5 เหตุผลที่คุณไม่ควรมีอะไรกับคนในออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592405

โดย Playboy Thailand 24 มี.ค. 2559 16:01

 

‘สมภารไม่กินไก่วัด’ ยังเป็นประโยคที่คลาสสิกและไว้ใจได้ตลอดเวลา แม้ว่าเส้นทางตรงนั้นจะเย้ายวน และเปิดโอกาสให้คุณมากขนาดไหน เราลองมาดูเหตุผลที่คุณไม่ควรทำเช่นนั้นกัน

ตกเป็นหัวข้อในการเม้าท์

ถ้าคุณเป็นพวกที่เซนสิทีฟกับเรื่องของการตกเป็นประเด็นในการถูกวิจารณ์ ตรงนี้แหละอันตราย และตลอดเวลาคุณจะเจอแต่คนซุบซิบเวลาที่เดินผ่านพวกเขา

เสียการบังคับบัญชา

ในกรณีที่คุณเป็นหัวหน้ากับลูกน้อง อาจจะทำให้มีความเสี่ยงสูงที่คุณอาจจะต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือจากบุคคลภายในทีม และทำให้คำสั่งของคุณถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีความลำเอียง หรือเป็นธรรมหรือไม่

เสียอนาคต

เรื่องเหล่านี้บางครั้งมักกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว และมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงต่ออนาคตทางหน้าที่การงานของคุณ จนเรียกว่ากลายเป็นจุดด่างพร้อยเลยก็ว่าได้ และในทางกลับกัน คู่ควงของคุณอาจจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต และอาจจะทำให้อนาคตทางการงานของคุณดับวูบได้ หากความสัมพันธ์นั้นยุติกันในแบบไม่ค่อยน่าประทับใจมากนัก

ความลำบากใจเมื่ออยู่ที่ทำงาน

บางครั้งการเลิกรากันไปแล้ว คุณอาจจะเจอ หรืออาจจะไม่เจอเธออีกต่อไปก็ได้ แต่ถ้าเป็นเพื่อนในที่ทำงาน คุณจะต้องเจอกับเธอแทบทุกวัน หรืออาจจะทุกวันถ้าอยู่ในแผนกเดียวกัน

โดนเจ้านายเพ่งเล็ง

โดยปกติแล้วบริษัทส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมีคู่ที่ทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกัน เพราะบางครั้งอาจจะทำให้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน จนทำให้การทำงานกลายเป็นจ้าง 2 คนแต่ได้งานกลับมาแค่ 1 คนเท่านั้น

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

10 เทคนิค เพิ่มความร้อนแรงให้เซ็กซ์ฤดูร้อน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592403

โดย FHM 23 มี.ค. 2559 16:01

 

10 เคล็ดลับง่ายๆ ก็อาจกลายมาเป็นคำตอบสุดท้าย สำหรับการบรรเลงเพลงรัก…ท่ามกลางฤดูร้อนนี้ ลองดื่มน้ำอุ่นๆ…

1. ลองดื่มน้ำอุ่นๆ

เนื่องจากความเย็นจะทำให้เขาสะดุ้ง แต่ไออุ่นจากปากคุณนั่นแหละ คือคำตอบสุดท้ายที่น่าจดจำ เพราะจะทำให้หลอดเลือดของอีกฝ่ายขยาย เปิดรับสัมผัสได้ง่ายขึ้น อบอุ่นร้อนแรงกว่าอุณหภูมิทั่วไปของริมฝีปาก!

2. เหงื่อไหล ก็อย่าได้แคร์

เหงื่อที่ทาบตัวอาจทำให้คุณและคนรักดูบ้างไปอีกแบบ และฟีโรโมน ถือเป็นสารธรรมชาติที่มีบทบาทที่สำคัญต่อการจดจำ มีผลต่อการรับสัมผัส จึงจัดว่าเป็นกลิ่นชนิดพิเศษ จึงควรปลดปล่อยมันออกมาบ้าง พร้อมกับเหงื่อที่ไหล และก็อย่าได้แคร์!

3. พ่นลมหายใจใส่หู

เทคนิคนี้อย่าทำแบบตั้งใจ จนดูเป็นผู้หื่นกระหาย เพียงหายใจแรงผ่านหูของอีกฝ่ายบ้างเท่านั้น จะทำให้บรรยากาศชวนเซ็กซี่มากยิ่งขึ้น

4. ใช้นิ้วลากเบาๆ ที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย

เชื่อเถอะว่า ไม่บ่อยนักที่คุณและเธอจะได้ทำอะไรแบบนี้ บทรักนี้แค่คิดก็เซ็กซี่แล้ว แถมยังใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกายที่ไวต่อความรู้สึก

5. อวัยวะที่ถูกละเลย

ส่วนที่มักถูกละเลยอยู่บ่อยๆ ก็คือ “ต้นขาด้านใน” เพียงลูบไล้เบาๆ ขึ้นลงระหว่างการจูบกัน สิ่งนี้จะทำให้การสัมผัสยิ่งสะท้านทรวง

6. ใช้ตัวนวดตัว

ไม่จำเป็นต้องใช้มือบีบนวดอีกต่อไป แต่ก้าวไปอีกขั้นด้วยการใช้เนื้อนวดเนื้อ ขยับตัวขึ้น-ลงให้ร่างกายเบียดหรือเสียดสีกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่และอุณหภูมิแห่งความใกล้ชิดชนิดพิเศษ

