ กรธ.ตอบให้ได้ว่า หากเกิดปัญหาเช่นในอดีต จะหาวิธีใดแก้ไข ส่วนจะแก้ได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่เห็นควรมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

วิษณุ แสดงความมั่นใจว่า ข้อเสนอแนะของรัฐบาลน่าจะมีน้ำหนัก เพราะที่ผ่านมาการกลั่นกรองของแต่ละกระทรวง ซึ่งผู้ปฏิบัติเสนอให้เติมเรื่องสิทธิเสรีภาพให้ครบ เรื่องงบประมาณให้ชัด หรือให้แก้เรื่องเกี่ยวกับทหารว่ากองทัพมีบทบาทในเรื่องการต่อสู้ การรบ การทำสงคราม รวมทั้งการพัฒนาประเทศ ซึ่งร่างแรกนี้บทบาทการพัฒนาหายไป จึงบอก กรธ.ให้เพิ่มเติม โดย ครม.ไม่ได้เสนอในทำนองวิพากษ์บาดหมางในเรื่องที่ฝ่ายการเมืองเห็นต่าง ดังนั้น กรธ.น่าจะรับฟัง เพราะไม่ขัดหลักคิดอะไร

ด้านการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ได้เริ่มพิจารณาความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญจากทุกฝ่ายอย่างเป็นทางการ ภายหลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นตามกรอบเวลาเมื่อวันที่ 15 ก.พ.

การทำงานของ กรธ.เริ่มที่การประมวลความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ารูปแบบการจัดทำข้อเสนอแนะของ สนช.มีความชัดเจน เพราะ สนช.ได้ระบุมาว่าต้องการให้ กรธ.แก้ไขในประเด็นไหนบ้าง โดยมีมติของที่ประชุม สนช.มาเป็นตัวกำหนด

ทว่าสำหรับกรณีของ สปท.กลับพบว่าเป็นการเสนอแนะความคิดเห็นในนามของคณะกรรมาธิการสามัญของ สปท.แต่ละคณะ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติกับ กรธ.ทำให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. กล่าวกับที่ประชุมว่า “ทำให้ไม่ถูก”

อย่างไรก็ตาม กรธ.จึงมีความเห็นว่าการที่ สปท.ไม่ได้จัดข้อเสนอแนะที่เป็นบทสรุปชัดเจนเหมือนกับของ สนช. หาก กรธ.ได้แก้ไขในประเด็นใดตามข้อเสนอแนะของ กมธ.ของ สปท.คณะใดคณะหนึ่ง อาจมีผลให้ กรธ.ถูกโจมตีจาก สปท.ได้ว่า กรธ.เลือกปฏิบัติ ดังนั้น ประธาน กรธ.เตรียมจะทำหนังสือถึง ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของ สปท.ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญต่อไป

นอกจากนี้ กรธ.ได้รับการประสานงานมาจาก สนช.ด้วยว่า สนช.จะขอส่งตัวแทนเข้ามาชี้แจงเนื้อหาที่ขอเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อ กรธ.ด้วย โดยเตรียมจะกำหนดวันให้ชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งนี้ การพิจารณาว่ามีเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้างที่จะสามารถดำเนินการปรับปรุงอย่างเป็นทางการได้ ของ กรธ.ในเบื้องต้น มีความเห็นว่าควรดำเนินการใน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สิทธิเสรีภาพของประชาชน และ 2.การจัดทำหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในร่างรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นของสิทธิเสรีภาพของประชาชน กรธ.มองเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ในหลักการของร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ กรธ.บัญญัติขึ้น จะครอบคลุมและมีหลักประกันให้กับประชาชนเฉกเช่นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550 หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ กมธ.ยกร่างฯ ที่มีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แต่เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ กรธ.จะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาตามที่มีข้อเสนอเข้ามาให้ครอบคลุมหลักการสำคัญมากที่สุด

 

ตั้ง “สังฆราช” ระเบิดเวลารัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416579

ตั้ง "สังฆราช" ระเบิดเวลารัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” สำหรับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เวลานี้ “เผือกร้อน” ตกมาอยู่ตรงหน้า และยังไม่ทีท่าว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชถือเป็นเรื่อง “อ่อนไหว” อย่างยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าเป็นห่วงเมื่อคนในสังคมยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

