สกู๊ปพิเศษ : สื่อไทยในวันสตรีสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640430

สกู๊ปพิเศษ : สื่อไทยในวันสตรีสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) ร่วมกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และ มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว จัดเสวนาแลกเปลี่ยนกับพี่น้องสื่อมวลชนเรื่อง“มอง สื่อไทย…สร้างสรรค์หรือด้อยค่าสตรี”กันแน่ ในโอกาส 8 มีนาคม วันสตรีสากลที่โรงแรมแมนดาริน

งานเริ่มต้นโดยประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)นายอภิวัชร์ เกตุทัต กล่าวเปิดงานตอกย้ำว่าสื่อมวลชนคือคนสำคัญที่จะเป็นตัวอย่างของการสนับสนุนและสร้างสรรค์บทบาทผู้หญิงมากกว่าการด้อยค่าแน่นอนและชื่นชมสื่อที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ตามมาด้วยการ นำเสนอมุมมองจากผู้ที่ต่อสู้เรื่องผู้หญิงและความเท่าเทียมมายาวนานอย่าง นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิง ชายก้าวไกล มองว่าสื่อมีทั้งสร้างสรรค์และด้อยค่าผู้หญิงที่ดีขึ้นคือฉากไม่เหมาะสมในละครลดน้อยลง แต่ที่ยังต้องแก้ไขหรือจะเรียกว่าการด้อยค่าไม่ใช่แค่เรื่องแตะเนื้อต้องตัวอย่างเดียว เพราะยังคงมีคำพูดของนักแสดงที่เห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ รายการวาไรตี้รายการตลกชอบด้อยค่านำภรรยาตัวเองนำมาล้อเลียน มีหลายครั้งที่พิธีกรตลกมีการแตะเนื้อต้องตัวแขกรับเชิญที่เป็นผู้หญิง ส่วนข่าวผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศไม่อยากให้เน้นแค่การเสนอปรากฏการณ์ควรหาสาเหตุของปัญหาโดยเฉพาะความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่

สื่อมวลชนอาวุโส นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ นักจัดรายการวิทยุอดีตกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยบอกว่าสื่อควรเปิดบทบาทให้สื่อมวลชนหญิงได้เป็นผู้นำองค์กรวิชาชีพสื่อให้มากขึ้น ตัวอย่างชัดเจนว่าตั้งแต่ตั้งสมาคมนักข่าวมาปี 2489 ถึงปี 2542 มีนายกสมาคมฯที่เป็นผู้หญิงแค่ 3 คน พอรวมเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบันมีนายกสมาคมฯที่เป็นผู้หญิงอีก 2 คน แต่ที่น่าชื่นชมคือสื่อออนไลน์ผู้หญิงเป็นบรรณาธิการบริหารพอๆ กับผู้ชาย ส่วนการเสนอข่าวและเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงนั้นดีขึ้น เช่น ไทยรัฐออนไลน์ แนวหน้ามีคอลัมน์ผู้หญิง คอลัมนิสต์ผู้หญิงอยู่หลายคน สื่อจะสร้างสรรค์หรือด้อยค่าผู้หญิงเจ้าของธุรกิจสื่อและผู้บริหารองค์กรสื่อคือคนสำคัญ

ส่วนนายณัฐกร เวียงอินทร์ Content Editor The People กล่าวว่านอกจากผู้หญิงแล้วปัจจุบันสื่อไทยนำเสนอเนื้อหาที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพมากขึ้น มีความตื่นตัว ในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก เราเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรีนิยม กลุ่ม LGBTQ+ และอีกหลายกลุ่มความทำให้เราตระหนักถึงสิทธิความเท่าเทียมกันในแต่ละเพศ สังคมออนไลน์ผู้ใช้สื่อจึงมีบทบาทในการให้ข้อมูลให้ความรู้กับสื่อเพื่อให้สื่อมีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสาร ให้มีทัศนคติที่ดีนำเสนอเนื้อหาข่าวสารในทางที่เหมาะสมเช่นกัน

