สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620347

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง  เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วช. สนับสนุนทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำชลประทาน “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง” เชื่อมโยงเทคโนโลยีบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา ประมวลสถานการณ์น้ำ สั่งการและควบคุมปริมาณการส่งน้ำชลประทานให้เหมาะสมกับสภาพการเพาะปลูกพืช ในพื้นที่โครงการชลประทาน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง เป็นโครงการชลประทาน อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ใช้น้ำต้นทุนหลักจากลำน้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล แผนงานวิจัยเข็มมุ่งด้านการบริหารจัดการน้ำ ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสมในพื้นที่ศึกษาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ของศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วยให้โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง ในปัจจุบัน มีระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรม เป็นเครื่องมือ
ให้เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงานในการควบคุมและประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อการส่งน้ำได้อย่างเหมาะสม

โดยระบบสามารถติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เกษตรกรรมและระดับน้ำในคลองส่งน้ำ จำลองสภาพการใช้น้ำและวางแผนการส่งน้ำจากการติดตามความชื้นดิน จำลองการไหลในคลองส่งน้ำ และปฏิบัติการควบคุมประตูน้ำแบบอัตโนมัติได้ผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งผลการดำเนินงานวิจัย สามารถลดปริมาณการสูญเสียจากการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน ที่เกินความต้องการของพืชที่เพาะปลูกได้ตามเป้าหมาย

นักวิจัยได้จำลองรูปแบบการส่งน้ำเพื่อลดปริมาณการสูญเสียน้ำในการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน โดยแบ่งกลุ่มการส่งน้ำออกเป็น 20 โซน ตามกลุ่มการใช้น้ำจากคลองเดียวกันที่มีการเหลื่อมเวลาการเพาะปลูกพร้อมกัน โดยกำหนดรูปแบบการส่งน้ำตามจริงจากพฤติกรรมการใช้น้ำของเกษตรกร (ซึ่งมีการพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำแบบมีส่วนร่วมเสริม) ทั้งในเชิงปริมาณและช่วงเวลาที่สอดคล้องกับความต้องการน้ำของพืช จากการจำลองสภาพการใช้น้ำร่วมกับข้อมูลความชื้นดินราย 3 ชั่วโมงที่มีการติดตามจำนวน 120 จุด ครอบคลุมทั้งโครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง

จากผลการประเมินประสิทธิภาพการจำลองการส่งน้ำตามแนวทางงานวิจัย โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีการสำรวจและรายงานโดยกรมชลประทาน พบว่า ในช่วงปีฤดูแล้ง 60/61 ที่มีสถานการณ์น้ำปกติ ผลการเสนอแนะจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำชลประทานที่เกินกว่าความต้องการน้ำของพื้นที่เพาะปลูกข้าวได้ 15.42 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 16.47 ส่วนในปีน้ำน้อย61/62 พบว่า การใช้งานเครื่องมือและระบบที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณและช่วงเวลาการใช้น้ำได้ 68.17 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25.20 จากการเปรียบเทียบในเชิงบริหารจัดการระหว่างผลการเสนอแนะจากงานวิจัยฯ เทียบกับการส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำเดิม

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพลขณะนี้ มีปริมาณน้ำต้นฤดูแล้ง 64/65 ณ วันที่ 1 พ.ย. 2564 ใช้การได้อยู่ 4,229 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุใช้การ ใกล้เคียงกับน้ำต้นทุนในปีน้ำปกติ 2556 คาดการณ์ได้ว่า หน้าแล้งปีนี้ โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดงจะมีสถานการณ์การเพาะปลูกที่เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำสามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 218,760 ไร่ ตามรูปแบบการส่งน้ำเดิม และหากใช้ผลของงานวิจัยที่ได้เสนอแนะแผนการจัดสรรน้ำร่วมกับการใช้ข้อมูลความชื้นดิน โครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง จะมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นเป็น 268,300 ไร่ โดยใช้ปริมาณน้ำที่รับเข้าโครงการฯ รวมทั้งฤดูกาล 216 ล้าน ลบ.ม. ประเมินเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับการส่งน้ำตามรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การปฏิบัติในการลดการสูญเสียการส่งน้ำในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับความต้องการใช้น้ำ งานวิจัยได้เสนอแนะให้มีการวางแผนการส่งน้ำจากพื้นที่เพาะปลูกสำรวจรายสัปดาห์ร่วมกับการติดตามข้อมูลความชื้นดินในแปลงเกษตรกรรม พร้อมกับสร้างการรับรู้ข้อมูลความชื้นดินและการปรับตัวการใช้น้ำตามรูปแบบการส่งน้ำตามโซนให้แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกร ระบบนี้จะช่วยให้แผนการจัดสรรน้ำตรงกับความต้องการน้ำจากรูปแบบการใช้น้ำของเกษตรกร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต้นทุนในระดับโครงการชลประทานได้