หากรัฐบาลเลือกเดินทางใดทางหนึ่ง อาจสร้าง ความไม่พอใจให้กับอีกฝั่ง จนบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งให้กลับมา คุกรุ่น หรือถูกกลุ่มไม่หวังดีเข้ามาฉวยโอกาสนี้ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์

ทางออกที่ประเมินกันว่ารัฐบาลคงจะใช้สูตรยื้อ ดึงเรื่องนี้ออกไปให้ได้นานที่สุด เพื่อไม่ต้องตกเป็น “จำเลย” แบกความรับผิดชอบจากผลของการกระทำก็ดูจะใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว

เมื่อล่าสุด พระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้นำพระสงฆ์และฆราวาสในนามเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.) ออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าองค์พระพุทธมณฑล

พร้อมออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ซึ่งระบุว่าที่ประชุมคณะสงฆ์จากทั่วประเทศมีสังฆมติร่วมกัน ขอให้นายกฯ ดำเนินการดังนี้

1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย

2.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน

3.ขอให้นายกฯ ยึดถือดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมที่มีการเสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

4.ขอให้ทางรัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย

5.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

ปมร้อนรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อภิกษุสงฆ์ที่มารวมตัวกันที่พุทธมณฑล เกิดการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารช่างที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี และตำรวจสถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑลที่มาดูแลความสงบเรียบร้อย

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย พระเมธีธรรมาจารย์จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังกล่าวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลรับปากว่าจะดูแลและประสานรายงานเรื่องนี้ไปยังนายกฯ หลังกลับจากสหรัฐอเมริกา

จากนี้จึงเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเดินต่อไปอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเลือกอย่างไรก็เป็นปัญหา

ไม่ว่าจะเลือกเดินหน้าไปตามกระบวนการ หลังจาก มหาเถรสมาคม (มส.) มีประชุมลับเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็ย่อมมีกระแสต่อต้านจากฝั่งที่คัดค้าน

โดยเฉพาะพระ พุทธะอิสระที่เคยยื่น 3 แสนรายชื่อ คัดค้านการแต่งตั้งพระสังฆราช ต่อ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่า เป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ทางพระธรรมวินัย ด้วยพฤติกรรมที่ข้องเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ที่มีคดีทุจริตติดตัว และมีการเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือกันมาช้านาน

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหว ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่หยิบยกเรื่องคดีครอบครองรถหรูขึ้นมาดักคอว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน แต่ตามประเพณีปฏิบัติก็คงไม่สามารถหน้าที่ได้

แถมระบุว่าการเคลื่อนไหวเร่งรัดให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ยังอาจเป็นการหมิ่นเหม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ

อีกด้านหนึ่งหากรัฐบาลดึงเรื่องการแต่งตั้งให้ทอดเวลานานออกไป หรือไม่ยอมทำตามมติของมหาเถรสมาคมไปตลอดจนอายุของรัฐบาลจนถึงปี 2560 ก็นานเกินไป ย่อมจะถูกกระทุ้งโดยกลุ่มของพระเมธีธรรมาจารย์ ที่เปิดหน้าเริ่มเคลื่อนไหว ให้ดำเนินตามมติของมหาเถรสมาคมโดยเร็ว อีกหลายระลอก

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำความ  “เปราะบาง” ของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องระมัดระวังในการตัดสินใจ ยิ่งในวันที่แต่ละฝักฝ่ายเปิดหน้าเตรียมเคลื่อนไหวตามจุดยืนของฝั่งตัวเอง

ถ้ารัฐบาลเลือกเดินไปทางใดทางหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผล คำชี้แจง หรือหามาตรการบรรเทาความร้อนแรง หรือหาทางการสกัดการเคลื่อนไหว

สุดท้ายอาจนำไปสู่การปะทะกันของมวลชนรอบใหม่ ที่จะซ้ำเติมสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบภารกิจต่างๆ ที่กำลังจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามโรดแมปที่วางไว้

ไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ตลอดจนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในปี 2560 รวมทั้งอาจกระทบไปถึงเส้นทางการลงจากอำนาจของ คสช.ด้วยอานุภาพของระเบิดเวลาลูกนี้

 

วัดใจ​ กรธ. กลไกพิเศษ จุดเสี่ยงรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416517

วัดใจ​ กรธ. กลไกพิเศษ จุดเสี่ยงรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขั้นตอนนับจากนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) จะนำข้อเสนอจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาปรับปรุงให้แล้วเสร็จเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ภายในวันที่ 29 มี.ค. ก่อนจะไปชี้ขาดกันที่ด่านสุดท้ายกับการทำประชามติ

สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏอีกครั้งเมื่อข้อเสนอเกี่ยวกับกลไกพิเศษที่จะเข้ามาคลี่คลายสลายทางตันในกรณีเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตถูกปัดฝุ่นกลับมาใหม่อีกครั้ง

ล่าสุด หนึ่งในข้อเสนอจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ส่งถึง กรธ.ระบุชัดว่า “มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีบัญญัติของกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้

ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศดังกล่าว โดยให้เป็นอำนาจของรัฐสภา หรือวุฒิสภาในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือมีสภาผู้แทนราษฎรแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ

และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้วให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะ ปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ หากจำได้ กรธ.เคยประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีองค์กรในทำนองเดียวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) แบบร่างของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แต่จะใช้องค์กรที่มีอยู่แล้วทำหน้าที่ไป เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ถึงทางตันมีข้อขัดแย้งทางการเมือง หรือทางรัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไป

ปัญหาอยู่ที่ คปป.ถูกมองว่าเป็นช่องทางสืบทอดอำนาจของ คสช.ที่จะมีบทบาทเข้ามาแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล และการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนว่ากันว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ถูกคว่ำในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ครั้งนั้นเนื้อหาเกี่ยวกับ คปป.ถูกบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 280 วรรค 2 ภายใน 5 ปี นับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้

“คปป.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3  ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสูสภาวะปกติโดยเร็ว”

แรงต้านในครั้งนั้นทำให้ กรธ.ชุดนี้พยายามหลีกเลี่ยงไม่เดินซ้ำรอย ทั้งที่อาจจะขัดแย้งกับท่าทีความต้องการของ คสช.ที่ต้องการให้มีองค์กรลักษณะนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่าบ้านเมืองจะไม่วนกลับไปสู่ทางตันเหมือนที่ผ่านมา

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปห่วงเรื่อง คปป. ผมบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่า คปป.ทำหน้าที่อะไร มันก็เป็นเพียงร่มๆ หนึ่งเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุ

ที่สำคัญหากพิจารณาข้อเสนอของ สนช.นั้นให้เหตุผลสนับสนุนกับการตั้งองค์กรพิเศษว่า มาตรา 207 ของร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ นั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เพียงแค่กรอบอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 205 เท่านั้น ไม่สามารถนำหลักการในมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศได้

​นี่จึงอาจเป็นช่องโหว่ที่ กรธ.ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง ยิ่งสัญญาณล่าสุด มีชัย ระบุชัดว่า หากไม่มีคนเสนอเรื่องกลไกพิเศษ ก็ไม่ต้องเพิ่มอะไรที่เป็นสาระสำคัญ เว้นแต่มีคนเสนอด้วยเหตุผล กรธ.ก็พิจารณาได้ แต่ยังไม่เห็นว่าเขาเสนอมาอย่างไร ตอบไม่ได้ ต้องขอไปดูข้อเสนอก่อนวิจารณ์

แม้ว่ากลไกพิเศษนี้จะเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าทุกอย่างจะไม่ไปสู่ทางตัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทาน เสียงต้านคัดค้าน ข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจ

สุดท้ายนี่จะเป็นการวัดใจของ กรธ.ว่าจะเลือกจัดการกับเผือกร้อนในมือรอบนี้อย่างไร เมื่อเรื่องนี้ถือเป็นปมสำคัญและเปราะบาง หากตัดสินใจผิดพลาดอาจส่งผลทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถูกคว่ำในการทำประชามติ และสร้างความเสียหายให้กับความเชื่อมั่นของ คสช.​อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง​