7. สัมผัสจุดลับ เพื่อหยั่งเชิง

เพื่อลดความไวต่อความรู้สึกจนหลั่งเร็วจากการสอดใส่ แต่ทำด้วยวิธีการนุ่มนวล และอย่าใช้เวลานาน เพียงกระตุ้นผ่านๆ เท่านั้น แต่ยังไม่มุ่งโจมตี

8. เปลี่ยนสิงโตให้เป็นมังกรไฟ

ทั้งที่เป็นอาวุธคู่กายหลัก แต่ชายหนุ่มหลายคนกลับละเลย ปล่อยให้มีกลิ่น และไม่ใช่ไอศกรีมที่ผู้หญิงใฝ่ฝัน แถมหนุ่มบางคนปล่อยขนให้รกรุงรังอย่างกับป่าดิบชื้น

9. ใช้ลิ้นเหมือนดาบที่สอง

ความตื่นเต้นขณะออรัลเซ็กซ์ ก็คือการใช้ลิ้นต่อจากปากเป็นจังหวะที่ 2 เสมือนเพิ่มลูกเล่นในจังหวะของการเคลื่อนไหว จนอีกฝ่ายสุดจะคาดเดา นี่จะจูบหรือว่าจะโลมเลียกัน? ทั้งๆ ที่ทำทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ แถมยังจะมาเป็นระลอกคลื่นแบบ 2 จังหวะ

10. เมื่ออีกฝ่ายอยากลิ้มลองแล้ว

ก็จงตามใจเขา! แต่ให้เข้าไปแค่ส่วนปลายแล้วเอาออก ทำอย่างนี้ประมาณสองสามครั้งก่อนการสอดใส่ การทำให้อีกฝ่ายได้ลุ้นได้พะวงเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยเพิ่มความสุขสม เหมือนที่สิ่งกำลังรอคอยอยู่ได้รับการเติมเต็มเสียที…

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

ท้องอืดบ่อยแก้ไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592321

โดย Women’s Health 21 มี.ค. 2559 16:01

 

สาวๆ หลายคนชอบกินสลัดเป็นมื้อหลักของวัน ยิ่งผักเยอะเต็มจานจะรู้สึกฟินมาก ผักบางชนิดดีต่อเราก็จริง แต่ถ้ากินมากเกินไปจะสะสมเป็นก๊าซในลำไส้ใหญ่ ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อยจนความสวยหายหมด หากไม่อยากมีอาการแบบนี้ ต้องปรับการกินผักให้พอดี แต่ถ้าเป็นบ่อยจนรำคาญ แก้ด้วยสูตรน้ำสมุนไพรง่ายๆ จะสบายตัวขึ้นเยอะ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าผักหรือธัญพืชที่มีใยอาหารและแป้งมาก เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อกโคลี หอมหัวใหญ่ ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโอ๊ต เป็นต้น เมื่อเรากินเกินลิมิต ลำไส้เล็กมักดูดซึมไม่หมด ส่วนที่เหลือจะถูกส่งไปยังลำไส้ใหญ่ และหมักจนเกิดก๊าซ คนที่ชอบดื่มน้ำอัดลม เบียร์ โซดา ก็อยู่ในกลุ่มนี้ คุณควรบริโภคให้น้อยลงและเคี้ยวอาหารให้ละเอียดจะบรรเทาอาการได้

ลูกพีชหรือลูกท้อ : เต็มไปด้วยวิตามินซี กรดโฟลิก เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส สารอาหารเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดลำไส้เล็กและใหญ่

ขิง : ออกฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความหนาว ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เจริญอาหาร แก้ไข้ แก้หวัด

น้ำแร่ : เป็นน้ำสะอาดจากธรรมชาติ มีแร่ธาตุสำคัญเสริมภูมิคุ้มกัน สร้างสมดุลในร่างกาย

น้ำสมุนไพรช่วยขับลม: สูตรลูกพีชและขิง

ส่วนผสม: ลูกพีชหรือลูกท้อ ขิง น้ำแร่

วิธีทำ
1/ หั่นลูกพีชหยาบๆ ทุบรากขิงพอแตกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
2/ นำส่วนผสมทั้งสองชนิดไปสกัดเอาแต่น้ำด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ แล้วผสมน้ำแร่ในปริมาณพอดีๆ จากนั้นยกซดได้เลย ถ้าอยากจะเพิ่มความสดชื่น เติมน้ำแข็งป่นลงไปด้วยก็ไม่ผิดกติกา

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

คุณยายเผยเลี้ยงหลานชนะประกวด ต้องตามสมัยหาข้อมูลความรู้ทางเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593578

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2559 05:15

 

ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ มาเป็นประธานประกาศผู้ชนะการประกวดสุขภาพเด็ก.

กระตุ้นพ่อแม่ให้ใส่ใจเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างถูกต้อง เพื่อให้มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ ฝ่ายกุมารเวรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้จัดประกวดสุขภาพเด็ก ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในงานกาชาด โดยปีนี้นับเป็นครั้งที่ 63 และได้ประกาศผลผู้ชนะประกวดเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายการจัดหารายได้ มาเป็นประธาน ที่ตึก ภปร. ชั้น 18 รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

การประกวดปีนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อายุตั้งแต่ 1 ขวบ-2 ขวบ 6 เดือน และอายุมากกว่า 2 ขวบ 6 เดือน-6 ขวบ ซึ่งมีเด็กเข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 232 คน ในการคัดเลือกเด็กๆ ทุกคนจะได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อดูความสมบูรณ์ของเด็กทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้ง พัฒนาการเจริญเติบโต โดยพิจารณาจากสมุดตรวจสุขภาพประจำตัว ควบคู่กับการพิจารณาองค์ประกอบภายนอก อาทิ การดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ เป็นต้น ซึ่งผู้ชนะการประกวดจะได้เข้ารับประทานรางวัลจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในงานกาชาด ประจำปี 2559 ในวันที่ 31 มี.ค. ศกนี้ ที่สนามเสือป่า

คุณยายกษิรา วงศชัยสิน พาน้องนณัท มารับรางวัล ที่ 1 ประเภทอายุ 1 ขวบ–2 ขวบ 6 เดือน.

