สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ผลิตเตาเผาขยะเคลื่อนที่ พร้อมจำหน่าย แก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607949

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ผลิตเตาเผาขยะเคลื่อนที่ พร้อมจำหน่าย  แก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น (เทคนิคไทย-เยอรมัน ขอนแก่น) ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท วินด์ พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้จัดสร้างเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ ต้นแบบและพร้อมจัดทำเพื่อจำหน่ายต่อไป เพื่อเร่งแก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อในสถานการณ์การระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 

หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ ทรงพระกรุณาให้ นายจักรฐะพงษ์ บวรบุญเรือง ผู้แทนพร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ วิทยาเขตขอนแก่น เพื่อรับมอบเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ และชมการสาธิตการใช้เตาเผาขยะฯ จากคณาจารย์นักวิจัย และนำส่งมอบให้กระทรวงสาธารณสุขได้ใช้ประโยชน์ต่อไป โดยมี ผศ.ดร.อาดา รัยมธุรพงษ์ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น อาจารย์บุญกิจ อุ่นพิกุล ผู้ช่วยอธิการบดี อาจารย์ประพันธ์ ยาวระ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม อาจารย์ ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ รักษาราชการแทนคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณาจารย์นักวิจัยร่วมให้การต้อนรับ 

อาจารย์เขมวัตร อินทรวิเศษ ผู้แทนคณาจารย์นักวิจัย เปิดเผยว่า ตนพร้อมคณาจารย์นักวิจัยได้ร่วมมือกันผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์ ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ มาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันการแพร่ระบาดขยายวงกว้าง ปัญหาที่ตามมาคือขยะติดเชื้อ จากโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และศูนย์พักคอย คณาจารย์จึงระดมกำลังมาช่วยกันจัดสร้างเตาเผา จากเตาเล็กที่เคยสร้าง เผาขยะได้ประมาณ 8-10 กิโลกรัม ต่อครั้ง ก็พัฒนามาเป็นเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ เผาขยะได้ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ห้องเผาขยะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 800 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิในห้องเผาควันอยู่ที่ 1000 องศาเซลเซียส ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงในการเผาขยะและเผาควัน มีการควบคุมปริมาณอากาศในห้องเผาไหม้ที่ห้องเผาขยะด้วย Blower ขนาด 2.5 กิโลวัตต์ 
380 โวลต์ 2,800 รอบ/นาที ใช้ Burner ขนาด 90 กิโลวัตต์ จำนวน 2 ตัว ให้กับห้องเผาไหม้ทั้ง 2 ห้อง และใช้ชุดรถลากจูงเป็นฐานรองรับเตาเผาและอุปกรณ์เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายได้สะดวก 

นายครรชิต ทองป้อง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วินด์ พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า ตนเองเป็นศิษย์เก่าสถาบันแห่งนี้ และมีความมั่นใจในความรู้ความสามารถ คณาจารย์นักวิจัยทุกท่านอยู่แล้ว จึงได้ประสานความร่วมมือและนำมาสู่การผลิตเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ชุดต้นแบบ ที่ได้ส่งมอบ โดยข้อเด่นของเตาเผาขยะเคลื่อนที่ ที่คณาจารย์ได้ช่วยกันดำเนินการในครั้งนี้ คือมีการควบคุมปริมาณอากาศในห้องเผาไหม้ที่ห้องเผาขยะ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เตาเผาขยะให้อุณหภูมิการเผาไหม้สูง สามารถสลายสารพิษที่เกิดจากเตาเผาขยะติดเชื้อได้ มีระบบผลิตกระแสไฟฟ้า สามารถใช้งานในสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หน่วยงานหรือชุมชนใดมีความสนใจสามารถติดต่ได้ที่ WIND POWER GENERATION CONSULTANT CO.,LTD  โทร. 099-3819482

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าทอไทขาวบ้านทัพคล้าย จ.อุทัยธานี อัตลักษณ์ผ้าทอโบราณมรดกสืบทอดรุ่นสู่รุ่นกว่า 200 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607067