 

ปัดสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583542

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ก.พ. 2559 05:01

 

โหมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไร้ใบสั่ง

เป็นอีกคนหนึ่งที่คลุกวงในผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ แล้วส่งไม้ต่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนต่อไป

แต่ก็ถูกแรงเสียดทานจากอีกขั้วความคิด โดยเฉพาะถูกมองว่ารับใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสร้างองค์กรใหม่ขึ้นมาสืบทอดอำนาจ

ขณะที่อีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งกล่าวในฐานะเป็นผู้ปลุกปั้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวการเมือง

โดย พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการบริการราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) บอกว่า ถือเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการจัดทำและกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ สมัยเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปช.)

ผลสัมฤทธิ์สมัย สปช.กำหนดไว้เมื่อครบ 100 ปีของระบอบประชาธิปไตยตรงกับปี 2575 รายได้เฉลี่ยของคนไทยเดือนละ 40,000 บาท คนที่มีรายได้ต่ำสุด 10 เปอร์เซ็นต์ต้องมีรายได้เฉลี่ย 15,000 บาทต่อเดือน

คุณภาพการศึกษาต้องติดท็อปของประเทศเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่มีสมาชิก 144 ประเทศ การคอร์รัปชันลดลงอยู่ในลำดับต้นๆของ 144 ประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐในลำดับต้นๆของ 144 ประเทศ

และให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่า 40 เปอร์เซ็นต์ มีพื้นที่บริหารจัดการน้ำ 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ

เมื่อผ่าน สปช.ก็ส่งไปให้รัฐบาล ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เห็นด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ

เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่อง เปลี่ยนรัฐบาลทีนโยบายนั้นๆก็เปลี่ยนตาม

แผนพัฒนาตามยุทธศาสตร์ที่หลากหลาย กระจัดกระจายตามกระทรวงต่างๆขาดการบูรณาการและจัดลำดับความสำคัญ

การพัฒนาประเทศส่วนใหญ่กระทำโดยภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมน้อยในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สปท.จึงปรับให้สอดคล้องกับรัฐบาล กำหนดยุทธศาสตร์ชาติเป็น 20 ปีในปี 2579 เป็นแผนแม่บทในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบและเต็มศักยภาพ ตามกลไกการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

จะทำให้มีหางเสือหรือระบบควบคุมทิศทางการพัฒนาประเทศระยะยาว มีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการพัฒนาและการบริหารราชการแผ่นดิน

ดังตัวอย่างความสำเร็จของประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว 60 ประเทศทั่วโลก

อาทิ ออสเตรเลีย บราซิล สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส

หรือประเทศสิงคโปร์ ก็วางยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวมุ่งไปที่การศึกษาอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ต่อมาได้ปรับเพิ่มเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ เป็นศูนย์กลางหลักในเครือข่ายเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจที่สำคัญทั่วโลก ประเทศมาเลเซียประกาศวางยุทธศาสตร์ชาติเป็นประเทศที่พัฒนาในปี 2563 ประเทศกัมพูชาก็กำลังกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเหมือนกัน

ฉะนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าเรื่องนี้ เริ่มจากร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นเพียงกระบวนการและกลไก เพื่อตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติวางแนวทางในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มีทั้งหมด 25 คน ซึ่งมีฝ่ายการเมือง 3 คน ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธาน สปท.

เมื่อ สนช. สปท.หมดวาระ ประธานวุฒิสภาก็เข้ามาแทนประธาน สนช. ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็เข้ามาแทนประธาน สปท. นายกรัฐมนตรีก็มาจากการเลือกตั้ง

ขณะที่กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็มาจากด้านต่างๆตามยุทธศาสตร์กลุ่มภารกิจด้านความมั่นคง การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ การเกษตร การอุตสาหกรรม การบริการ

การเงิน การคลังและงบประมาณ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและผังเมือง สาธารณสุข การคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

เมื่อจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแล้ว จะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ

ไม่ได้ไปสร้างอำนาจพิเศษขึ้นมาตามที่หลายฝ่ายกล่าวหา เพราะหากความเห็นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์และรัฐสภาไม่ตรงกัน ให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมพิจารณา หากยังเห็นไม่ตรงกันอีกให้เสนอให้รัฐสภาพิจารณา สุดท้ายรัฐสภามีมติอย่างไรก็ให้ดำเนินการไปตามนั้น

ยุทธศาสตร์ชาติมีระยะเวลา 20 ปีและให้ทบทวนพิจารณาทบทวนทุก 5 ปีหรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อวัตถุประสงค์หลักของยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีนัยสำคัญ ก็สามารถทบทวนเปลี่ยนแปลงได้อีก

เพื่อความมั่นคงของประเทศ มั่งคั่งของประชาชนและเข้มแข็งในประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

หลังจากนั้นรัฐบาลโดย ครม.มีมติตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมา มี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมีการยกร่างกรอบและตั้งเป็นตุ๊กตา เพื่อไปสอบถามความเห็นของประชาชน พร้อมกับการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 เป็นการประหยัดงบประมาณที่ได้ทำไปพร้อมๆกัน

ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติที่ สปท.เสนอไปยังเป็นรัฐบาลเป็นเพียงกระบวนการและกลไกที่จะไปสู่การมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขณะที่การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติหลักอยู่ที่คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล

การมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจำเป็นต้องมีมีอยู่ต่อไปอย่างไร เมื่อมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแล้ว พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า ยังต้องมีอยู่ ซึ่งจะสอดคล้องกันและกัน

ขอย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเราคิดก่อนที่จะมีองค์กร คปป. ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณตอนนั้นได้แสดงความไม่เห็นด้วยที่จะให้ คปป.เป็นคนกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ เพราะโครงสร้างของ คปป.มีผู้บัญชาการเหล่าทัพอยู่ด้วย ไม่มีความหลากหลาย

แต่โครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ออกแบบไว้มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลาย เริ่มแรกกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลให้ สนช.เลือก

เป็นอีกจุดหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นการสืบอำนาจของ คสช. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ 20 ปียังถูกมองว่ามีอำนาจเหนือรัฐสภา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า ทุกประเด็นที่ถูกวิจารณ์สามารถชี้แจงได้หมด

และในหลายประเด็นที่มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วง ก็ได้ปรับแก้ให้เหมาะสมกับการเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นหางเสือและเครื่องมือเอกซเรย์

กรณีที่มีการปฏิบัติไม่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ หากเป็นฝ่ายการเมืองเฉพาะที่ทำให้เสียหายร้ายแรง ถ้าไม่ปรากฏว่าทุจริต ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เสนอวุฒิสภาดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นข้าราชการให้เสนอ ครม.เพื่อดำเนินการต่อไป

กรณีทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจเหนือรัฐบาล เหนือรัฐสภา และในช่วงเลือกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดแรกอยู่ยาว 8 ปี ได้ให้อำนาจ สนช.ที่ถือกำเนิดจาก คสช.เป็นองค์กรเลือก ตรงนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบทอดอำนาจ ซึ่งมีใบสั่งให้ออกแบบมาเช่นนี้

และรัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีต้องเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ทั้งหมดสอดคล้องกันจริง จึงถูกฝ่ายต่างๆมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ

พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า ขอยืนยันทั้งหมดมีใบสั่งมาจากตัวย่อว่า “ส” คือคำว่าสำนึกเพื่อชาติ

ในโลกยุคนี้หากประเทศไทยยังไร้ยุทธศาสตร์ชาติ เท่ากับปล่อยให้ประเทศขับเคลื่อนโดยไร้ทิศทาง ไม่มีหางเสือบังคับ ในยุคโลกาภิวัตน์จำเป็นต้องผลักดันให้มียุทธศาสตร์ชาติเพื่อลูกหลานของคนไทย

แม้จะเหนื่อยล้า เป็นหนังหน้าไฟ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกโขกสับ แต่ไม่ขอตอบโต้ใคร

ขอแค่ให้เข้าใจว่าไม่ใช่ทำไปเพื่อเป็นการสืบทอดอำนาจให้ใคร

แต่เป็นการสืบทอดภารกิจการปฏิรูปประเทศไทย.

ทีมการเมือง