สกู๊ปพิเศษ : ย้อนเส้นทางการศึกษาปีหนูไทยสู่ฉากทัศน์ใหม่ เน้นการเรียนรู้รูปแบบผสมผสานอย่างมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624953

สกู๊ปพิเศษ : ย้อนเส้นทางการศึกษาปีหนูไทยสู่ฉากทัศน์ใหม่  เน้นการเรียนรู้รูปแบบผสมผสานอย่างมีความสุข

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับถอยหลังเหลือแค่ไม่กี่วันพร้อมเข้าสู่ศักราชใหม่ ความคาดหวังจะหลุดพ้นเพื่อเริ่มต้นให้กับความสดใสหลังชีวิตผ่านพ้นไปกับปีที่หนักหนามาพอสมควร ความบอบช้ำจากโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภาคการศึกษา ทิ้งไว้ทั้งปัญหาและโอกาส หากมองดูแล้วก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าสถานการณ์นี้จะจบลงเมื่อไหร่ งานนี้ภาคการศึกษาไทยจะเป็นอย่างไร อักษร เอ็ดดูเคชั่น ผู้ผลิตและออกแบบนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ขอพาย้อนไปดูเส้นทางการศึกษาตลอดปีที่ผ่านมากัน

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ โดย บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) แจงถึงตัวเลขสถิติทางด้านการศึกษาไทยหลายประเด็นที่น่าสนใจ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลให้กับกระทรวงศึกษาธิการสูงสุดในรอบ 22 ปี คิดเป็นร้อยละ 11.5-25.7 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด กลับสวนทางกับผลคะแนนจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ในปี พ.ศ. 2561 ที่นักเรียนไทยของเรายังทำได้ไม่ดีนัก โดยมีคะแนนด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อยู่ในลำดับที่ 68, 59 และ 55 ตามลำดับจาก 79 ประเทศที่เข้าร่วมการประเมิน นั่นก็อาจแปลความได้ว่ารัฐบาลตระหนัก และให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับระบบการศึกษาไทยที่มีความท้าทายในหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาและแหล่งความรู้ที่มีคุณภาพ จำนวนนักเรียนที่ลดลง ค่านิยมต่อการศึกษา รวมไปถึงหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตที่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเองและตลาดแรงงาน สิ่งเหล่านี้สร้างทั้งความกดดันและเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ในแวดวงการศึกษาทั้งรูปแบบและแหล่งการเรียนรู้ แม้คนไทยจะหันมาใช้อินเตอร์เนตมากขึ้น แต่จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2563 ชี้ให้เห็นว่าคนไทยใช้อินเตอร์เนตเพื่อเข้าถึงความบันเทิงและการสื่อสารทางไกลเป็นหลัก มีเพียงร้อยละ 31.6 ที่ใช้เพื่อการติดตามข่าวสารความรู้ และร้อยละ 7.4 ใช้เพื่อการเรียนผ่านออนไลน์

นอกจากนั้น ยังเกิดกระแสจากบริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังข้ามชาติหลายแห่งอย่าง Google Apple Amazon ที่ประกาศนโยบายการรับสมัครคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงานโดยมุ่งพิจารณาจากทักษะและประสบการณ์การทำงานมากกว่าการใช้วุฒิการศึกษา หรือใบปริญญาบัตร เกิดสัญญาณการเปลี่ยนแปลงและความตื่นตัวในการตั้งคำถามถึงความสำคัญและคุณค่าของวุฒิการศึกษารวมไปถึงชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาด้วย ทั้งหมดนี้ สร้างกระบวนการการเรียนรู้และสื่อในรูปแบบใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ขยายขีดความสามารถให้กับทั้งผู้เรียนและผู้สอน ส่งเสริมการ Upskill และ Reskill รวมไปถึงการเรียนรู้ที่ตรงกับความสนใจและความสามารถของผู้เรียนจนเกิดเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ความปั่นป่วนของการพยายามสร้างความสมดุล และปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของ
โควิด-19 ส่งผลให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทองรมว.ศึกษาธิการ ประกาศเลื่อนการเปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ถึง 2 ครั้ง แต่ดูจากสถานการณ์ที่ยากจะควบคุมจึงต้องคิดหารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมต่อ พร้อมขึ้นนโยบายให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศปรับเปลี่ยนการสอนให้อยู่ในรูปแบบผสมผสาน หรือ Blended Learning ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสื่อสารทางไกล ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ และรูปแบบการเรียนในห้องเรียน ภายใต้การเรียนรู้ในรูปแบบ 5 on ได้แก่ Onsite Onair (DLTV) Ondemand Online และOnhand โดยทางกระทรวงศึกษาธิการยังได้จัดทำเว็บไซต์ “ครูพร้อม” ที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเข้ามาร่วมจับมือสนับสนุนโดย บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่นจำกัด (มหาชน) ยังได้เข้าร่วมและพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ภายใต้ชื่อ Aksorn On-Learn สนับสนุนการเรียนการสอนของครูและนักเรียนด้วยสื่อดิจิทัล อาทิ คลิปวีดีโอ e-Book สื่อ Interactive 3D สื่อ Interactive Software ไฟล์เสียงประกอบการสอน สไลด์ประกอบการสอน ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระฯ ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 85,000 คน