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619737

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง  สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 25 พฤศจิกายน ของทุกปี ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดเป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว ส่วนครม.ของไทยเห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงเช่นเดียวกัน

วันก่อนมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)เข้าร่วมประชุมผ่านระบบZoom เรื่อง “ยุติความรุนแรงในครอบครัว…สื่อเติมเชื้อหรือดับไฟ” มี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ ท่านคณบดีใหม่ถอดด้ามคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส. เป็นประธานเกริ่นนำว่า สสส. เห็นความสำคัญเรื่องการยุติความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมกับมสส.จัดงานนี้ขึ้น เพราะจากการสำรวจข้อมูลหลายครั้งพบว่า ปัจจัยกระตุ้นสำคัญของการใช้ความรุนแรงมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติดซึ่งแอลกอฮอล์ถือเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด 2.9 เท่า อุบัติเหตุทางถนนมากกว่าร้อยละ 20 มาจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ในช่วงเทศกาล เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี และเป็นสาเหตุหลักของความรุนแรงในครอบครัว จึงอยากให้สื่อมวลชนได้มีบทบาทร่วมลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า ได้สำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวช่วงการระบาดของโควิด-19 จำนวน 1,692 ตัวอย่าง ในกทม.และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 17-23 ต.ค.2564คนไทยนั้นเครียดเลยแสดงออกถึงความรุนแรงที่พบมากที่สุดร้อยละ 53.1 พูดจาส่อเสียด เหยียดหยามด่าทอ ร้อยละ 20.2 มีการทำร้ายร่างกาย ข้อมูลยังระบุชัดเจนร้อยละ 41.5 ว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก่อนโควิด-19 ระบาด มิหนำซ้ำร้อยละ 75 ระบุว่ามีการกระทำความรุนแรงซ้ำ 2-3 ครั้ง สาเหตุหลักมาจากแอลกอฮอล์ ส่วนผลกระทบต่อครอบครัว พบว่าร้อยละ 82 มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 80.2 มีผลต่ออารมณ์ ที่น่าตกใจคือการแก้ไขปัญหาเมื่อถูกกระทำรุนแรงร้อยละ 52.2 จะใช้การตอบโต้กลับ ร้อยละ 33.2 พูดคุยไกล่เกลี่ย มีเพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้นที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย มีมากถึงร้อยละ87 ที่ไม่ขอความช่วยเหลือเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเองได้ร้อยละ 75.6 มองเป็นเรื่องส่วนตัวและร้อยละ 61.8มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลบอกว่าการเสนอความรุนแรงนั้นสื่อหนังสือพิมพ์รายวันดีขึ้น แต่ที่น่ากังวลคือโทรทัศน์ยังมีการนำเสนอฉากข่มขืน การใช้ความรุนแรงกับคู่รัก สร้างมายาคติให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนสื่อออนไลน์ก็เช่นจากการเก็บข้อมูลมิวสิกวีดีโอพบว่ามี 19 เพลง เนื้อคุกคามทางเพศกดทับผู้หญิง ภาคีจะร่วมกับหลายฝ่ายณรงค์เรื่องนี้ต่อไป

