สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621198

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์  ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินโครงการนั้นๆเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จนได้รับสมัญญานามว่า “ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการน้ำ”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทาน ได้นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ มาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน มาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้มีการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ที่ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เสร็จในปี 2538 สามารถกักเก็บน้ำได้ 4.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และสร้างอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร แล้วเสร็จในปี 2549

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ เป็นการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็จะทำการกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนสามารถสร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอ.เขาวง มากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า

“กรมชลประทานได้น้อมนำหลักการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาศึกษาขยายผลดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงนั้นได้มีการสร้างเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 มีความจุ 263 ล้านลบ.ม. ลุ่มน้ำแม่งัดได้มีการสร้างเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 มีความจุ 265 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นเขื่อนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ทั้ง 2 แห่ง ส่วนลุ่มน้ำแม่แตง ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำ แต่มีฝายแม่แตง จ.เชียงใหม่ พร้อมแก้มลิงบริเวณฝาย 2 แห่ง ความจุรวมกันประมาณ 2.97 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ที่่ผ่านมาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ทำให้น้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งทางด้านอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน
ขณะเดียวกันปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำสาขาอีก 2 สาขา คือ ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง ในฤดูฝนกลับมีจะปริมาณน้ำมากเกินความต้องการ จนเกิดภาวะ
น้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเต็มศักยภาพ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยคือ ประมาณ 49 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำส่วนเกินช่วงฤดูน้ำหลาก(กรกฎาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ในลำน้ำแม่แตงผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแรก คือ ช่วงแม่แตง-แม่งัด ความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร มาพักไว้ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จำนวน 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี จากนั้นก็จะผันน้ำในส่วนนี้ ร่วมกับปริมาณน้ำส่วนเกินของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ส่งผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงที่ 2 คือ ช่วงแม่งัด-แม่กวง ความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไปลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะได้ปริมาณน้ำรวมปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม.

“โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่าร้อยละ 65 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่มั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการเกษตรนั้น จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในช่วงฤดูฝนได้ถึง 175,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งอีก 76,129 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะสามารถส่งน้ำอีกจำนวนประมาณ 25 ล้านลบ.ม.ให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ใช้ในการจัดสรรเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกกว่า 14,500 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ดังกล่าวมาต่อยอดขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา “อู่ข่าวอู่น้ำ” ของประเทศด้วยการดำเนิน“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” อีกด้วย ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการชี้แจง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งจัดเตรียมรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายในปี 2565

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล ประมาณปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. ผ่านอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้น้ำประมาณ 20,415 ล้านลบ.ม.ต่อปี อีก 20 ปี ข้างหน้าความต้องการใช้เพิ่มเป็น 22,676 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการขาดแคลนอีกประมาณ 2,633 ล้านลบ.ม. ดังนั้นหากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมลุ่มเจ้าพระยาวิกฤตขาดแคลนน้ำแน่นอน

ขณะที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็น 1 ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสถิติ พบว่าน้ำไหลเข้าเขื่อนยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างที่สามารถกักเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม.

“หากสามารถดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 4,290 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 1.6 ล้านไร่ คิดเป็น มูลค่าประมาณ 11,910 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระบบนิเวศในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทวีรุนแรงมากขึ้น ป้องกันค่าความเค็มของน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค การแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือน “ครูของแผ่นดิน” ซึ่งกรมชลประทานได้น้อมนำความรู้ที่พระองค์ได้ถ่ายทอดไว้ มาศึกษา พัฒนาต่อยอดขยายผลดำเนินแก้ไขปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติและประชาชนตามพระราชปณิธานจะสืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620347