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าทอไทขาวบ้านทัพคล้าย จ.อุทัยธานี อัตลักษณ์ผ้าทอโบราณมรดกสืบทอดรุ่นสู่รุ่นกว่า 200 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ชุมชนบ้านทัพคล้าย ตำบลทัพหลวงอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นชุมชนหนึ่งที่ยังคงสืบสานวัฒนธรรมการทอผ้าแบบไทขาว ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นบ่งบอกถึงความเป็นไทขาวหรือลาวพุทธ สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่ครั้งถูกกวาดต้อนมาจากนครหลวงพระบาง นครเวียงจันทน์ประเทศลาวในสมัยกรุงธนบุรีตอนปลายและมายังประเทศไทย จากอดีตถึงปัจจุบันการทอผ้าได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายชั่วอายุคน ยาวนานกว่า 200 ปีโดยยังคงเอกลักษณ์ลวดลายผ้าทอโบราณที่เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆ บนลายผ้า เช่น ลายนาคลายสอยสา ลายบัวเคีย ลายทางเกวียน ลายหัวช้าง ลายเอี้ยตุ้ม เป็นต้น

กัญญา เพ็งอุ่น ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนา สังกัดสหกรณ์การเกษตรบ้านทัพคล้าย จำกัด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เล่าว่าในสมัยก่อนผู้หญิงต้องทอผ้าห่มให้เป็นเพื่อใช้เอง และไว้รับไหว้พ่อแม่ของฝ่ายชายเมื่อมีการแต่งงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้หญิงที่ดี มีความละเอียด มีความสามารถ พร้อมที่จะมีครอบครัวแล้ว ซึ่งนอกจากจะเป็นผ้าทอเพื่อใช้สอยและเป็นผ้าทอตามประเพณีการเลือกคู่แล้ว การทอผ้ายังมีบทบาทในทางพุทธศาสนาอีกด้วย “งานจุลกฐิน” เป็นประเพณีประจำปีของชุมชนบ้านทัพคล้าย ชาวบ้านจะรวมตัวช่วยกันทอ ธุงหรือธงประดับวัด ด้วยลวดลายที่บันทึกเรื่องราวในชุมชนไว้บอกเล่าให้คนรุ่นหลังได้รู้ รวมถึงทอจีวรหรือสบง เพื่อถวายแด่พระสงฆ์

การทอผ้าของชุมชนบ้านทัพคล้ายไม่เพียงเป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ ยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ซึ่งจุดเด่นของสินค้าจากผ้าทอลาวเวียง คือ ลวดลายและขั้นตอนการผลิตที่ยังคงความถูกต้องตามประเพณีดั้งเดิมรวมถึงความประณีตในการทอ ที่ทำให้ผ้าทอนั้นทนทานในการใช้งานและในทุกขั้นตอนการผลิตยังมาจากธรรมชาติอีกด้วย

“สินค้าจากชุมชนทัพคล้ายจะพยายามรักษาไว้เรื่องความถูกต้องของลายผ้า ของใช้แต่ละประเภทมันก็มีลายของมัน เช่น ลายสำหรับผ้าถุง ลายสำหรับผ้าห่มจะแตกต่างกันเราจะไม่นำมาใช้ปนกัน เพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อของปู่ย่าตายายของเราด้วย นอกจากนี้ สินค้าทุกชิ้นจะมีลวดลายที่สวยงามและประณีต มีลวดลายใหม่ๆ ซึ่งจะทำตามออเดอร์เท่านั้น” คุณกัญญา กล่าวย้ำ

ผลิตภัณฑ์ผ้าทอของชุมชนทัพคล้ายมีหลากหลาย อาทิผ้าถุง ย่าม ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ไปจนถึงผ้าแขวนตกแต่งผนัง สนนราคาตั้งแต่ 200-7,000 บาท ซึ่งตอบโจทย์สำหรับลูกค้าที่รักผ้าทอโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นท่านใดสนใจสามารถแวะไปเลือกซื้อสินค้าได้ที่ชุมชนบ้านทัพคล้าย ต.ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณกัญญา เพ็งอุ่น ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนา เบอร์โทรศัพท์ 08-9679-7234

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604273

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การทำนาปีในปีนี้ บางพื้นที่อาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากปัญหาฝนทิ้งช่วงนานต่อเนื่อง ทำให้ที่หว่านไว้บางส่วนแห้งตาย แต่เมื่อได้ฝนในช่วงท้ายๆ ฤดูกาล ข้าวเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าจะสามารถเติบโต ได้ทันในระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำฝนที่ตกดังกล่าว อาจไม่เพียงพอต่อการทำนาปรังปี’65 เพราะส่วนใหญ่เป็นการตกท้ายเขื่อน 

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คาดว่าปีนี้จะมีพายุ เข้ามาประเทศไทยอย่างน้อย 2 ลูกนั้น ปริมาณน้ำจะมีมาก กระทรวงเกษตรฯจึงวางแผนเพาะปลูกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้ชาวบางระกำทำนาปีก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564  และมีแผนทยอยทำนาใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตามลำดับเพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.-ต.ค. ทุกปีเป็นแก้มลิงที่ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำที่ขังอยู่นี้ทำอาชีพประมงได้ด้วย   

อย่างไรก็ตามแผนการเพาะปลูกดังกล่าว สามารถระบายน้ำเพื่อปลูกข้าวในพื้นที่บางระกำเท่านั้นประมาณ 2.65 แสนไร่ น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมาที่เคยส่งน้ำให้ได้มากที่สุดถึง 3.8 แสนไร่ ในขณะที่อีก 12 ทุ่งเจ้าพระยา ไม่สามารถส่งน้ำได้เลย เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะได้จากพายุ ไม่มีตามที่คาดเอาไว้  ฝนที่ตกในช่วงนี้เกิดจากร่องมรสุมทั้งสิ้น และเป็นฝนที่ตกตามฤดูกาลปกติ อีกทั้งฝนที่ตกดังกล่าว ยังตกท้ายเขื่อน ไม่สามารถกักเก็บได้ ทั้ง 4 เขื่อนหลักปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างไม่ถึง 50% ดังนั้นกรมชลประทานจึงเข้มงวดบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนให้มากที่สุดในฤดูแล้งปี 2564/65 ในขณะที่ต้องขอความร่วมมือการทำนาปรังในพื้นที่ที่เหมาะสมเท่านั้น 

“ข้าวนาปี ส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจะหว่านก่อนแล้วรอรับน้ำฝน เมื่อฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวก็จะเสียหาย ในปีนี้ฝนทิ้งช่วงนานกว่า 3 เดือน ถือว่าเสี่ยงมาก แต่พอฝนตกแล้งช่วงท้ายๆ ฤดู ข้าวก็ฟื้นตัว ซึ่งได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม แก้ไขปัญหาพร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่ดีที่สุด”    

สำหรับน้ำที่เข้าท่วมในบางพื้นที่ตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยาลงมานั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันช่วยเหลือโดยใช้การบริหารเชิงระบบคลองต่างๆ เพื่อไล่น้ำลงลำน้ำเจ้าพระยา และใช้เขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท เป็นเครื่องมือทดน้ำ ซึ่งจากการเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ไหลลงมาปริมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาทีนี้ คาดว่าตัวเขื่อนจะสามารถรับมือได้   

“หลังจากนี้ปริมาณฝนจะลดลงและหันหน้าลงทิศใต้กันหมดแล้ว  ฝนในปีนี้จึงถือว่าน้อยมาก ต่อไปต้องจับตาดูการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ที่ต้องเข้มงวดให้เป็นไปตามแผนน้ำที่มีอยู่ใน 4 เขื่อนหลักต้องให้ความสำคัญกับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ ก่อนจากนั้นจึงจะใช้เพื่อรักษาพืชยืนต้น ส่วนข้าวจะเป็นเรื่องหลังๆ เพราะใช้น้ำมาก” 

สำหรับผลกระทบจากร่องมรสุม ต่อภาคการเกษตรตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564-ปัจจุบัน พบว่า ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก น่าน แพร่ พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย นครราชสีมา เลย ปราจีนบุรี และจังหวัดระยอง เกษตรกร 17,194 ราย พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 135,113 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 116,135 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 15,072 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 3,906 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้านประมง ได้รับผลกระทบ9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร แพร่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน นครราชสีมา เลย และจังหวัดกรุงเทพฯ เกษตรกร 2,626 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 2,508 ไร่ กระชัง 284 ตร.ม.อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย 

ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลก เกษตรกร 5,001 รายสัตว์ได้รับผลกระทบ 89,200 ตัว แบ่งเป็น โค-กระบือ 1,446 ตัว สุกร 802 ตัว แพะ-แกะ 561 ตัว สัตว์ปีก 86,391 ตัว แปลงหญ้า 10 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เพื่อเยียวยาตามระเบียบราชการต่อไป 

ส่วนสภาพน้ำใน 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณรวม 1.02 หมื่นล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 41% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 3.5 พันล้านลบ.ม. หรือ 19% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ แยกเป็นเขื่อนภูมิพล มีปริมาตรน้ำ 5.3 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 40% ของความจุอ่างฯ ปริมาตรที่ใช้การได้1.56 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตร 3.9 พันล้านลบ.ม. หรือ 41% ของความจุ ปริมาตรที่ใช้การได้ 1 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ 

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตร 604 ล้าน หรือ 64%ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 561 ล้าน ลบ.ม. หรือ 63% ของปริมาตรน้ำในอ่าง และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตร 327 ล้านลบ.ม. หรือ 34% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 324 ล้าน ลบ.ม. หรือ 34% ของปริมาตรน้ำในอ่าง 

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601640

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดินหน้าพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ด้วยระบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน นำไปสู่ Smart Officer ถ่ายทอดเกษตรกรสู่ Smart Farmer ภายใต้วิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal)

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก. 3) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการพัฒนาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ให้เป็น “นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ” โดยเฉพาะการปรับระบบความคิด และทัศนคติในการทำงานส่งเสริมการเกษตร นักส่งเสริมการเกษตรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีความพร้อมในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสอดคล้องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ

สสก.3 จ.ระยอง จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2564” ขึ้น เพื่อสร้างนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความเป็นมืออาชีพ มีศักยภาพในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ในรูปแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนักส่งเสริมการเกษตร มืออาชีพผ่านระบบ “พี่เลี้ยง” และ “น้องเลี้ยง”

“เพื่อให้นักส่งเสริมการเกษตร มีความรู้ ความสามารถ มีทัศนคติเชิงบวก และทักษะในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นที่ยอมรับ และสามารถปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรให้เกิดผล นำไปสู่การเป็น Smart Officer และนำไปพัฒนาให้แก่เกษตรกร สู่การเป็น Smart Farmer ต่อไป”นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว

ผอ.สสก. 3 จ.ระยอง เผยเพิ่มเติมด้วยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ต้องปรับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal) ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการทำงาน และการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ สสก.3 จ.ระยอง จึงดำเนินโครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2564 ขึ้นโดยผ่านระบบออนไลน์ มีกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือ ครั้งที่ 1 เป็นการจุดไฟการเรียนรู้ เน้นการฝึกอบรมให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะเพิ่มเติมให้กับผู้เข้าอบรม ให้เกิดความมั่นใจ พร้อมกระตุ้น ให้เกิดแรงบันดาลใจ และมีความภาคภูมิใจในการเป็นนักส่งเสริมการเกษตร เรียนรู้ถึงการปรับตัว ปรับรูปแบบการทำงาน ให้เข้ากับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ หรือ New Normal

ในครั้งที่ 2 จะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ในเรื่องแนวทางการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เทคนิคการเป็นวิทยากรกระบวนการในการจัดเวทีชุมชน และให้ผู้เข้าอบรม ฝึกปฏิบัติโดยการเรียนรู้เป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ศักยภาพ สถานการณ์ของพื้นที่นั้น และกำหนดเป้าหมายร่วมของการพัฒนาเพื่อจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรของชุมชนที่เป็นรูปธรรมและเกิดการพัฒนาจริงในพื้นที่ ดำเนินการพื้นที่กลุ่มเกษตรกร 8 จังหวัด ในเขตภาคตะวันออก กลุ่มจังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน ตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม

กลุ่มจังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ ศพก.อำเภอพนมสารคาม ตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรผู้ปลูกผักปลอดภัย ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี กลุ่มจังหวัดนครนายก ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ ตำบลศีรษะกระบือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก กลุ่มจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพลูกินหมาก ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มจังหวัดระยอง ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ลงพื้นที่กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ตำบลศีรษะจระเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ และกลุ่มจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรทับทิมสยาม 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

ทั้งนี้เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีบุคลากรภาคการเกษตรครอบคลุมอยู่ทุกระดับในทุกพื้นที่ โดยมีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน การส่งเสริม และพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตการแปรรูป การเพิ่มมูลค่าการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ โดยการศึกษา วิจัย พัฒนา กำหนดมาตรการและแนวทางในการส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร และการให้บริการเพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น การพัฒนานักวิชาการส่งเสริมการเกษตรให้เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับเกษตรกรและภาคีเครือข่ายจนเป็นที่ยอมรับให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้จัดการการเกษตรในพื้นที่ได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินการ

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600807

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’  รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ระดมความร่วมมือหน่วยงานชั้นนำของประเทศจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ มาร่วมกันสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย เพื่อก่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ในการ พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยร่วมกันเป็นผู้แทนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการรับรู้ ความตื่นตัว และความภาคภูมิใจในนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ล่าสุดมีเครือข่าย 73 องค์กร ที่ตอบรับและพร้อมจะขับเคลื่อนนวัตกรรมประเทศไทยให้ก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการก้าวสู่อันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลก ภายในปี 2573 และนำประเทศไทยก้าวเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความรู้และความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากำลังคนที่เหมาะสม การกำหนดทิศทางและนโยบายการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ชัดเจน ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และยืดหยุ่นในการปฏิบัติ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติได้ระบุวาระการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทหลักของ อว. ในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านการบ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการสร้างและแปลงนวัตกรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในส่วนกลาง แต่ยังขยายโอกาสการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปยังภูมิภาคนอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

“สำหรับแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยที่ NIA ได้ริเริ่มขึ้นนี้ เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการพลิกฟื้นประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต และเปรียบเสมือนเครื่องมือในการ สร้างมุมมองใหม่ของประเทศไทยที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งนำนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และกิจกรรมการสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้การกำหนดนโยบาย การดำเนินงานและการสื่อสารด้านนวัตกรรมไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ชาติแห่งนวัตกรรม (Innovation Nation)” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “จากวิกฤตปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น กับดักรายได้ปานกลาง ต้นทุนการผลิตสูง การแข่งขันทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังเปลี่ยนไปปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งการเข้าถึงบริการของรัฐ การเข้าถึงด้านดิจิทัล ด้านการศึกษา และ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น PM2.5 ปัญหาน้ำแล้งน้ำเค็ม น้ำท่วม ฯลฯ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่ง NIA เชื่อว่า “นวัตกรรม” จะเป็นทางออกในการพลิกฟื้นประเทศจากวิกฤต จึงต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ภายใต้แนวคิด พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยมุ่งเน้นให้คนไทยเห็นความสำคัญในการร่วมกัน “พลิกธุรกิจให้รอด” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกโมเดลธุรกิจ “พลิกชีวิตให้สุข” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม และ “พลิกสิ่งแวดล้อมให้ดี” จากการนำนวัตกรรมมาพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อม”

แพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ชาติแห่งนวัตกรรม” โดยวางกรอบการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) จุดยืนนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยอยู่ใน 30 อันดับแรกของดัชนีนวัตกรรมโลก ภายในปี 2573 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศด้านนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับโลก 2) ดีเอ็นเอนวัตกรรมประเทศไทย ที่มุ่งสร้างให้เกิดอัตลักษณ์ไทยรังสรรค์คุณค่าใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นใน 7 ด้าน และ 3) เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ด้วยการสร้างให้เกิดพันธมิตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชั้นนำของประเทศทั้งหน่วยงานรัฐบริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ และ 4) แดชบอร์ดนวัตกรรมประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้เกิดข้อมูลนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลนวัตกรรมของประเทศที่มีความหลากหลายจากทุกภาคส่วน

การเปิดตัว “เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย” ในวันนี้ มีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม และทำให้คนไทยและชาวต่างชาติรับรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่เป็น นวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ประณีต โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ ซึ่งขณะนี้มีองค์กร 73 แห่ง ที่ตอบรับเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ซึ่งจะร่วมมือกันใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) เป็นผู้แทนประเทศในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมความร่วมมือกันในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การลงนาม ความร่วมมือ การจัดสัมมนานวัตกรรม การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม 2) สร้างการรับรู้และความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในประเทศไทย ผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างให้เกิดความตื่นตัวและสนใจนำนวัตกรรมฝีมือคนไทยมาใช้หรือต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 3) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ด้านนวัตกรรมทั้งแนวกว้างและแนวลึกระหว่างหน่วยงานในเครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย

ผู้สนใจดูนวัตกรรมไทยที่น่าภาคภูมิใจได้ที่ www.innovationthailand.org หรือ FB : Innovation.THA และสามารถดูข้อมูลความรู้ การให้บริการนวัตกรรมจากหน่วยงานต่าง ๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างและใช้ประโยชน์นวัตกรรมอย่างแพร่หลายได้ที่ https://data.nia.or.th