ผู้ร่วมเวทีอีกคนดร.ชเนตตี ทินนามอาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ วิพากษ์สื่อตรงไปตรงมาว่าต้องใช้หัวใจในการทำงานเห็นความทุกข์ของผู้หญิงซึ่งแตกต่างจากปัญหาอื่นของสังคม ที่ผ่านมาความทุกข์ของผู้หญิงถูกระบบโครงสร้างสังคมทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ และย้ำว่าสื่อต้องใช้ความเป็นธรรมนำความเป็นกลาง ความเป็นธรรมจะทำให้เรามองเห็นผู้หญิงในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี ไม่ลดคุณค่าของผู้หญิงให้เหลือแค่ร่างกาย พร้อมกับเสนอให้องค์กรสื่อได้เป็นตัวอย่างของการสนับสนุนบทบาทความก้าวหน้าของสื่อมวลชนหญิง ดูแลเรื่องสวัสดิภาพ สวัสดิการและป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในองค์กรด้วย

วันนั้นมีสื่อหลายคนเช่นนางชุติมา เสวิกุล ประธานชมรมวรรณศิลป์ประภัสสร เสวิกุล ได้สะท้อนว่า ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การสอนให้เด็กผู้ชายต้องปกป้องและให้เกียรติผู้หญิง ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมีการแข่งขันมากจึงละเลยการให้เกียรติผู้หญิง การนำเสนอข้อมูลแม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่ต้องคิดถึงผลกระทบที่รอบด้าน เหมือนลูกฟุตบอลกลมๆอยู่ที่เรามองเห็นจากมุมไหน

ส่วนนางประไพ ยั่งยืน นักจัดรายการวิทยุ “ภัยผู้หญิง” บอกว่าประเทศไทยเรามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงมี 33 ล้านคน ผู้ชาย 31 ล้านคน อยากชวนให้ผู้หญิงทุกคนให้คุณค่ากับตัวเองมากขึ้น ร่วมกันด้อยค่าผู้ชายที่ทำผิดศีลธรรม สื่อเองก็ต้องพัฒนา ผู้บริโภคต้องร่วมกันต่อต้านสื่อที่ด้อยค่าผู้หญิงไม่ต้องไปดูไม่ต้องไปฟังเพื่อให้สื่อได้ยกระดับตัวเอง

สื่ออาวุโสอย่างนายณรงค์ ปานนอกประธานชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ไทย อดีตสื่อหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เล่าว่าตัวเองโชคดีที่ทำงานร่วมกับผู้หญิงเก่งมาโดยตลอด การด้อยค่าผู้หญิง มีมาก่อนในอดีตที่มองว่าสังคมชายเป็นใหญ่ ปัจจุบันมีผู้หญิงเก่งที่มีความสามารถมาก เชื่อว่าสื่อมวลชนไทยในอนาคตจะไปสู่จุดที่ผู้หญิงขึ้นมามีความเสมอภาค สังคมโดยรวมเองก็ต้องเลิกด้อยค่าผู้หญิง

ปิดท้ายด้วยนายศักดา แซ่เอียว หรือเซีย ไทยรัฐ การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง สะท้อนว่าอดีตที่ผ่านมาหลายองค์กรสื่อแม้จะนำเสนอข่าวเน้นบทบาทสตรี แต่ตัวเองกลับมีเรื่องการด้อยค่าคนในองค์กรเดียวกัน กดขี่ คุกคามทางเพศกันเอง สังคมเป็นอย่างไรก็อยู่ที่สื่อด้วยดังนั้นถ้าต้องการให้สังคมมีความเท่าเทียมกันจะต้องร่วมมือกันทั้งขบวนการ ทั้งผู้ผลิตสื่อสปอนเซอร์ และประชาชนผู้บริโภคสื่อด้วย