ส่วน ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอต่อสื่อมวลชนว่าสื่อต้องทำงานเพิ่มอีก 2 มิติคือ ต้องไม่มองแค่ความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏอยู่ในฉากละครแต่ต้องมองให้ลึกในเชิงโครงสร้างความรุนแรงในครอบครัว และจะต้องมองความรุนแรงบนฐานของจากเพศสภาพมากกว่าเพศหญิงเพศชายในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นสื่อจะผลิตภาพซ้ำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัวทั้งๆ ที่ความรุนแรงเป็นผลจากนโยบายของรัฐที่ปกป้องผู้หญิงน้อยเกินไป การใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นความผิดทางอาญาที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว สื่อต้องไม่ยอมรับให้ความรุนแรงในครอบครัวกลายเป็นความชอบธรรม ต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบไม่ตำหนิผู้เสียหาย รู้เรื่องกฎหมาย มีการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเสมอหน้า มองปัญหารอบด้านและให้ข้อมูลช่องทางในการช่วยเหลือด้วย

ขณะที่นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบอร์ดสสส. สะท้อนว่าสื่อถูกตั้งคำถามว่าขายความรุนแรงเพื่อความอยู่รอดจริงหรือ ประสบการณ์ที่เคยทำงานในหนังสือพิมพ์รายวันก็ยอมรับว่าในอดีตเจ้าของสื่อคิดอย่างนั้นจริงๆเพราะมองว่าคนอ่านชอบและทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันถือว่าดีขึ้น ขณะที่สื่อโทรทัศน์และทั้งสื่อออนไลน์บางส่วนในปัจจุบันยังคงขายความรุนแรงในรูปแบบต่างๆอยู่เช่นรายการบางสถานีนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัวสามีภรรยามาทะเลาะกันออกอากาศคนดู ก็สนใจ เรทติ้งก็พุ่งสูงขึ้นดูได้จากรายได้บริษัทมีกำไรมากขึ้น แต่เชื่อว่าในอนาคตผู้บริโภคจะเป็นคนกำหนดเนื้อหาและคุณภาพของสื่อ ถ้าสื่อยังขายความรุนแรงนอกจากจะทำร้ายเหยื่อซ้ำแล้วจะเป็นการปลูกฝังความคิดการใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ทางด้านสื่ออาวุโสอย่างนางกรรณิกา วิริยะกุล บก.บห. นสพ.ไทยโพสต์ เห็นว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ตระหนักในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่สื่อจะต้องรับผิดชอบทั้งหมดหรือไม่เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันต่างกับในอดีตเดิมเสนอข่าวจากการแถลงข่าวที่เชื่อถือได้แต่ปัจจุบันต้องส่องจากเฟซบุ๊คว่าใครทำอะไรคำถามคือเราจะเอาความเข้มข้นทางวิชาการหรือจะเอาใจวัยรุ่น ไทยโพสต์ยืนยันว่าจะยังคงความเข้มข้นก็หวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยให้สื่อหลักที่ไม่ทำตามกระแสให้อยู่ได้ ส่วนกฤษณ์ชนุตม์ เจียรรัตนกนก บก.ข่าวไทยรัฐทีวี บอกว่าทำงานอยู่บนความรับผิดชอบอยู่แล้วหากเป็นคดีสะเทือนขวัญก็ต้องนำเสนอเพื่อตักเตือนสังคม นอกจากนี้ยังมีทีมดูแลถ้อยคำการพาดหัว มีกรรมการจริยธรรม 7 คนมากำกับเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ด้านนายพิธพงษ์ จตุรพิธพร ผู้ประกาศข่าวทีวี ช่อง 7 ระบุว่านโยบายของสถานีถ้าเป็นข่าวความรุนแรงในครอบครัวจะพยายามไม่นำเสนอยกเว้นคดีสำคัญและจะเน้นประเด็นการดำเนินคดี การนำเสนอภาพหรือข่าวหน้าจอจะถามความสมัครใจก่อนและให้ข้อมูลช่องทางการช่วยเหลือร้องเรียนด้วย ส่วนนายเอกพล บันลือ บก.สำนักข่าว The Standard กล่าวว่า ไม่ค่อยเสนอข่าวความรุนแรงระหว่างบุคคลอยู่แล้วแต่จะเน้นวิเคราะห์ ถอดบทเรียนในประเด็นที่สังคมสนใจ ที่สำคัญผู้บริโภคคือคนกำหนดบทบาทของเราว่าอะไรเหมาะสมหรือออกนอกแนวทางที่วางไว้

