รู้แล้วบอกเพื่อนให้ไว! 9 ข้อวางตัวแบบไหน ให้ผู้ชายคิดถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598015

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2559 06:05

 

ยุคสมัยนี้อะไรก็ดูเหมือนจะรวดเร็วไปหมด รักเร็ว เลิกเร็ว เราจึงอยากบอกผู้หญิงว่าควรจะวางตัวอย่างไรให้ดูดีและน่าสนใจในสายตาผู้ชาย เอาให้เขาต้องคิดถึงคุณมากขึ้นในทุกๆ วันไม่มีวันเบื่อกันไปเลย ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยกับกูรูด้านการจัดหาคู่ “นิกกี้ นิธินันท์ อัศวทร” กรรมการบริหารของ MeetNLunch บริษัทจัดหารักอันดับหนึ่งในเอเชีย ไปดูกันว่า 9 ข้อวางตัวอย่างไรที่จะทำให้ผู้ชายต้องคิดถึงคุณมีอะไรกันบ้าง…

1. ทำให้ชายหนุ่มยิ้มได้เมื่ออยู่ด้วยกัน อย่าห่วงสวยค่ะคุณ

กูรูเขาฝากบอกไปถึงสาวๆ ทั้งหลายว่าเวลาที่ได้เจอกับผู้ชาย อย่ามัวแต่เก๊กหน้าขรึม อย่าทำตัวเข้าถึงยาก ทำตัวตามสบายและเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญไม่ต้องห่วงสวยไปทุกวินาทีหรอก บอกเลยว่าความเป็นธรรมชาติและรอยยิ้มอย่างจริงใจของคุณนั่นแหละ มัดใจผู้ชายได้ไม่น้อย โดยเฉพาะหากคุณเป็นผู้หญิงที่มีอารมณ์ขันด้วยแล้วล่ะก็ ได้ใจเขาไปแบบเต็มๆ เลยล่ะ

2. ทำให้เขาโทรหาเราสิ

วิธีหนึ่งที่จะทำให้เขาคิดถึงเราก็คือ ให้เขาโทรหาเรานั่นแหละ ปกติอาจเป็นเราที่คอยโทรหาเขาตลอดใช่ไหม บางทีเราอาจรู้สึกว่าส่วนมากจะเป็นเราที่คอยโทรหาหรือส่งข้อความไปให้ ไม่ต้องทำแล้ว ปล่อยให้เขาโทรมา แล้วเขาจะคิดถึงเราเอง เชื่อเจ้นะ

3. ชิงวางสายก่อนเลยเธอ

เชื่อว่าสาวๆ ต้องเคยคุยโทรศัพท์นานๆ จนเกิดช่วงเวลาเดดแอร์บ้าง ก่อนจะถึงช่วงเวลานั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าต้องชิงวางสายไปเสียก่อน เช่น อาจบอกว่าต้องรีบไปทำธุระ เป็นต้น เชื่อเถอะว่าวิธีนี้จะทำให้เขาอยากรู้จักคุณมากขึ้น และแทบจะอดใจไม่ไหวเลยล่ะที่จะโทรถามคุณว่า เสร็จธุระหรือยัง

4. เว้นระยะห่างสักนิด จิตแจ่มใส

พยายามอย่าเข้าไปหาเขาอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเราลองไม่คุยกับเขาสักพักหนึ่ง แล้วไปทำเรื่องส่วนตัวของเราเองบ้าง เขาต้องรู้สึกแน่ว่าเราหายไป ถึงเราจะคิดถึงเขา ก็ต้องปล่อยให้เขาเข้ามาหาก่อน แล้วเราจะดูมีความสำคัญมากขึ้น ก็เพราะเขาต้องการมาเจอเราจริงๆ ดีกว่าไปหาแล้วเขาไม่อยากเจอ

5. ทำเซอร์ไพรส์บ้างให้พอชุ่มชื่นหัวใจ

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักชอบการถูกเซอร์ไพรส์จากคนรัก จะดีกว่ามั้ยหากคุณลงมือทำเซอร์ไพรส์เขาบ้าง แต่ต้องแน่ใจว่าเป็นเรื่องที่เขาชอบจริงๆ รับรองว่างานนี้หนุ่มๆ คงฝันถึงคุณไปอีกนาน พร้อมจดจำโมเมนต์ดีๆ ที่คุณทำเพื่อเขา แบบนี้ไม่คิดถึงยังไงไหวล่ะเนอะ

6. อย่าตอบข้อความเขาทันที เชิ่ดๆ เริ่ดๆ บ้าง

หากสาวคนไหนเป็นประเภทติดโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ตอบเร็วเสมอ มันจะทำให้ดูเหมือนเราตั้งตารอข้อความจากเขามากเกินไป ใจเย็นๆ รอเวลาสักนิดนึงก่อนจะตอบกลับ ถ้ามันไม่จำเป็นมากนัก เชื่อสิ เขาลุ้นรอคำตอบเราอยู่แน่ๆ

7. เป็นทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับ 

แม้จะมีทีท่าหวงเนื้อหวงตัวหรือไม่ยอมเขาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เขารู้ว่าคุณน่ะคุยกับเขาแค่คนเดียว ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะสับสนและคิดว่าคุณไม่สนใจจนถอยห่างก็ได้ ดังนั้นถ้าเห็นว่าเขาเงียบๆ ไปก็ลองส่งข้อความไปเซย์กู๊ดไนท์บ้างก็ได้ แต่อย่าบ่อยนัก เพราะบางทีผู้ชายอาจจะแค่หยั่งเชิงเราเท่านั้น

8. ไม่ต้องตอบรับทุกเดต

ใช่ว่าเขาชวนไปไหนแล้วจะตอบตกลงไปกับเขาทุกครั้ง เว้นระยะให้เขาคิดถึงคุณบ้าง บอกว่าติดธุระหรือไม่ว่างบ้าง แม้ว่าคุณเองอาจจะว่างตลอดก็เถอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเขาชอบนัดกับคุณแบบให้ตอบตกลงทันทีล่ะก็ ควรปฏิเสธไปบ้าง เพราะการตอบรับทุกครั้งที่เขาชวน อาจทำให้เสน่ห์และความน่าสนใจในตัวคุณลดลงไป

9. อย่าเป็นของตาย ห้ามอยู่ก่อนแต่งนะสาวๆ

รออีกสักนิดจนถึงเวลาที่ถูกที่ควร ระหว่างนั้นฝ่ายชายก็จะไม่รู้สึกว่าคุณเป็น “ของตาย” แต่เป็นสิ่งที่ต้องถนอมและอาจสูญเสียคุณไปได้ในทุกนาที

สุดท้ายฝากบอกไปถึงสาวๆ ทั้งหลายว่า ผู้หญิงเองก็เป็นฝ่ายเดินเกม เพียงต้องรู้จักวางตัว รู้กาลเทศะที่เหมาะสม เท่านี้ก็ดูมีเสน่ห์น่าค้นหาสำหรับคุณผู้ชายแล้วจ้า เชื่อเจ้สิคะ

สมองและจิตเป็นนาย ในการกำหนดประสิทธิภาพของการรักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600018

โดย หมอดื้อ 3 เม.ย. 2559 05:01

 

ความคาดหวังและความเชื่อมั่นในการรักษาของผู้ป่วยมีผลอย่างมากต่อภาวะความเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวหรือมีอาการดีขึ้นได้ทั้งที่แท้จริงแล้วได้รับเพียงยาหลอก ซึ่งไม่มีฤทธิ์ใดในการรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้น ภาวะเช่นนี้เรียกว่า “ผลของยาหลอก” หรือ placebo effect