สำหรับผู้ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทอายุ 1 ขวบ-2 ขวบ 6 เดือน ได้แก่ น้องนณัท วงศชัยสิน โดย คุณยายกษิรา วงศชัยสิน ผู้ให้การเลี้ยงดูหลานกล่าวว่า เนื่องจากคุณแม่เขาทำงาน ตนเลยเป็นผู้เลี้ยงหลานเอง ก็จะพยายามพัฒนาสมองของหลานทุกอย่าง โดยต้องตามสมัยในการหาข้อมูลความรู้ทางอินเตอร์เน็ต และจะพยายามดูแลสุขภาพ อาหารการกินให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยด้วย ส่วนผู้ที่คว้ารางวัลที่ 1 ประเภทอายุ 2 ขวบ 6 เดือน- 6 ขวบ คือ น้องณัฐกาญ กาญจนวราพงศ์ ได้รับการเปิดเผยจาก คุณแม่วิภาพร อัศวธนัน บอกว่าตนมีลูก 3 คน น้องณัฐกาญ เป็นลูกสาวคนสุดท้อง การเลี้ยงดูของตนจะเน้นในเรื่องการให้เวลากับลูกมากที่สุด และพยายามพัฒนาเขาให้เต็มที่ทั้งร่างกายและสมอง รวมทั้งไม่ปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง ซึ่งถ้าตนไม่ว่าง คุณพ่อเขาก็ต้องมาช่วยดู การเลี้ยงลูกยุคนี้มีสื่อมากมาย มีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นอันตราย เราก็ต้องเลือกเอามาใช้ให้ถูกต้อง.

กวี กาญจนวราพงศ์–วิภาพร อัศวธนัน และน้องณัฐกาญ ลูกสาวที่ชนะรางวัลที่ 1 ประเภทอายุ 2 ขวบ 6 เดือน–6 ขวบ.

พัฒนาลูกให้ฉลาดทางสังคม เพื่อโตเป็นคนมีน้ำใจไม่ก้าวร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593584

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2559 05:01

 

ครอบครัว “วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์” และ “วิมลภัทร์ เปี่ยมพงศ์สานต์”.

ในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความฉลาดที่เกิดจากพัฒนาด้านสมอง (IQ) และอารมณ์ (EQ) คงไม่เพียงพอ หากลูกน้อยไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ดี ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคุณแม่ยุคใหม่ ในการปกป้องลูกน้อยให้พร้อมสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นใจ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด โดย นมผงตราหมี แอดวานซ์ โพรเท็กซ์ชัน สูตร 3 จึงจัด “แคมป์ผู้นำตัวน้อย หัวใจยิ่งใหญ่” ขึ้น ด้วยการสร้างสรรค์ดินแดน 4 มิติสุดท้าทาย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพความฉลาดทางสังคม (Social Quotient: SQ) โดยเติบโตเป็นเด็กยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข ซึ่งมีคุณแม่คนดัง อาทิ วิมลภัทร์ เปี่ยมพงศ์สานต์, วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ พาลูกน้อยเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมเรียนรู้เทคนิคการพัฒนาทักษะทางสังคมให้ลูกรักจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นพ.พงษ์ศักดิ์

นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า ปัจจุบันแนวคิดในการให้ความสำคัญกับความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) อารมณ์ (EQ) ถูกลดทอนลงจากความคาดหวังของพ่อแม่ยุคใหม่ เมื่อมีผลวิจัยล่าสุดที่ระบุว่า กว่า 96% ของพ่อแม่ในยุคนี้หันมาให้ความสำคัญกับการอยู่รอดในสังคมอย่างมีความสุขของลูก มากกว่าการสร้างอัจฉริยภาพทางสติ ปัญญาและอารมณ์ให้กับลูก นั่นหมาย ความว่า พ่อแม่อยากให้ลูกมีสุขภาพจิตดี มีน้ำใจ ไม่ก้าวร้าว สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ ความฉลาดทางสังคม ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สนับสนุนให้ลูกน้อยประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่มีความสุข โดยพ่อแม่สามารถพัฒนาทักษะนี้ได้ตั้งแต่ลูกเกิด ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้คิดและทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นอกจากการเสริมสร้างพื้นฐานร่างกายให้แข็งแรงแล้ว การดื่มนมที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่าง แอล แรม โนซัส (L–RHAMNOSUS) ที่มีผลวิจัยมากที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง และได้รับการยอมรับทางการแพทย์ว่า โดดเด่นด้วย 3 พลังการปกป้อง ช่วยลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจที่จะให้เขาออกไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกกว้าง เพื่อเรียนรู้การปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง พัฒนาความฉลาดทางสังคม พร้อมสู่การเป็นผู้นำตัวน้อยหัวใจยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด.