ฟังดูก็เห็นร่วมกันว่าต้องช่วยกันสร้างสรรค์แล้วลดการด้อยค่าลงแน่นอน

สกู๊ปพิเศษ : ปีทองอ.ส.ค.รุกฝ่าวิกฤตโควิด-19 คว้ารางวัล‘การพัฒนาองค์กรดีเด่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639013

สกู๊ปพิเศษ : ปีทองอ.ส.ค.รุกฝ่าวิกฤตโควิด-19  คว้ารางวัล‘การพัฒนาองค์กรดีเด่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจสำคัญ ด้านการส่งเสริมกิจการโคนม ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ รวมทั้งด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม ผลิต ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน และให้ซึ่งน้ำนมและเนื้อ ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ โคนมและ สัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ ตลอดจนอาหารสัตว์ น้ำเชื้อเอ็มบริโอและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตและการตลาด

นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า จากความมุ่งมั่น
ในการพัฒนาองค์กรและปรับตัวทันต่อสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว(Disruption)และบริหารจัดการจนสามารถลดผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นผลสำเร็จนำพาองค์กรฝ่าวิกฤตเติบโตได้อย่างมั่งคงยั่งยืน

ทำให้เร็วๆ นี้ อ.ส.ค.สามารถคว้ารางวัล “รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น” (SOEAward) ประจำปี 2564 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นผลสำเร็จติดต่อกัน 7 ปีซ้อน

สำหรับรางวัลประจำปี 2564 ที่อ.ส.ค.คว้ามาได้เป็นรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้าน “การพัฒนาองค์กรดีเด่น” โดยรางวัลดังกล่าว อ.ส.ค.ได้รับการพิจารณาให้เข้ารับรางวัลต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 5 ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจของอ.ส.ค. ที่เกิดจากความมุ่งมั่นพยายามของผู้บริหารและพนักงานอ.ส.ค.ทุกคนในการร่วมกันพัฒนา องค์กรและมุ่งมั่นบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลก้าวสู่ยุคใหม่ ทันสมัยและความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง และก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนมีแนวทางการขับเคลื่อนและบูรณาการระหว่าง Core Business Enablers และผลลัพธ์ขององค์กรเป็นผลสำเร็จในภาพรวม รวมทั้งมีการพัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลได้มาตรฐานและมีขีดสมรรถนะสูงพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0 ภายใต้ยุทธศาสตร์อ.ส.ค.ระยะ 20 ปีจนได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากลูกค้าและประชาชนอย่างกว้างขวาง

ที่ผ่านมาอ.ส.ค. ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประเภทรางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นมาแล้ว 4 ครั้ง ในปี 2558 ปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 และจากการเดินหน้าพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่องทำให้ปี 2564 ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นในภาพรวมเป็นครั้งที่ 5 ทั้งนี้ ที่ผ่านมานอกเหนือ สามารถคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นอย่างต่อเนื่องแล้ว อ.ส.ค.ยังได้รับการคัดเลือกในการรับรางวัลอื่นๆ อีกหลายด้าน อาทิ รางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น และรางวัลรางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และรางวัลความร่วมมือเพื่อการพัฒนาดีเด่น ด้านการยกระดับการบริหารจัดการ เป็นต้น

“รางวัลดังกล่าวนับเป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน มาตรฐานในการบริหารจัดการ และความร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ อ.ส.ค. ผู้บริหารและพนักงาน อ.ส.ค.ในการขับเคลื่อนองค์กร เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน รวมทั้งเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรก้าวสู่ศูนย์กลางการบริหารอุตสาหกรรมโคนมของประเทศต่อไป” นายสมพร กล่าว

สำหรับงานมอบรางวัล “รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น” (SOEAward)ประจำปี 2564 สคร.ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดก้าวสู่ยุควิถีใหม่ด้วยพลังรัฐวิสาหกิจไทยอย่างยั่งยืน (Sustainable Moving Towards The Next Normal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประกาศผลงานที่โดดเด่นของรัฐวิสาหกิจให้สาธารณชนและสังคมได้รับรู้รับทราบ และการสร้างความภูมิใจและเป็นขวัญกำลังใจให้รัฐวิสาหกิจในการปฏิบัติงานในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’ เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635991

สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’  เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“The Watchdog that didn’t Bark (เมื่อสุนัขเฝ้าบ้านไม่เห่า) หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณดีน สตาร์คแมน (Dean Starkman) โดยหยิบ Crisis (วิกฤต) เรื่องเศรษฐกิจในปี 2008 (2551) ขึ้นมาปรากฏว่านักข่าวสายเศรษฐกิจไม่ค่อยจะรายงานข่าวเชิงลึกข่าว Investigative (สืบสวนสอบสวน) เลย รายงานข่าวแต่แบบ Inform (แจ้งข่าว) เท่านั้น และที่สำคัญ ข่าวที่นำเสนอก็นำเสนอแต่ Profile (ประวัติ) ของนักลงทุน

เขาใช้คำนี้ สตาร์คแมนบอกว่ากำหนดกรอบวิเคราะห์วารสารศาสตร์โดยแบ่งอาชีพออกเป็น 2 แนวทางที่แข่งกัน คือการรายงานการเช้าถึง กับการรายงานความรับผิดชอบ แล้วพบว่านักข่าวรายงานแต่ข่าวประเภท Profile ต่างๆ หรือข่าวกระแส มุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภค ผู้บริหาร Profile และการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน แต่ไม่ทำข่าว Investigative เกิดขึ้น เขาสรุปว่าอุดมการณ์ของข่าวดิจิทัลและอิทธิพลขององค์กร เป็นตัวคุกคามอุดมการณ์ของคนข่าวในยุคนี้”

บททิ้งท้ายในการบรรยายเพื่อนำเสนองานวิจัยเรื่อง “คุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล” ซึ่งผู้บรรยายคือ ผศ.ดร.วิไลวรรณจงวิไลเกษม อาจารย์กลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกหนังสือเล่มหนึ่งที่ถอดบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญในสหรัฐอเมริกา ที่ผู้เขียนสรุปว่า “สื่อมวลชน” เป็นอีกปัจจัยที่ปล่อยให้วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะไม่ยอมทำงานเพื่อส่งสัญญาณเตือนสังคมอเมริกันในขณะนั้น

ขณะที่ในประเทศไทย การนำเสนองานวิจัยเรื่องคุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล ในงานเผยแพร่ผลงานวิจัย 4 ชิ้นในโครงการ “การปรับตัวขององค์กรข่าว เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา “สื่อมวลชนยังมีความหมาย คุณค่า และเป็นที่พึ่งให้กับสังคม (ไทย) มาก-น้อยเพียงใด?” เป็นคำถามสำคัญ และเสียงสะท้อนที่ได้ก็น่าคิด

ผศ.ดร.วิไลวรรณ เล่าถึงการทำงานวิจัยครั้งนี้ว่าเริ่มเก็บข้อมูลช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2564 ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,294 คน กระจายทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 302 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 302 คน ภาคกลาง 180 คน กรุงเทพฯ 207 คน และภาคใต้ 303 คน อีกทั้งยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลต่างๆ รวม 11 คน แบ่งเป็นภาครัฐ 2 คนภาคเอกชน 3 คน ภาคประชาสังคม 3 คน และภาคประชาชน 3 คน คนเหล่านี้เป็นทั้งผู้บริโภคสื่อ และเป็นทั้ง “แหล่งข่าว” ที่สื่อมวลชนนิยมไปสัมภาษณ์ด้วย พบว่า

1.สังคมไทยให้ความหมายสื่อในฐานะกระจกสะท้อนสังคม แต่ไม่เชื่อมั่นในการทำงานตรวจสอบผู้มีอำนาจ คำถามเรื่องการให้ความหมายสื่อ 6 อันดับที่กลุ่มตัวอย่างเลือกตอบ อันดับ 1 สื่อเป็นกระจกทำหน้าที่ส่องสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม อันดับ 2 สื่อเป็นตัวแทนสังคม-เป็นกลไกในการขับเคลื่อน อันดับ 3สื่อเป็นสถาบันทางสังคม อันดับ 4 สื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ธำรงความไม่ชอบธรรมในสังคม อันดับ 5 สื่อเป็นตะเกียงทำหน้าที่ส่องสว่าง ชี้แนะแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และอันดับ 6 สื่อเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