กว่าหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีเพียงคำว่า DLTV ที่จัดอยู่ในคำค้นทางด้านการศึกษาติดอันดับคำค้นยอดนิยมใน Google Search ซึ่งในปีนี้คำว่า SGS (Secondary GradingSystem) ถูกจัดให้ติดอยู่ในคำค้นยอดนิยมอันดับ 5 เป็นระบบการประเมินผลการเรียนรูปแบบใหม่ของโรงเรียนกลุ่มมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ภายใต้สังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จะใช้ระบบเดียวกันทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวัดและประเมินผลการเรียน สามารถทำการประเมินผลผ่านทางอินเตอร์เนตได้ที่เว็บไซต์ https://sgs.bopp-obec.info ช่วยทำให้ระบบการประเมินผลมีความรวดเร็ว ทันสมัย ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ส่งผลให้ครูและนักเรียนทั่วประเทศต้องปรับตัวอย่างมากในการใช้ระบบการประเมินผลรูปแบบใหม่

เกิดกระแสวิพากษ์ไปทั่วเมื่อกระทรวงศึกษาธิการกำหนดแผนปฏิบัติการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่มีความแตกต่างจากหลักสูตรเดิมในสาระสำคัญหลายตัว อาทิ ลดเวลาเรียนและกลุ่มสาระการเรียนรู้ลงในบางระดับชั้น ปลดล็อกตัวชี้วัดการเรียนรู้ ปรับปรุงฐานการเรียนรู้สมรรถนะใหม่ โดยมีแผนใช้จริงในปีการศึกษา 2565 กับโรงเรียนประถมศึกษาที่มีความพร้อม และวางกรอบการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะครอบคลุมทุกโรงเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในปีการศึกษา 2567 นำร่องทดลองใช้ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา แต่เกิดกระแสถึงความไม่พร้อมทั้งในแวดวงนักการศึกษา นักวิชาการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากเห็นว่าหลักสูตรยังขาดความชัดเจน และขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ปฏิบัติงานจริง จนต้องกลับมาทบทวน ชะลอ และเลื่อนการนำร่องทดลองออกไป

ฉากทัศน์ใหม่และสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง โลกหมุนไปการศึกษาไทยต้องหมุนตาม ฉากทัศน์หน้าใหม่ของการศึกษาเราฝันเห็นเด็กไทยมุ่งไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Never-ending learning) เรียนรู้จากที่ใด เวลาใดก็ได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจ เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ได้เรียนและค้นพบในสิ่งที่ตนเองสนใจ จนเกิดเป็นทักษะที่ต้องการและมีตลาดแรงงานรองรับ เพราะท้ายที่สุดแล้วความสำคัญของการผสมผสานการเรียนรู้ไปพร้อมกับการใช้ชีวิตเป้าหมายทางไกลก็คือเพื่อให้เด็กๆ ของเราวันนี้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เรียกได้ว่า “พลเมืองของโลก” อย่างแท้จริง