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีรายงานทางการแพทย์หลายฉบับที่ระบุถึงประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาหลอกในการช่วยลดและฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยทั้งในแง่เกี่ยวข้องกับจิตใจ เช่น ความเจ็บปวด อาการซึมเศร้า และความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งช่วยลดอาการของโรคพาร์กินสัน และโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบต่างๆ (วารสาร Scientific American 2009)

อัตราผู้ป่วยที่ดีขึ้น โรคมะเร็ง 2-7% มีขนาดเนื้องอกลดลง (10 รายงาน, จำนวน 464 ราย) โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 19% (32, 1,047) โรคกระเพาะอาหาร 36.2-44.2% (79, 3,325) แผลหาย โรคลำไส้แปรปรวน 40% (45, 3,193) โรคสมองอักเสบเรื่อรัง MS มีการกำเริบลดลงหลัง 1–3 ปี 11–50 (6, 264)

ความคาดหวังและความเชื่อมั่นของผู้ป่วยที่ส่งผลต่อกระบวนการรักษาจะมีจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยเป็นตัวรับผิดชอบ โดยสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับบุคคลหรือแม้กระทั่งสิ่งของใดๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาและมีผลต่อการรักษา โดยผ่านการทำงานหลายระบบ ที่เห็นได้ชัด คือ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบต่อมไร้ท่อ

บทบาทของ จิตใต้สำนึก (Subconscious cues) ตามปกติแล้ว ผลของยาหลอก หรือ placebo effect จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ป่วยมีความหวังและเชื่อมั่นว่าการรักษาที่ตนได้รับจะสามารถรักษาให้หายจากความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ในทางกลับกัน หากผู้ป่วยมีความคิดหรือความคาดหวังในแง่ลบต่อการรักษา อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเกิดผลร้ายหรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ ที่เรียกว่า nocebo effect

ผลของจิตใต้สำนึกสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมในสัตว์ทดลอง โดยการฉีดยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A ให้กับหนูพร้อมกับการให้หนูกินน้ำหวานผสมสารขัณฑสกร (saccharin) หลังจากทำเช่นนี้ซ้ำๆเพื่อให้หนูเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 เหตุการณ์นี้ในระดับจิตใต้สำนึก ปรากฏว่า หนูมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ แม้ได้รับประทานเพียงน้ำหวานผสมสารขัณฑสกร (saccharin) เท่านั้น

ดังนั้น จากผลการทดลองดังกล่าวจึงอาจสรุปได้ว่า ในกระบวนการเกิด placebo effect นั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยความหวังหรือความเชื่อมั่นต่อผลบวกของการรักษาอย่างเดียว

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immune Therapy) ตัวอย่างของ placebo effect งานวิจัยในสัตว์ทดลองหลายชิ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 มีการสร้างเงื่อนไขของการสร้างความสัมพันธ์ระดับจิตใต้สำนึกในสัตว์ทดลองที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ โดยการฉีดยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A พร้อมกับให้สัตว์ทดลองกินน้ำหวาน ปรากฏว่าสัตว์ทดลองกลุ่มที่ได้รับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างการกินน้ำหวานและการได้รับยากดภูมิคุ้มกันในระดับจิตใต้สำนึกจะมีระยะเวลาการอยู่รอดของหัวใจที่ปลูกถ่ายใหม่ยาวนานกว่ากลุ่มควบคุม

ซึ่งเมื่อศึกษาลงไปถึงระดับกลไกทางชีววิทยาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวจะพบว่า ในขณะที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระดับจิตใต้สำนึกนั้น ระบบประสาทจะยับยั้งการหลั่งสาร cytokines ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่างๆภายในร่างกายที่สร้างและหลั่งออกมาจากม้าม ดังนั้นจึงมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลงและยืดระยะเวลาการอยู่รอดของหัวใจที่ปลูกถ่ายใหม่ได้

งานวิจัยที่ศึกษาเรื่องดังกล่าวในมนุษย์ก็ให้ผลการศึกษาไปในทางเดียวกัน กล่าวคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานน้ำหวาน และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A ในระดับจิตใต้สำนึกในอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงก็สามารถมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาสาสมัครลดการทำงานลงได้ เมื่อได้รับเพียงน้ำหวานและยาหลอกเท่านั้น นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังสามารถช่วยลดความไวของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย

อะไรคือกลไกของกระบวนการเกิด placebo effect จากการสร้างความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆในระดับจิตใต้สำนึกในปี ค.ศ.2005 พบว่า มีสมองทั้งหมดอย่างน้อย 3 ส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิด placebo effect จากการสร้างความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆในระดับจิตใต้สำนึก ได้แก่

1. Insular cortex เป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนสัญญาณประสาทสัมผัส เช่น การรับรส ให้สอดคล้องไปตามสภาพอารมณ์และสภาพทางสรีรวิทยาของร่างกายขณะนั้น

2. Amygdala เป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ทางอารมณ์ (emotional learning) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึกในขั้นต้น และ 3. Hippocampus เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งข้อมูลสั่งการจากสมองไปยังเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

การบำบัดด้วยความคาดหวัง (Expecting relief) การเกิด placebo effect นั้น ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ผลจากความคาดหวัง (expectation effect) ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านทางสารสื่อประสาทกลุ่ม opioids และผลจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึก (conditioned effect) ซึ่งออกฤทธิ์ในลักษณะเช่นเดียวกับยากลุ่มบรรเทาปวด (analgesic) นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ในการลดการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับและประมวลข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บปวดอีกด้วย

ประสิทธิผลของยาหลอก (Placebo performance) ในกรณีที่ต้องการ placebo effect จากกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึกนั้น รูปลักษณ์และราคาของยาหลอกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดกระบวนการดังกล่าว โดยเห็นได้จากการที่ยาซึ่งมีราคาแพงหรือเป็นที่นิยม สามารถให้ผล placebo effect มากกว่ายาซึ่งมีราคาถูกและไม่เป็นที่แพร่หลายอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์ชั้นสูงที่มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนก็มีผลให้เกิด placebo effect ต่อการรักษามากกว่าการรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์แบบธรรมดา

จะเห็นได้ว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศาสตร์ด้าน Placebo medicine มีความเจริญก้าวหน้าและมีผลส่งเสริมการรักษาทางการแพทย์แขนงต่างๆเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การนำศาสตร์ดังกล่าวมาใช้จริงในทางเวชปฏิบัติและเวชศาสตร์การกีฬายังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ

สำหรับ ณ ขณะนี้ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการนำศาสตร์ด้านนี้มาใช้ประโยชน์ในแวดวงเวชปฏิบัติก็ตาม หากแต่แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยต้องการจะนำศาสตร์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพของแนวทางการรักษาที่ปฏิบัติกันเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย ตราบใดที่ไม่ได้ทำการซึ่งก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นการหลอกเอาเงินต่อผู้ป่วย.