2.ในยุคสมัยที่สื่อมีเสรีภาพเพิ่มมากขึ้น..อุดมการณ์คนทำงานสื่อกลับลดน้อยลง สื่อมวลชนในอดีตมีอุดมการณ์ในการทำงานสูง แม้ปัจจัยด้านการปกครองของรัฐจะไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของสื่อเลยก็ตาม ตรงข้ามกับในปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีมากมายช่วยให้สื่อมวลชนสามารถค้นหาข้อมูลและรายงานข่าวได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่องทางในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนก็มีมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าทั้งสื่อและผู้รับสารมีเสรีภาพมากกว่าในอดีต แต่สังคมกลับมองว่าคนทำงานสื่อในปัจจุบันมีอุดมการณ์น้อยลงกว่าคนทำงานสื่อในอดีต

“บทบาทสื่อต่อสังคม เขาบอกแต่ก่อนสื่อเป็นที่พึ่งพิงจริง แต่ ณ วันนี้ยังก้ำกึ่ง ในส่วนภาคประชาสังคมบอกว่าเวลาที่เขาจะขับเคลื่อน สื่อกระแสหลักที่จะเข้าถึงคนจำนวนมากมีบทบาทกับเขามาก แต่นำเสนอแล้วก็ปล่อยทิ้ง ไม่ได้ขยายต่อ ดังนั้นเป็นทั้งบวกและลบ การพึ่งพิงสื่อ เขาบอกว่าสื่อวันนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงแล้ว เพราะเขาสามารถสร้างสื่อเองได้ด้วย และเขามีสื่อมากมาย มี Influencer (คนมีชื่อเสียง) มากมาย มีบล็อกเกอร์มากมายที่มีข้อมูลที่จริง ข้อมูลที่ใกล้เคียง หรือข้อมูลที่ตอบเขาได้มากกว่าด้วยซ้ำ ส่วนความเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน มองว่า ณ วันนี้สื่อไม่เป็นสุนัขเฝ้าบ้าน” ผศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุ

เมื่อแบ่งมุมมองต่อสื่อมวลชนตามภาคส่วนของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า “ภาครัฐ” แม้จะยังเห็นความสำคัญของสื่อมวลชน เพราะผู้บริหารหน่วยงานยังคาดหวังว่าสื่อมวลชนจะนำข่าวสารของหน่วยงานไปเผยแพร่ แต่หน่วยงานภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อมวลชนมากเหมือนในอดีต เพราะเทคโนโลยีทำให้หน่วยงานมีช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารถึงประชาชนได้เองด้วย, “ภาคเอกชน” แม้ผู้ประกอบการจะพึ่งพาสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ที่เป็นรายเล็กนั้นยังพึ่งพาสื่อกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็เห็นว่าอย่าไปหวังพึ่งใครแต่ต้องสร้างช่องทางของตนเอง ,

“ภาคประชาสังคม” มองว่าในยามวิกฤตสื่อยังมีบทบาทเป็นที่พึ่งพิงของสังคม แต่ในสถานการณ์ปกตินั้นเป็นที่พึ่งพิงได้ยาก แม้สื่อจะมีบทบาทในการจุดกระแสประเด็นต่างๆ ในสังคมแต่ก็ไม่ได้ขยายผลต่อ ขณะที่ภาคประชาสังคมสามารถใช้เทคโนโลยีเผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ และ “ภาคประชาชน” ด้านหนึ่งมองว่าสื่อยังเป็นที่พึ่งพิงให้กับสังคมได้ แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมก็มองสื่อว่าไม่เป็นกลางโดยเฉพาะเรื่องการเมือง