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621198

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์  ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินโครงการนั้นๆเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จนได้รับสมัญญานามว่า “ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการน้ำ”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทาน ได้นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ มาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน มาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้มีการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ที่ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เสร็จในปี 2538 สามารถกักเก็บน้ำได้ 4.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และสร้างอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร แล้วเสร็จในปี 2549

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ เป็นการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็จะทำการกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนสามารถสร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอ.เขาวง มากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า

“กรมชลประทานได้น้อมนำหลักการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาศึกษาขยายผลดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงนั้นได้มีการสร้างเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 มีความจุ 263 ล้านลบ.ม. ลุ่มน้ำแม่งัดได้มีการสร้างเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 มีความจุ 265 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นเขื่อนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ทั้ง 2 แห่ง ส่วนลุ่มน้ำแม่แตง ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำ แต่มีฝายแม่แตง จ.เชียงใหม่ พร้อมแก้มลิงบริเวณฝาย 2 แห่ง ความจุรวมกันประมาณ 2.97 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ที่่ผ่านมาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ทำให้น้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งทางด้านอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน
ขณะเดียวกันปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำสาขาอีก 2 สาขา คือ ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง ในฤดูฝนกลับมีจะปริมาณน้ำมากเกินความต้องการ จนเกิดภาวะ
น้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเต็มศักยภาพ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยคือ ประมาณ 49 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำส่วนเกินช่วงฤดูน้ำหลาก(กรกฎาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ในลำน้ำแม่แตงผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแรก คือ ช่วงแม่แตง-แม่งัด ความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร มาพักไว้ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จำนวน 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี จากนั้นก็จะผันน้ำในส่วนนี้ ร่วมกับปริมาณน้ำส่วนเกินของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ส่งผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงที่ 2 คือ ช่วงแม่งัด-แม่กวง ความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไปลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะได้ปริมาณน้ำรวมปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม.

“โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่าร้อยละ 65 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่มั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการเกษตรนั้น จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในช่วงฤดูฝนได้ถึง 175,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งอีก 76,129 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะสามารถส่งน้ำอีกจำนวนประมาณ 25 ล้านลบ.ม.ให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ใช้ในการจัดสรรเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกกว่า 14,500 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ดังกล่าวมาต่อยอดขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา “อู่ข่าวอู่น้ำ” ของประเทศด้วยการดำเนิน“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” อีกด้วย ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการชี้แจง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งจัดเตรียมรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายในปี 2565

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล ประมาณปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. ผ่านอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้น้ำประมาณ 20,415 ล้านลบ.ม.ต่อปี อีก 20 ปี ข้างหน้าความต้องการใช้เพิ่มเป็น 22,676 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการขาดแคลนอีกประมาณ 2,633 ล้านลบ.ม. ดังนั้นหากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมลุ่มเจ้าพระยาวิกฤตขาดแคลนน้ำแน่นอน

ขณะที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็น 1 ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสถิติ พบว่าน้ำไหลเข้าเขื่อนยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างที่สามารถกักเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม.

“หากสามารถดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 4,290 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 1.6 ล้านไร่ คิดเป็น มูลค่าประมาณ 11,910 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระบบนิเวศในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทวีรุนแรงมากขึ้น ป้องกันค่าความเค็มของน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค การแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือน “ครูของแผ่นดิน” ซึ่งกรมชลประทานได้น้อมนำความรู้ที่พระองค์ได้ถ่ายทอดไว้ มาศึกษา พัฒนาต่อยอดขยายผลดำเนินแก้ไขปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติและประชาชนตามพระราชปณิธานจะสืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620347

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง  เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วช. สนับสนุนทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำชลประทาน “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง” เชื่อมโยงเทคโนโลยีบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา ประมวลสถานการณ์น้ำ สั่งการและควบคุมปริมาณการส่งน้ำชลประทานให้เหมาะสมกับสภาพการเพาะปลูกพืช ในพื้นที่โครงการชลประทาน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง เป็นโครงการชลประทาน อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ใช้น้ำต้นทุนหลักจากลำน้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล แผนงานวิจัยเข็มมุ่งด้านการบริหารจัดการน้ำ ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสมในพื้นที่ศึกษาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ของศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วยให้โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง ในปัจจุบัน มีระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรม เป็นเครื่องมือ
ให้เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงานในการควบคุมและประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อการส่งน้ำได้อย่างเหมาะสม

โดยระบบสามารถติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เกษตรกรรมและระดับน้ำในคลองส่งน้ำ จำลองสภาพการใช้น้ำและวางแผนการส่งน้ำจากการติดตามความชื้นดิน จำลองการไหลในคลองส่งน้ำ และปฏิบัติการควบคุมประตูน้ำแบบอัตโนมัติได้ผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งผลการดำเนินงานวิจัย สามารถลดปริมาณการสูญเสียจากการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน ที่เกินความต้องการของพืชที่เพาะปลูกได้ตามเป้าหมาย

นักวิจัยได้จำลองรูปแบบการส่งน้ำเพื่อลดปริมาณการสูญเสียน้ำในการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน โดยแบ่งกลุ่มการส่งน้ำออกเป็น 20 โซน ตามกลุ่มการใช้น้ำจากคลองเดียวกันที่มีการเหลื่อมเวลาการเพาะปลูกพร้อมกัน โดยกำหนดรูปแบบการส่งน้ำตามจริงจากพฤติกรรมการใช้น้ำของเกษตรกร (ซึ่งมีการพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำแบบมีส่วนร่วมเสริม) ทั้งในเชิงปริมาณและช่วงเวลาที่สอดคล้องกับความต้องการน้ำของพืช จากการจำลองสภาพการใช้น้ำร่วมกับข้อมูลความชื้นดินราย 3 ชั่วโมงที่มีการติดตามจำนวน 120 จุด ครอบคลุมทั้งโครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง

จากผลการประเมินประสิทธิภาพการจำลองการส่งน้ำตามแนวทางงานวิจัย โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีการสำรวจและรายงานโดยกรมชลประทาน พบว่า ในช่วงปีฤดูแล้ง 60/61 ที่มีสถานการณ์น้ำปกติ ผลการเสนอแนะจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำชลประทานที่เกินกว่าความต้องการน้ำของพื้นที่เพาะปลูกข้าวได้ 15.42 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 16.47 ส่วนในปีน้ำน้อย61/62 พบว่า การใช้งานเครื่องมือและระบบที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณและช่วงเวลาการใช้น้ำได้ 68.17 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25.20 จากการเปรียบเทียบในเชิงบริหารจัดการระหว่างผลการเสนอแนะจากงานวิจัยฯ เทียบกับการส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำเดิม

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพลขณะนี้ มีปริมาณน้ำต้นฤดูแล้ง 64/65 ณ วันที่ 1 พ.ย. 2564 ใช้การได้อยู่ 4,229 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุใช้การ ใกล้เคียงกับน้ำต้นทุนในปีน้ำปกติ 2556 คาดการณ์ได้ว่า หน้าแล้งปีนี้ โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดงจะมีสถานการณ์การเพาะปลูกที่เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำสามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 218,760 ไร่ ตามรูปแบบการส่งน้ำเดิม และหากใช้ผลของงานวิจัยที่ได้เสนอแนะแผนการจัดสรรน้ำร่วมกับการใช้ข้อมูลความชื้นดิน โครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง จะมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นเป็น 268,300 ไร่ โดยใช้ปริมาณน้ำที่รับเข้าโครงการฯ รวมทั้งฤดูกาล 216 ล้าน ลบ.ม. ประเมินเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับการส่งน้ำตามรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การปฏิบัติในการลดการสูญเสียการส่งน้ำในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับความต้องการใช้น้ำ งานวิจัยได้เสนอแนะให้มีการวางแผนการส่งน้ำจากพื้นที่เพาะปลูกสำรวจรายสัปดาห์ร่วมกับการติดตามข้อมูลความชื้นดินในแปลงเกษตรกรรม พร้อมกับสร้างการรับรู้ข้อมูลความชื้นดินและการปรับตัวการใช้น้ำตามรูปแบบการส่งน้ำตามโซนให้แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกร ระบบนี้จะช่วยให้แผนการจัดสรรน้ำตรงกับความต้องการน้ำจากรูปแบบการใช้น้ำของเกษตรกร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต้นทุนในระดับโครงการชลประทานได้