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง  เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วช. สนับสนุนทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำชลประทาน “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง” เชื่อมโยงเทคโนโลยีบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา ประมวลสถานการณ์น้ำ สั่งการและควบคุมปริมาณการส่งน้ำชลประทานให้เหมาะสมกับสภาพการเพาะปลูกพืช ในพื้นที่โครงการชลประทาน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง เป็นโครงการชลประทาน อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ใช้น้ำต้นทุนหลักจากลำน้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล แผนงานวิจัยเข็มมุ่งด้านการบริหารจัดการน้ำ ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสมในพื้นที่ศึกษาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ของศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วยให้โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง ในปัจจุบัน มีระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรม เป็นเครื่องมือ
ให้เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงานในการควบคุมและประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อการส่งน้ำได้อย่างเหมาะสม

โดยระบบสามารถติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เกษตรกรรมและระดับน้ำในคลองส่งน้ำ จำลองสภาพการใช้น้ำและวางแผนการส่งน้ำจากการติดตามความชื้นดิน จำลองการไหลในคลองส่งน้ำ และปฏิบัติการควบคุมประตูน้ำแบบอัตโนมัติได้ผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งผลการดำเนินงานวิจัย สามารถลดปริมาณการสูญเสียจากการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน ที่เกินความต้องการของพืชที่เพาะปลูกได้ตามเป้าหมาย

นักวิจัยได้จำลองรูปแบบการส่งน้ำเพื่อลดปริมาณการสูญเสียน้ำในการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน โดยแบ่งกลุ่มการส่งน้ำออกเป็น 20 โซน ตามกลุ่มการใช้น้ำจากคลองเดียวกันที่มีการเหลื่อมเวลาการเพาะปลูกพร้อมกัน โดยกำหนดรูปแบบการส่งน้ำตามจริงจากพฤติกรรมการใช้น้ำของเกษตรกร (ซึ่งมีการพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำแบบมีส่วนร่วมเสริม) ทั้งในเชิงปริมาณและช่วงเวลาที่สอดคล้องกับความต้องการน้ำของพืช จากการจำลองสภาพการใช้น้ำร่วมกับข้อมูลความชื้นดินราย 3 ชั่วโมงที่มีการติดตามจำนวน 120 จุด ครอบคลุมทั้งโครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง

จากผลการประเมินประสิทธิภาพการจำลองการส่งน้ำตามแนวทางงานวิจัย โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีการสำรวจและรายงานโดยกรมชลประทาน พบว่า ในช่วงปีฤดูแล้ง 60/61 ที่มีสถานการณ์น้ำปกติ ผลการเสนอแนะจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำชลประทานที่เกินกว่าความต้องการน้ำของพื้นที่เพาะปลูกข้าวได้ 15.42 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 16.47 ส่วนในปีน้ำน้อย61/62 พบว่า การใช้งานเครื่องมือและระบบที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณและช่วงเวลาการใช้น้ำได้ 68.17 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25.20 จากการเปรียบเทียบในเชิงบริหารจัดการระหว่างผลการเสนอแนะจากงานวิจัยฯ เทียบกับการส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำเดิม

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพลขณะนี้ มีปริมาณน้ำต้นฤดูแล้ง 64/65 ณ วันที่ 1 พ.ย. 2564 ใช้การได้อยู่ 4,229 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุใช้การ ใกล้เคียงกับน้ำต้นทุนในปีน้ำปกติ 2556 คาดการณ์ได้ว่า หน้าแล้งปีนี้ โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดงจะมีสถานการณ์การเพาะปลูกที่เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำสามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 218,760 ไร่ ตามรูปแบบการส่งน้ำเดิม และหากใช้ผลของงานวิจัยที่ได้เสนอแนะแผนการจัดสรรน้ำร่วมกับการใช้ข้อมูลความชื้นดิน โครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง จะมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นเป็น 268,300 ไร่ โดยใช้ปริมาณน้ำที่รับเข้าโครงการฯ รวมทั้งฤดูกาล 216 ล้าน ลบ.ม. ประเมินเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับการส่งน้ำตามรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การปฏิบัติในการลดการสูญเสียการส่งน้ำในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับความต้องการใช้น้ำ งานวิจัยได้เสนอแนะให้มีการวางแผนการส่งน้ำจากพื้นที่เพาะปลูกสำรวจรายสัปดาห์ร่วมกับการติดตามข้อมูลความชื้นดินในแปลงเกษตรกรรม พร้อมกับสร้างการรับรู้ข้อมูลความชื้นดินและการปรับตัวการใช้น้ำตามรูปแบบการส่งน้ำตามโซนให้แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกร ระบบนี้จะช่วยให้แผนการจัดสรรน้ำตรงกับความต้องการน้ำจากรูปแบบการใช้น้ำของเกษตรกร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต้นทุนในระดับโครงการชลประทานได้