หมอดื้อ

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย (ตอนที่ 1) ต่อมลูกหมากคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599472

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 1 เม.ย. 2559 10:20

 

มนุษย์เราตั้งแต่แรกเกิดจนเข้าสู่วัยกลางคน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะแวะเวียนมาหา ไม่มีใครสามารถหลีกหนีไปได้ เช่นเดียวกับโรคของต่อมลูกหมาก ซึ่งมักพบในชายที่มีอายุ 40–50 ปีขึ้นไป

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะ ต่อมนี้จะโอบล้อมรอบท่อปัสสาวะไว้ในวัยหนุ่ม โดยมีขนาดประมาณผลวอลนัต และจะขยายขนาดมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าส่วนที่ขยายใหญ่นั้นไปกดเบียดบริเวณท่อปัสสาวะ ก็จะส่งผลให้มีอาการปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะไม่พุ่งตามมาได้

โรคต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จากการศึกษาพบว่า ในผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี จะมีโอกาสตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโตได้ประมาณร้อยละ 50–60 โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึงร้อยละ 80 ในผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป ทั้งนี้อาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมากน้อยต่างกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดที่โตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ไปกดทับด้วย โดยถ้าไปกดเบียดท่อปัสสาวะพอดีก็อาจมีอาการมากได้

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตนั้นมีหลายวิธี โดยมักจะเริ่มด้วยการรับประทานยาก่อน ในปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ให้ผลการรักษาค่อนข้างดี และผลข้างเคียงไม่มาก แต่หากรักษาด้วยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เพื่อนำเนื้อต่อมลูกหมากส่วนที่ปิดกั้นท่อปัสสาวะออก ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้คล่องมากขึ้น

วิธีที่ดีที่สุดคือ หมั่นเฝ้าระวังและสังเกตอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสภาพร่างกายของเรา หากมีอาการที่ผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ให้รู้ถึงสาเหตุ และสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ก่อนที่อาการต่างๆ เหล่านั้นจะลุกลามมากเกินเยียวยา

นายแพทย์เปรมสันต์ สังฆ์คุ้ม
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

เปิดหมดเปลือก “จิ๊บ-ญาณิชา” ผู้ชายข้ามเพศสุดแซ่บในยุคนี้!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598981

โดย Advertorial 1 เม.ย. 2559 06:01

 

“จิ๊บว่าทุกคนน่าจะรู้อยู่ในใจอยู่แล้วว่าเราชอบอะไร ต้องการอะไร แค่ตัดปัจจัยอย่างอื่นออกไป ก็ไม่น่าจะมีใครลังเลอะไรนะ สำหรับคนที่อยากทำแบบนี้ อยากเป็นทรานส์ ก็คงต้องให้เขาถามใจตัวเอง ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ไม่ต้องคิดถึงคนอื่นว่าจะมองยังไง แค่ลองถามตัวเองดู”

จิ๊บรู้ตัวว่าอยากเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก เริ่มตั้งแต่ ป.1 เราชอบเล่นกับเพื่อนผู้ชาย ใจเราอ่ะคิดว่าเราเป็นผู้ชายมาตลอด แต่ตอนนั้นยังไว้ผมยาวอยู่เลย เราไม่รู้ด้วยว่า “ทอม” คืออะไร รู้แค่ว่าเราไม่ชอบเล่นกับผู้หญิง ถ้าถามว่าทางบ้านเลี้ยงดูเรามาให้เป็นแบบนี้รึเปล่า จิ๊บว่าไม่เกี่ยวนะ เพราะที่บ้านเขาปลูกฝังให้เราเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ พอเริ่มโต เรารู้สึกว่าทางบ้านบังคับเราไม่ได้แล้ว เราก็เลยตัดผม จากนั้นก็ตัดผมสั้นมาตลอด จิ๊บมีแฟนเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่ ม.ต้น คือเรารู้สึกชอบผู้หญิง ส่วนผู้ชายเราก็ไม่เคยชอบแบบแนวนั้นเลย เราชอบได้แบบเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เท่านั้น!!! ตอนนั้นเราเรียกตัวเองว่าเป็นเพศทอม แต่พอเริ่มมีความรู้เรื่องทางการแพทย์มากขึ้น ศึกษาจากเว็บเมืองนอกเพิ่มเติม เราเลยรู้สึกว่า เราอยากข้ามไปเป็น “ทรานส์แมน (Transman)”

หลังจากที่เราเริ่มรู้ตัวว่าเป็นผู้ชาย ตอนนั้นสิ่งแรกที่คิดคือ ต้องเอาหน้าอกออก เพราะมันบ่งบอกว่าเรายังเป็นผู้หญิงอยู่ ตอนนั้นเรียนจบแล้ว ก็เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง บรรลุนิติภาวะแล้วด้วย เลยตัดสินใจเข้ามาที่โรงพยาบาลยันฮีเพื่อปรึกษาคุณหมอเรื่องตัดหน้าอก ถ้าถามว่าลังเลรึเปล่า? เราว่าไม่นะ เพราะเราตั้งใจจะเอาออกอยู่แล้ว ตอนนั้นก็ต้องผ่านกระบวนการพบจิตแพทย์ด้วย เขาจะประเมินความพร้อมทางด้านจิตใจ ว่าเราพร้อมจะเป็นผู้ชายแน่หรือยัง? เพราะมีบางเคสที่ลึกๆ แล้วยังชอบผู้ชายอยู่ อันนี้จิ๊บว่าเราต้องถามตัวเองก่อน เพราะการเปลี่ยนไปเป็นทรานส์ คุณไม่สามารถกลับมาเป็นแบบเดิมได้แล้วนะ แต่สำหรับจิ๊บคือคิดว่าเป็นผู้ชายมาตลอด เรื่องนี้เลยตัดสินใจได้เร็ว ก็เลยได้ตัดหน้าอกไป ตอนนี้ก็ 4 ปีกว่าแล้วที่ตัดออก

ชีวิตหลังการตัดหน้าอกออกไปแล้วก็โอเคนะ จิ๊บว่า…มันดูเป็นผู้ชายมากขึ้นแต่ก็ใช่ว่าจะแมนเลยทีเดียว เพราะคนที่จะมาเป็นทรานส์ได้ต้องทำใจระยะยาวด้วยกับการฉีดฮอร์โมน สำหรับจิ๊บนั้นคิดไว้แล้วว่าเราเลือกตัดสินใจที่จะทำเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ การไปฉีดฮอร์โมนทุกๆ 15 วัน ที่โรงพยาบาลยันฮี เราต้องเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต ต้องบอกก่อนว่าจิ๊บไม่เคยซื้อมาฉีดเองนะ จิ๊บให้คุณหมอฉีดให้ทุกครั้ง แล้วการฉีดเข้าไปเราก็ต้องยอมรับผลข้างเคียงต่างๆ ที่จะตามมาได้ด้วย เช่น สิวขึ้น ภูมิแพ้กำเริบ จากที่ปกติจิ๊บไม่เคยเป็นภูมิแพ้เลย แต่หลังจากฉีดฮอร์โมนก็มีแพ้บ้าง ขึ้นผดที่หน้าบ้าง แต่ช่วงหลังๆ มาไม่ค่อยเป็น มันจะมาเป็นช่วงๆ แล้วก็อาจจะมีผลต่อเรื่องสุขภาพบ้าง

หลังจากฉีดฮอร์โมนไปได้ปีกว่าๆ ก็ตัดสินใจปรึกษาคุณหมอขอผ่าตัดอวัยวะของเพศหญิงในร่างกายออก ก็ผ่าตัดออกไปหมดทั้งมดลูกและรังไข่ ส่วนการฉีดฮอร์โมนจะอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทางตลอดจิ๊บมองไปถึงเรื่องสุขภาพในอนาคตด้วย เพราะอาจเกิดจากผลกระทบของการฉีดฮอร์โมน ซึ่งคุณหมอจะคอยดูแลให้ฉีดฮอร์โมนในปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเรา

ส่วนเรื่องผ่าตัดต่อองคชาต เราก็คิดที่จะทำเพราะจะได้เหมือนผู้ชายมากขึ้น จิ๊บไม่ต้องการเป็นเพศที่อยู่ตรงกลาง จิ๊บต้องการเป็นเพศชายไปเลย ตอนคุยเรื่องตัดต่อองคชาต ก็ทำใจไว้อยู่แล้วว่ามันอาจจะไม่ได้เหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ซีเรียส เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ตอนนี้ก็ทำได้เหมือนมากแล้ว และมันก็สามารถรู้สึกได้เหมือนผู้ชายหมดทุกอย่าง มีการปลูกถ่ายเส้นประสาทให้เราเข้าไปด้วย ก็สามารถถึงจุดสุดยอดได้เหมือนกัน (ยิ้มเบาๆ) สำหรับเรื่องของความรัก เราก็มีบอกแฟนเหมือนกันนะ มีคุยกันบ้าง จิ๊บว่าเขาใจกว้างที่ยอมให้จิ๊บทำ ถึงจะคบกันได้ไม่นาน แต่แค่เขารับเราที่เราเป็นแบบนี้ได้ ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปยังไงแบบไหน จิ๊บว่าก็โอเคแล้ว (ยิ้ม) ตอนนี้ความรักก็ Happy ดี

Feedback หลังเราทำไปแล้ว ก็มีส่วนหนึ่งที่เข้ามาชื่นชม ชอบเราเรื่องที่เรากล้าแสดงออก ส่วนอีกแบบคืออาจจะมีผู้ชายบางคนที่อาจไม่เห็นด้วย เมื่อเปรียบเทียบว่าจะไปสู้ของจริงได้ยังไง แต่เราก็ปล่อยไป เพราะเราไม่ได้แคร์ว่าทำมาแล้วจะสู้ได้หรือไม่ได้ เราไม่ได้คิดว่าจะมาแข่งกัน อีกอย่างที่เรากล้าแสดงออกเพราะเราอยากจะเป็นตัวเรา เหมือนเป็นตัวแทนเพศที่สามให้เขามีที่ยืนมากขึ้น ให้สังคมยอมรับมากขึ้นว่าการเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นภัยกับใคร

ปัจจุบันนี้ จิ๊บก็เป็นเทรนเนอร์ให้กับเพศที่สามและผู้หญิงที่เรียกว่า “ทรานส์ฟิต” เพราะจิ๊บเป็นคนชอบออกกำลังกาย เรามองว่าเพศที่สามบางคนเวลาเขาไปฟิตเนส ไม่ว่าเค้าจะทำอะไร คนทั่วไปรอบๆ ข้างชอบมองด้วยสายตาแปลกๆ จนเขาไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกเขิน อาย อึดอัด จิ๊บเลยคิดว่ามาเทรนด้วยกันน่าจะดีกว่า เขาจะได้ทำกิจกรรมที่ชอบได้อย่างเต็มที่

สุดท้ายนี้ จิ๊บอยากฝากบอกคนที่กำลังอยากเปลี่ยนเป็นทรานส์แมนแบบจิ๊บว่า การที่เราจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นเพศชายมันไม่ใช่เรื่องง่าย จิ๊บศึกษาหาข้อมูลเยอะมากทั้งของไทยและต่างประเทศ จนเริ่มมีความรู้แล้วตัดสินใจทำ เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ จิ๊บแนะนำว่าควรเลือกโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีคุณหมอที่เชี่ยวชาญในการทำเฉพาะทาง เพราะนอกจากเราจะได้ทำตามที่เราต้องการแล้ว เรายังมั่นใจในสิ่งที่เราตัดสินใจทำ ซึ่งผลลัพธ์ก็อาจจะขึ้นอยู่กับความพอใจแต่ละบุคคลด้วย

“ทรานส์แมน (Transman)”

(ภาพประกอบที่ได้รับเชิญไปออกรายการทีวี ที่ประเทศเวียดนาม+ถ่ายภาพประกบกับสาวหล่อชาวเวียดนาม)

5 วิธี ถึงสวรรค์พร้อมกันอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593205

โดย FHM 30 มี.ค. 2559 16:01

 

ปัญหาที่ฝ่ายหญิงไปไม่ถึงฝั่งฝัน หรือไปถึงไม่พร้อมกัน หลายๆ คู่รักก็อาจประสบปัญหาที่ว่า แต่ถ้าอยากจูงมือเข้าเส้นชัยพร้อมกันล่ะก็…ลองเริ่มต้นด้วย 5 วิธี ดังต่อไปนี้

สัมผัสส่วนที่ไวต่อความรู้สึก

ร่างกายอีกฝ่ายมีจุดเร้าสัมผัสมากมาย คุณควรใช้เวลาต่อการกระตุ้นจุดสัมผัสเหล่านั้นให้ตื่นตัวดีเสียก่อน เพื่อให้ถ้ำรักได้เปิดสวิตช์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส กอด จูบ ลูบคลำบริเวณอวัยวะทั่วร่างกาย เช่น ซอกคอ ริมฝีปาก หน้าอก สะโพก บั้นท้าย ขาอ่อน เครื่องเพศ ฯลฯ

เมื่อตื่นตัว ก็จงเปลี่ยนจุด

ถ้าส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับการกระตุ้นมากเกินไป ความเสียวซ่านก็จะลดน้อยถอยลง ฉะนั้น ถ้าอยากให้เขาตอบสนองอย่างเต็มที่แล้วล่ะก็… คุณก็ควรเปลี่ยนไปสัมผัสที่อื่นบ้าง เทคนิคลับเฉพาะ ก็คือ การเคล้าคลึงจุดใดจุดหนึ่งของเขาพอให้ตื่นตัว แล้วเปลี่ยนไปสัมผัสที่อื่น ก่อนจะกลับไปที่เดิม วิธีนี้จะทำให้อีกฝ่ายเสียวซ่านอยู่ตลอดเวลาได้

เวลาในการเล้าโลม

เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับเวลาในการเล้าโลม
ใช้เวลาเล้าโลม 1-10 นาที… โอกาสที่ฝ่ายหญิงจะถึงจุดสุดยอด 40%
ใช้เวลาเล้าโลม 15-20 นาที… โอกาสที่ฝ่ายหญิงจะถึงจุดสุดยอด 50%
ใช้เวลาเล้าโลม 20 นาทีขึ้นไป… โอกาสที่ฝ่ายหญิงจะถึงจุดสุดยอด 60%
แต่ถ้าเล้าโลมเป็นชั่วโมง คุณทั้งคู่จะเหนื่อยจนหมดอารมณ์และหลับไป!

กรณีที่คุณเสร็จเร็ว

เมื่อเล้าโลมกันและกันได้ที่ พอถึงคราวสอดใส่ทั้งทีก็กลับมีทีท่าว่าจะเสร็จไว แก้ไขได้ด้วยการดึงน้องชายออกมา เพื่อให้เลือดที่ไหลไปหล่อเลี้ยงเจ้างูยักษ์หยุดชะงักชั่วครู่ ถ้าเธอจะไป ‘ถึง’ เส้นชัยก่อน ก็จงหยุดการสอดใส่ซะ แล้วให้เธอทำรักด้วยปากหรือส่วนอื่นให้คุณ แล้วค่อยกลับมาเวิร์กกันต่อ ที่สำคัญการบอกกันว่าเห็นสวรรค์อยู่รำไรแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดประจบเท่านั้น แต่มันยังช่วยเร่งเร้าให้อีกฝ่ายถึงสวรรค์ตามไปติดๆ ด้วย

หลังเสร็จกิจกรรมเข้าจังหวะ

สิ่งสำคัญที่สาวๆ ต้องการให้คู่ของเธอทำให้ คือ ‘กอด’ เพราะเมื่อผู้หญิงได้เสพสมไปจนถึงจุดไคลแมกซ์ สมองของเพศหญิงจะหลั่ง Oxytocin ออกมามากกว่าเพศชาย 50% ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกอบอุ่นและวาบหวาม หากคุณกอดกายเธอไว้พร้อมลูบไล้เนื้อหลังจากมีอะไรกันเสร็จแล้ว เธอจะมีความสุขอย่างสุดยอดเลยทีเดียว…