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619737

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง  สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 25 พฤศจิกายน ของทุกปี ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดเป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว ส่วนครม.ของไทยเห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงเช่นเดียวกัน

วันก่อนมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)เข้าร่วมประชุมผ่านระบบZoom เรื่อง “ยุติความรุนแรงในครอบครัว…สื่อเติมเชื้อหรือดับไฟ” มี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ ท่านคณบดีใหม่ถอดด้ามคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส. เป็นประธานเกริ่นนำว่า สสส. เห็นความสำคัญเรื่องการยุติความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมกับมสส.จัดงานนี้ขึ้น เพราะจากการสำรวจข้อมูลหลายครั้งพบว่า ปัจจัยกระตุ้นสำคัญของการใช้ความรุนแรงมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติดซึ่งแอลกอฮอล์ถือเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด 2.9 เท่า อุบัติเหตุทางถนนมากกว่าร้อยละ 20 มาจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ในช่วงเทศกาล เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี และเป็นสาเหตุหลักของความรุนแรงในครอบครัว จึงอยากให้สื่อมวลชนได้มีบทบาทร่วมลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า ได้สำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวช่วงการระบาดของโควิด-19 จำนวน 1,692 ตัวอย่าง ในกทม.และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 17-23 ต.ค.2564คนไทยนั้นเครียดเลยแสดงออกถึงความรุนแรงที่พบมากที่สุดร้อยละ 53.1 พูดจาส่อเสียด เหยียดหยามด่าทอ ร้อยละ 20.2 มีการทำร้ายร่างกาย ข้อมูลยังระบุชัดเจนร้อยละ 41.5 ว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก่อนโควิด-19 ระบาด มิหนำซ้ำร้อยละ 75 ระบุว่ามีการกระทำความรุนแรงซ้ำ 2-3 ครั้ง สาเหตุหลักมาจากแอลกอฮอล์ ส่วนผลกระทบต่อครอบครัว พบว่าร้อยละ 82 มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 80.2 มีผลต่ออารมณ์ ที่น่าตกใจคือการแก้ไขปัญหาเมื่อถูกกระทำรุนแรงร้อยละ 52.2 จะใช้การตอบโต้กลับ ร้อยละ 33.2 พูดคุยไกล่เกลี่ย มีเพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้นที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย มีมากถึงร้อยละ87 ที่ไม่ขอความช่วยเหลือเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเองได้ร้อยละ 75.6 มองเป็นเรื่องส่วนตัวและร้อยละ 61.8มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลบอกว่าการเสนอความรุนแรงนั้นสื่อหนังสือพิมพ์รายวันดีขึ้น แต่ที่น่ากังวลคือโทรทัศน์ยังมีการนำเสนอฉากข่มขืน การใช้ความรุนแรงกับคู่รัก สร้างมายาคติให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนสื่อออนไลน์ก็เช่นจากการเก็บข้อมูลมิวสิกวีดีโอพบว่ามี 19 เพลง เนื้อคุกคามทางเพศกดทับผู้หญิง ภาคีจะร่วมกับหลายฝ่ายณรงค์เรื่องนี้ต่อไป

ส่วน ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอต่อสื่อมวลชนว่าสื่อต้องทำงานเพิ่มอีก 2 มิติคือ ต้องไม่มองแค่ความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏอยู่ในฉากละครแต่ต้องมองให้ลึกในเชิงโครงสร้างความรุนแรงในครอบครัว และจะต้องมองความรุนแรงบนฐานของจากเพศสภาพมากกว่าเพศหญิงเพศชายในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นสื่อจะผลิตภาพซ้ำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัวทั้งๆ ที่ความรุนแรงเป็นผลจากนโยบายของรัฐที่ปกป้องผู้หญิงน้อยเกินไป การใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นความผิดทางอาญาที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว สื่อต้องไม่ยอมรับให้ความรุนแรงในครอบครัวกลายเป็นความชอบธรรม ต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบไม่ตำหนิผู้เสียหาย รู้เรื่องกฎหมาย มีการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเสมอหน้า มองปัญหารอบด้านและให้ข้อมูลช่องทางในการช่วยเหลือด้วย