บทสรุปวันนั้นตรงกันว่าสื่อต้องช่วยกันดับไฟความรุนแรงไม่ใช่เป็นผู้เติมเชื้อไฟ

สกู๊ปพิเศษ : พิษณุโลกเปิดท่องเที่ยวสายชิล บินพาราเพลนรับลมหนาวท้าทายบนความสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614420

สกู๊ปพิเศษ : พิษณุโลกเปิดท่องเที่ยวสายชิล บินพาราเพลนรับลมหนาวท้าทายบนความสูง

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มคนรักการบินด้วยพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์พารามอเตอร์เอาใจคนชอบบินเปิดสอนขับพารามอเตอร์และพาราเพลนพร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความสวยงามยามเช้าและยามเย็น ท้าทายความสูง ถ่ายภาพสวยงามบนท้องทุ่งนา ถือว่าเป็นแห่งแรกของจังหวัดพิษณุโลก เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นบินไปถ่ายภาพแบบซิลๆๆ ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ พิษณุโลก ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ลุงแล่ม หรือนายแฉล้ม จันทร์เพ็ง เจ้าของธุรกิจเครือยุงทอง ธุรกิจอู่รถสิบล้ออะไหล่ ขนส่ง รีสอร์ท อพาร์ทเม้นท์ ที่ในวัยเด็ก ที่มีความชื่นชอบเครื่องบิน ประกอบและออกแบบเครื่องบินบังคับวิทยุเล่นเอง 4 เครื่องยนต์ ปีกกว้าง 3 เมตร พาตัวเองเข้าสู่การบินนักบินพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์ ต่อยอดมาเป็นสนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ ยุงทอง พิษณุโลก ที่ได้ต่อยอดทางความคิด จัดเที่ยวบินชมความงามบรรยากาศตอนเช้าในช่วงหน้าหนาวให้คนที่สนใจและอยากใกล้ชิด ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของจังหวัดพิษณุโลก เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นบินไปถ่ายภาพแบบชิลๆๆ ได้

โดยลุงแล่ม หรือ นายแฉล้ม จันทร์เพ็ง กล่าวว่า จากความชื่นชอบในเครื่องบินบังคับวิทยุ จากนั้นมีคนมาชวนเล่นพารามอเตอร์ก็ติดใจและพัฒนาความรู้และประสบการณ์เรื่อยมาจนมาตอนนี้อยากแบ่งปันประสบการณ์ และมอบความสุขทางการบิน ให้ทุกคนได้สัมผัส คนที่มีฝันทางการบิน อยากใกล้ชิดเครื่องบิน  จึงเปิดสนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ ยุงทอง พิษณุโลก  ที่ตำบลบ้านกร่าง เนื้อที่ 10 ไร่ รันเวย์ยาว 500 เมตร โดยจะทำการสอนฝึกบิน ทั้งพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  ในพิษณุโลกปัจจุบันมีคนที่รักชื่นชอบเรื่องการบิน พารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  อยู่กว่า 20 คน แต่เชื่อยังมีอีกหลายคนที่อยากสัมผัส ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเรียนรู้ ซึ่งคนที่ขับพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  จำเป็นต้องมีใบประกาศ อีกทั้งรู้หลักการ เพื่อเกิดความปลอดภัย

และสำหรับหน้าหนาวที่จะมาถึง ทางสนามบินฯก็เตรียมประสานกับทาง ททท. และการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวที่มาพิษณุโลก พร้อมกับจัดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวยามเช้าและยามเย็นได้บินสัมผัสบรรยากาศทุ่งนาที่สวยงาม ชมวิถีชีวิตของชาวไทยโดยเฉพาะแสงยามเช้าในช่วงหน้าหนาวนั้นจะสวยงามมากนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินในความท้าทายบนความสูงประมาณ 500 เมตร ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนัก การถ่ายภาพกำลังสวยงาม

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าฝ้ายทอมือ ‘ลายราชวัตร’ ราชาแห่งผ้า ของกลุ่มร่มไทรเกาะยอ จ.สงขลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613402