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619737

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง  สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 25 พฤศจิกายน ของทุกปี ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดเป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว ส่วนครม.ของไทยเห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงเช่นเดียวกัน

วันก่อนมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)เข้าร่วมประชุมผ่านระบบZoom เรื่อง “ยุติความรุนแรงในครอบครัว…สื่อเติมเชื้อหรือดับไฟ” มี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ ท่านคณบดีใหม่ถอดด้ามคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส. เป็นประธานเกริ่นนำว่า สสส. เห็นความสำคัญเรื่องการยุติความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมกับมสส.จัดงานนี้ขึ้น เพราะจากการสำรวจข้อมูลหลายครั้งพบว่า ปัจจัยกระตุ้นสำคัญของการใช้ความรุนแรงมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติดซึ่งแอลกอฮอล์ถือเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด 2.9 เท่า อุบัติเหตุทางถนนมากกว่าร้อยละ 20 มาจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ในช่วงเทศกาล เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี และเป็นสาเหตุหลักของความรุนแรงในครอบครัว จึงอยากให้สื่อมวลชนได้มีบทบาทร่วมลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า ได้สำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวช่วงการระบาดของโควิด-19 จำนวน 1,692 ตัวอย่าง ในกทม.และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 17-23 ต.ค.2564คนไทยนั้นเครียดเลยแสดงออกถึงความรุนแรงที่พบมากที่สุดร้อยละ 53.1 พูดจาส่อเสียด เหยียดหยามด่าทอ ร้อยละ 20.2 มีการทำร้ายร่างกาย ข้อมูลยังระบุชัดเจนร้อยละ 41.5 ว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก่อนโควิด-19 ระบาด มิหนำซ้ำร้อยละ 75 ระบุว่ามีการกระทำความรุนแรงซ้ำ 2-3 ครั้ง สาเหตุหลักมาจากแอลกอฮอล์ ส่วนผลกระทบต่อครอบครัว พบว่าร้อยละ 82 มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 80.2 มีผลต่ออารมณ์ ที่น่าตกใจคือการแก้ไขปัญหาเมื่อถูกกระทำรุนแรงร้อยละ 52.2 จะใช้การตอบโต้กลับ ร้อยละ 33.2 พูดคุยไกล่เกลี่ย มีเพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้นที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย มีมากถึงร้อยละ87 ที่ไม่ขอความช่วยเหลือเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเองได้ร้อยละ 75.6 มองเป็นเรื่องส่วนตัวและร้อยละ 61.8มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลบอกว่าการเสนอความรุนแรงนั้นสื่อหนังสือพิมพ์รายวันดีขึ้น แต่ที่น่ากังวลคือโทรทัศน์ยังมีการนำเสนอฉากข่มขืน การใช้ความรุนแรงกับคู่รัก สร้างมายาคติให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนสื่อออนไลน์ก็เช่นจากการเก็บข้อมูลมิวสิกวีดีโอพบว่ามี 19 เพลง เนื้อคุกคามทางเพศกดทับผู้หญิง ภาคีจะร่วมกับหลายฝ่ายณรงค์เรื่องนี้ต่อไป