ขณะที่นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบอร์ดสสส. สะท้อนว่าสื่อถูกตั้งคำถามว่าขายความรุนแรงเพื่อความอยู่รอดจริงหรือ ประสบการณ์ที่เคยทำงานในหนังสือพิมพ์รายวันก็ยอมรับว่าในอดีตเจ้าของสื่อคิดอย่างนั้นจริงๆเพราะมองว่าคนอ่านชอบและทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันถือว่าดีขึ้น ขณะที่สื่อโทรทัศน์และทั้งสื่อออนไลน์บางส่วนในปัจจุบันยังคงขายความรุนแรงในรูปแบบต่างๆอยู่เช่นรายการบางสถานีนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัวสามีภรรยามาทะเลาะกันออกอากาศคนดู ก็สนใจ เรทติ้งก็พุ่งสูงขึ้นดูได้จากรายได้บริษัทมีกำไรมากขึ้น แต่เชื่อว่าในอนาคตผู้บริโภคจะเป็นคนกำหนดเนื้อหาและคุณภาพของสื่อ ถ้าสื่อยังขายความรุนแรงนอกจากจะทำร้ายเหยื่อซ้ำแล้วจะเป็นการปลูกฝังความคิดการใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ทางด้านสื่ออาวุโสอย่างนางกรรณิกา วิริยะกุล บก.บห. นสพ.ไทยโพสต์ เห็นว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ตระหนักในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่สื่อจะต้องรับผิดชอบทั้งหมดหรือไม่เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันต่างกับในอดีตเดิมเสนอข่าวจากการแถลงข่าวที่เชื่อถือได้แต่ปัจจุบันต้องส่องจากเฟซบุ๊คว่าใครทำอะไรคำถามคือเราจะเอาความเข้มข้นทางวิชาการหรือจะเอาใจวัยรุ่น ไทยโพสต์ยืนยันว่าจะยังคงความเข้มข้นก็หวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยให้สื่อหลักที่ไม่ทำตามกระแสให้อยู่ได้ ส่วนกฤษณ์ชนุตม์ เจียรรัตนกนก บก.ข่าวไทยรัฐทีวี บอกว่าทำงานอยู่บนความรับผิดชอบอยู่แล้วหากเป็นคดีสะเทือนขวัญก็ต้องนำเสนอเพื่อตักเตือนสังคม นอกจากนี้ยังมีทีมดูแลถ้อยคำการพาดหัว มีกรรมการจริยธรรม 7 คนมากำกับเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ด้านนายพิธพงษ์ จตุรพิธพร ผู้ประกาศข่าวทีวี ช่อง 7 ระบุว่านโยบายของสถานีถ้าเป็นข่าวความรุนแรงในครอบครัวจะพยายามไม่นำเสนอยกเว้นคดีสำคัญและจะเน้นประเด็นการดำเนินคดี การนำเสนอภาพหรือข่าวหน้าจอจะถามความสมัครใจก่อนและให้ข้อมูลช่องทางการช่วยเหลือร้องเรียนด้วย ส่วนนายเอกพล บันลือ บก.สำนักข่าว The Standard กล่าวว่า ไม่ค่อยเสนอข่าวความรุนแรงระหว่างบุคคลอยู่แล้วแต่จะเน้นวิเคราะห์ ถอดบทเรียนในประเด็นที่สังคมสนใจ ที่สำคัญผู้บริโภคคือคนกำหนดบทบาทของเราว่าอะไรเหมาะสมหรือออกนอกแนวทางที่วางไว้

บทสรุปวันนั้นตรงกันว่าสื่อต้องช่วยกันดับไฟความรุนแรงไม่ใช่เป็นผู้เติมเชื้อไฟ