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

ใหม่สุด! 10 กฎกินแบบเฮลตี้อัพเดตกันด่วนเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594069

โดย Cleo Thailand 29 มี.ค. 2559 16:01

 

โอเคนะ คุณพยายามกินผัก 5 สีแล้ว ผลไม้วิตามินซีเพียบแล้ว และระวังน้ำตาลเกินสุดๆ ถามว่าสิ่งนี้พอกับความเฮลตี้ของร่างกายคุณมั้ย เราจะบอกว่าความจริงแล้ว คุณยังบูสต์ความเฮลตี้ให้คุณเพิ่มขึ้นได้อีก ลองดู 10 วิธีนี้ ขอสัก 2 อาทิตย์นะว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับร่างกายคุณมั้ย

1. เริ่มกาแฟแก้วแรกให้ช้าลง

เป็นนิสัยที่เปลี่ยนกันยากแล้ว พอถึงออฟฟิศปุ๊บ สิ่งแรกที่คุณแวบมาในหัวคือ “กาแฟของฉัน” ว่าแล้วคุณก็เดินไปหยิบแก้วใบโปรด ชงกาแฟคั่วกัวเตมาลาสุดจะหอมมาเชยชมทันที หยุด! ด่วน เพราะพี่สตีเฟ่น มิลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพจากอเมริกาบอกว่า “กินกาแฟแบบนี้ จะยิ่งทำให้คุณต้องเพิ่มปริมาณกาแฟที่ต้องดื่มในตอนเช้าได้” เพราะว่าฮอร์โมนคอร์ติโซลที่ทำให้สมองตื่นตัวน่ะ จะพีคสุดตอน 8-9 โมงเช้า และถ้าเราดื่มกาแฟตอนที่พีคสุด จะยิ่งทำให้เราต้องดื่มหนักให้สมกับความพีคของฮอร์โมนได้ สตีเฟ่นเลยอยากให้คุณรอสักนิด ให้ฮอร์โมนนี้ลดลงหน่อย แล้วไปเริ่มดื่มตอน 09.30 และตอน 11.30 จะทำให้สมองไม่ต้องรับคาเฟอีนไปกระตุ้นในปริมาณที่มากจะดีกว่า

2. อุ่นพาสต้า สปาเกตตี ให้ร้อนก่อนกิน

สาวๆ คอเส้นพาสต้าทั้งหลาย ดอกเตอร์ เดนนิส โรเบิร์ตสัน จากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ในอังกฤษ บอกว่า “ถ้าคุณกินพาสต้าแบบที่ทำเสร็จแล้ว และมันเริ่มเย็น อย่าเพิ่งกิน ให้อุ่นร้อนก่อนอีกครั้ง จะไปช่วยลดการเพิ่มของน้ำตาลในเลือดได้ และทำให้อินซูลิน ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำงานได้ดีขึ้น 50%” ก็จะไปช่วยลดความเสี่ยงของการขาดอินซูลินที่มีผลกับน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ด้วย

3. ซื้อผักที่ลูกเล็กลง

ไอเดียนี้ไม่เคยได้ยินที่ไหนเลย คือเวลาเราเลือกพืชผักเนี่ย เรามักเลือกลูกที่ใหญ่ๆ ไว้ก่อน ความจริงแล้ว จากงานวิจัยของออร์แกนิก เซ็นเตอร์ ในอเมริกาบอกว่า “ความจริงแล้ว บรรดาผักที่ลูกเล็กน่ะ จะมีวิตามิน และแร่ธาตุมากกว่าลูกเป้งๆ” นึกภาพมะเขือเทศลูกใหญ่แต่สีแดงสุดจะจาง กับลูกเล็กที่สีแดงเป่งมากดูนะ ลูกเล็กกลับมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์สูงกว่า อย่างบรอกโคลี ก็เหมือนกัน พวกหัวใหญ่ๆ จะมีสารไลโคพีน สารต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าแบบหัวเล็กๆ โอวววว ไปตลาดคราวหน้าขอเลือกใหม่เลย

4. ใส่น้ำเพิ่มตอนทำของทอด

ใครๆ ก็รู้ว่าน้ำกับน้ำมันไม่ผสมกันก็จริง แต่อันนี้มีข้อยกเว้นสำหรับของทอด เทคนิคนี้มักใช้เวลาทำอาหารจีน เลยจะเติมน้ำเพิ่มไปกับน้ำมันเวลาทอด ซึ่งก็จะช่วยลดอุณหภูมิของน้ำมันในกระทะได้ และที่สำคัญคือ จะไปลดการเกิดปฏิกิริยาเคมีรวมตัวกัน ตอนที่เจอกับอุณหภูมิร้อนสุดๆ เพราะถ้าเราปล่อยให้น้ำมันร้อนมากๆ น้ำมันจะแตกตัวถูกทำลาย และสิ่งนี้จะไปทำอันตรายกับโครงสร้างดีเอ็นเอของเราได้

5. กินของหวานด้วยช้อนกาแฟ

กรี๊ดๆๆๆ ไม่เคยคิดวิธีนี้เลยจริงๆ นักวิจัยค้นพบว่า “ถ้าคุณกินขนมหวานแบบใช้ช้อนกาแฟ ค่อยๆ ตักกิน จะทำให้คุณรู้สึกว่ามันช่างหวานเหลือเกิน มากกว่ากินด้วยช้อนใหญ่ๆ” ก็จะทำให้คุณกินไปไม่กี่คำ ต้องขอวาง และก็ขอเตือนเหมือนกันว่า เวลาทำอาหาร หรืออะไร อย่าใช้ช้อนกาแฟชิม มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นหวานๆ แฮะ เลยอาจต้องเติมเนย เติมเกลือเข้าไปเพิ่ม ใช้ส้อมชิมจะดีกว่า

6. แบ่งขนมออกไปครึ่งหนึ่งก่อนกิน

จากงานศึกษาของโปรเฟสเซอร์ไบรอัน วานซิงค์ และทีมของมหาวิทยาลัยคอร์เนล ในอเมริกา เวลากินขนม กินสแน็กน่ะ เราจะกินไปได้แค่ครึ่งหนึ่ง ก็จะพอใจพอแล้ว แต่บางทีมันเพลินเลยกินไปเรื่อยๆ วิธีก็คือครั้งหน้าเวลาจะกินให้คุณแบ่งขนมออกไปครึ่งหนึ่งเลย หรือเป็นสี่ส่วนยิ่งเริด แล้วเอาไปวางให้ห่างๆ สายตาเข้าไว้ ก่อนกินรอก่อน 15 นาที ความอยากจะลดลงได้ จะเหลือสิ่งที่อยู่ในความทรงจำคุณก็คือ “เออ ขนมอันนั้นอร่อยดีเนอะ” เพียงเท่านี้

7. อย่าเพิ่งทิ้งส่วนที่ไม่ชอบเวลากิน

ถ้าอยากกินให้ฉลาดล้ำเข้าไปอีก จะบอกว่าส่วนของวัตถุดิบที่เราไม่เลิฟ ชอบทิ้งๆ นั่นน่ะ คือส่วนแห่งคุณค่าอันยิ่งใหญ่ แม่นแล้ว! อย่างเช่นบรอกโคลีเราจะกินตรงเขียวๆ หัวๆ แต่ความจริงก้านของบรอกโคลีนี่มีแคลเซียมเพียบเลย วิตามินซีด้วย เอาก้านมาผัดน้ำมันหอยกินไปด้วยกรอบอร่อยจะตาย เม็ดส้มก็ให้วิตามินและไฟเบอร์สูง กระดูกไก่นี่เอามาต้มสุดจะมีโปรตีนและแคลเซียม แกนสับปะรดอีกนี่ก็ไฟเบอร์สูงมากๆ

8. กินมันนี่ไม่ต้องบดเลย

หลักการก็คือ อะไรก็ตามที่เป็นคาร์โบไฮเดรตที่คุณกิน อย่าบด! ยิ่งบดนี่ จะยิ่งมีน้ำตาลเข้าไปในกระแสเลือดเยอะขึ้นได้ 25 เปอร์เซ็นต์เลย เอาเป็นว่าเยอะกว่ากินเฟรนช์ฟรายอีก ว้ายๆๆๆ สาวรักเฟรนช์ฟรายก็อย่าได้ดีใจไป ไม่ดีเหมือนกันถ้ากินเยอะๆ นะ เอาที่พอเหมาะๆ นิดๆ หน่อยๆ ก็พอ

9. เลือกกินอะไรที่อิ่มง่ายๆ

มีงานเปรียบเทียบของดอกเตอร์ชอว์น ลูแคน จากมหาวิทยาลัยในนิวยอร์กบอกว่า “ให้คนสองกลุ่มทดสอบ กลุ่มหนึ่งกินมันฝรั่งทอด อีกกลุ่มกินชีส ปรากฏว่ากลุ่มกินชีสมีปริมาณแคลอรีน้อยกว่าที่กินมันฝรั่งทอด” เรื่องนี้ก็เพราะเวลากินชีส จะหนักท้อง อิ่มง่ายกว่า กินไปไม่เท่าไรก็เลี่ยนด้วย ไม่อยากกินต่อ แต่กินมันฝรั่งทอดนี่ทั้งกรอบ ทั้งเค็ม มันจะกินได้เรื่อยๆ รวมๆ แล้วเลยมีแคลอรีสูงกว่านั่นเอง เวลาเลือกกินอะไรบางทีเลือกแบบหนักท้อง ก็เลยจะดีกว่าดูเหมือนเบา แต่จกซะเยอะเลยอะไรแบบนี้

10. เพิ่มพริกให้เผ็ดร้อน

สาวรักพริก ขอแสดงความยินดีกับคุณ สิ่งนี้คือดีงามค่ะ! กินพริกอาทิตย์ละมื้อสองมื้อ หรือกินทุกวันไปเลย จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และพริกนี่ยังมาแทนความอยากกินแอลกอฮอล์ได้อีก และยังช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ความเครียดลดลงได้ด้วย ลองใส่พริกขี้หนูสวนในอาหารดู ความหอมของพริกขี้หนู ทำให้คุณกินอาหารอร่อยขึ้นด้วยนะ

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

จูบกับใคร จูบทำไม จูบท่าไหน แล้วยังไง (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596556

โดย หมอดื้อ 27 มี.ค. 2559 05:01

 

จูบตอนที่แล้ว ว่าถึงว่ากระบวนการจูบ ใช้เส้นประสาท 5-6 เส้นเอง แต่แท้จริงแล้วในความเห็นของหมอเองทุกเส้นน่าจะทำงานหมด

เบอร์ 2 (Optic nerve) ก็ทำหน้าที่ในการจ้องมองใบหน้าและริมฝีปากของฝ่ายตรงข้ามที่จะเคลื่อนเข้าหา เบอร์ 3-4 และ 6 (ควบคุมการกลอกลูกตา) ก็อาจต้องทำงานในการระแวดระวังมองไปทั่วๆก่อนว่ามีใครอื่นๆ อยู่แถวนั้นบ้าง เบอร์ 8 (เส้นประสาทหูในการรับฟังและทรงตัว)

ใครบ้างครับปฏิเสธว่าเสียงที่ได้ยินขณะจูบกันมีความหมายมาก และเมื่อจูบแล้วถ้ามีปฏิกิริยาไฟช็อตเกิดขึ้นจนแทบจะยืนไม่ไหวเข่าระทวย การทรงตัวเป็นเรื่องสำคัญ เบอร์ 11 (ควบคุมการเคลื่อนไหว คอ บ่า ไหล่) คงลำบากแย่นะครับ

ถ้าเอาหน้าชนกันตรงๆเวลาจูบต้องเอียงหน้าตะแคงนิดๆจึงจะเหมาะกว่า เมื่อเล็งลึกไปถึงสมอง ในสมองคนเราจะมีตำแหน่งต่างๆที่รองรับพื้นที่ของร่างกายกับตัว (Sensory Homunculus) ใน Somatosensory cortex พื้นที่ของริมฝีปากในสมองนั้นใหญ่โตมากครับ มากกว่าพื้นที่รองรับอวัยวะเช่นมือ หรือในระบบสืบพันธุ์ด้วยซ้ำ

กระบวนการจูบเดียวตกม้าตายหรือไม่ ยังขึ้นกับสารเคมีหลายชนิด Wendy L. Hill และ Carey A.Wilson จาก Lafayette College วัดระดับฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ Oxytocin ซึ่งมีส่วนในการทำให้เกิดการไว้เนื้อเชื่อใจและ Cortisol ซึ่งหลั่งในขณะที่มีภาวะเครียด จาก 15 คู่ของนักเรียนชาย-หญิง ทั้งก่อนและหลังจูบกัน

รวมทั้งก่อนและหลังที่พูดคุยกัน ซึ่งในระหว่างนั้นกุมมือซึ่งกันและกันไว้

ผลการศึกษาเป็นที่ประหลาดใจ โดยพบว่าฮอร์โมน Oxytocin หลั่งมากเฉพาะในชายเท่านั้น หลังจากจูบกันหรือพูดกันและจับมือไปด้วย

ผู้วิจัยสรุปว่า ฝ่ายหญิงต้องการอะไรที่มากกว่าการจูบที่จะทำให้มีความรู้สึกผูกพันในอนาคตหรือ แม้กระทั่งสมยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ต่อ ทั้งนี้ อาจจะต้องการบรรยากาศที่โรแมนติก ฯลฯ ร่วมด้วย

หมอเพิ่มเติมว่า ฝ่ายชายน่าจะถูกหลอกง่ายกว่าฝ่ายหญิงเมื่อถูกจูบ (ฮา) อย่างไรก็ตาม การจูบทำให้ฮอร์โมน Cortisol มีระดับลดลงทั้ง 2 ฝ่าย

โดยผู้วิจัยสรุปว่า การจูบทำให้ความ เครียดลดลง (แต่หมอว่าอาจเพราะว่าได้เงินตอบแทนค่าร่วมวิจัย หรือไม่ก็ไม่ต้องเข้าคลาสตามปกติ และในฝ่ายชายนั้นอยากเข้าร่วมการวิจัยแน่นอนอยู่แล้ว)

ทั้งนี้ การจูบนั้นจะก่อให้เกิดความผูกพันกันถึง “ความรัก” หรือไม่ ก็ต้องมีการทำงานของสมองในส่วนความสุขใจ ปีติ และผลักดัน ให้สานสัมพันธ์ต่อ (Pleasure, Euphoria, Motivation) สมองส่วนนี้คือ ventral tegmental area ด้านขวา

ซึ่งเป็นบริเวณด้านท้องของก้านสมองส่วนต้น และ caudate nucleus ด้านขวา โดยผ่านสารควบคุม Dopamine สมองทั้ง 2 ส่วนมีหน้าที่เป็นศูนย์ให้รางวัล (Reward Center) และเป็นที่เดียวกันกับที่ยาเสพติด โคเคน (Cocaine) ออกฤทธิ์