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าฝ้ายทอมือ ‘ลายราชวัตร’  ราชาแห่งผ้า ของกลุ่มร่มไทรเกาะยอ จ.สงขลา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ้าทอเกาะยอ เป็นผ้าทอพื้นเมืองของตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ที่มีการสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมาจนถึงปัจจุบัน

จงกลนี สุวรรณพรรค ประธานกลุ่มทอผ้าร่มไทรเกาะยอ เล่าถึงที่มาว่า กลุ่มทอผ้าร่มไทร ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2545 โดยมีนายกริ้ม สินธุรัตน์ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านผ้าทอเกาะยอ เป็นที่ปรึกษาและผู้ถ่ายทอดเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการทอผ้าให้กับสมาชิกผู้สนใจ จนสามารถยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยยังคงอนุรักษ์ผ้าลายดั้งเดิมของผ้าทอเกาะยอ โดยเฉพาะ “ผ้าทอลายราชวัตร” ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้กับลายผ้าของเกาะยอแทนลายคอนกเขาที่ชาวบ้านเรียกขาน เมื่อครั้งที่เสด็จนิวัติเมืองสงขลาเมื่อปี 2475 ชาวเกาะยอได้คัดเลือกสุดยอดของลายผ้าที่ถือว่ามีลวดลายที่สวยที่สุดระดับราชาแห่งผ้าของเมืองใต้ ทูลเกล้าฯถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 7 พระราชทานนามว่า “ราชวัตร”

นอกจากนี้ยังมีผ้าทอลายดอกแสงสุริยา ลายดอกรสสุคนธ์ ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์หอม ลายจันทร์ฉายลายหางกระรอก ลายดอกรัก ไม่เพียงแค่ลายผ้าดั้งเดิมเท่านั้นทางกลุ่มร่มไทรยังได้พัฒนาลายผ้าทอเกาะยอโดยร่วมกับนักวิจัยและนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ออกแบบลายใหม่ๆ เช่น ลายเกล็ดปลาขี้ตัง ซึ่งเป็นปลาในทะเลสาบสงขลา ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าทอเกาะยอของกลุ่มร่มไทร ปัจจุบันผ้าทอเกาะยอได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังมีผู้ให้ความสนใจมาศึกษาเรียนรู้การทอผ้าเกาะยออย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าลายผ้าของกลุ่มร่มไทรเกาะยอจะมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็เกือบจะล้มมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะโดนผ้าโรงงานตีตลาด แต่ก็ผ่านวิกฤตมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวังสงขลา เข้ามาช่วยฟื้นฟูอาชีพและสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา เข้ามาช่วยเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ที่สำคัญสมาชิกกลุ่มก็ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาลวดลายผ้าใหม่ๆ พยายามปรับรูปแบบทำให้เนื้อผ้าบางนุ่มนวลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าร่มไทร มีทั้งผ้าทั้งผืนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ กระเป๋า กล่องกระดาษทิชชู่ พวงกุญแจ สมุดไดอารี่ หมวก เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ราคาจำหน่าย 50-2,000 บาท ซึ่งจุดเด่นของผ้าทอจากเกาะยอคือลวดลายที่สวยงามและอ่อนนุ่มการทอที่ประณีต ทำให้ผ้าทอมีเนื้อผ้าแน่นและทนทาน ด้วยสินค้าที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ทำให้ผ้าทอจากเกาะยอได้รับรางวัลมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT จังหวัดสงขลา ผ้าทอไทยสไตล์สากล และเป็นสินค้า OTOP สนใจสินค้าผ้าฝ้ายทอมือของชุมชนชาวเกาะยอ สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ เพจ Facebook : ผ้าทอมือร่มไทรเกาะยอ

“ผ้าทอเกาะยอเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมา เรียกว่าเป็นอาชีพของบรรพชน เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยต่อยอดและส่งต่ออาชีพของบรรพบุรุษให้แก่ลูกหลานได้รักษาต่อไปตราบนานเท่านาน” ประธานกลุ่มทอผ้าร่มไทรเกาะยอ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’ เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612877

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’    เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมชนะภัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางจุฑา ธาราไชย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ภาคเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2564 โดยกิจกรรมมีการเปิดตัว “เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021” ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22-28 พ.ย.นี้

สำหรับเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021 กำหนดให้จัดในหลายสถานที่และหลายกิจกรรม เช่น นิทรรศการนำเสนอผลงาน งานสร้างสรรค์ โดย 3 กลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจ กลุ่มนักออกแบบ ศิลปิน นักสร้างสรรค์ กลุ่มองค์กรหน่วยงาน กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น กิจกรรมถ่ายทอดความรู้ Workshop กิจกรรมสร้างสรรค์การตลาดที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบ และกิจกรรมดนตรีและการแสดงบนเวที กิจกรรม Tea and Coffe for future Living โดยสถาบันชาและกาแฟแห่ง มฟล.และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมทั้งภาคเอกชนและเครือข่าย ฯลฯ

โดยนายภาสกรกล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมีแนวคิดคือ “ความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม” ตรงกับนโยบายเร่งด่วนของจังหวัดเชียงราย โดยจะนำร่องเปิดจังหวัดตั้งแต่ ธ.ค.นี้ เมื่อฉีดวัคซีนได้ผลเต็มที่ สำหรับกิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จับมือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ.เชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ททท. ฯลฯ  

“จ.เชียงราย ได้รับการเสนอให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักเชียงรายมากขึ้น ดังนั้นจึงจะมีการนำการออกแบบไปยังงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเปิดเมืองดังกล่าวซึ่งผู้ไปเยือนจะได้เห็นถึงความแตกต่างจากเดิมอย่างแน่นอน เช่น งานเชียงรายดอกไม้งาม ของเทศบาลนครเชียงราย งานมหกรรมดอกไม้อาเซียน ของทาง อบจ.เชียงราย ก็จะไม่จัดกระจุกเพียงจุดเดียวแต่จะกระจายไปยัง 4 มุมเมือง การออกแบบอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ต่างๆ ฯลฯ โดยตั้งใจจะเปิดเมืองเพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างประทับใจหลังจากต้องประสบเหตุจากไวรัสโควิด-19 มาถึง 3 ปี” นายภาสกร กล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.ชยาพรกล่าวว่า สำหรับแนวคิดสำคัญในการจัดกิจกรรม คือความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งสถานที่ ที่จะจัดให้สำเร็จมีเพียงแห่งเดียวคือ จ.เชียงราย โดยเฉพาะเมื่อ จ.เชียงราย ได้รับเลือกให้เข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) เป้าหมายคือพยายามให้เชียงรายเข้าไปอยู่ในปฏิทินของ World Design Week ให้ได้ภายใน 3 ปีซึ่งกิจกรรมจึงจะส่งเสริมสนับสนุนนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ฯลฯ รวมทั้งขยายไปยังภาคอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

นางอทิตาธรกล่าวว่า ประเทศไทยมี 4 จังหวัด ที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ สำหรับ จ.เชียงราย ได้รับการส่งเข้ารับเลือกเป็นเมืองสร้างสรรค์ไปยังยูเนสโกในฐานะเมืองออกแบบหรือดีไซน์ซิตี้ ผลปรากฏว่า จ.เชียงราย ได้รับเลือก โดยอีก 1 จังหวัดที่ได้รับเลือกคือ จ.เพชรบุรี แสดงว่า จ.เชียงราย เป็นเมืองที่เหมาะกับการออกแบบ มีศิลปวัฒนธรรม มีความงดงามโดยเฉพาะผู้คนที่มีอัธยาศัยดี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมทั้งมีงานกิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นมารองรับมากมาย ทำให้เดือน ธ.ค.2564 ที่จะมีการเปิดการท่องเที่ยว จ.เชียงราย  

ดร.ปรีชากล่าวว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อกิจกรรมดังกล่าว โดยมีการเตรียมความสะอาดของเมือง ความปลอดภัยของเมือง การสร้างความเข้าใจแก่ทุกสถานประกอบการเพื่อให้บริการผู้มาเยือนให้ได้รับความประทับใจ ที่สำคัญคือการสร้างเมืองให้มีความสุขเพื่อให้อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็มีการเตรียมความพร้อม เช่น สวนตุงและโคมนครเชียงราย เพื่อจัดงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ซึ่งจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ งดงาม ในระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.2564-9 ม.ค.2565 นี้