จูบกับใคร จูบทำไม จูบท่าไหน แล้วยังไง (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593168

โดย หมอดื้อ 20 มี.ค. 2559 05:01

 

ว่าแล้ว หมอกะว่าผู้อ่านหลังจากพลิกๆหน้าหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ ต้องหยุดมาที่เรื่องนี้แน่ สมัยหมอเด็กๆเคยได้ยินเพลงชื่อนี้…จูบเบาๆเท่านั้นมันทำฉันสั่นไปถึงหัวใจ เนื้อเพลงผิดถูกไปบ้างขออภัยครับ

แต่หลังจากผ่านร้อน-ฝน-หนาว มามากฤดู เริ่มตระหนักความสำคัญของ “จูบ” ขึ้นเรื่อยๆ และมาชอบใจเมื่อได้อ่านบทความของ Chip Walter ใน Scientific American Mind ฉบับพิเศษปลายปี 2009 ทั้งเล่มชื่อ “Sexual Brain” ซึ่งเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ความรู้สึกตอบสนองทางเพศ กามารมณ์ ความผูกพันระหว่าง ชาย-หญิง หรือเพศเดียวกัน ในแง่ของสมอง

“จูบ” นั้นมีหลายแบบ เกิดขึ้นได้ในหลายกาลเวลา กลางวันแสกๆหรือในห้องมืดมิด มีจุดมุ่งหมาย หรือนำไปสู่ผลตามต่างๆกัน (ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) การจูบไม่ว่าจะหนัก เบา นุ่มนวล หิวกระหาย ตะกรุมตะกราม จูบแบบอายๆ รักใคร่อ่อนโยน มีเพื่อสนองความต้องการ ความอยาก (Hungers)

ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางสื่อประสาทและเคมี ซึ่งปลุกเร้าระบบสัมผัส ความตื่นเต้นทางเพศ ความรู้สึกผูกพัน เกิดแรงผลักดัน หรือเกิดความปีติอิ่มเอมใจ

และแน่นอนการตอบสนองทางกาย ทั้งในระดับที่ควบคุมได้และไม่ได้ทางระบบประสาทอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม จูบครั้งแรกอาจเป็นตัวตัดสินได้เลยว่า คนนี้ใช่เลย หรือไม่ก็เท่านี้จบกัน ทั้งนี้เนื่องจากความเชื่อจากผลการวิจัยระยะหลัง เช่น จากนักจิตวิทยาวิวัฒน์ (Evolutionary Psychologist) Gordon G. Gallup, Jr. จาก University at Albany, State University of New York ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC เมื่อเดือนกันยายน 2007 ว่า “เมื่อริมฝีปากแนบสนิทนั้นเป็นการเริ่มต้นของการสื่อสารที่สลับซับซ้อน ทั้งรสสัมผัส กลิ่น และการปรับลักษณะท่าทาง (น่าจะอุปมาเหมือนเวลาเต้นรำกันนะครับ) ดิ่งลึกลงไปจนถึงกลไกใต้จิตสำนึก จนทำให้เกิดความตั้งใจหรือตัดสินใจที่จะสานสัมพันธ์ต่อหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์บางคนยังเชื่อว่าพฤติกรรมของการจูบอาจจะยังบ่งบอกต่อไปลึกล้ำว่าเต็มใจที่จะมีลูกด้วยกัน หรือแม้กระทั่งรับที่จะแบกภาระในการเลี้ยงดูลูกในอนาคต

กระบวนการวิวัฒน์ของจูบนั้น นักสัตววิทยาของอังกฤษ Desmond Morris และ Chip Walter ได้เสนอว่า กลไกของจูบนั้นน่าจะเริ่มกระบวนท่ามาตั้งแต่ตอนที่สัตว์ประเภทลิง

เช่น ชิมแปนซีป้อนอาหารให้ลูกตัวน้อย จากการที่เคี้ยวบดอาหารในปากก่อนที่จะประกบปากกับลูกส่งผ่านอาหาร และแม้แต่มนุษย์ในยามหิวโหยตั้งแต่โบราณกาลมีการปลอบประโลมลูกน้อยที่อดอยาก โดยการจูบและเป็นการแสดงความรักความห่วงใย จนมีการพัฒนาที่ดุเดือดยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา

สารฟีโรโมน (Pheromones) ที่เรารู้จักกันดีในสัตว์และพืชหรือแม้แต่ในแมลง ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อในการสานสัมพันธ์ (Sexual Attraction) หรือในการบ่งบอกแหล่งอาหาร อาจเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสานสัมพันธ์ของการจูบ

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงว่า คนจะมีตัวรับจับสัญญาณจากฟีโรโมน เหมือนกับหนูและหมูหรือไม่ ตัวจับฟีโรโมน (Vomeronasal Organ) ในสัตว์นั้นอยู่ในตำแหน่งระหว่างจมูกกับปาก นักชีววิทยา Sarah Woodley จาก Duquesne University ตั้งข้อสังเกตว่าในคนน่าจะมีอวัยวะในการรับฟีโรโมนในจมูกเช่นกัน การสานสัมพันธ์โดยผ่านทางชีวเคมี เกิดขึ้นได้จริง

ดังเช่น สาวๆขณะที่อยู่ในรอบประจำเดือนระยะหนึ่งมักจะถูกดึงดูดเข้ากับกลิ่นเหงื่อของหนุ่ม ที่มียีนของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้ากันได้

ดังนั้น ฟีโรโมนในคนซึ่งอาจมี Androstenol ถูกขับออกมากับเหงื่อในผู้ชาย และทำให้เกิดความตื่นตัวทางเพศในผู้หญิง และฮอร์โมนในช่องคลอดของผู้หญิงชื่อ Copulins ก็สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน Testosterone ในผู้ชายและกระตุ้นความอยากกระหายทางเพศ