ดังนั้น ความรักน่าจะเป็นยาที่ดีสำหรับมนุษย์นะครับ และจูบครั้งแรกครั้งเดียวบางครั้งก็ตัดสินได้เลยว่าไม่ใช่ Gallup และคณะพบว่า 59% (จากผู้ชาย 58 ราย) และ 66% (จากผู้หญิง 122 ราย) ของผู้ร่วมวิจัยตอบว่าจูบแรกนั้นบอกได้เลยว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ แม้จะคบหากันมาก่อนหน้าแล้วก็ตาม และเลิกกันหลังจูบแรก ความรุนแรงบดขยี้ในการจูบก็มีความหมายจากนักศึกษา 1,041 ราย ฝ่ายชายจะจูบอย่างรุนแรงล้ำลึก เพื่อเป็นการกรุยทางสู่ขั้นต่อไปของกามารมณ์ ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะใช้การจูบเพื่อชั่งใจ หยั่งใจตนเองว่าสมควรจะคบหากับอีกฝ่ายต่อไปหรือไม่ หรือพร้อมจะมีการพัฒนาในเชิงครอบครัวในอนาคตมากกว่าที่จะเป็นเจตนาทางด้านกามารมณ์อย่างเดียว

ปฏิกิริยาต่อไปของจูบ คือ ผลต่อร่างกาย อวัยวะภายในหัวใจเต้นเร็ว แรงขึ้น ความดันสูงขึ้น รูม่านตาขยาย หอบหายใจลึก ฯลฯ

ดังที่เราทราบกันพฤติกรรมในระหว่างจูบก็มีความหมาย เคยสังเกต ไหมครับว่าขณะจูบเราเอียงศีรษะ คอ ไปทางไหน ขวาหรือซ้าย ใครที่เอียงซ้ายรีบเปลี่ยนนะครับมาทางขวา Onur Gunturkun จาก Ruhr University of Bochum ในเยอรมนี สำรวจ 124 คู่ที่จูบกันในที่สาธารณะทั้งในสหรัฐฯ เยอรมนี และตุรกี เขาพบว่าจะเอียงไปทางขวามากกว่าซ้าย 2 เท่า ก่อนที่ริมฝีปากจะประกบกัน

ทั้งนี้ อาจจะเกิดจากท่าขณะอยู่ในครรภ์ระยะท้าย และในขณะที่เป็นทารก และการที่มี Behavioral asymmetry นี้อาจจะเกี่ยวเนื่องจากการควบคุมการพูดและการรับรู้พิเศษบางอย่างอยู่ที่สมองซ้าย (ซึ่งควบคุมด้านขวา) ปัจจัยการเลี้ยงดูก็อาจเกี่ยวกับการเอียงขวา

โดยที่ 80% ของคุณแม่ไม่ว่าถนัดขวาหรือซ้ายก็ตาม จะอุ้มลูกแนบกับอกโดยหัวลูกไปทางซ้ายและลูกจะพลิกเข้าหาอกแม่โดยหมุนมาทางขวา นักวิทยาศาสตร์บางคนยังกระหน่ำซ้ำเติมคนที่เอียงซ้ายเวลาจูบว่าเป็นคนที่ไม่อบอุ่น ไม่รักใครจริงจัง

ทั้งนี้ การเอียงไปทางซ้ายถูกควบคุมจากสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองอารมณ์ (หมอว่าน่าจะแสดงว่าเป็นอารมณ์แปรปรวน) มากกว่า จะเนื่องด้วยเหตุใดก็ตามเรื่องของซ้าย-ขวา

ล่าสุดในปี 2006 Julian G. Greenwood และคณะจาก Stranmillis University College in Belfast, Northern Ireland พบว่า 77% ของนักเรียน 240 ราย เอียงมาทางขวา เวลาจะจูบแก้มตุ๊กตา และ 80% ของคู่หญิง-ชาย ใน Belfast ก็เอียงขวาเช่นกัน ทั้งนี้ อาจจะเป็นการเอียงขวาตามความถนัดมากกว่า

จะสรุปอย่างไรก็ตามนะครับ ถึงแม้ว่าจูบคือการประกบแค่ริมฝีปาก แต่ขั้นตอนการจูบ เริ่มตั้งแต่ความคิด ความรู้สึกก่อนจูบ การกระทำระหว่างและที่จะเกิดขึ้นภายหลัง รวมทั้งสัมพันธภาพที่จะเกิดขึ้นในทางดีหรือไม่ดีก็ตามในอนาคต และนี่คือเรื่องหนึ่งของมนุษย์ที่ไม่น่าจะธรรมดานะครับ ตอนเรื่องสมองในเสี้ยวเวลาของความสุขสม (orgasm) ได้กล่าวไปแล้วนะครับ หาอ่านในสุขภาพหรรษา.

หมอดื้อ

ความจริง 10 ข้อของจูบที่คุณอาจไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592731

โดย Playboy Thailand 26 มี.ค. 2559 16:01

 

จูบเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง และที่แน่ๆ บางครั้งมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณเดินทางไปสู่จุดหมายที่วางเอาไว้ นั่นคือการมีเซ็กซ์ และนี่คือ 10 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของการจูบ

1. ในทุกอณูลิ้นจะอุดมไปด้วยเส้นประสาท จุดไฟแห่งความคันและความเสียว ผู้เชี่ยวชาญอ้างว่า ลิ้นของคุณเวลาเกิดการแลกลัวพัวพันกันระหว่างลิ้นนั้นทำให้คุณมีความรู้สึกอยากมากขึ้น เหมือนกับว่า การจูบกระตุ้นให้เกิดการมีเซ็กซ์ได้ 100 เท่ามากกว่าการลูบไล้ด้วยมือซะอีก จึงไม่แปลกที่เวลาก่อน ระหว่าง หรือหลังการมีเซ็กซ์ จูบจึงมีความสำคัญได้ตลอด เพราะจูบทั้งช่วยกระตุ้นทางเพศและทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ

2. ผู้ชายกว่า 40% เผยว่า จูบที่ยาวๆ ดูดปากด้วยความแรงและนานจะผลักดันให้ผู้ชายเกิดความต้องการการมีเซ็กซ์ขึ้นมาทันที ส่วนอีก 30% บอกว่าเวลาที่จูบ ถ้าผู้หญิงล้วงไปจับลูบคลำที่ลูกบอลและท่อนเอ็นของเขา การมีเซ็กซ์จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

3. จูบสั้นๆ ห่างๆ พร้อมกับคำพูดบอกลาว่า “เจอกันใหม่” ที่ผู้ชายส่งไปให้คุณเป็นสัญญาณเตือนว่า ความสัมพันธ์ของคุณและเขากำลังมีปัญหา เป็นไปได้ว่าเขารู้สึกไม่มั่นใจกับความรักที่เขากับคุณมีด้วยกัน หรือเป็นสัญญาณเตือนอีกด้วยว่า เขากำลังมีคนใหม่

4. เวลาจูบกัน ถ้าคุณต้องการให้ระดับของความใกล้ชิดมันแนบแน่นและเร่าร้อนมากขึ้น ควรดึงเอวของผู้ชายเข้ามาหาตัวคุณมากที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่ปากประกบกัน เอวและอวัยวะเบื้องล่างแปะติดกันแล้ว อณูแห่งความอยากและตัณหาก็จะมีมากขึ้น