ส่วน ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอต่อสื่อมวลชนว่าสื่อต้องทำงานเพิ่มอีก 2 มิติคือ ต้องไม่มองแค่ความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏอยู่ในฉากละครแต่ต้องมองให้ลึกในเชิงโครงสร้างความรุนแรงในครอบครัว และจะต้องมองความรุนแรงบนฐานของจากเพศสภาพมากกว่าเพศหญิงเพศชายในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นสื่อจะผลิตภาพซ้ำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัวทั้งๆ ที่ความรุนแรงเป็นผลจากนโยบายของรัฐที่ปกป้องผู้หญิงน้อยเกินไป การใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นความผิดทางอาญาที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว สื่อต้องไม่ยอมรับให้ความรุนแรงในครอบครัวกลายเป็นความชอบธรรม ต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบไม่ตำหนิผู้เสียหาย รู้เรื่องกฎหมาย มีการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเสมอหน้า มองปัญหารอบด้านและให้ข้อมูลช่องทางในการช่วยเหลือด้วย

ขณะที่นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบอร์ดสสส. สะท้อนว่าสื่อถูกตั้งคำถามว่าขายความรุนแรงเพื่อความอยู่รอดจริงหรือ ประสบการณ์ที่เคยทำงานในหนังสือพิมพ์รายวันก็ยอมรับว่าในอดีตเจ้าของสื่อคิดอย่างนั้นจริงๆเพราะมองว่าคนอ่านชอบและทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันถือว่าดีขึ้น ขณะที่สื่อโทรทัศน์และทั้งสื่อออนไลน์บางส่วนในปัจจุบันยังคงขายความรุนแรงในรูปแบบต่างๆอยู่เช่นรายการบางสถานีนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัวสามีภรรยามาทะเลาะกันออกอากาศคนดู ก็สนใจ เรทติ้งก็พุ่งสูงขึ้นดูได้จากรายได้บริษัทมีกำไรมากขึ้น แต่เชื่อว่าในอนาคตผู้บริโภคจะเป็นคนกำหนดเนื้อหาและคุณภาพของสื่อ ถ้าสื่อยังขายความรุนแรงนอกจากจะทำร้ายเหยื่อซ้ำแล้วจะเป็นการปลูกฝังความคิดการใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ทางด้านสื่ออาวุโสอย่างนางกรรณิกา วิริยะกุล บก.บห. นสพ.ไทยโพสต์ เห็นว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ตระหนักในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่สื่อจะต้องรับผิดชอบทั้งหมดหรือไม่เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันต่างกับในอดีตเดิมเสนอข่าวจากการแถลงข่าวที่เชื่อถือได้แต่ปัจจุบันต้องส่องจากเฟซบุ๊คว่าใครทำอะไรคำถามคือเราจะเอาความเข้มข้นทางวิชาการหรือจะเอาใจวัยรุ่น ไทยโพสต์ยืนยันว่าจะยังคงความเข้มข้นก็หวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยให้สื่อหลักที่ไม่ทำตามกระแสให้อยู่ได้ ส่วนกฤษณ์ชนุตม์ เจียรรัตนกนก บก.ข่าวไทยรัฐทีวี บอกว่าทำงานอยู่บนความรับผิดชอบอยู่แล้วหากเป็นคดีสะเทือนขวัญก็ต้องนำเสนอเพื่อตักเตือนสังคม นอกจากนี้ยังมีทีมดูแลถ้อยคำการพาดหัว มีกรรมการจริยธรรม 7 คนมากำกับเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ด้านนายพิธพงษ์ จตุรพิธพร ผู้ประกาศข่าวทีวี ช่อง 7 ระบุว่านโยบายของสถานีถ้าเป็นข่าวความรุนแรงในครอบครัวจะพยายามไม่นำเสนอยกเว้นคดีสำคัญและจะเน้นประเด็นการดำเนินคดี การนำเสนอภาพหรือข่าวหน้าจอจะถามความสมัครใจก่อนและให้ข้อมูลช่องทางการช่วยเหลือร้องเรียนด้วย ส่วนนายเอกพล บันลือ บก.สำนักข่าว The Standard กล่าวว่า ไม่ค่อยเสนอข่าวความรุนแรงระหว่างบุคคลอยู่แล้วแต่จะเน้นวิเคราะห์ ถอดบทเรียนในประเด็นที่สังคมสนใจ ที่สำคัญผู้บริโภคคือคนกำหนดบทบาทของเราว่าอะไรเหมาะสมหรือออกนอกแนวทางที่วางไว้