อนึ่ง สำหรับประเด็น “ความเป็นกลาง” นั้นเนื่องจากงานวิจัยเก็บข้อมูลในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงมีการตั้งคำถามเจาะลึกในส่วนนี้ด้วย โดยเสียงสะท้อนจากสังคมระบุว่า “สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างไม่ครบถ้วน มีการปกปิดบางอย่าง และมีการนำเสนอที่เอื้อประโยชน์กับนายทุน” โดยเฉพาะข้อหลังนี้ ผศ.ดร.วิไลวรรณ เปิดเผยว่า เป็นความเห็นที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งมาก กรณีอิทธิพลของทุนต่อธุรกิจสื่อ

“การไปถามส่วนของ In-Dept Interview (สัมภาษณ์เชิงลึก) ที่ไปคุยเชิงลึกกับคนที่เราหยิบขึ้นมา ซึ่งเราถือว่าเป็น Key Informant (ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ) ผู้ให้ข้อมูลก็จะเป็นแหล่งข่าว ทุกคนในที่นี้เคยเป็นแหล่งข่าวให้สัมภาษณ์นักข่าว แล้วก็เป็นผู้บริโภคข่าวด้วย เขามองว่า ณ วันนี้ อยากจะให้สื่อชัดเจนออกมาเนื่องจากเขาบอกว่าในช่วงหลังมันจะเห็นชัดเจนว่าสื่อจะมีรูปแบบการนำเสนอต่างๆ บางสื่อออกมาชัดเจน บางสื่อยังไม่ออกมาชัดเจน อันนั้นเขาบอกเขารู้สึกว่าดังนั้นการที่ออกมาชัดเจนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ประชาชนรู้ว่าเขากำลังอ่านสื่อไหนอยู่ ที่มีจุดยืนเรื่องนั้นอย่างไร” ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

สกู๊ปพิเศษ : มข.จับมือกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630066

สกู๊ปพิเศษ : มข.จับมือกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน  บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในอีสาน

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ โดยศูนย์บริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน (Lumpy skin disease) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ กรมปศุสัตว์ โดยผู้ลงนามฝ่าย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศาสตราจารย์บัณฑิตย์ เต็งเจริญสกุล คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ รองศาสตราจารย์ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ พิธีลงนามครั้งนี้จัดผ่านโปรแกรม Zoom Meeting 

การจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ กรมปศุสัตว์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการทำงานร่วมกันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเรื่อง ลัมปีสกิน โดยกรมปศุสัตว์สนับสนุนกำลังคน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานในพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโรคระบาดลัมปีสกิน ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กับปศุสัตว์และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น 

รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์เชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการทำงานเพื่อสังคม อุทิศเพื่อชุมชน ตามค่านิยมของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นให้ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ดี กินดี 

“จากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกินในช่วงต้นปี 2563 ถึงปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งได้ทำงานบูรณาการร่วมกับ กรมปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ทั้งในด้านการรักษา การดูแล การป้องกันโรคลัมปีสกิน และจากการทำงานร่วมกันในระยะที่ผ่านมา นำมาสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ 

จากบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยี เรื่อง การรักษา การดูแล รวมถึงการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ให้กับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร โดยคณาจารย์จากสาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญสูง ด้านการดูแลการรักษา ป้องกันโรค ในโค กระบือ รวมถึงการรับมือกับโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน อย่างก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การทำงานร่วมกันจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรให้อยู่ดี กินดี มีความสุขอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” 

นายสัตวแพทย์บุญญกฤชปิ่นประสงค์ ผู้แทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์มีความยินดี ที่ได้รับโอกาสทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน คณะสัตวแพทยศาสตร์ และ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้ง 2 หน่วยงาน มีประสบการณ์มีความเชี่ยวชาญ การแก้ปัญหาโรคลัมปีสกิน 

 “โรคระบาดลัมปีสกินเป็นโรคอุบัติใหม่ ในปศุสัตว์ของประเทศไทยพบในโคเนื้อโคนม และกระบือ ปัจจุบันมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคปศุสัตว์ ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคนม และกระบือ เป็นอย่างมากซึ่งในพื้นที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่พบการระบาด ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการการควบคุมป้องกันโรค ตามหลักสากลในการแก้ไขปัญหา โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ได้ร่วมดำเนินการช่วยเหลือ และ แก้ไขปัญหาเสมอมา” 

“มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบไปด้วยทีมวิชาการที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ โรคลัมปีสกิน มีศักยภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ กรมปศุสัตว์มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคในสัตว์ และ เป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบ โรคระบาดสัตว์ในประเทศไทย รวมไปถึงโรคลัมปีสกินด้วย ดังนั้น กรมปศุสัตว์มีความมั่นใจให้การสนับสนุน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น การสนับสนุนบุคลากร และ อำนวยความสะดวกในการดำเนินภารกิจต่างๆ ในการควบคุม ป้องกันโรค เพื่อให้การแก้ไขปัญหาโรคดังกล่าวมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป”  นายสัตวแพทย์บุญญกฤช กล่าว 

สกู๊ปพิเศษ : อพท.ชูบุรีรัมย์พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628011

สกู๊ปพิเศษ : อพท.ชูบุรีรัมย์พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกาศให้บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อ
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชี้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และมีความเหมาะสมในทุกด้าน

ที่โรงแรมครอสโค ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดการประชุมและแถลงข่าว การรับฟังความคิดเห็นภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ในการประกาศพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับของภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน รวมทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจและประโยชน์ที่ประชาชนและจังหวัดบุรีรัมย์ จะได้รับจากการเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลัง จ.บุรีรัมย์ ได้รับการประเมินจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ว่า จ.บุรีรัมย์มีความเหมาะสมและมีศักยภาพ ในด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งในด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม และมีองค์ประกอบครบถ้วนตามเกณฑ์การประเมินพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โดยมี นาวาอากาศเอก อธิคุณคงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ศ.ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณอาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก (สาขาวิชาภาษาไทย) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด

สำหรับการประชุมและการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ได้มีการนำระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์มาใช้ในการประชุมด้วย ซึ่งที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลการศึกษาการประเมินพื้นที่ เพื่อกำหนดร่างขอบเขตพื้นที่พิเศษจังหวัดบุรีรัมย์, เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างขอบเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ และความต้องการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงการระดมความคิดเห็นการประเมินความพร้อมของภาคีเครือข่ายการขับเคลื่อนพื้นที่พิเศษจังหวัดบุรีรัมย์

นาวาอากาศเอกอธิคุณ เปิดเผยว่าจังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่น และเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งการที่จะเป็นพื้นที่พิเศษได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ คุณค่าด้านแหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ด้านนี้จะเห็นได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีการเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวกับอารยธรรมขอม รวมถึงนำวิถีชีวิตของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าไหม การปลูกข้าว ฯลฯ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน มาผสมผสานกับการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ด้านที่ 2 คือการบริหารจัดการกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว มีการบริหารจัดการดี ไม่ว่าจะเป็นที่พักสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ และด้านที่ 3 คือ พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ ต้องเร่งปกป้อง และเป็นเมืองต้นแบบพื้นที่พิเศษแห่งอารยธรรมอีสานใต้ จากนั้น อพท. จะพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา, สุรินทร์, ศรีสะเกษและอุบลราชธานี เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงพื้นที่ท่องเที่ยวต่อไป

ด้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า การที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้เป็นอันดับ 1 ของการประเมินศักยภาพและความเหมาะสมในการประกาศพื้นที่พิเศษ จะส่งผลให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลายภายในจังหวัด ซึ่งประชาชนในพื้นที่ทุกพื้นที่ที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนจะได้รับประโยชน์จากการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกระจายความรู้ด้านการดำเนินการต่างๆ ที่อาศัยเรื่องการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน