งดข้าวเช้า…กลับตายเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606497

โดย หมอดื้อ 17 เม.ย. 2559 05:01

 

พูดกันมานานและฝังใจกันมาตลอดว่าอาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด ในแง่ของการคุมน้ำหนัก แจ่มใส ทนงาน ไม่ล้า และลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันสูง โรคหัวใจ ไขมันสูง เบาหวาน เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ตัวเป็นๆที่จะแสดงให้เห็นคุณงามความดียังไม่เป็นที่ชัดเจน จวบจนกระทั่งมีรายงานหลักฐานจากการศึกษาที่ญี่ปุ่นตีพิมพ์ในวารสารโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke 2016) แสดงให้เห็นชัดว่า ถ้าไม่กินตอนเช้า จะเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งจากเส้นเลือดแตกและตันในสมอง รวมทั้งโรคหัวใจ

การศึกษานี้ติดตามคนญี่ปุ่น 82,772 ราย เป็นชาย 38,676 ราย และหญิง 44,096 ราย โดยมีอายุระหว่าง 45-74 ปี ตามไปตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2010 โดยที่เริ่มแรกผู้เข้าร่วมการศึกษาไม่มีโรคหัวใจหรือมะเร็ง และจำแนกแจกแจงการกินอาหารเช้าจากกินอาทิตย์ละ 0-2, 3-4, 5-6 วัน และกินทุกวัน

ทั้งนี้มีการประเมินปัจจัยต่างๆ ทั้งชนิดของอาหาร ปริมาณ ส่วนประกอบ และพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เล่นกีฬา มีความเครียดระดับใด สูบบุหรี่ ดื่มแค่ไหน นอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ เป็นคนใช้แรงงาน และอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัว และประเมินน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกายรวม การเกิดความดันสูง เบาหวาน ระหว่างที่ติดตามการศึกษา ระดับไขมัน การใช้ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาเบาหวาน และอื่นๆ

เมื่อสิ้นสุดการศึกษาในปี 2010 รวมการติดตามทั้งหมดเป็น 1,050,030 คน-ปี จากประชากรศึกษา 82,772 ราย ทั้งนี้มีเพียง 7% (5,839 ราย) ที่ติดตามได้ไม่ครบ 15 ปี พบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจ 4,642 โรคอัมพฤกษ์ 3,772 ราย (เส้นเลือดสมองแตก 1,051 ตกเลือดในเยื่อหุ้มสมอง 417 และเส้นเลือดตันในสมอง 2,286 ราย) และมี 870 รายที่เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบและเสียชีวิตทันที

ที่น่าสนใจคือ เป็นความจริงที่อาหารเช้ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรค โดยถ้ากินบ่อยครั้งหรือทุกวันในหนึ่งอาทิตย์ กลับปลอดโรคมากขึ้น

ทั้งนี้โดยที่เมื่อปรับเกณฑ์ต่างๆเข้าด้วยกันของ อาหาร น้ำหนัก ยาที่ใช้ โรคที่เป็น การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ปริมาณผัก ผลไม้ ปลา เต้าหู้ นม ถั่ว ไขมันอิ่มตัว ปริมาณกากใย ไฟเบอร์ และแม้แต่ปริมาณเกลือโซเดียมก็ตาม ยังพบว่าการที่ไม่กินอาหารเช้าหรือยิ่งอดบ่อยกลับมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับความเสี่ยงของโรคทั้งหลายทั้งปวง

กลไกที่เกี่ยวข้องอาจจะอธิบายจากการที่คนอดอาหารจะมีความดันขึ้นสูง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดและเป็นเวลาเดียวกับที่เส้นเลือดสมองชอบแตก ทั้งนี้จะเกี่ยวเนื่องจากความเครียดที่ส่งผลจากสมองส่วนไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) ลงมาต่อมใต้สมอง และลงมายังต่อมหมวกไตหรือไม่อาจจะยังบอกไม่ได้

แต่ถ้าอธิบายจากระบบนี้จะมีสารสื่อสมองหลายตัว รวมทั้งฮอร์โมน สเตียรอยด์ด้วย ซึ่งส่งผลถึงความดันและเส้นเลือด

การศึกษานี้น่าสนใจตรงที่เป็นคนเอเชียด้วยกันและอาจจะใกล้เคียงคล้ายคลึงบ้างกับคนไทยและที่น่าแปลกอีกประการคือ ในฝรั่ง ถ้าไม่กินข้าวเช้าดูจะเกิดหัวใจวายมากกว่าโรคทางสมองอย่างในคนญี่ปุ่น ทั้งนี้โดยที่เส้นเลือดแตกจะสูงกว่าเส้นเลือดสมองตีบด้วยซ้ำ การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น ดังนั้นคงไม่มีการโปรโมตใดๆที่เกี่ยวกับการค้า และไม่เกี่ยวข้องชัดเจนกับการกินอาหารสุขภาพชนิดใดๆ แม้ว่าถ้ากินผัก ผลไม้ กากใย ถั่ว เป็นหลักด้วย

ผลประโยชน์น่าจะยิ่งมากขึ้น ร่วมกับการไม่อดมื้อเช้า

คราวนี้คงพูดได้ อาหารเช้าสำคัญแค่ไหนและน่าจะเริ่มเป็นบรรทัดฐานของการมีชีวิตสุขภาพที่ไม่ได้เพ่งพิจารณาถึงชนิดและส่วนประกอบของอาหารว่าต้องเพิ่มปลา ผัก ผลไม้ กากใยแต่อย่างเดียว เพราะแม้แต่คนไม่ยอมอดข้าวเช้า และพลังงานที่กินเข้าไปเป็นจำนวนแคลอรีต่อวันมากกว่า แต่กลับหุ่นสวยได้สัดส่วน โดยที่มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตเป็นสุข นอนหลับเต็มอิ่มระหว่าง 6-8 ชั่วโมง

และถึงแม้จะมีความดัน ไขมันสูงก็สามารถคุมด้วยยาได้อย่างหมดจด ทั้งนี้มีลักษณะสุขภาวะที่น่าสนใจอีกประการ คือ คนไม่อดข้าวเช้า ไม่ได้อยู่คนเดียว อยู่รวมเป็นครอบครัว และเป็นคนใช้แรงงานทำป่าไม้ จับปลา ทำการเกษตรเป็นส่วนมาก แม้ว่ากระบวนการทางสถิติจะปรับตัวแปรเหล่านี้ออก โดยชูการไม่อดข้าวเช้าเป็นประเด็นสำคัญของการไม่มีโรค แต่หมอคิดว่าการหล่อหลอมครอบครัวให้มีความสุขร่วมกัน และเริ่มวันใหม่ที่สดใส อาจเป็นหัวใจหลักครับ.

หมอดื้อ

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย (ตอนที่ 3) ค่า PSA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601521

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 15 เม.ย. 2559 05:01

 

ค่า PSA ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุเท่าใด ?

สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า สำหรับ ผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ PSA เพราะประโยชน์จาก การตรวจนั้นมีน้อยมากและไม่มีผลอะไร สำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 40–54 ปี แนะนำให้ ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สำหรับผู้ที่มีอายุ 55–69 ปี สามารถตรวจ PSA ได้ เพื่อเป็นการตรวจเช็กอาการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การตรวจ PSA ในประชากร 1,000 คน จะ ป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 1 คน ส่วนคนที่อายุมากกว่า 70 ปี จะตรวจ PSA หรือไม่นั้นควรพิจารณาเป็นรายๆ ไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดตายตัวสำหรับช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตรวจ PSA และข้อแนะนำนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ข้อมูลในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า กลุ่มประชากรที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 55-69 ปี ฉะนั้นก่อนทำการตรวจ ผู้ป่วยควรพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการตรวจ PSA ที่จะได้รับ เพื่อตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย

การดูแลต่อมลูกหมาก

สำหรับการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมาก โดยทั่วไปมีการศึกษาพบว่า โรค ของต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) ดัง นั้นจึงมีการแนะนำให้ดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนักส่วนเกิน งดสูบ บุหรี่ ลดการรับประทานอาหารประเภทเนื้อแดง สำหรับสารอาหารที่อาจจะสามารถ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ คือ สารไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งพบมากในมะเขือเทศ และพบว่าหากนำมะเขือเทศไปปรุงสุกในน้ำมันเล็กน้อยก่อนรับประทาน สารไลโคปีน จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี

นายแพทย์เปรมสันติ์ สังข์คุ้ม
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

10 เรื่องบนเตียง รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601619

โดย FHM 13 เม.ย. 2559 16:01

 

เรียนรู้ความต้องการของอีกฝ่าย เปลี่ยนเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายอย่างได้ผล จนคนรักของคุณพึงพอใจในเรื่องบนเตียง…

1. ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะชื่นชอบลีลารักพิสดาร เพียงแต่เธออาจชื่นชอบท่าที่เหมาะสมกับความต้องการของเธอเอง อย่างเช่น ผู้หญิงอยู่บน (Woman on Top) เพราะเร้าอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่า ทั้งได้เห็นสีหน้า ร่างกาย ความรู้สึกของคนรัก และรู้สึกเป็นอิสระไปอีกขั้น

2. ผู้ชายมักจะไม่พูดคุยหรือเปิดเผยความรู้สึกส่วนลึกของเขา ในขณะ ‘ร่วมรัก’ เพราะอาจกำลังมุ่งมั่นและตั้งใจปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่! จนอาจทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกว่าคุณไม่แคร์เธอเท่าที่ควร แต่ก็สามารถแก้ไขได้ ด้วยการกอดเธออย่างหลวมๆ หลังเสร็จสิ้นภารกิจ และกระซิบคำหวานบ่งบอกความพึงพอใจ ก็ใช้ได้แล้ว

3. การแข็งตัวของน้องชาย ไม่ได้หมายความว่าต้องการเซ็กซ์ในเวลานั้นเสมอไป อย่างเช่น ช่วงเช้าหลังตื่นนอน มันก็จะแข็งตัวอยู่เป็นปกติ!

4. เพศชายถูกกระตุ้นให้เกิดอารมณ์เซ็กซ์ได้ง่ายกว่า เพียงแค่มีภาพที่น่าพอใจต่อสายตา เพราะผู้ชายจะใช้สมองด้านขวาซึ่งเกี่ยวข้องกับจินตนาการมากกว่าเพศหญิง ดังนั้น ยามที่คุณผู้หญิงทั้งหลายมีหน้าตาบึ้งตึง ผู้ชายมักไม่มีอารมณ์เสน่หาเท่าไร ฉะนั้น ฝ่ายชายก็จงพยายามทำให้เธออารมณ์ดีเข้าไว้ ผลดีย่อมจะตกแก่คุณทั้งสองฝ่าย!

5. ไซส์เจ้าหนูของผู้ชาย ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของผู้หญิง ถ้าคุณเป็นพวกไซส์ S แต่ขยันทำการบ้าน รู้ความต้องการของฝ่ายตรงข้าม ลื่นไหลต่อเนื่องอย่างนุ่มนวล รับรองว่าสาวๆ ทั้งหลายจะหนีไปไหนไม่พ้นแน่นอน

6. ผู้หญิงมีแรงขับทางเพศต่ำกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะไม่รู้สึกเกิดความใคร่ถ้าไม่ใช่ชายที่เธอรู้สึกรัก และถ้าชายที่เธอรักไม่ใส่ใจในความต้องการ เธอก็อาจไม่สนใจที่จะร่วมรักกับเขา!

7. อย่าเข้าใจผิดว่าหนังติดเรตจะช่วยปลุกอารมณ์ของฝ่ายหญิงเสมอไป ซึ่งผิดกับฝ่ายชายที่เห็นภาพวาบหวิวแล้ว ทำให้เกิดความต้องการขึ้นมาได้ง่ายๆ เพราะสำหรับฝ่ายหญิงต้องหนังประเภทรักหวานโรแมนติก มีฉากดูดดื่มนิดๆ ก็สามารถกระตุ้นความต้องการฝ่ายหญิงบางคนได้แล้ว

8. สำหรับคุณผู้ชายที่เจอปัญหาหลั่งเร็ว การใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บีบบริเวณโคนน้องชายไว้ประมาณ 20 วินาที ก่อนที่คุณจะรู้สึกใกล้ถึงเส้นชัยเต็มที จากนั้นค่อยๆ ปล่อยมือและปฏิบัติกิจต่อไป จะช่วยยืดเวลาการหลั่ง และยังช่วยเพิ่มระดับความสุขตอนที่ใกล้ถึงจุดสุดยอดได้อีกด้วย

9. สมองผู้ชายมีความอ่อนด้อยเรื่องการแสดงอารมณ์และการสนทนา แต่ส่วนที่มาชดเชยคือความสามารถในการคิดถึงเรื่องเซ็กซ์ เนื่องจากผู้ชายมีสมองส่วนนี้ใหญ่กว่าของผู้หญิงถึง 2 เท่า!

10. เรื่องถึงจุดสุดยอด ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิง เพราะหลายครั้งการร่วมรักโดยไปไม่ถึงจุดสุดยอด กลับให้ความสุขกับเธอได้มากกว่า นั่นเป็นเพราะว่าเธอต้องการเพียงได้ใกล้ชิดกับคนที่เธอรัก บางอารมณ์ผู้หญิงต้องการเพียงแค่การกอดอย่างอบอุ่น หรือการจุมพิตเพียงแผ่วเบา ตรงกันข้ามกับฝ่ายชายที่วางเป้าเอาไว้ว่าต้องพยายามไปให้ถึงฝั่งฝัน ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะคิดทันทีเลยว่า สอบตก!

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

ว้ายยย…7 นิสัยนี้ ทำให้เราหน้าแก่ขึ้นได้ด้วยเหรอเนี่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601609

โดย Cleo Thailand 12 เม.ย. 2559 16:02

 

โอ๊ยยๆๆ ไอ้เรานี่ก็เครียดเข้าไปสิ เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนทักว่าหน้าล้ำเกินอายุ รอยเหี่ยว รอยย่นไม่รู้จะรีบมาไปไหน นี่ยังไม่ขึ้นเลขสามเลยนะคะคู้นนน ระหว่างที่กำลังนั่งปวดหัวอยู่ ก็ไปอ่านเจอผลวิจัยมาว่ามันมีนิสัยบางอย่างที่ทำให้คนเราแก่ขึ้นแบบไม่รู้ตัว บอกเลยงานนี้มีเงิบ

1. Multitasking นี่คือเริ่ด

เฮ้ย ไม่จริงอ่ะ มัลติทาส์กกิ้งเป็นเรื่องดีงาม แล้วมันจะทำให้เราแก่ขึ้นได้ยังไง เรย์มอน แคสเซียรี่ หัวหน้านักการแพทย์ของโรงพยาบาล เซ็นต์ โจเซฟ บอกว่า “คนเราชอบคิดว่าการทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราทำอะไรไม่เสร็จเลยสักอย่าง เราก็จะสร้างความเครียดขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว” และผลวิจัยบอกว่าความเครียดที่สะสมจนกลายเป็นเรื้อรังนี่แหละที่จะไปกระตุ้นการสร้างสารอนุมูลอิสระ และโมเลกุลที่ไปทำร้ายเซลล์ที่ดูแลเรื่องความอ่อนวัย ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานผิดปกติ

2. เห็นขนมหวานทีไร อดใจไม่ไหวจริงๆ

รู้มั้ยว่านอกจากมันจะทำให้น้ำหนักขึ้นพรวดๆ แล้ว มันยังไปเพิ่มอายุให้หน้าเราอีกด้วยนะ “โมเลกุลของน้ำตาลจะไปเกาะติดกับไฟเบอร์โปรตีนในเซลล์” และนั่นจะทำให้ริ้วรอยตีนกาเพิ่มขึ้น แถมยังไปขยายไซส์รูขุมขนให้ใหญ่ขึ้นอีก ถ้าไม่อยากหน้าแก่เร็ว คราวหน้าเห็นขนมหวาน ต้องหัดใจแข็งเลิกวิ่งเข้าใส่ได้แล้ว

3. ปกติได้นอน 5 ชั่วโมงก็เก่งแล้ว

อย่าคิดว่าอายุยังน้อย แล้วจะใช้ชีวิตให้สุดยังไงก็ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เรานอนไม่พอ ไม่ใช่แค่จะมีถุงกาแฟอยู่ใต้ตาจนกลายเป็นญาติหมีแพนด้าเท่านั้นนะ แต่มันยังทำให้ระบบชีวิตรวนอีก เพราะฉะนั้นเราควรที่จะนอนให้ได้วันละ 7 ชั่วโมงเป็นดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาง่วงนอนในตอนกลางวัน สมองเบลอไม่แอคทีฟ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย

4. นั่งอยู่กับที่ทั้งวัน ไม่ยอมลุกไปไหน

นี่เค้ามีผลวิจัยออกมาเพียบเลยนะว่าการที่นั่งอยู่กับที่นานๆ โดยไม่ขยับตัวลุกไปไหนเลย มันไปเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็ง อย่างใน British Journal of Sports Medicine บอกว่าถ้าเราควรจะลุกเดินไปไหนมาไหนบ้าง และการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เราเฮลตี้ แถมหน้าเด็กได้ด้วย

5. อายครีมอะไร ชั้นไม่เคยแคร์

เมื่อก่อนเราเองก็แอบขี้เกียจ คิดว่าถ้าแค่ครีมทาหน้าก็พอแล้ว แต่ไม่เคยรู้เลยว่าอายครีมนี่มันจำเป็นมากกก เพราะผิวบริเวณรอบดวงตานี้คือบอบบางที่สุดแล้ว สังเกตมั้ยล่ะว่าบางทีแค่ทาครีมอื่นไปโดนนี่ก็มีแสบๆ เพราะฉะนั้นเขาถึงมีอายครีมที่ใช้บำรุงเพิ่มมอยซ์เจอร์ให้กับผิวบริเวณรอบดวงตาโดยเฉพาะ ยิ่งถ้ามีส่วนผสมพวกคอลลาเจน อีลาสติน ก็จะช่วยให้ผิวกระชับขึ้น และช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาได้ด้วยล่ะ รออะไรวิ่งไปซื้อเลยสิคะงานนี้

6. จะมาเลิฟครีมกันแดดก็เฉพาะตอนไปเที่ยวเท่านั้นล่ะ

นี่ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่ เวค ฟอเรส แบบติสท์ เมดิคอลล์ เซ็นเตอร์ ซาร่า เทย์เลอร์ บอกว่า “การที่เราโดนแดดตอนเดินไปนู่นไปนี่ หรือขับรถไปทำงาน นี่มันทำร้ายผิวเราได้มากกว่าเราไปทะเลอีกนะ” อีกเหตุผลหนึ่งคือเราชอบมองข้าม นึกว่ายูวีจะต้องมาเวลาแดดจัดๆ แต่ความจริงไม่ว่าจะฝนตก เมฆครึ้ม ก็มีแสงยูวีกันทั้งนั้นนะ แล้วเจ้ายูวีนี่แหละที่จะทำให้หน้าเราแก่ก่อนวัย เพราะฉะนั้นเราควรที่จะทากันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้านนะอย่าลืม

7. ระดมเมคอัพเยอะเกินไป

บางทีการที่เราใช้อายแชโดว์สีฟ้าเมคทัลลิกเพิ่มเข้าไป ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้หน้าล้ำกว่าอายุได้เหมือนกัน ด็อกเตอร์ สจ๊วต บอกว่า “การที่เราแต่งหน้าเยอะไป โดยเฉพาะชอบใช้เครื่องสำอางที่เป็นออยเบส จะทำให้รูขุมขนอุดตันและทำให้เกิดริ้วรอยได้” หรือแม้แต่การใช้สกินแคร์ที่มีน้ำหอมมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวจากสารเคมี และแอลกอฮอล์ก็จะไปดึงเอาน้ำมันธรรมชาติของผิวออกมา ทำให้ผิวแห้ง เกิดเป็นรอยย่นยับบนใบหน้า

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ฝึกโยคะยามเช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/604445

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2559 05:01

 

นอนไม่อิ่ม มีอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียทั้งวัน เพราะเครียดจากการทำงาน อาการเหล่านี้ถือเป็นปัญหาโลกแตกของคนยุคใหม่ที่แก้ไขได้ยาก “สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี” (Yoga & Me) นำเสนอข้อดี 10 ประการ จากการฝึก “โยคะยามเช้า” (A.M.Yoga) เพื่อเปลี่ยนเช้าวันธรรมดาให้เป็นเช้าวันใหม่ที่สดใส และเต็มไปด้วยพลัง โดยประโยชน์ของการฝึกโยคะยามเช้าจะช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ทำให้สมองตื่นตัว ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าไปทั้งวัน ประหนึ่งได้ดื่มกาแฟรับเช้าวันใหม่ การออกกำลังกายในช่วงเช้ายังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพตลอดวัน ช่วยควบคุมการทานอาหารอย่างมีวินัย ขณะเดียวกัน ก็ช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อหัวใจ และระบบหลอดเลือดให้ทำงานได้ดี ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานดียิ่งขึ้น การได้ยืดเหยียดร่างกายตอนเช้า ยังช่วยป้องกันอาการปวดเมื่อยที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แถมช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัวพร้อมรับเช้าวันใหม่ ช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง รู้สึกผ่อนคลายมีสมาธิ สมองปลอดโปร่ง ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ และมีชีวิตชีวา ที่สำคัญทำให้หลับสบาย ผู้สนใจการฝึกโยคะยามเช้า สอบถามรายละเอียดได้ที่ Yoga & Me ทุกสาขา โดยวันเสาร์ที่ 30 เม.ย.นี้ จะมีกิจกรรมพิเศษ “A.M. Yoga Day” สร้างสรรค์ทุกคลาสออกกำลังกายของโยคะ ทั้งโยคะฟลาย, พิลาทิส แมท, พิลาทิสวีทูแม็กซ์ และไจโรโทนิค เพื่อสร้างพลังรับเช้าวันใหม่.

ออกกำลังกายหน้าร้อนอย่างไรให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598521

โดย Playboy Thailand 10 เม.ย. 2559 16:01

 

ตอนนี้เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนแล้ว สำหรับคนที่รักสุขภาพ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ จะต้องใส่ใจกับรายละเอียดบางอย่างมากขึ้น เพราะฤดูที่เปลี่ยนไป

ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น

แน่นอนว่าด้วยอากาศที่ร้อนขึ้นทำให้ร่างกายของคนที่ออกกำลังกายต้องทำงานหนักขึ้นโดยเฉพาะหัวใจและปอด อีกทั้งยังทำให้เสียเหงื่อมากกว่าปกติ เช่น ผู้ที่ออกกำลังกายหนักถึง 1 ชั่วโมง อาจทำให้เสียเหงื่อได้มากถึง 0.5 – 1 ลิตร และท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้น หากไม่เตรียมตัวก่อนออกกำลังกายให้ดีก็อาจทำให้เกิด “พิษจากความร้อน” ขึ้น ได้แก่ การที่ร่างกายขาดน้ำ (Dehydration) เป็นตะคริว (Heat Cramps) จนกระทั่งถึงขั้น Heat stroke ได้ คือ ขาดน้ำจนผิวแห้ง แดง จับดูจะรู้สึกตัวร้อนเหมือนมีไข้สูง อาจถึงขั้นหมดสติ ชัก และถ้าไม่ได้รับการรักษาปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องทันท่วงทีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ระวังถ้าต้องออกกำลังกายต่อเนื่อง

ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงถือเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังในที่แจ้งสำหรับช่วงหน้าร้อน แต่ถ้าคุณต้องการใช้เวลามากกว่านั้น ควรระวังในเรื่องของการเสียน้ำเกินจากระดับที่มากกว่าปกติ ดังนั้น ควรหยุดพักถ้าเห็นว่าคุณเริ่มเหนื่อยหรือเริ่มหน้ามืดและอย่าฝืน

เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

สำหรับคนที่ออกกำลังกายในห้องแอร์อย่างเช่นการเล่นฟิตเนส ตรงนี้คงไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ แต่คนที่ต้องออกกำลังกายกลางแจ้ง การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ถือเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ควรออกกำลังกายในช่วง 10 โมงถึง 4 โมงเย็น เพราะด้วยแสงอาทิตย์ยังจ้า และอากาศยังร้อน ซึ่งจะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก

เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การวิ่งหรือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงท่ามกลางแสงแดด เช่น ขี่จักรยาน อาจจะไม่เหมาะกับช่วงหน้าร้อนเท่าไร ดังนั้นในช่วงนี้ ถ้ายังอยากออกกำลังกายอาจจะเลี่ยงไปทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ว่ายน้ำ แทน

การดื่มน้ำสำคัญมาก

ให้ดื่มน้ำเปล่า 1 – 2 แก้ว ก่อนออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมง และดื่มน้ำอีก 1 แก้ว ก่อนออกกำลังกาย 15 – 30 นาที จากนั้นขณะออกกำลังทุกๆ 10 – 15 นาที ให้พักดื่มน้ำอีก 1/2 – 1 แก้ว และเมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่ว่าจะรู้สึกกระหายน้ำหรือไม่ก็ตาม ให้ค่อยๆ ดื่มน้ำอีก 2 – 3 แก้ว (อย่าดื่มรวดเดียว)

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

สมองพัง….ดนตรีช่วยท่านได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/603549

โดย หมอดื้อ 10 เม.ย. 2559 05:01

 

การเกิดสุนทรียภาพทางดนตรีรวมถึงอารมณ์ร่วมในขณะฟังดนตรีนั้น เป็นผลมาจากการที่ผู้ฟังสามารถรับรู้ได้ถึงบริบทของดนตรีที่ตนกำลังฟังอยู่

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การฝึกซ้อมดนตรีในระยะยาวรวมถึงการเรียนรู้ทักษะ และการสร้างสรรค์งานดนตรีมีผลอย่างยิ่งในการส่งเสริมศักยภาพของสมอง (Music and the brain : www.nyas.org) อาศัยการประสานกันของสมองส่วนต่างๆ นอกเหนือจากที่เกี่ยวกับการฟัง การเคลื่อนไหว ดนตรียังช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นและผู้ฟังในลักษณะเหมือนเช่น การให้ความสุข สนุกเบิกบานเป็นการตอบแทนซึ่งกันและกัน

การรักษาตามปกติร่วมกับการบำบัดด้วยดนตรี ไม่ได้เป็นเพียงแต่ช่วยให้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังมีผลเพิ่มประ-สิทธิภาพในการฟื้นฟูอีกด้วย กลไกทางประสาทวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่การมีจินตนาการทางดนตรี

ขณะที่กำลังฟังดนตรีนั้นนอกจากสมองที่เกี่ยวกับการได้ยินแล้ว ยังมีสมองที่ก่อให้เกิดจินตภาพว่ากำลังร้องหรือเล่นเครื่องดนตรีนั้นๆควบคู่ไปด้วย (perception-action mediation) ในกระบวนการดังกล่าวอาศัยสมองหลายส่วนได้แก่ ventrolateral premotor cortex, Rolandic operculum, Broca’s area, Insula และ inferior parietal region ซึ่งสำคัญมากทั้งสร้างสรรค์ดนตรีรวมถึงการสร้างคำพูดเพื่อการสื่อสาร หากกระบวนการดังกล่าวแปรปรวนอาจเกิดภาวการณ์สูญเสียความสามารถเฉพาะทางด้านดนตรี (amusia) และรวมถึงความสามารถในการใช้หรือเข้าใจคำพูด และภาษา (aphasia)

การฟื้นฟูความสามารถทางด้านการใช้ภาษาของผู้ป่วย ซึ่งเกิดจากอัมพฤกษ์ที่สมองซีกซ้าย อาจทำได้โดยผ่าน การกระตุ้นสมองซีกซ้ายบริเวณใกล้เคียงกับส่วนที่มีพยาธิสภาพจากโรค ให้กลับมาทำหน้าที่แทนส่วนที่เสียไปหรือผ่านทางกระบวนการกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวาบริเวณที่ทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับสมองซีกซ้ายส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา

ผู้ป่วยที่สูญเสียความสามารถทั้งในการใช้ภาษาแบบชนิดพูดลำบาก หรือผิดปกติในการเข้าใจคำพูด จากความผิดปกติของสมองซีกซ้ายส่วน Frontal และ superior temporal lobes มีการบำบัดฟื้นฟูด้วย Melodic Intonation Therapy (MIT) ได้แก่ สำเนียงทางทำนอง (melodic intonation) การเคาะจังหวะ (rhythmic tapping) และเสียงดนตรีที่ต่อเนื่อง (continuous voicing)

ในการพัฒนาการทำงานของสมองซีกขวาส่วนที่ทำหน้าที่ได้คล้ายคลึงกับสมองซีกซ้ายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาให้มาทำหน้าที่แทนสมองซีกซ้ายที่เสียไป

ผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดด้วย MIT มีความสามารถด้านการพูดและการใช้ภาษาดีขึ้นกว่าก่อนเข้ารับการบำบัดอย่างมีนัยสำคัญโดยเห็นได้จากการที่ผู้ป่วยสามารถสร้างคำพูดที่มีความหมายได้มากขึ้นภายในเวลา 1 นาทีและยังสามารถพูดประโยคหรือวลีที่มีความยาวมากขึ้นได้

นอกจากนี้ผลเปรียบเทียบภาพถ่ายทางสมองด้วยเครื่อง functional MRI ยังแสดงให้เห็นว่าหลังการบำบัดด้วย MIT ผู้ป่วยจะมีการทำงานของสมองซีกขวาบริเวณ frontal-temporal network เพิ่มขึ้นด้วย

การเรียนเปียโนช่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ด้านการเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยทักษะอย่างละเอียด การเรียนเปียโนภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการทำงานอย่างมีทักษะของนิ้วมือโดยผ่านการกระตุ้นทางการฟังและการได้ยิน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝนด้านดนตรีมาก่อนจำนวน 32 ราย (17 รายเป็นอัมพาตแขนซีกซ้ายและ 15 รายเป็นอัมพาตแขนซีกขวา) รับการฝึกฝนด้านดนตรีอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์รวมทั้งสิ้น 15 ครั้งเพิ่มเติมจากโปรแกรมการทำกายภาพบำบัดตามปกติ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 30 รายที่ได้รับการรักษากายภาพบำบัดตามปกติ พบว่าผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม มีความสามารถในการเคลื่อนไหวมากขึ้นทั้งในด้านความรวดเร็ว (speed) ความแม่นยำ (precision) และความราบรื่นในการเคลื่อนไหว (smoothness of movements) แต่กลุ่มฝึกฝนด้านดนตรีเพิ่มเติม เก่งกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ข้อมูลด้านประสาทสรีรวิทยา ยังได้แสดงให้เห็นอีกว่าผู้ป่วยในกลุ่มฝึกฝนด้านดนตรี มีการตื่นตัวของเครือข่ายประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างสมองส่วนสั่งการเคลื่อนไหวและไขสันหลังมากขึ้น (cortico-spinal excitability)

การกระตุ้นด้วยจังหวะดนตรีช่วยฟื้นฟูทักษะการเดินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ การทำกายภาพบำบัดที่อาศัยจังหวะดนตรีในการกำหนดรูปแบบของการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย (rhythmic auditory stimulation, RAS) และการทำกายภาพบำบัดแบบองค์รวมเพื่อฟื้นฟูความสามารถของสมองในด้านต่างๆที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน (neurodevelopment therapy (NDT)/ Bobath-based training) ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก ผลการศึกษาที่ 3 สัปดาห์พบว่าผู้ป่วยกลุ่มทำกายภาพบำบัดแบบ RAS มีความสามารถในการเดินดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าผู้ป่วยในกลุ่ม NDT ทั้งในแง่ของความเร็วในการเดิน (velocity) ความยาวของการก้าว (stride length) จังหวะในการเดิน (cadence) รวมถึงความสมดุลในการเดิน (symmetry) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ดนตรี ช่วยเราได้มากกว่าที่เคยคิดนะครับ.
หมอดื้อ

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย (ตอนที่ 2) มะเร็งต่อมลูกหมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601520

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 8 เม.ย. 2559 05:01

 

ศุกร์สุขภาพสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย สำหรับศุกร์นี้เป็นการนำเสนอสาระน่ารู้ว่าโรคต่อมลูกหมากโตนี้จะกลายเป็น มะเร็งต่อมลูกหมากได้หรือไม่ ติดตามสาระน่ารู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้จาก คอลัมน์นี้ได้เลยครับ

สิ่งที่ผู้ชายหลายคนกังวล คือ ถ้าเป็นต่อมลูกหมากโตแล้วจะเป็นมะเร็งต่อมลูก หมากหรือไม่ ตามปกติต่อมลูกหมากโตจะไม่กลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มี โอกาสพบร่วมกันได้ บางคนอาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยไม่แสดงอาการใดๆ ก็ได้เช่นกัน จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ชายทั่วไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ ร้อยละ 16.72 ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีความ เสี่ยงเป็นเท่าใด แต่โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในคนที่ครอบครัวมีประวัติญาติ สายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันจะใช้การตรวจร่างกายทาง ทวารหนักร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า PSA (Prostate Specific Antigen) ในคนที่ เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสพบค่า PSA สูงกว่าปกติ หรือภาวะบางอย่างที่ ทำให้ค่า PSA สูง เช่น ภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ การใส่สายสวนปัสสาวะ การส่อง กล้องกระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตธรรมดาบางคนก็

มีค่า PSA สูงกว่าค่าปกติ โดยที่ตรวจไม่พบมะเร็งแต่อย่างใด (ทั้งนี้ค่า PSA ที่ต่ำอาจ เกิดจากยารักษาต่อมลูกหมากโตบางชนิด)

ดังนั้นในการแปลผล แพทย์จำเป็นต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึง อาจมีการส่งตรวจอื่นๆ ตามความเหมาะสมเพื่อหาสาเหตุของค่า PSA ที่ขึ้นสูง และ อาจรวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่ชัดเจน เพื่อจะได้ เป็นแนวทางในการรักษาได้อย่างถูกวิธี

นายแพทย์เปรมสันติ์ สังข์คุ้ม
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

หน้าร้อนมาแล้ว เช็กเรื่องกลิ่นให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598429

โดย Playboy Thailand 7 เม.ย. 2559 16:01

 

มาถึงหน้าร้อนที่เหงื่อออกกันเยอะ และแน่นอนว่าตามจุดอับของร่างกาย มักจะมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าไม่อยากหมดอารมณ์ หรือเซ็กซ์ต้องสะดุดเพราะเรื่องพวกนี้ ก็ควรจะใส่ใจรายละเอียดกันให้มากสักหน่อย

ไม่ต้องรีบ อาบน้ำกันสักหน่อย

อย่าให้เซ็กซ์กลายเป็นเรื่องด่วน โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน เพราะกลิ่นจากร่างกายที่มาจากการหมักหมมของเหงื่อตลอดทั้งวัน อาจจะทำให้คุณหมดอารมณ์ได้ ดังนั้น เชิญชวนเธออาบน้ำ และคุณอาจจะลองขอเข้าไปร่วมแจมด้วย จะได้เปลี่ยนบรรยากาศกันไปอีกแบบ

น้องชายระวังให้ดี

ตามปกติแล้ว น้องชายของเรามักจะส่งกลิ่นออกมาอยู่เสมอ หากคุณไม่ดูแลให้ดี และกลิ่นอาจจะรุนแรงขึ้นในช่วงหน้าร้อนเพราะโดนเหงื่อผสมโรงเข้าไปด้วย ดังนั้น ควรจะทำความสะอาดให้มาก และถ้าเป็นไปได้ เดี๋ยวนี้เขามีสบู่ดับกลิ่นสำหรับสยบกลิ่นของน้องชายวางขายกันแล้ว

งดอาหารบางประเภท

ถ้าเป็นอาหารประเภทเครื่องเทศ หัวหอม กระเทียม พวกนี้มีสารระเหยผสมอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง อาหารประเภทไขมัน นม เนย มีกรดไขมันสูง เมื่อกินเข้าไปสารระเหยในอาหารเหล่านี้มักจะปะปนออกมากับเหงื่อ ทำให้เกิดกลิ่นได้

เปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำ

ปกติฤดูนี้แค่ยืนเฉยๆ ยังเหงื่อโทรมกายเลย ดังนั้น ไม่ต้องหวังหากคุณจะมีกิจกรรมอะไร อากาศที่ร้อนมักจะนำมาซึ่งอารมณ์ที่อาจจะบูดง่าย และสภาพที่เหนอะหนะของร่างกาย มักจะทำให้ใครหลายคนต้องหมดอารมณ์ไปตามๆ กัน

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

7 ความเชื่อจากหนัง AV ที่ไม่เหมือนชีวิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598406

โดย FHM 6 เม.ย. 2559 16:02

 

ดูมากจนเกิดเป็นภาพติดตา คิดเหมาเอาเองว่า คนรักน่าจะต้องชอบบทบาทตามแบบฉบับของหนังเอวี ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ใช่…

1. ผู้หญิงไฟแรงสูง

ในหนังมักมีฉากรักที่ฝ่ายหญิงมีความต้องการเกินกว่าปกติ จนหนุ่มบางคนคิดว่า นั่นคือ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความเป็นหญิง ฉากแบบนี้ที่ทำให้ชายหนุ่มหลายคนหลงเข้าใจว่า ไม่ต้องเล้าโลม หรือสัมผัสนุ่มนวลเพื่อสร้างอารมณ์แต่อย่างใด เพียงแค่รุกเร้าเข้าไปก็พอแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าในความเป็นจริง ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการการเล้าโลมเพื่อปรับตัว ไปพร้อมๆ กับการสร้างอารมณ์ทั้งสิ้น เพราะนั่นเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความน่าทะนุถนอม

2. ผู้ชายพลังอึด

หนังรักในแบบที่ว่า ผู้ชายแทบทุกคนจะมีพลังแห่งความอึด ทน และมากพลัง เรียกว่านานเท่าไร ก็ยากจะพ่นพิษออกมา จุดนี้เอง…ทำให้ผู้ชายบางคนที่หลั่งในช่วงเวลา 10-30 นาที คิดว่าตัวเองเป็นพวกมีปัญหาหลั่งเร็ว แท้ที่จริงแล้วก็อยู่เกณฑ์ปกติ แต่ในหนังต่างหากที่ผิดปกติ เพราะโดยค่าเฉลี่ยแล้วผู้ชายส่วนใหญ่ จะหลั่งในเวลาราวๆ 9 นาที นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดแล้ว

3. ผู้หญิงทุกคนถึงจุดสุดยอดทุกครั้ง

จากที่เห็นในหนัง AV ผู้หญิงมักจะเสร็จภารกิจด้วยความพึงพอใจทุกๆ ครั้ง และนั่นอาจเป็นสาเหตุทำให้ฝ่ายชายหมดความมั่นใจ หากทำให้คู่รักของตนไม่ไปถึงจุดสุดยอดได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดสุดยอดของเธอนั้นเป็นอย่างไร! เพราะการใกล้ชิดกับคนรักแบบพิเศษ ก็ให้ความรู้สึกชนิดพิเศษได้แล้ว ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงการได้รับความรัก เป็นที่น่าทะนุถนอม และรู้สึกอบอุ่น เพราะ ‘ฮอร์โมนแห่งความรัก’ หรือออกซิโตซิน จะเพิ่มระดับในกระแสเลือดเมื่อเรากอดก่ายกัน เรียกได้ว่าเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทในการสร้างความรักความอบอุ่น ซึ่งอยู่เหนือไปจากแค่การสอดใส่

4. ผู้หญิงชอบรุม

หนังที่ว่าหลายๆ เรื่อง มีฉากทำนองที่ผู้หญิงอยากลองมีอะไรกันมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป เพราะน่าจะดูหวาดเสียวดี แต่ในชีวิตจริงแล้ว ฝ่ายหญิงอยากมีอะไรกับคนที่เธอรู้สึกรักเพียงเท่านั้น หรือกรณีที่เธออาจจะมีคนที่รักอยู่มากกว่าหนึ่ง เชื่อเถอะว่า ยังไงๆ เธอก็อยากจะมีอะไรกับคนที่เธอรักทีละคนอยู่ดี และที่สำคัญฝ่ายชายควรถามตัวเองก่อนว่า คุณอยากให้เพื่อนสนิทของคุณ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับคุณและคนรัก หรือเปล่าล่ะ?

5. ผู้หญิงชอบให้เข้าข้างหลัง

ในที่นี้ อาจเป็นประตูหลัง หรือว่าท่าสุนัขก็ตามที ในบทของหนังรักที่ว่า มักมีฉากนี้อยู่เป็นส่วนใหญ่ นั่นอาจทำให้หนุ่มหลายคนฝังใจ คิดว่าผู้หญิงคงชื่นชอบเป็นพิเศษแน่ๆ แต่รู้หรือไม่… ไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะชอบอะไรแบบนั้น ผู้หญิงหลายคนอยากจะมีอะไรกัน ด้วยท่ามิชันนารีนั่นก็เพียงพอแล้ว ส่วนประตูหลังนี่ก็แล้วแต่ทัศนคติของสาวๆ แต่ละคน ฉะนั้นลองคุยกับคนรักของคุณให้ดีก่อน เพราะไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะชอบ

6. ใหญ่ ยาว คือสิ่งที่เธอปรารถนา

พระเอกของหนัง AV ทุกเรื่องต้องมีเครื่องเพศดูยิ่งใหญ่ เร้าใจ ไซส์มหึมา เพราะว่านั่นถือว่าเป็น “จุดขาย” ขนาดจึงต้องบิ๊กเบิ้มไว้ก่อน และนั่นเองทำให้ผู้ชายหลายคนรู้สึกไม่พึงใจกับของลับที่มีอยู่ เพราะคิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องชอบของใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สจ๊วต โบรดี้ (Stuart Brody) นักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเวสต์สกอตแลนด์ ระบุว่า ขนาดของผู้ชายนั้นแม้มีผลต่อการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงจริง แต่ผู้หญิงกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ชายไซส์ใหญ่ยาว แต่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศ ความสะอาด รวมถึงการเอาใจใส่ที่แสดงออกถึงความรักบนเตียง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เซ็กซ์ครั้งนั้นไปถึงจุดหมาย โดยไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดสุดยอด…

7. ออรัลเซ็กซ์ คือความใฝ่ฝันของผู้หญิง

ฉากที่ฝ่ายหญิงก้มต่ำไปยังหว่างขา จนผู้ชายหลายคนอาจคิดว่า ผู้หญิงทุกคนคงอยากลองลิ้มแท่งไอศกรีมรักอย่างแน่นอน ก็เลยพยายามจะกดหัวหรือฉีกแข้งฉีกขาไว้รอท่า ทว่าผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกตั้งแง่รังเกียจ หรือยิ่งถ้าของลับมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือว่าเข้าข่ายเป็นดงหญ้ารกชัฏ หรือมังกรกลายเป็นหัวสิงโต ผู้หญิงก็อาจรังเกียจเส้นขนที่มากจนเกินพอดี จนไปแยงจมูกจนจามฮัดเช่ยได้ ถ้าอยากให้เธอทำรักด้วยปาก ก็ควรเตรียมความพร้อม รอความสมัครใจ อย่าให้อีกฝ่ายฝืนใจจนรู้สึกเข็ดหลาบ หรือมีภาพจำไม่ประทับใจ จนไม่อยากมีอะไรกันกับคุณอีกเลย…

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th