ถ้าฟีโรโมนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจูบจริง การจูบก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพของฟีโรโมนให้ยิ่งออกฤทธิ์หนักขึ้นไป และเข้ากระบวนการ เช่น ในแมลง และสัตว์อื่นๆที่นำไปสู่การร่วมรัก แพร่พันธุ์ในที่สุด

สำหรับเคมีต้องกันทางประสาทวิทยาศาสตร์ การจูบนั้นจุดกลไกของประสาทตั้งแต่เมื่อริมฝีปากใกล้จะประกบกัน โดยได้รับกลิ่นและเมื่อประกบกันแล้ว ผ่านทางประสาทสัมผัส ก่อนที่จะจุดชนวนทางอารมณ์ และกายภาพผ่านทางเส้นประสาท

สมองของคนมีเส้นประสาท 12 เส้น มีอย่างน้อย 5–6 เส้นที่ถูกกระตุ้นในการจูบ

ตั้งแต่เริ่มต้นคือเส้นประสาทเบอร์ 1 (Olfactory nerve) ใช้ในการรับดมกลิ่น เบอร์ 5 (Trigeminal nerve) ในการรับสัมผัสเนื้ออุ่นเนื้อเย็นจากริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวคางและขากรรไกร เบอร์ 7 (Facial nerve) ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าและแน่นอนริมฝีปาก เบอร์ 9 และ 10 (Glossopharyneal และ Vagus nerve) ควบคุมการส่งเสียง (อือ อา เป็นต้น) เบอร์ 12 (Hypoglossal nerve) ควบคุมลิ้น…

ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วครับ จริงหรือ จูบครั้งหนึ่งใช้เส้นประสาทสมองแค่ 5–6 เส้นเอง และยังต้องเลือกท่าอีก.

หมอดื้อ

โรคเอสแอลอี (ตอนที่ 3) การวินิจฉัยและการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588906

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 18 มี.ค. 2559 05:30

 

หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่า เป็นอาการของโรคเอสแอลอีหรือไม่ และจะมีแนวทางในการรักษาอย่างไร มาศึกษาและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

การพยากรณ์โรค

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการข้างต้นร่วมกับอาการเฉพาะโรค และการ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ บางรายอาจต้องตัดเนื้อเยื่อไปตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัย

การรักษา

เนื่องจากโรคนี้มีความรุนแรงที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย การ รักษาจึงแตกต่างกันตามอาการของโรค บางรายให้เพียงยาแก้ปวดก็ดีขึ้น

การรักษาจะเน้นการควบคุมการกำเริบของโรคให้สงบโดยเร็ว และรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้โรคกำเริบอีก

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงขึ้นแพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์ เช่น เพ รดนิโซโลน ตั้งแต่ขนาดต่ำถึงขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็น สัปดาห์หรือหลายเดือนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอวัยวะที่มีการอักเสบ บางรายอาจต้องให้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยารักษามะเร็งบางชนิด ยากดภูมิคุ้มกัน บางรายอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือดในการรักษา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยเอส แอล อี มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเพราะมี ยาปฏิชีวะและยาลดความดันโลหิตที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลโรคนี้เพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่สามารถปฏิบัติได้เบื้องต้น คือการเฝ้าสังเกตอาการต่างๆ ที่เกิด ขึ้นกับร่างกายของเราและคนรอบข้าง หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ หรือไปทำการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้เกิดความมั่นใจและคลายกังวล ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเพราะอาจจะสายเกินแก้ไข

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

หยุด! ตามใจปากจนถึงเวลานอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588320

โดย Women’s Health 17 มี.ค. 2559 16:01

 

คุณคงไม่เขมือบมื้อเย็นสองครั้งในวันเดียวกันหรอก…ใช่มั้ย แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัสพบว่า คนส่วนใหญ่ใช้พลังงานน้อยกว่าปกติหลังมื้อเย็น 42 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรายงานจากวารสาร The America Medical Association เขียนไว้ว่า คนเป็นโรคเสพติดอาหารตอนกลางคืน มักรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงถึง 56 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ใช้ในแต่ละวันหลังสองทุ่มไปแล้ว ถามจริง คุณกินมื้อเช้าคำสองคำอย่างราชินี และกินมื้อเย็นมูมมามอย่างยาจกครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน

พฤติกรรมการกินเกินขนาดช่วงกลางคืนอาจไม่ใช่ความผิดของคุณ ถ้าจะโทษต้องโทษวิวัฒนาการของมนุษย์ต่างหาก เพราะมนุษย์ชอบจัดงานรื่นเริงเมื่อตะวันตกดินมาตั้งแต่ยุคหิน ยุคนั้นพวกเขาต้องใช้พลังงานจนดึกดื่น นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า ช่วงสองทุ่มวงจรความหิวของร่างกายจะเกิดสูงสุด นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมมื้อเย็นเราถึงรู้สึกอยากอาหารมาก แต่กลับพึงพอใจในรสชาติน้อยลง ส่งผลให้เราสวาปามมากขึ้นเรื่อยๆ ดร.โยนี ฟรีดอฟ (Yoni Freedhoff) เจ้าของหนังสือเรื่อง The Diet Fix: Why Diests Fail and How to Make Yours Work อธิบายว่า “ปัญหาเกิดจากนิสัยชอบเข้าสังคมที่สืบทอดกันมาส่งผลต่อพฤติกรรมกินอาหารช่วงกลางวัน ถ้าเมื่อคืนนี้คุณเพิ่งจัดเต็มพิซซ่าถาดใหญ่เพิ่มชีส จะส่งผลให้ความอยากอาหารตอนเช้ายืดเวลาออกไป แม้กระทั่งคนที่ไม่ควบคุมอาหารก็ไม่วายกินอาหารระหว่างวันน้อย แต่ดันจัดหนักช่วงกลางคืน พอเช้าเลยไม่อยากกินอะไร ความเครียดสะสมและอยากกินขนมให้พลังงานสูง