บทสรุปวันนั้นตรงกันว่าสื่อต้องช่วยกันดับไฟความรุนแรงไม่ใช่เป็นผู้เติมเชื้อไฟ

สกู๊ปพิเศษ : พิษณุโลกเปิดท่องเที่ยวสายชิล บินพาราเพลนรับลมหนาวท้าทายบนความสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614420

สกู๊ปพิเศษ : พิษณุโลกเปิดท่องเที่ยวสายชิล บินพาราเพลนรับลมหนาวท้าทายบนความสูง

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มคนรักการบินด้วยพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์พารามอเตอร์เอาใจคนชอบบินเปิดสอนขับพารามอเตอร์และพาราเพลนพร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความสวยงามยามเช้าและยามเย็น ท้าทายความสูง ถ่ายภาพสวยงามบนท้องทุ่งนา ถือว่าเป็นแห่งแรกของจังหวัดพิษณุโลก เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นบินไปถ่ายภาพแบบซิลๆๆ ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ พิษณุโลก ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ลุงแล่ม หรือนายแฉล้ม จันทร์เพ็ง เจ้าของธุรกิจเครือยุงทอง ธุรกิจอู่รถสิบล้ออะไหล่ ขนส่ง รีสอร์ท อพาร์ทเม้นท์ ที่ในวัยเด็ก ที่มีความชื่นชอบเครื่องบิน ประกอบและออกแบบเครื่องบินบังคับวิทยุเล่นเอง 4 เครื่องยนต์ ปีกกว้าง 3 เมตร พาตัวเองเข้าสู่การบินนักบินพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์ ต่อยอดมาเป็นสนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ ยุงทอง พิษณุโลก ที่ได้ต่อยอดทางความคิด จัดเที่ยวบินชมความงามบรรยากาศตอนเช้าในช่วงหน้าหนาวให้คนที่สนใจและอยากใกล้ชิด ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของจังหวัดพิษณุโลก เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นบินไปถ่ายภาพแบบชิลๆๆ ได้

โดยลุงแล่ม หรือ นายแฉล้ม จันทร์เพ็ง กล่าวว่า จากความชื่นชอบในเครื่องบินบังคับวิทยุ จากนั้นมีคนมาชวนเล่นพารามอเตอร์ก็ติดใจและพัฒนาความรู้และประสบการณ์เรื่อยมาจนมาตอนนี้อยากแบ่งปันประสบการณ์ และมอบความสุขทางการบิน ให้ทุกคนได้สัมผัส คนที่มีฝันทางการบิน อยากใกล้ชิดเครื่องบิน  จึงเปิดสนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ ยุงทอง พิษณุโลก  ที่ตำบลบ้านกร่าง เนื้อที่ 10 ไร่ รันเวย์ยาว 500 เมตร โดยจะทำการสอนฝึกบิน ทั้งพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  ในพิษณุโลกปัจจุบันมีคนที่รักชื่นชอบเรื่องการบิน พารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  อยู่กว่า 20 คน แต่เชื่อยังมีอีกหลายคนที่อยากสัมผัส ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเรียนรู้ ซึ่งคนที่ขับพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  จำเป็นต้องมีใบประกาศ อีกทั้งรู้หลักการ เพื่อเกิดความปลอดภัย

และสำหรับหน้าหนาวที่จะมาถึง ทางสนามบินฯก็เตรียมประสานกับทาง ททท. และการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวที่มาพิษณุโลก พร้อมกับจัดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวยามเช้าและยามเย็นได้บินสัมผัสบรรยากาศทุ่งนาที่สวยงาม ชมวิถีชีวิตของชาวไทยโดยเฉพาะแสงยามเช้าในช่วงหน้าหนาวนั้นจะสวยงามมากนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินในความท้าทายบนความสูงประมาณ 500 เมตร ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนัก การถ่ายภาพกำลังสวยงาม