ปั่มปั๊ม 21 ครั้งต่อเดือน ปลอดมะเร็งต่อมลูกหมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616774

โดย หมอดื้อ 8 พ.ค. 2559 05:01

 

ชายเราถึงอายุหนึ่งจะมีปัญหาเรื่อง “ฉี่” กล่าวคือ ยืนตั้งนานไม่ออกซักที ออกก็ไม่ค่อยจะพุ่ง เสร็จแล้วก็เหมือนไม่เสร็จ มีปัญหาจนไม่ค่อยอยากจะฉี่ ยอมอดน้ำเลยลุกลามไปจนเลือดข้นหนืด ไปมีปัญหาต่อไต ต่อหัวใจ อัมพฤกษ์ต่อ

สำหรับบุรุษเพศสาเหตุใหญ่สำคัญคือ ต่อมลูกหมากโต และมีเยอะที่เป็นมะเร็ง ถ้ายังไม่เป็นและยังไม่อยากผ่าตัด คว้านต่อม ก็มียาซึ่งเดิมเป็นยาลดความดัน แต่ความที่ทำให้หูรูดในการฉี่บานได้ เลยเอามาใช้ในการนี้ แต่ควรต้องระวังความดันตก หน้ามืด

ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ต้าน alpha receptor ยาอีกกลุ่มทำให้ต่อมลูกหมากเล็กลง ผ่านกระบวนการยับยั้งฮอร์โมน DHT ที่มาจากฮอร์โมนเพศชาย (5-Alpha Reductase Inhibitor) เช่น ยา Finasteride (Proscar) Dutasteride (Avodart) แต่แถมผลข้างเคียง คือ ลดความต้องการทางเพศ ไม่ค่อยแข็งตัว การขับเคลื่อนน้ำกาม (ejaculation) แปรปรวน…

แต่ที่ต้องระวังเป็นสำคัญคือยากลุ่มหลังนี้ทำให้การตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากที่ชื่อว่า PSA ได้ค่าลดลงจนถึงตรวจไม่เจอ เลยตายใจว่าไม่เป็นมะเร็งทั้งๆที่เป็น

รายงานในปี 2011 พบว่าแม้ยากลุ่มหลังนี้จะลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้บ้าง แต่ถ้าเป็นแล้วยากลุ่มนี้อาจกลับทำให้เป็นมะเร็งแบบชนิดที่มีความรุนแรงลุกลามมากขึ้น อาหารเสริมที่อ้างว่าทำให้ต่อมเล็กลงชื่อ Saw Palmetto สกัดจากผลของ Serenoa Repens พบว่าไม่มีประสิทธิภาพจริงและอาจทำให้การตรวจค่ามะเร็ง PSA ได้ผลลบปลอม

ถึงตอนนี้มาถึงคำโบราณที่พูดกันมาในกลุ่มผู้ชายทั้งหลายว่าหนทางสุขภาพ รวมทั้งต่อมลูกหมากกันโต กันมะเร็ง คือ ปฏิบัติการ “ล้างท่อบ่อยๆ” (keep the pipes clean!) และเป็นที่มาของการศึกษาฮือฮาทั่วโลก นับแต่ มีการเสนอผลงานในที่ประชุมประจำปีของสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะของอเมริกา และตีพิมพ์ในวารสาร European Urology (29 มีนาคม 2016) ผลการศึกษา จากการติดตามโดยคณะศึกษาทางระบาดวิทยามะเร็งที่บอสตัน ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 31,925 คน ตั้งแต่ปี 1992 จนถึง 2010 โดยที่ ณ ปี 1992 อายุเกณฑ์เฉลี่ยอยู่ประมาณที่ 59 ปี ในช่วง 18 ปีของการ ติดตามมี 3,839 รายเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก และ 384 รายรุนแรงถึงชีวิต

ขั้นตอนในการวิเคราะห์เจาะลึกตั้งแต่เริ่มต้นในปี 1992 มีการให้รายงานปริมาณจำนวนของการขับเคลื่อนน้ำกาม (แทนในที่นี้ด้วยปั่มปั๊ม) ในช่วงเวลาตั้งแต่อายุ 20– 29, 30–39, 40–49 และ 50 เป็นต้นไป ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ของปัจจัยอื่นๆที่อาจมีส่วนให้เกิดมะเร็ง

ผลที่น่าตื่นเต้นคือ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งจะลดลงถึงประมาณ 20% ถ้ามีอัตราการปั่มปั๊มอยู่ในเกณฑ์อย่างน้อย 21 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับผู้มีปฏิบัติการ 4-7 ครั้งต่อเดือน การลดความเสี่ยงของมะเร็งจะพบได้ในกลุ่มที่มีปฏิบัติการถี่ทั้งทุกช่วงอายุ

เหตุผลที่ใช้อัตรา 4–7 ครั้งต่อเดือนเป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบ เนื่องจากมีน้อยมากที่กลุ่มคนในการศึกษานี้ ปฏิบัติในช่วง 0–3 ครั้งต่อเดือนจึงตัดออกไป

สำหรับปั่มปั๊มน้อยกว่า 21 ครั้ง อย่าเพิ่งเสียใจ ถ้าอัตรา 8-12 ครั้งต่อเดือนในช่วง 40-49 ปี จะมีความเสี่ยงลดลง 10% และถ้าอยู่ในอัตรา 13-20 ครั้งต่อเดือน ในช่วงอายุนี้จะมีความเสี่ยงลดลง 20% (มีนัยสำคัญทางสถิติ P trend <.0001)

เมื่อดูลึกละเอียดลงของกลุ่มปั่มปั๊ม 21 ครั้ง พบว่ากลุ่มนี้กลับไม่ค่อยเป็นกลุ่มรักสุขภาพนัก กินเยอะ ดื่มเยอะ มีโอกาสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก และดูดบุหรี่เยอะ แต่กลุ่มนี้ไม่ได้ตายเร็วขึ้น เนื่องจากสาเหตุอื่นๆ

กลไกของการป้องกันมะเร็งต่อม ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ทั้งนี้เป็นไปได้ที่ต่อมลูกหมากสะสมสารพิษที่จะก่อมะเร็งไว้ (prostate stagnation) และการขจัดชะล้างโดยการขับเคลื่อนออกไปอาจจะลดความเสี่ยง แต่ทั้งนี้อาจเป็นผลอื่นๆจากการที่มีการขับเคลื่อนหรือการออกกำลังปั่มปั๊มอาจจะปรับเปลี่ยนสภาพสภาวะแวดล้อมในเนื้อเยื่อต่อม อีกทั้งปฏิบัติการอาจก่อให้เกิดความหรรษาสุขอย่างฉับพลันในวินาทีนั้น ก่อให้เกิดการสั่งงานผ่านสมองมายังระบบภูมิคุ้มกัน

จะอย่างไรก็แล้วแต่ 21 ครั้งต่อเดือนเท่ากับมากกว่า 5 ครั้งต่ออาทิตย์ จัดเวลาให้ดีนะครับ อาจจะเสียชีวิตซะก่อนเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก.

หมอดื้อ

มูฟฟฟ…เพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615957

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2559 05:45

 

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อชีวิต ผู้คนติดหนึบอยู่กับโลกโซเชียลและหน้าจอคอมพิวเตอร์ จนละเลยกิจกรรมทางกาย ซึ่งไม่ได้หมายถึงการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้อและพลังงานในชีวิตประจำวันทั่วไปด้วย “แอนลีน” ผลิตภัณฑ์นมผงและนมยูเอชที จึงรณรงค์เชิญชวนให้คนไทยทุกคนหัดเคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่ว โดยปรับไลฟ์สไตล์ให้แอคทีฟ ห่างไกลจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง เพื่อผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว โดยชวนสุดยอดเทรนเนอร์ ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ ครูสอนโยคะ

ชื่อดัง ครูยู-จิรวดี สีสุข อดีตแชมป์โลกมวยสากลหญิงระดับโลก ครูหนุ่ม-ยอดชาย ยมะคุปต์ ครูสอนซุมบ้าแดนซ์คนแรกๆของเมืองไทย มาช่วยกันกระตุ้นการเคลื่อนไหวร่างกายให้ทุกคน ในมหกรรม มูฟสุดมันส์ แอคทีฟสุดพลัง ที่สวนลุมพินี เมื่อเร็วๆนี้
ทั้งนี้การยืดหยุ่นและการทรงตัวที่ดี รวมถึงท่วงท่าที่แข็งแรงเป็น 3 สัญญาณสำคัญของการเคลื่อนไหวที่ดี ให้คนไทยสามารถเคลื่อนไหว ได้อย่างอิสระ มีชีวิตที่แอคทีฟ ทำสิ่งที่อยากทำได้อย่างมีความสุข ซึ่ง ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เผยถึงความน่าสนใจของการมูฟด้วยโยคะว่า เป็นการฝึกร่างกายกับลมหายใจที่สอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะทำให้เกิดสมาธิ ทำให้ร่างกายปลอดโปร่งโล่งขึ้น โยคะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อเราสบายขึ้นในเวลาที่เราไปทำอย่างอื่นในชีวิตประจำวัน ทั้งยังช่วยกระตุ้นความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ความรู้สึกปวดเมื่อยที่ตึงอยู่จะคลายออก การทรงตัวของร่างกายจะสมดุลขึ้น พร้อมไปกับระบบการไหลเวียนเลือดและระบบขับถ่ายของเสียที่จะสมดุลขึ้นด้วย

ด้าน ครูหนุ่ม-ยอดชาย กล่าวถึงเรื่องพลังของซุมบ้าแดนซ์ว่า “ซุมบ้า” เป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า “แซมบ้า” กับ “ปาร์ตี้” การเต้นซุมบ้า เป็นเรื่องการออกกำลังแบบฟิตเนส แต่มีความสนุกเหมือนไปปาร์ตี้ด้วยเพลงแนวละตินคละกับเพลงอื่นๆ ด้วยท่าทางที่ง่าย สนุก และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของการสร้างสมดุลความยืดหยุ่น และบุคลิกภาพ ส่วน ครูยู-จิรวดี บอกว่า การเล่นคิกบ็อกซิ่งช่วยทำให้ผู้เล่นมีกล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแรงขึ้น ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น เผาผลาญไขมันได้ถึง 700 แคลอรีต่อชั่วโมง จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ทั้งยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อทุกส่วนอีกด้วย.

โรคกระเพาะ ตอนที่ 2 อาการของโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611410

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 6 พ.ค. 2559 05:30

 

ศุกร์สุขภาพประจำสัปดาห์นี้ขอนำท่านผู้ที่สนใจและติดตามสาระน่ารู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ทราบถึงอาการของโรคกระเพาะ เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันรักษาได้ทันท่วงที

อาการของโรคกระเพาะ

มีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียด หรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาการปวดเหล่านี้เป็นได้ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ หรือขณะท้องว่าง เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆ ก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดจะเป็นๆ หายๆ เป็นได้วันละหลายๆ ครั้ง หรือตามมื้ออาหาร และแต่ละครั้งที่ปวดจะกินเวลานาน ประมาณ 15-30 นาที โดยอาการปวดจะบรรเทาลงเมื่อรับประทานอาหาร ดื่มนม หรือรับประทานยาลดกรด

อาการแทรกซ้อน

โรคกระเพาะหากได้รับการรักษาและดูแลตนเองให้ถูกต้อง ส่วนมากก็จะมีโอกาสหาย แต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องจนมีอาการเรื้อรังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต ดังต่อไปนี้

– เลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยสังเกตได้จากมีการถ่ายอุจจาระสีดำ อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายผงกาแฟบดปนอยู่

– กระเพาะ-ลำไส้เป็นแผลทะลุ โดยจะมีอาการปวดท้องรุนแรงทันที ทันใด หน้าท้องแข็ง และกดเจ็บ

– กระเพาะ-ลำไส้ตีบตัน สังเกตได้จากอาการปวดท้อง รับประทาน อาหารได้น้อย อิ่มเร็ว และอาเจียนออกมาเป็นอาหารที่ไม่ย่อยหลังรับ ประทานอาหาร

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

รู้ให้จริง ค่อยอวดว่าเจ๋ง! 10 ศัพท์เซ็กซ์บอกเรื่องลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611868

โดย FHM 4 พ.ค. 2559 16:01

 

10 คำศัพท์ สำหรับป้องกันอาการมากความ และเป็นสัญญาณลับที่คุณควรเรียนรู้ไว้ เผื่อหลงไปผจญภัยในต่างแดน!

1. เฟรนช์ คิส (French kiss) หมายถึง การจูบอย่างดื่มด่ำ มีการใช้ลิ้นพันกันไปพันกันมา

2. ออสซี่ คิส (Aussie kiss) หมายถึง การทำออรัลเซ็กซ์

3. บอลส์ ออน ชิน (Balls on chin) หมายถึง การทำออรัลเซ็กซ์กับลูกบอล (อัณฑะ) ของฝ่ายชาย

4. บานาน่า จุ๊ยซ์ (Banana juice) ไม่ใช่ชื่อของค็อกเทลและน้ำผลไม้ แต่หมายถึง น้ำรักของฝ่ายชายที่หลั่งออกมา!

5. เมนธอล (Menthol) หมายถึง การทำออรัลเซ็กซ์ ขณะในปากมีลูกอมรสมินต์ หรือทำให้ปากซาบซ่าด้วยมินต์ก่อนการทำรัก

6. ชีส เกรเตอร์ (Cheese grater) คือ อุปกรณ์สำหรับขูดเนยแข็ง แต่ในเซ็กซ์นั้นหมายถึง การทำออรัลเซ็กซ์จนทำให้ฝ่ายชายเกิดความเจ็บปวด

7. คลิตเตอเรเจอร์ (Cliterature) หมายถึง นิตยสารปลุกใจเสือป่า

8. แบร์แบ็ค (Bareback) หมายถึง การร่วมรักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

9. ฟรอทเทจ (Frottage) หมายถึง การร่วมรักแบบไม่ได้สอดใส่ แต่ด้วยการถูไถไปมา ทั้งที่เสื้อผ้าอาจยังไม่ได้ถอด

10. ทอส สลัด (Toss salad) หมายถึง การใช้ลิ้นกระตุ้นอารมณ์รักทางประตูหลัง

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

7 ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นบนเตียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611854

โดย Playboy Thailand 2 พ.ค. 2559 16:01

 

การมีเซ็กซ์กับใครสักคนไม่ใช่แค่ทำให้จบๆ กันไป แต่มันยังมีเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย และนี่คือ สิ่งที่ถูกมองว่าเป็นข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นเสมอในช่วงก่อน ระหว่าง หรือหลังมีเซ็กซ์

1.ไม่ค่อยคุยกัน : อย่างที่เกริ่นเซ็กซ์เป็นมากกว่าเรื่องตรงนั้น และหลายคู่ พอทำอะไรเสร็จก็ต่างคนต่างแยกย้าย แล้วอย่างนี้มันจะมีความประทับใจกันตรงไหนล่ะ

2.รุนแรงเกินไป : ฝ่ายชายมักจะยึดติดกับหนังโป๊เลยคิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น จริงๆ แล้วเธอชอบให้คุณทะนุถนอมมากกว่าการเล่นโหดๆ กับเธอ

3.ไม่ให้ความร่วมมือ : อาจจะงานหนัก หรือเหนื่อยมา ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมักจะชอบปฏิเสธ ซึ่งในโอกาสต่อไป คุณอาจจะโดนกลับแบบนี้ได้เช่นกัน

4.ไม่สนใจกับคนใกล้ตัว : เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะกับยุคปัจจุบัน ที่คนติดมือถืออย่างกับติดบุหรี่ ทำให้บางครั้งสิ่งพวกนี้เบี่ยงเบนความสนใจระหว่างที่คุณหรือเธอพยายามที่จะมีอะไรกัน

5.ไม่สนใจสุขอนามัย : กลิ่นกาย กลิ่นตัว หรือกลิ่นตรงนั้น มันไม่ใช่ความประทับใจอย่างแน่นอน

6.ลืมเล้าโลม : หนังฮอลลีวูดกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในเรื่องนี้และทำให้ชายหนุ่มหลายคนมาถึงก็บรรเลงเพลงรักเลย แล้วสุดท้ายก็ไม่รอด

7.แสร้งทำ : ถือเป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย เพราะสุดท้ายแล้วผลกระทบก็จะวนกลับมาถึงตัวคุณเอง ชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร ก็ให้บอกกันตรงๆ จะดีกว่า

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

ยิ่งฟิต สมองยิ่งรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/613482

โดย หมอดื้อ 1 พ.ค. 2559 05:01

 

มองไปทางไหนตอนนี้จะเริ่มเห็นคนปลายวัยกลางคน (รวมหมอด้วย) และคนแก่กันเต็มไปหมด

เจริญวัยขึ้นตามลำดับ แต่สุขภาพถดถอยเสื่อมไปจนแม้แต่สมองก็ไม่เว้น ที่เห็นประกาศ พ่อ แม่ ป้า อา หายจากบ้านเป็นเพราะหลงทาง จำทางไม่ได้จากสมองเสื่อม สมองฟีบ

ทั้งนี้ จำนวนคนหนุ่ม คนสาว วัยที่จะเป็นกำลังของชาติ ตามสัดส่วน จะน้อยลงเรื่อยๆ และประเทศต้องแบกรับคนวัยเพชรที่สุขภาพไม่ดีนัก

ซึ่งก็ยังพอทำเนา แต่ถ้าสมองเสื่อม ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องการพี่เลี้ยงดูแลตลอดเป็นปีๆจนจากไป เห็นภาพแล้วนะครับ ฉะนั้นต้องชราแต่ยังแจ๋ว และรวมทั้งต้องแจ๋วตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะโรคทั้งหลายเพาะบ่มเป็นปีๆกว่าจะออกอาการ โดยเฉพาะสมองเสื่อมจะเพาะพิษในสมองเป็นสิบถึงสิบห้าปี

“สมองเสื่อม” ต่างจาก “สมองฝ่อ” ตามอายุ โดยที่ตามอายุที่มากขึ้นจะฝ่อส่วนหน้าผาก โดยหน้าที่ของสมองรวมทั้งความจำ การตัดสินใจยังปกติหรือพร่องบ้างนิดหน่อยพอรับได้ สมองฝ่อ สมองฟีบซึ่งมีอัลไซเมอร์เป็นผู้ร้ายสำคัญ จะมีการฝ่อที่สมองความจำปัจจุบัน ทางกลีบขมับทางด้านใน และเมื่อเป็นมากขึ้นจากลืมว่าพูดอะไร ทำอะไร ไปเมื่อครู่นี้ ก็จะลามไปสมองกลีบขมับด้านนอก ไปสมองใหญ่ด้านหน้า ด้านข้าง-หลัง กระทบการคัดหาคำพูด การใช้ภาษา ความเข้าใจ ไปจนถึงอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่สังเกตได้ง่ายๆจากคนที่ใช้มือถือ กดนู่นดูนี่คราวนี้กดเบอร์ตามที่บอกงกๆเงิ่นๆ จะหาฟังก์ชันที่เคยทำประจำไม่ได้ คนที่เคยทำกับข้าวอร่อยมานานเป็นสิบๆปี กลับทำผัด ทำแกง ลืมหวาน ใส่เค็มมากไป รุนแรงจนกระบวนการหุงข้าว ติดเตาตั้งกระทะ สับสนไปหมด

ลองสังเกตเมื่อไหร่คนที่บ้านทำอาหารรสชาติประหลาดไป ทำถ้วยชามในครัวตกแตก มีดบาดบ่อย น้ำร้อนลวก และถามซ้ำถามซาก เป็นต้น ท่าจะแย่แน่แล้ว กระบวนการชะลอสมองฟีบทำได้ พิสูจน์แล้ว นั่นคือ ออกกำลังกายและออกกำลังกายสมอง ดังที่หมอเคยเล่าให้ฟังตอน “เซลล์สมองงอกใหม่ได้” ทั้งนี้ จะมีเซลล์ใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ว่าจะปริมาณน้อยกว่าที่ตาย แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่มีใหม่เลย การจะให้เซลล์เด็กๆที่เกิดใหม่ กลายเป็นเซลล์สมบูรณ์ ทำงานประสานกับเซลล์เดิมได้ ต้องประสานการออกกำลังกายและใช้สมองร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีล่าสุดในวารสารอัลไซเมอร์ (2016) พบว่าการฟิตร่างกายออกกำลังกาย ไม่ว่าจะทำท่าไหนก็ตาม จากเดิน วิ่ง จ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ตีแบด เทนนิส เต้นระบำ หรือเล่นกอล์ฟ (แต่กอล์ฟเมืองไทย หมอว่าไม่รุ่ง มีสาวๆแบกถุง เดินนิดเดียว แถมกินเลี้ยงหลังเล่นอีก) แต่ต้องแบกถุงเอง สามารถชะลอความฝ่อของสมองจนถึงสมองใหญ่ขึ้นได้

การศึกษานี้ทำที่สหรัฐฯ โดยติดตามคนจำนวน 876 ราย อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ วัดระดับพุทธิปัญหาของสมองเป็นระยะ แถมด้วยทำคอมพิวเตอร์สมองสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แบบวัดปริมาณเนื้อสมองโดยละเอียดตามติดไป 5 ปี ผลปรากฏว่ายิ่งเผาผลาญพลังงานมากเท่าไหร่

ในการออกกำลัง จะชะลอสมองหดได้ โดยเฉพาะในส่วน posterior cingulate gyrus ส่วน precuneus และสมองส่วนท้ายทอย cerebellar vermis สมองส่วนท้ายทอย cerebellum คนส่วนใหญ่จะไม่ให้ความสนใจและไม่คิดว่ามีหน้าที่สัมพันธ์กับอัลไซเมอร์ แต่แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับระบบความจำหลายส่วน ไม่ใช่แต่เรื่องการทรงตัวรักษาสมดุลอย่างเดียว

การเผาผลาญในระดับ 500 แคลอรีให้ผลดีมากในการชะลออัลไซเมอร์ และลดความเสี่ยงไปถึง 2 เท่า ถ้าออกกำลังเหยาะแหยะ เช่นตีกอล์ฟอย่างหมอว่า (หมอตีไม่เป็นนะครับ) เผาไป 50 แคลอรี จะไม่เห็นผลใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้จะไม่ขึ้นกับปัจจัยด้านอายุ ระดับการศึกษา ระดับสติปัญญา

นอกจากส่วนสมองที่กล่าวไปแล้วว่าได้รับประโยชน์โดยตรง สมองกลีบขมับด้านใน Hippocampus ซึ่งเกี่ยวกับการเก็บความจำปัจจุบัน ยังมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ อาจเป็นจากการที่ออกกำลังกายเสริมสร้างระดับของ สารปกป้องสมอง BDNF (Brain–Derived Neurotrophic Factor) รวมทั้งทำให้เลือดลมเดินสะดวก ส่งออกซิเจนไปสมองเยอะขึ้น

ตั้งแต่ที่พิมพ์บทความสุขภาพหรรษามาจนถึงวันนี้ หมอเรียนว่าอย่าท้อ อย่าคิดเอาทางลัด อย่าคิดว่ารวยแล้วเป็นอะไรไม่ตาย ไม่พิการ ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นกับหมอ ไม่ได้ขึ้นกับยาทั้งหมด ยาและหมออาจช่วยได้ระดับหนึ่ง การปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย เลือกอาหารเข้าใกล้มังสวิรัติ จะช่วยให้ชีวิตยืนยาว แบบไม่เป็นภาระให้คนอื่นๆ ทั้งนี้ ที่ว่าไปทั้งหมดต้องมีความสุขในการทำ มีความสุขในการให้ และการอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นครับ.

หมอดื้อ

DIY ยาแก้ไอมะกรูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608570

โดย Health & Cuisine 29 เม.ย. 2559 16:01

 

เมื่อหลายปีก่อน ปอนได้มีโอกาสไปเจอ ป้าป้อม ศิริกุล ซื่อต่อชาติ ผู้เขียนหนังสือ “ปลูกผักกันเถอะ” (Let’s Do Some Gardening) และล่าสุดมีผลงานชื่อ My Organic Life

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีอาการเจ็บคอ แถมไอ ป้าป้อมได้ยินเสียงอันแหบแห้ง จึงมีน้ำใจแบ่งปันยาแก้ไอสูตรของเธอมาให้ แถมบอกว่า ถ้าไม่พอมาเอาใหม่นะคะ ด้วยความที่เป็นคนชอบทำอะไรเอง จึงถามสูตรยาแก้ไอนี้ ป้าป้อมก็ใจดีบอกโดยไม่กั๊ก แถมบอกด้วยว่า ไปบอกต่อได้เลยค่ะ

เมื่อมีโอกาสเจอใครที่มีอาการไอ หรือมีเสมหะ จึงไม่รีรอที่จะแบ่งปันสูตรดีๆ นี้ พระเอกวัตถุดิบคือ ผลมะกรูดสด และน้ำตาลทรายแดง เราใช้แค่ 2 อย่างนี้เอง อ้อ ต้องหาโหลแก้วที่แข็งแรงและมีฝาปิดสนิทอีก 1 ใบ

ขั้นตอนการทำก็ง่ายแสนง่าย เมื่อได้ผลมะกรูดมาแล้ว ล้างให้สะอาด โดยใช้เกลือถูให้ทั่ว โดยเฉพาะตามร่องหรือจะใช้แปรงถูตามซอกให้สะอาดก็ได้ค่ะ เสร็จแล้วหั่นสไลด์ตามขวาง

ขั้นตอนต่อไป ถ้ามีลูกๆ เรียกมาร่วมวง ช่วยกันคนละไม้คนละมือได้นะคะ โดยเรียงมะกรูดที่หั่นแล้วลงในโหล ให้ได้ประมาณ 2/3 ส่วนของโหล ตามด้วยน้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน

เสร็จแล้วปิดฝาให้แน่น วางโหลแก้วในที่อากาศไม่ร้อน และห้ามตากแดดค่ะ ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน หรือจนกว่าน้ำตาลจะละลายหมด เสร็จแล้วค่อยๆ เทยาแก้ไอที่ได้ เก็บใส่ขวด ปิดฝา เข้าตู้เย็น เก็บได้นานหลายเดือนเลยค่ะ

สำหรับกากของมะกรูดที่เหลือในโหล เราก็สามารถหั่นมะกรูดสดเติมลงไป เติมน้ำตาล ทำซ้ำใหม่ได้อีกหลายรอบเลยค่ะ ไม่ต้องทิ้งค่ะ ใครทำแล้วอาการไอดีขึ้น อย่าลืมบอกต่อสูตรดีๆ นี้นะคะ

Tips:

1. ขั้นตอนการทำต้องสะอาด และระวังอย่าให้อากาศเข้านะคะ เพราะอาจขึ้นราได้ ถ้ามีราขาวๆ ขึ้น คือใช้ไม่ได้ ต้องทำใหม่ค่ะ

2. ถ้าสามารถหาผลมะกรูดออร์แกนิกได้ยิ่งดีเลยค่ะ เพราะเราต้องใช้ทั้งเปลือก จะได้มั่นใจว่าปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง และสารตกค้าง

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

โรคกระเพาะ ตอนที่ 1 รู้จักโรคกระเพาะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611398

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 29 เม.ย. 2559 05:30

 

ในสังคมปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของทุกคนต้องเร่งรีบ ส่งผลให้สุขภาพของคนในสังคมแย่ลง ซึ่งปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย คือ การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น หรือโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง สามารถเกิดได้ในคนทุกเพศทุกวัย คนทั่วไปมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยการเกิดแผลในกระเพาะอาหารนั้นมักพบในวัยกลางคน ขณะที่การเกิดแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นมักจะพบในวัยหนุ่มสาว

สาเหตุ

เกิดจากการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปร่วมกับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง จึงทำให้มีแผลเกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันพบว่า ยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคได้อีก ได้แก่

1. การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไร (Helicobactor Pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุกระเพาะ ผนังกระเพาะจึงอ่อนแอลงและมีความทนต่อกรดลดลง ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเกิดแผลได้ง่าย แผลหายช้า และเกิดแผลซ้ำได้อีก

2. รับประทานสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้ เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำ อัดลม หรือการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดจำพวก แอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ ยาชุด หรือ ยาลูกกลอนที่มีสเตียรอยด์ เป็นต้น

3. มีนิสัยการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารอย่างเร่งรีบ รับประทานไม่เป็นเวลา หรืออดอาหารบางมื้อ เป็นต้น

4. การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น

5. อื่นๆ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์ หงุดหงิด พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คำพูดบนเตียง คำไหน? ยิ่งทำให้เซ็กซ์ร้อนแรง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608443

โดย FHM 27 เม.ย. 2559 16:01

 

คู่รักหลายคู่ ไม่ยอมพูดยอมจา ตั้งหน้าตั้งตาไปถึงฝั่งฝัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดั่งใจ แล้วคำพูดไหน จะช่วยให้คุณสุขสมในเซ็กซ์ได้ดียิ่งขึ้น…

Q : เคยได้ยินมาว่า คำพูดช่วยกระตุ้นเรื่องบนเตียงได้ แล้วต้องพูดอย่างไร?

A : มีคู่รักหลายคู่ทีเดียวที่มักจะปิดปากเงียบ ขณะกิจกรรมรักกำลังดำเนินไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะฝ่ายชายเองก็ไม่รับรู้ถึงอารมณ์และความต้องการของฝ่ายหญิง ตอบโจทย์รักได้ไม่ตรงจุดตรงใจ เพียงแค่เสร็จๆ ไป คล้ายเป็นงานในหน้าที่ จนทำให้เซ็กซ์กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อได้ในที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศแนะนำว่า แค่คำพูดไม่กี่คำ ก็สามารถสร้างเซ็กซ์ที่ร้อนฉ่าเกินบรรยายได้ คำพูดเด็ดที่ว่าก็คือ “ฉันใกล้แล้ว” ที่มักหลุดจากปากฝ่ายหญิง แค่ได้ยินคำนั้น ฝ่ายชายก็พร้อมรุกให้ร้อนแรงกว่าเดิม ที่เป็นดังนั้นผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เสมือนเป็นคำยอให้ฝ่ายชายเกิดความมั่นใจ และภูมิใจในผลงานที่ทำให้เธอถึงสวรรค์ไปพร้อมๆ กันกับเขาได้ และอีกคำก็คือ “ชอบให้จับตรงนั้น…สัมผัสตรงนี้” คล้ายการทานอาหารที่ชอบ ตอบโจทย์รสนิยมของคนๆ นั้น

แต่ถ้าคุณอยากลองทำอะไรใหม่ๆ ให้ทำตามทัศนะของ Lou Paget เจ้าของงานเขียน The Great Lover Playbook “จงเรียกร้องมากกว่าออกคำสั่ง แบบนั้นจะเป็นที่รับฟังกว่า” มีแต่คุณสองคนเท่านั้นที่รู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร ฉะนั้นพยายามใช้คำพูดปลุกเร้า เป็นต้นว่า “แรงอีก” และ “อย่าหยุด” รวมถึงการเลือกใช้คำให้เหมาะสมอย่าง เจ้าพ่อวงการโฆษณา David Ogilvy พบว่า บางถ้อยคำสามารถชักนำลูกค้าให้คล้อยตามได้ อย่างเช่น ‘ไม่น่าเชื่อ’ ‘โอ้ เด็ดมาก’ ‘สุดยอดไปเลย’ และแล้วคำเหล่านี้ก็สามารถนำมาปรับใช้ในห้องนอนอย่างได้ผล!

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

6 วิธีที่ทำให้เราอึได้เลย…ตั้งแต่ตื่นนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608431

โดย Cleo Thailand 26 เม.ย. 2559 16:01

 

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการตื่นมาปุ๊บ…ปวดอึเลย พออึปุ๊บ…หน้าท้องแบนเลย แต่มันไม่ได้จะเพอร์เฟกต์แบบนี้ได้ทุกวันน่ะสิ  เว็บไซต์ Livescience ในอเมริกาบอกว่าขนาดกองทัพทหารอเมริกัน เขายังเทรนให้ทหารทุกคนต้องทำ 3 สิ่งนี้ทุกเช้าคือ Shit, Shower, Shave คือการอึ อาบน้ำ และโกนหนวดนั่นเอง เขาบอกว่านี่คือพื้นฐานของสุขภาพที่จะทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิตไปตลอดทั้งวัน

ส่วนสาวๆ อย่างเรา ถึงจะไม่ได้ต้องอึให้เสร็จก่อนออกรบเหมือนเขา แต่ถ้าเราได้ออกจากบ้านทุกวันโดยที่ขับถ่ายสบ๊ายสบายเรียบร้อยแล้ว มันคงจะดีเริดมาก แถมการแพทย์จีนเขายังยืนยันมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ว่า มนุษย์เราควรต้องขับถ่ายทุกวันในช่วงเวลา ตี 5–7 โมงเช้า และควรขับถ่ายให้เสร็จก่อนจะกินอาหารเช้าเข้าไป เพื่อไม่ให้พลังงานเก่าและพลังงานใหม่ไปปะปนกัน แล้วสาวธาตุแข็งอึบ้างไม่อึบ้างอย่างเราจะทำไงดีล่ะ อยากอึตอนเช้าให้ได้ทุกวันบ้าง…

1. ตื่นมาดื่มน้ำไม่เย็นสองแก้วเต็ม…ก่อนแปรงฟัน!! ความจริงการแพทย์ญี่ปุ่นเขาแนะนำให้ดื่มน้ำทุกเช้าวันละ 4 แก้วด้วยซ้ำ เพราะเขาทำการทดลองแล้วพบว่าการดื่มน้ำตอนเช้าช่วยรักษาโรคได้แทบจะสารพัด ถ้าทำอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับสาวทำงาน นี่นอกจากจะทำให้เราไม่ลืมดื่มน้ำไปจนแต่งตัวออกจากบ้านแล้ว ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงหลังตื่นคือเวลาที่ระบบขับถ่ายจะเริ่มทำงาน การอัดน้ำเข้าไปจะช่วยเร่งให้เราทั้งปวดฉี่และปวดอึในชั่วโมงนี้ได้

2. บีบมะนาวหนึ่งลูกใส่น้ำอุ่นหนึ่งแก้ว อันนี้สำหรับคนธาตุแข็งจริง ลองเซตสัก 3 วันต่อวีค เตรียมมะนาวไว้หนึ่งลูก พอตื่นมาปุ๊บหั่นแล้วบีบมะนาวใส่น้ำอุ่นๆ หนึ่งแก้ว แล้วดื่มเป็นอย่างแรก มะนาวจะช่วยไปล้างลำไส้ใหญ่ได้โดยตรง แล้วร่างกายยังดูดซึมวิตามินซีได้ทันทีเลย

3. ทำ 3 ท่าโยคะนี้ตอนเช้า ตื่นมาปุ๊บดื่มน้ำ แล้วทำบนเตียงเลย

4. กินกาแฟตั้งแต่เช้า หลายๆ คนต้องเคยเป็น แบบกินกาแฟเสร็จปุ๊บมีโอกาสจะปวดอึทันที จนหลายๆ คนเริ่มจับทางถูก ใช้กาแฟเป็นยาช่วยระบาย สถาบัน American Chemical Society ในอเมริกาเคยทำการศึกษาเรื่องนี้และคิดว่า คาเฟอีนคือตัวกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวของลำไส้จนเราปวดอึ แต่ไปๆ มาๆ เขาก็พบว่ากาแฟแบบดีแคฟก็ทำให้ปวดอึเช่นกัน ในขณะที่น้ำอัดลมที่มีคาเฟอีนกลับไม่ช่วยเรื่องการขับถ่าย เขาเลยกลับไปศึกษาใหม่แล้วพบว่า ความจริงแล้วกาแฟจะไปช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะต่างหาก และไปเร่งกระบวนการย่อยอาหารให้เร็วขึ้นส่งผลไปถึงลำไส้ แล้วเหตุผลที่เราควรกินกาแฟตั้งเช้ายังทำให้คาเฟอีนไปตกค้างในร่างกายไปถึงกลางคืนจนนอนไม่หลับอีกด้วยนะ

5. กินขมิ้นชันช่วงตี 5–7 โมงเช้า ขมิ้นชันแบบแคปซูลนี่ล่ะ แต่ต้องกินในช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน ซึ่งคือ 2 ชั่วโมงนี้ กิน 1 แคปซูลแล้วดื่มน้ำตามมากๆ กินเป็นประจำทุกวันจะช่วยปรับการทำงานของลำไส้ใหญ่ได้แบบต่อเนื่อง

6. กินลูกพรุน 4-5 ลูกก่อนนอน ลูกพรุนอบแห้งแบบที่แม่ชอบซื้อมาแบบกระปุกงี้ล่ะ ถึงจะหวานแต่ไม่มีน้ำตาลนะ บอกเลยว่าก่อนนอน จิ้มกินเข้าไปสักสี่ห้าเม็ด ตื่นมารู้เรื่องเลย

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com