ไม่ใช่แค่คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานเท่านั้นที่ต้องคำนึงว่าจะกินอะไรเข้าไป แต่ต้องดูเวลาด้วย ยิ่งคุณหยิบอาหารเข้าปากดึกมากเท่าไหร่ น้ำหนักจะขึ้นง่ายมากเท่านั้น แถมยังเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน หัวใจ และโรคซึมเศร้าอีกด้วย

อ่านสัญญาณอันตราย

วารสารโรคอ้วนและโภชนาการเน้นว่า การกินอาหารยามดึกทำให้น้ำหนักเพิ่มและโยงไปสู่โรคอ้วน เพราะช่วงเย็นคนเราไม่ค่อยทำกิจกรรมใดๆ การเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินจึงน้อยลง

นอกจากนี้การกินตอนกลางคืนยังลดการผลิตสารเคมีสำคัญสองชนิด คือ เมลาโทนินและเลปติน สารชนิดแรกคือฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกง่วง ยิ่งมีฮอร์โมนชนิดนี้น้อย ร่างกายยิ่งรู้สึกตื่นตัว ขณะเดียวกัน เลปตินหรือฮอร์โมนความอิ่มเริ่มถดถอย นั่นหมายความว่า สมองไม่ได้รับสารที่ทำให้รู้สึกอิ่ม พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งกินเยอะ ยิ่งนอนไม่หลับนั่นเอง เมื่อคุณนอนน้อยก็จะกินขนมจุบจิบมากขึ้น วงจรอุบาทว์นี้จะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า นำไปสู่ปัญหาด้านการนอนหลับ เช่น นอนไม่พอ เป็นโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือความสามารถในการจดจำน้อยลง

บางครั้งสัญญาณอันตรายของการกินตอนกลางคืนก็ส่งผลกระทบต่อระดับอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเซลล์ดึงน้ำตาลในกระแสเลือดไปใช้ หนังสือชื่อ Current Biology รายงานว่า เมื่อตะวันตกดิน ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายเริ่มช้าลง เตรียมพร้อมพักผ่อน ทำให้เซลล์ในร่างกายต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน ดังนั้นหากเพิ่งวางมือจากอาหารมื้อเย็นชุดใหญ่ จงรู้ไว้ว่าคุณอาจมีแนวโน้มน้ำตาลในเลือดสูง (ระยะยาวอาจเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน) ซ้ำร้ายร่างกายจะสะสมน้ำตาลส่วนเกินในรูปไขมัน ยิ่งมีเยอะ ยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดภาวะดื้ออินซูลินเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน รวมทั้งโรคหัวใจด้วย

ปรับสมดุลการกินและนอน

ขั้นแรก อย่าเพิ่งหักดิบเลิกกินทุกอย่างหลัง 2 ทุ่ม ระหว่างวันควรกินอาหารโปรตีนสูง การปรับสมดุลอาหารช่วยรีโปรแกรมร่างกาย ความอยากอาหารตอนกลางคืนก็เลยลดลงตามไปด้วย

คริสเต็น เบ็ก (Kristen Beck) บอกว่า โปรตีนเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่บอกสมองให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้นควรเพิ่มโปรตีนในมื้ออาหารหรือขนม เพื่อลดค่าดัชนีน้ำตาล (Glycaemic Index) เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล คุณจะไม่ค่อยอยากกินของหวานหรืออาหารไขมันสูง

คริสเต็นแนะนำให้เริ่มต้นที่มื้อเช้า 300-400 แคลอรี่ ประกอบด้วยโปรตีน 15-20 กรัม (เช่น ไข่ต้ม 2 ฟองกินกับเห็ด ขนมปังโฮลเกรน 1 แผ่น และแอปเปิล 1 ผล) นักวิจัยเผยว่า ถ้ากินมื้อเช้าเยอะ จะลดการกินจุบจิบระหว่างวันได้ ซึ่งให้ผลตรงข้ามกับการกินมื้อดึก

มื้อกลางวันควรกินอาหารให้พลังงานประมาณ 300-400 แคลอรี่ ประกอบด้วย โปรตีน 25 กรัม (ทูน่า 100 กรัม ข้าวซ้อมมือและผัก) หากรู้สึกหิวระหว่างมื้อ เลือกของว่างที่ให้พลังงานน้อยประมาณ 100-200 แคลอรี่ อย่าลืมกินโปรตีน 5 กรัมด้วยล่ะ อย่างเช่น โยเกิร์ต 100 กรัม หรืออัลมอนด์ 30 กรัม)

มื้อเย็นกิน 402 แคลอรี่ โดยมีโปรตีน30 กรัม (สเต็กปลากับสลัดกินคู่กับมันหวาน)

นอกจากการวางแผนการกินแล้ว การเข้านอนแต่หัววันคือวิธีป้องกันที่เวิร์กสุดๆ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียพบว่า คนที่เข้านอนหลังเที่ยงคืนจะกินมากถึง 501 แคลอรี่ ข้อมูลนี้อ้างอิงจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล อ้อ…

แล้วอย่าลืมปิดโทรทัศน์และไอแพดแต่หัวค่ำ เพราะการใช้สมาร์ทโฟนจะกระตุ้นให้หยิบของเข้าปากไม่ยั้ง คุณจะกินมากขึ้นอีก 10%

แม้พวกเราไม่สามารถห้ามตัวเองให้หยุดกินมื้อดึกได้ในทันที ไม่เป็นไรค่ะ ค่อยๆ ควบคุมการกินให้น้อยลงในมื้อเย็นหรือมื้อดึก อีกไม่นานคุณจะเขยิบเข้าใกล้การมีสุขภาพดีทีละนิด

แปลและเรียบเรียงโดย: maemay | ภาพ: Corbis

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

7 เทคนิคลูบไล้ โลมเล้า ด้วยลีลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588296

โดย FHM 16 มี.ค. 2559 16:01

 

มูมมามอย่างเมามัน อาจเป็นสัญญาณลับ ดับอารมณ์ของฝ่ายหญิงได้แบบไม่รู้ตัว จงใช้เทคนิคเล้าโลมที่มีชั้นเชิงกว่านั้น ดังต่อไปนี้…

ริมฝีปาก

ผู้หญิงส่วนใหญ่จะจูบกับชายที่ตนรักเท่านั้น ดังนั้นคุณก็ควรจูบเธออย่างดูดดื่ม บรรจงประทับริมฝีปาก และมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอด้วย จะช่วยเพิ่มอารมณ์เร่าร้อนและปฏิกิริยาสนองกลับ!

ศีรษะ

ผู้หญิงมักจะชื่นชอบกับการละเล่นกับเส้นผมของเธออย่างมีความสุข ไม่ว่าจะตัด ดัด สระ ซอย หรือปั่นเส้นผมเล่น! ดังนั้น คุณจงละเล่นกับความอ่อนนุ่มนี้ ด้วยการลูบผม หอม และชมกลิ่นหอมของผมเธอซะ… แล้วคุณจะได้เห็นแววตาของคนรักที่มีความสุขเอามากๆ

ทรวงอก

ผู้ชายส่วนใหญ่ มักจะรีบร้อนจู่โจมที่เนินอกของเธอโดยทันทีที่มีโอกาส! เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ว่านั่นจะทำให้เธอมีความสุข ผู้หญิงต้องการเวลาสักระยะก่อน และคุณก็ควรจะค่อยๆ ละเลียดสัมผัสเนินอกของเธออย่างช้าๆ นุ่มนวล และอย่าเพิ่งกระตุ้นยอดถัน ถ้าเธอยังไม่พร้อม

แผ่นหลัง

ไม่จำเป็นต้องให้เธอนอนคว่ำขนาดนั้น เพียงลูบไล้นวดสัมผัสแผ่นหลังลงมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บที่มีรูเล็กๆ ให้เจอ และนวดรูนั้นจนมีความร้อนให้กับผิวหนัง เเล้วใช้ปลายนิ้วลูบเบาๆ ตรงกระดูกสันหลังในขณะที่นวดไปด้วย จะส่งผลให้พลังเพศได้รับการกระตุ้น นอกจากนี้ชาวจีน เชื่อว่า “จุดไต” ที่พบได้บริเวณส่วนล่างด้านขวาเหนือเอวนั้นเป็นแหล่งรวมพลังทางเพศ

บั้นท้าย

ผู้หญิงที่มีก้นที่งอนงาม เธอก็อยากที่จะให้คุณสนใจ ยิ่งสัมผัสจากคนรักด้วยการลูบไล้ไปให้ทั่ว ลำพังแค่ได้เห็นก้นที่งอนงามของเธอ อารมณ์ของคุณก็กระเจิดกระเจิงแล้ว

ท้องน้อย

นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มระดับความซาบซ่าน ตามศาสตร์แพทย์จีนได้กล่าวว่า ผิวหนังเปลือยเปล่าระหว่างสะดือกับช่วงล่างของท้อง หรือเส้นสยิวนั้น (คล้ายเป็นจุดเดียวกับฝีเย็บบริเวญถุงอัณฑะของฝ่ายชายเลยก็ว่าได้!) จะกระตุ้นเซ็กซ์ได้เป็นอย่างดี ลองนึกดูว่าเวลาที่คุณซุกไซ้บริเวณท้องน้อยของเธอ ร่างของเธอจะเริ่มบิดไปมาด้วยความสุข ไปพร้อมๆ กับความเสียวซ่าน รับรองคืนนี้ยาวไป…

จี-สปอต

การค้นหาและกระตุ้น G-spot ของผู้หญิงนั้น จะอยู่บริเวณผนังด้านบนของช่องคลอด ในขณะที่เธอกำลังนอนหงาย จากนั้นใส่นิ้วชี้หรือนิ้วกลางของคุณเข้าไปในช่องรักให้ลึกเท่าที่จะสามารถเข้าไปถึงได้ แล้วกระดกนิ้วขึ้นในลักษณะของ “ตัว C” ในทำนอง “มานี่ซิจ๊ะ” จนกว่าคุณจะพบพื้นที่ที่หยาบกว่าผนังช่องคลอดส่วนที่เหลือ ถ้าได้รับการกระตุ้นที่ถูกต้องจะนำไปสู่ความรู้สึกสุดยอดได้ไม่ยาก

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

ไม่เวิร์กอย่างแรง! 4 วิธีไดเอตสุดแย่ เสี่ยงสุขภาพพังติดลบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/590725

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มี.ค. 2559 06:05

 

คิดจะไดเอตเพื่อหุ่นสวยเป๊ะก็ดีอยู่หรอกนะ หากแต่เลือกใช้ผิดวิธีมันอาจให้ผลเสียมากกว่าผลดีได้ กองไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสลองพิสูจน์แทบจะทุกวิธีเจ๋งๆ ที่หลายคนการันตีว่าเห็นผลไว จนได้ข้อสรุปว่า 4 วิธีไดเอตต่อไปนี้ล่ะ ไม่เวิร์กสุดๆ และไม่แนะนำให้สาวๆ ทำอย่างแรง ไม่เพียงจะทำให้เกิดเอฟเฟกต์หุ่นเสียตามมา ทว่ายังทำร้ายสุขภาพแบบไม่โอเค บอกได้คำเดียว…มีแต่พังกับพัง !

1. ไดเอตด้วยการเลือกทานอาหาร (ไม่ครบประเภท)
ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม สลัดผัก ซุปต่างๆ โฮลวีต หรือจำพวกผลไม้ จริงอยู่ที่มันช่วยสาวๆ ลดความอ้วนได้ แต่จะต้องทานอีกสักกี่ถ้วยกี่จานล่ะถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แป๊บๆ พอหิวอีกก็ทำให้อยากทานโน่นทานนี่จุกจิกตามมา (แล้วเมื่อไรจะผอม?) ดีไม่ดีเมื่อสาวๆ ทานอะไรแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ก็อาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้เหมือนกัน ลองคิดดูสิ สาวๆ เน้นย้ำทานแต่อาหารลดความอ้วนอยู่แบบนั้น ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารประเภทอื่นเข้าสู่ร่างกายเลย (คนเราต้องการสารอาหารหลากหลายประเภทที่จำเป็นกับร่างกายนะ) แล้วแบบนี้ร่างกายจะได้คุณค่าของสารอาหารครบถ้วนได้อย่างไร อาหารที่สาวๆ ทานมันอาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ ทว่า แลกกับการเป็นโรคขาดสารอาหาร สาวๆ ว่าคุ้มกันไหมล่ะ?!

‘อย่า’ เลือกทานแต่เฉพาะอาหารไดเอต

2. ไดเอตด้วยการดีท็อกซ์
เพิ่งทานไปหยกๆ คุณก็คิดจะเอาอาหารออกแล้วหรอ แบบนี้ไม่ดีมั้ง?! ‘ดีท็อกซ์’ คือการล้างเอาสารพิษสะสมออกจากร่างกาย หากแต่คุณหวังใช้วิธีนี้เพื่อรีดน้ำหนัก และกระชับหน้าท้องของคุณให้แบนราบทุกครั้งที่รู้สึกว่าอ้วน/ท้องป่อง มันคงจะเป็นอะไรที่ดูโง่ที่สุด เพราะไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ไหนที่วิเคราะห์ยืนยันออกมาว่าดีจริง และเห็นผลในระยะยาว ยิ่งเมื่อคุณทานแล้วถ่ายออกมาเลย นั่นไม่เพียงจะทำให้คุณกลับมาหิวอีกครั้ง (จนต้องยัดอาหารเข้าไปอีก) ทว่า ร่างกายคุณยังไม่ได้ดูดซึมสารอาหารเอาไปใช้อย่างเต็มที่ด้วย ทางที่ดีเราแนะนำว่า ปล่อยให้มันเป็นไปตามกระบวนการทำงานของร่างกายจะดีกว่านะ ถ้าคุณอยากให้หุ่นสวยเป๊ะจริงๆ ก็แค่ควบคุมอาหารให้น้อยลง และเน้นเบิร์นด้วยการออกกำลังกายแทน

เน้นเบิร์นด้วยการออกกำลังกายแทน

3. ไดเอตด้วยยามหัศจรรย์

สาวๆ สมัยนี้ชอบใช้สารพัดตัวช่วยเห็นผลไว แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆ แล้วมันไม่มียาตัวไหนหรอกที่สามารถช่วยลดความอ้วน หรือลดหน้าท้องได้ในระยะยาว โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงกลับมา บางคนอาจมีอาการโยโย่เอฟเฟกต์ หุ่นดูอวบขึ้นบ้าง ใจสั่น พ่วงด้วยอาการหน้ามืด วิงเวียนตามมาบ้าง แต่ก็นั่นแหละสาวๆ มักชอบทางลัดที่เห็นผลเร็วเสมอ ยิ่งบางคนทานยาลดความอ้วนเสริมไปกับการลดน้ำหนักด้วย (ทั้งทานน้อย ทั้งเลือกทาน) ก็อาจทำให้ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เราก็ได้แต่เตือนว่า ระวังสุขภาพจะเสียเอาง่ายๆ และได้สารอาหารไม่ครบหมู่เอานะ ทางที่ดีหันมาทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีกากใยช่วยเรื่องขับถ่ายมากๆ จะดีกว่า

ไม่มียาลดอ้วนตัวไหน ไม่มีเอฟเฟกต์ตามมา…

4. ไดเอตด้วยการอดอาหาร
ทำนองเดียวกันกับข้อหนึ่งแต่อาจจะเลวร้ายกว่า เพราะสาวๆ หลายคนคิดว่า การอดอาหารเป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดน้ำหนักได้ไว และกำจัดหน้าท้องไปได้อย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ นอกจากมันจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว มันยังทำให้คุณกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ตลอดจนระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งเมื่อไหร่ที่คุณเลิกอดอาหาร และหันมาทานเป็นปกติ มันก็จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญแปรปรวนจนเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ กลับมาอวบอ้วนอีกครั้ง ฉะนั้นแทนที่คุณจะอดอาหาร เปลี่ยนเป็น ‘การคุมอาหาร’ ทานแต่น้อย และทานแต่อาหารที่มีประโยชน์แทน น่าจะเวิร์กกว่ากันเยอะนะ!