5. วิธีที่ดีที่สุดในการจูบหูของผู้ชายคือการสวาปามไปที่ติ่งหูของเขาเป็นเวลาสักครู่ จากนั้นก็ใช้ปลายลิ้นไต่เล่นไปตามสันหู และถ้าจะให้ดีควรกระซิบคำพูดเสียวๆ ซี้ดๆ เข้าไปในหูของเขาสิ

6. เวลาผู้ชายเกิดอารมณ์ขึ้นมาแบบสูงสุด เขาใช้ปากจูบและกัดตามส่วนสำคัญๆ ของร่างกายคุณ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขามีอารมณ์แบบที่ไม่มีลิมิตเกิดขึ้น

7. ผู้ชายชอบมีเซ็กซ์กับผู้หญิงที่จูบไม่ค่อยเก่ง แต่ในทางกลับกันผู้หญิงมีความต้องการมีเซ็กซ์กับผู้ชายที่ใช้ปากจูบเก่งกว่าเธอ

8. การจูบด้วยความรักความเสน่หาระหว่างการมีเซ็กซ์นั้น ทำให้เกิดความดันเลือดพุ่งและจังหวะการเต้นของหัวใจแรงและเร็วขึ้น ที่สำคัญมันยังทำให้คุณถึงจุดสุดยอดได้ง่ายกว่าที่คิดอีกนะ

9. 54% ของผู้หญิงระหว่าง 18-24 ปี บอกว่าเขาจูบกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเป็นประจำ ส่วนผู้หญิงอายุ 25-34 ปี มีแค่ 43%

10. การจูบในสถานการณ์และอารมณ์ที่ไม่แน่ไม่นอน ตกใจกลัว ช่วยเปลี่ยนความคิดและการตัดสินใจของคนให้เขามารักคุณและเห็นใจคุณได้

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

DIY แชมพูมะกรูดสูตรโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592676

โดย Health & Cuisine 25 มี.ค. 2559 16:01

 

ช่วงนี้แชมพูมะกรูดสดกำลังฮิต เลยอยากนำสูตรโบราณภูมิปัญญาไทยที่เคยทำใช้มาแบ่งปัน สูตรนี้ไม่ใส่เนื้อส่วนที่เป็นสีขาวของมะกรูดลงไปนะคะ เพราะส่วนนั้นเป็นสาเหตุว่าทำไมใช้แชมพูมะกรูดแล้วคันศีรษะค่ะ เราจะใช้แต่น้ำมะกรูดอย่างเดียว

วิธีทำตามแบบโบราณจริงๆ จะต้องเผาผลมะกรูดบนเตาถ่านระอุประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่ยุคนี้คงต้องพึ่งเตาอบแทน โดยให้ตั้งอุณหภูมิที่ 180 องศาเซลเซียส อุ่นให้ร้อนก่อนประมาณ 5 นาที แล้วจึงนำมะกรูดสดที่ล้างผิวสะอาดด้วยเกลือแล้ว ห่อด้วยใบตองหรือฟอยล์ให้มิดชิดก่อนนำเข้าอบ อบนานประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ หรือสังเกตดูหากผลมะกรูดสุกน่วมสีคล้ำทั้งลูกก็เป็นอันใช้ได้

นำมะกรูดออกจากเตาอบ ใช้ผ้าจับผลมะกรูดที่ร้อน ผ่าตามแนวขวาง แล้วคั้นเอาแต่น้ำ เมื่อได้น้ำมะกรูดแล้ว กรองเอาแต่น้ำ พักไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะแช่เย็นไว้ได้นานถึง 3 เดือนค่ะ

เวลานำมาใช้สระผม ก็แค่ล้างผมด้วยน้ำสะอาด ชโลมแชมพูมะกรูดลงให้ทั่วศีรษะ นวดหนังศีรษะเล็กน้อยเพื่อให้เลือดไหลเวียนดี แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ผมก็จะนุ่ม เงา ดำ โดยไม่ต้องใช้ครีมนวดผมเลยค่ะ ถ้าไม่เชื่อ ต้องลองเอง

Tip คั้นน้ำมะกรูดตอนผลมะกรูดยังร้อนอยู่ จะได้น้ำเยอะกว่า หากปล่อยให้มะกรูดเย็นลงแล้วมาคั้น

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

โรคเอส แอล อี (ตอนที่ 4) การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588913

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 25 มี.ค. 2559 05:30

 

คอลัมน์ศุกร์สุขภาพ ประจำศุกร์นี้ จะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเอส แอล อี เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติตนได้อย่างถูกวิธี ดังนี้

1. ช่วงที่มีการรักษาด้วยยา ต้องรับประทานยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เพิ่มหรือลดขนาดยาเอง

2. หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง ถ้าจำเป็นควรสวมหมวกปีกกว้าง กางร่ม ใส่เสื้อแขนยาว และใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตได้ดี

3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่ควรเครียด หมกมุ่น ท้อถอย เศร้าใจ หรือกังวลใจ เพราะจะทำให้อาการของโรคกำเริบได้ ควรมีความอดทนต่อการรักษา แม้บางครั้งจะต้องพบกับอาการข้างเคียงของยาบ้าง ก็ควรทำใจยอมรับกับโรคและปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น คิดในเชิงสร้างสรรค์และค่อยๆ แก้ปัญหาไปตามลำดับ และไม่ควรนำอาการของตนไปเปรียบเทียบกับผู้ป่วยรายอื่น เนื่องจากการพยากรณ์โรคต่างกัน อาจทำให้สับสนได้

4. เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่สุกสะอาด เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เช่น ไข้ไทฟอยด์ อาจทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนง่าย จึงควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

6. ไม่ควรตั้งครรภ์ในระยะที่โรคกำเริบ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ แต่ในระยะที่โรคสงบอาจตั้งครรภ์ได้ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดหรือใส่ห่วง เพราะมีโอกาสติดเชื้อสูง

7. ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่จำเป็น เพราะยาบางตัวทำให้โรคกำเริบ และอาจเกิดการแพ้ยาได้ง่ายกว่าคนปกติ

8. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด อากาศไม่บริสุทธิ์ ไม่เข้าใกล้ผู้กำลังติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด

9. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไปตรวจตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการประเมินความรุนแรงของโรคและผลการรักษา แพทย์จะได้พิจารณารักษาได้อย่างถูกต้อง ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาบ่อย เพราะแพทย์คนใหม่อาจจะไม่ทราบรายละเอียดอาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดการล่าช้าในการวินิจฉัยโรคและการรักษา จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้

10. ถ้ามีอาการผิดปกติที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ไข้หวัด มีตุ่มหนอง ควรรีบกลับไปหาแพทย์ทันที หรือหากไปพบแพทย์ท่านอื่น ควรนำยาที่กำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อแพทย์จะได้จัดยาให้สอดคล้องกับยาเดิม

11. ถ้ามีอาการผิดปกติที่เป็นอาการกำเริบของโรค เช่น มีไข้เป็นๆ หายๆ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ผมร่วง บวม ผื่นขึ้นใหม่ๆ ปวดข้อ ควรจะไปพบแพทย์ทันที

12. ถ้าหากรับประทานยาที่กดภูมิคุ้มกันอยู่ เช่น อิมมูแรน เอ็นดอกแซน ให้หยุดยาชั่วคราวระหว่างที่มีการติดเชื้อ

13. เลือกการทำงานให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคที่เป็นอยู่

โรคเอสแอลอี หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้กำเริบได้ แม้โรคจะยังรักษาไม่หาย แต่การปฏิบัติตัวที่ดีของผู้ป่วยจะสามารถควบคุมการกำเริบของโรคได้ การให้ความร่วมมือในการรักษา ความตั้งใจ และความอดทน ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

หากท่านสงสัยว่าเป็นโรคนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกๆ

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี