ออกกำลังกายด้วย Viking Method ได้มากกว่าแค่พุงยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582259

โดย Women’s Health 29 ก.พ. 2559 16:01

 

ที่อังกฤษ นอกจากเทรนด์เครื่องแต่งกายถักนิตติ้ง เฟอร์นิเจอร์ และละครแนวสแกนดิเนเวียนจะมาแรงแล้ว เทรนด์เวิร์กเอาต์ของคนโซนทางเหนือทวีปยุโรปก็มาแรงไม่แพ้กัน ไม่เชื่อมาดูวิธีฝึกในยิม Viking Method กัน

โปรแกรมออกกำลังส่วนใหญ่มักอ้างว่าทำแล้วพุงจะยุบและก้นสวยเด้ง แต่ที่ไวกิ้ง เม็ธธอด ให้คุณมากกว่านั้น ซึ่งก็คือการโฟกัสความรู้สึกที่ได้จากการออกกำลังกาย “ชาวไอซ์แลนด์ภูมิใจมากในเรื่องความแข็งแรง คนยุโรปเหนือมักฝึกเพื่อพัฒนาพละกำลังและความแข็งแรง น้ำหนักที่ลดได้ 5 ปอนด์นั้นเป็นแค่ของแถม” สวาวา ซิกเบิร์ตส์ดอตเทอร์ เจ้าของยิมและผู้ก่อตั้งไวกิ้ง เม็ธธอด เกริ่น โปรแกรมของเธอเน้นท่าฝึกที่สัมพันธ์กับการใช้งานจริง คุณจึงทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด ยกของ คลาน ดึง และผลัก

“ถ้าอยากให้ร่างกายออกแรงเต็มที่ในเวลาสั้นๆ คุณต้องทำคาร์ดิโอสลับกับการฝึกด้วยแรงต้าน ช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน ลดฮอร์โมนความเครียดและระดับอินซูลิน ทั้งยังช่วยเผาผลาญไขมันด้วยค่ะ การฝึกแบบนี้ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ” เทรนเนอร์สาวอธิบาย ฝึกแต่ละท่าต่อไปนี้ นาน 30 วินาที และพัก 30 วินาทีระหว่างท่า จะใส่หมวกเขาสัตว์กับถือขวานเป็นพร็อพประกอบก็ไม่ว่ากัน

1. Reverse Squat Jumps

ดันไหล่ไปด้านหลัง เท้าแนบติดพื้น แล้วย่อตัวลงทำท่าสควอต กระโดดถอยหลัง แล้วลงสู่พื้นในท่าสควอตย่อต่ำๆ

ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที แค่นี้ก็ก้นแน่นปึ้ก

2. Spider-Man Crawl

(a) ตั้งท่าแพลงก์ จากนั้นดึงเท้าขวาและมือซ้ายคลานไปข้างหน้า เกร็งแกนกลางลำตัวและกดก้นต่ำๆ เข้าไว้
(b) ทำซ้ำ แต่เปลี่ยนมาคลานด้วยเท้าซ้ายกับมือขวา ทั้งหมดนี้นับเป็น 1 ครั้ง

ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที

3. Arm Walk

กลับไปตั้งท่าแพลงก์ตามเดิม เกร็งแกนกลางลำตัวไว้ ใช้มือเดินไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้างหลังเพื่อถ่ายน้ำหนักไปมา
ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 6 ครั้ง

4. Jumping Kick

ยืนเอาเท้าซ้ายนำหน้า เท้าขวาเบี่ยงไปด้านหลังเล็กน้อย กระโดดแล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าขวา พลางยกเข่าซ้ายขึ้นด้านหน้าและทำท่าเตะสูง

ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที

Women’s Health Thailand | December 2015
แปลและเรียบเรียง: สุชาดา เชาวรียวงษ์ | ภาพ:Corbis Images | ภาพประกอบ: Supermod

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

5 วิธี เพิ่มความอึดแบบไม่ต้องลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582237

โดย Playboy Thailand 28 ก.พ. 2559 16:01

 

เราเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่ยึดมั่นในเรื่องของการสร้างความอึดในขณะมีเซ็กซ์ เพราะมุ่งเป้าว่าจะต้องทำให้ ฝ่ายหญิงถึงฝั่งให้ได้ บวกกับความเชื่อที่ว่ายิ่งอึดฝ่ายหญิงยิ่งชอบ และแน่นอนว่าเรามีเทคนิคแบบง่ายๆ ที่คุณไม่ต้องลงทุนอะไรในการช่วยเพิ่มความอึดและยืดระยะเวลาในการมีเซ็กซ์แต่ละครั้ง

1. เล้าโลม

ยังเป็นปัจจัยหลักที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะต้องให้ความสำคัญ เพราะถ้ามองว่าระยะทางการถึงจุดสุดยอดของฝ่ายหญิงคือเลข 10 ถ้าคุณเล้าโลมดี และจุดไฟเธอจนติด ระยะทางของการมีเซ็กซ์ อาจจะวิ่งมาถึงเลข 6 หรือ 7 เลยก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องรู้จุดเสียวของเธอ เช่นเดียวกับการรู้ระยะเวลาที่เหมาะสม

2. ให้เธอคุมเกม

ท่า Women on Top ยังใช้ได้ดีเสมอ เพราะเธอจะรู้ถึงวิธีที่ทำให้เธอถึงจุดหมายได้ดีกว่า และอย่าไปซีเรียสถ้าคุณจะเป็นฝ่ายตั้งรับบ้าง

3. หายใจลึกๆ และผ่อนคลาย

การหายใจลึกๆ จะช่วยทำให้คุณผ่อนคลายและคลายความกังวลได้ แต่ก็ในระดับหนึ่งเท่านั้นนะ อย่าไปหวังพึ่งมาก

4. เปลี่ยนยุทธวิธี

การขยับเข้าออกของอวัยวะเพศชายอาจจะทำให้คุณมีสิทธิ์ไปถึงฝั่งก่อนเธอได้ ดังนั้น ถ้าคิดว่าไม่ไหว เมื่อใกล้จะถึงจุดแล้ว คุณควรรีบเปลี่ยนท่า เพื่อเป็นการพักการขยับตัวของน้องชายคุณด้วย และอีกข้อ คือ การลดการเคลื่อนตัวและหันมาใช้วิธีบดกับเบียดแทน และนั่นทำให้คลิตอริสของเธอ มีโอกาสถูกสัมผัสและกระตุ้นมากกว่า

5. เบี่ยงเบนความสนใจของคุณ

บางครั้งคุณอาจจะต้องเบนความคิดและความสนใจ ของตัวเองออกจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้น อาจจะลองท่องสูตรคูณ หรือนึกถึงเรื่องซีเรียสๆ อาจจะช่วยทำให้คุณยืดระยะเวลาก่อนถึงจุดสุดยอดออกไปได้อีกสักหน่อย

แต่ถ้าทั้งหมดเป็นเรื่องที่ดูแล้วยากเกินไป ผลิตภัณฑ์ยาผู้ชายที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดคือทางเลือก ที่ได้ผลดี และมีการลงทุนในด้านกำลังทรัพย์ไม่เยอะจนเกินไป

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

ดนตรีและสมอง : ร้องเพลงห่วย….เกิดได้ยังไง? (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583264

โดย หมอดื้อ 28 ก.พ. 2559 05:01

 

บทนี้น่าจะเป็นข้ออ้างของพวกเราหลายๆคนนะครับว่า ที่ร้องเพี้ยน หลง โหยหวน เกิดจากสายใยสมองเรายังไม่สามัคคีกันนัก ไม่ใช่อ่อนซ้อมหรือดำน้ำ หมอและคุณหมอจิตสุภา ตรีทิพย์สถิต สรุปและเรียบเรียงจากเว็บของ New York Academy of Science

ภาวะความบกพร่องของการสำเหนียกระดับเสียง (tone deafness) หรือแนวโน้มที่จะร้องเพลงเสียงหลง (tendency to sing out-of-tune)

สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปร้อง เพลงเสียงหลง อาจสรุปได้ว่าไม่ได้มาจากความผิดปกติเพียงด้านใดด้านหนึ่ง (monolithic defect) เท่านั้น

แต่น่าจะเกิดจากความหลากหลายในรูปแบบของการร้องเพลงในมนุษย์ ซึ่งคนบางกลุ่มในลักษณะที่หลากหลายเหล่านี้อาจมีปัญหาความบกพร่องทางการรับรู้ (impaired perceptual abilities) ความบกพร่องในการแยกแยะและออกเสียงตามระดับเสียงต่างๆตั้งแต่กำเนิด (congenital amusia) พบได้ประมาณ 2-4% ของประชากร ในขณะที่บางส่วนที่เหลือไม่พบความผิดปกติเหล่านี้

การทดสอบร้องเพลงโดยไม่มีดนตรีประกอบ ถือเป็นวิธีการทดสอบความสามารถในการร้องเพลงในคนทั่วไปที่น่าเชื่อถือและปราศจากอคติส่วนบุคคล ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถบอกความแม่นยำในด้านระดับเสียง (pitch accuracy) และการเว้นช่วงของจังหวะ (temporal accuracy) ได้เป็นอย่างดี

กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนทั่วไปและกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักดนตรีร้องเพลงที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น เพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ พบว่าโดยรวมไม่มีความแตกต่าง แต่อาจมีบางคนร้องแย่ ซึ่งอาจมีหรือไม่มีความผิดปกติทางด้านการรับรู้ร่วมด้วยก็ได้

การร้องเพลงแย่ (out-of tune singing) นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้จากความบกพร่องทางการรับรู้ (perceptual deficits) หรือความบกพร่องทางการประสานการควบคุมการเคลื่อนไหวในการออก เสียงร้อง (motor deficits) อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

โดยพบว่า ในกลุ่มคนทั่วไปที่ร้องเพลงแย่นั้นไม่สามารถเลียนเสียง (imitative vocalization) ได้ แม้ว่าจะไม่มีความผิดปกติทางด้านการรับรู้และแยกแยะระดับเสียง (pitch discrimination) ก็ตาม

จากข้อมูลดังกล่าว นำไปสู่สมมติฐานที่ว่า การที่คนทั่วไปร้องเพลงแย่นั้นมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของการทำงานที่ประสานกันระหว่างกระบวนการรับรู้และกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว (sensorimotor deficit) กล่าวคือ ในกลุ่มคนที่ร้องเพลงแย่นั้นอาจมีกระบวนการแปลงสัญญาณ (mistranslation) ที่ผิดพลาดระหว่างกระบวนการแยกแยะระดับเสียงและการส่งต่อสัญญาณดังกล่าวไปยังสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการออกเสียง

การศึกษาด้วยเครื่องมือ fMRI ในการศึกษาการทำงานของสมองในกลุ่มที่ร้องเพลงไม่เพี้ยน (accurate singers) และในกลุ่มที่ร้องเพี้ยน (poor pitch (tone–deaf) singers) ในขณะที่กำลังทำการเลียนเสียงที่กำหนด (vocal imitation)

เมื่อทำการวิเคราะห์ผลการศึกษาที่ได้พบว่า กลุ่มเพี้ยน ยังคงมีการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน (auditory areas) ในระดับปกติ ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (motor areas) กลับมีลักษณะการทำงานที่ลดลงหรือผิดปกติไป ซึ่งในที่นี้รวมถึงสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล่องเสียง (larynx motor cortex, posterior cerebellum และ supplementary motor area)

ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า การร้องเพลงแย่นั้นมีสาเหตุมาจากความผิดปกติบางประการในกระบวนการเชื่อมโยงประสานงานระหว่างสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินซึ่งเป็นปกติและสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเพื่อการออกเสียงของกล้ามเนื้อกล่องเสียง

จากการวิจัยร้องเพี้ยนนำไปขยายผลต่อยอดเพื่อการศึกษากระบวนการรับรู้ (cognition) ที่เกิดภายในสมองของมนุษย์อย่างแพร่หลาย เนื่องจาก ดนตรีนั้นสัมพันธ์กับการทำงานของสมองในหลายๆ ส่วนที่มีหน้าที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ (perception และ cognition), การเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่างๆ (action), อารมณ์ (emotion), การเรียนรู้ (learning) และการเกิดความจำ (memory)

ในปัจจุบันพบว่า มีข้อมูลการศึกษาและค้นพบใหม่ๆในสาขาวิชาซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำดนตรีมาใช้เพื่อบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพของสมองที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก.

หมอดื้อ

จะรู้ได้อย่างไร? ว่าป่วยเป็น “โรคเซ็กซ์เสื่อม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579184

โดย FHM 27 ก.พ. 2559 16:01

 

หนุ่มๆ หลายคนที่ยังฟิตปั๋ง บอกว่ายังมีเวลาอย่าเพิ่งไปคิด รู้ไหมเรื่องนี้อาจส่งผลต่อชีวิตคุณผู้ชายทั้งชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบนเตียงเพียงเรื่องเดียว…

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ Erectile Dysfunction (ED) วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น คือ
• น้องชายไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวได้ยาก
• นกเขาไม่ขัน
• ล่มปากอ่าว
• หลั่งเร็ว เสร็จไว

ED มักจะเกิดกับผู้ชายที่…

• ประเภทงานที่ทำให้เกิดความเครียด รู้สึกวิตกกังวลอยู่ตลอด
• ชายชอบดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ชายที่สูบบุหรี่จัด ป่วยเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ความดันโลหิตไม่ปกติ
• ชายที่มีโรคประจำตัว ร่ายกายไม่แข็งแรง ต้องรับประทานยาเป็นประจำ และผลของยาบางตัวที่ทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่ทานแล้วทำให้ร่างกายพักผ่อนนอนเยอะๆ อาจมีผลทำให้เกิดอาการไม่แข็งตัว ระบบประสาทสั่งการช้า ไม่กระตุ้นความรู้สึก แต่หากปล่อยไว้จะสะสม และทำให้เกิดโรคเสื่อมสมรรภาพทางเพศได้

ฮอร์โมนเพศของผู้ชายทุกคนลดลงตามช่วงอายุ

ผลการวิจัยมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา พบว่าเมื่อผู้ชายมีอายุเข้าเลข 40 ปี การสร้างฮอร์โมนของเพศชายจะต่ำลดลง เฉลี่ยปีละประมาณ 1% แต่อาการที่ก่อให้เกิดการสร้างฮอร์โมนของเพศชายนั้น จะค่อยเป็นค่อยไปไม่รวดเร็วอย่างที่คิด ซึ่งแตกต่างจากกรณีของผู้หญิงที่เป็นช่วงวัยหมดประจำเดือน

การดูแลและรักษาสุขภาพของท่านชาย

การเตรียมตัวที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง อย่ารอให้ถึงวัย 40 ปี แล้วค่อยรักษา เพราะปัจุบันหนุ่มๆ ที่ยังไม่ถึง 30 ปี ก็เริ่มเป็นกันแล้ว!!! ผู้ชายควรดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราไม่มีความสุข ทั้งการทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย รวมทั้งการทำจิตใจให้สงบ ควบคุมอาหาร พยายามเลือกทานอาหารที่ไม่มีไขมันมากจนเกินไป ส่งผลให้โรคอ้วน หลอดเลือดไปเลี้ยงเครื่องเพศต้องไม่ตีบ เพราะจะทำให้เลือดแดงไม่สามารถลำเลียงไปเลี้ยงส่วนนั้นได้อย่างเต็มที่…

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

จริงหรือ…ผู้ป่วยมะเร็งกินได้แค่ปลา-ผัก ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582256

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 26 ก.พ. 2559 05:30

 

ภาวะทุพโภชนาการเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค โดยมีสาเหตุมาจากตัวโรค มะเร็งจะกระตุ้นให้มีการสร้างสารที่ก่อให้เกิดภาวะอักเสบ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการใช้พลังงานและการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเพิ่มการใช้พลังงาน เพิ่มการสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อ และเพิ่มการสลายไขมัน ทำให้ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งรู้สึกเบื่ออาหาร

โรคมะเร็งบางชนิดมีผลให้กลืนอาหารลำบาก อืดแน่นท้อง ร่วมกับผลข้างเคียงจากการรักษาทั้งยาเคมีบำบัดและการผ่าตัด ภาวะทางจิตใจที่ หดหู่ซึมเศร้า ตลอดจนพฤติกรรมและความเชื่อในการเลือกบริโภคอาหาร ที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะทุพโภชนาการที่แย่ลง

การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เช่น การติดเชื้อหรือแผลผ่าตัดแยก สามารถลดระยะเวลาในการรักษาตัวใน โรงพยาบาล ตลอดจนทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

มีการศึกษาพบว่าการจำกัดอาหารจนทำให้ผู้ป่วยได้รับพลังงานไม่พอนั้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ จึงแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานในปริมาณเท่ากับความต้องการของคนปกติ

สำหรับสารอาหารชนิดต่างๆ ยังคงมีความสำคัญต่อร่างกาย โปรตีน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย ช่วยทำให้ผู้ป่วยแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย และไม่ติดเชื้อง่าย การเติบโตของมะเร็งขึ้นอยู่กับปริมาณของโปรตีนที่บริโภคเข้าไปเพียงบางส่วนเท่านั้น แม้ว่าเราจะจำกัดปริมาณโปรตีน แต่มะเร็งก็ยังเจริญเติบโตได้โดยสลายโปรตีนในร่างกายผู้ป่วยมาใช้ ยิ่งกลับทำให้เกิดผลเสียแก่ผู้ป่วย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย ไม่มีแรง และไม่สามารถเข้ารับการรักษาทั้งเคมีบำบัดและการฉายแสงได้ตามกำหนด

ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความต้องการโปรตีนสูงกว่าคนปกติ เนื้อสัตว์ ไข่ และนม เป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพสูง อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือ แร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงแนะนำให้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการ ถนอมอาหาร ปรุงสุก และเลี่ยงการประกอบอาหารด้วยการปิ้งย่าง

แม้จะมีข้อมูลว่าการบริโภคเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู หรือเนื้อวัว จะเพิ่ม ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่เนื่องจากมีธาตุเหล็กสูง จึงแนะนำให้บริโภคได้บ้างในกลุ่มผู้ป่วยที่ซีด

ข้าว แป้ง น้ำตาล เป็นหมวดอาหารที่ให้พลังงานหลักและควรบริโภค ให้เพียงพอ การงดหรือลดอาหารหมวดนี้ไม่ได้ช่วยให้โรคมะเร็งดีขึ้น แต่กลับยิ่งทำให้ภาวะทุพโภชนาการรุนแรงขึ้น

ไขมันก็เป็นหมวดอาหารที่ให้พลังงานสูง เป็นแหล่งของวิตามินที่ละลายในไขมันและกรดไขมันจำเป็น ควรรับประทานไขมันในปริมาณ เท่ากับคนทั่วไป แต่ควรหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวจำพวกไขมันสัตว์ กะทิ เนย

นม ควรเลือกรับประทานเฉพาะชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งพบได้ใน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ที่พบได้ในปลาทะเล

ส่วนผักและผลไม้ก็เป็นแหล่งของวิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ และกากใยอาหารที่สำคัญ ผู้ป่วยควรรับประทานให้หลากหลายและเพียงพอ สำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำควรรับประทานผักต้มสุก และผลไม้ที่มีเปลือกหนา

ความรู้ทางด้านโภชนาการที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งจำเป็นมากในผู้ป่วยโรคมะเร็ง การรับประทานอาหารแบบผิดวิธีตามความเชื่อหรือข้อมูลที่ไม่ ถูกต้องอาจส่งผลร้ายต่อตัวผู้ป่วย ตัวโรคมะเร็ง การวางแผนการรักษา และคุณภาพชีวิต ดังนั้นควรศึกษาให้ดี ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเลือกปฏิบัติ

นายแพทย์กุลพงษ์ ชัยนาม

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

14 วิธีเปลี่ยนแปลง เพื่อรักสดใสและเซ็กซ์ซาบซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578800

โดย Women’s Health 25 ก.พ. 2559 16:01

 

1. เลิกมองหาชายในฝัน

ประเด็นคือเราไม่ได้บอกให้คุณล้มเลิกการมองหาสิ่งสำคัญในชีวิตหรือเลือกอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รัก แต่หมายถึงการอยู่กับคนที่เหมาะกับคุณจริงๆ มากกว่าตามหาชายในฝัน สิ่งที่คุณต้องการคือผู้ชายที่สามารถแชร์สิ่งต่างๆ ในชีวิตกับคุณได้ไม่ว่ายามทุกข์หรือสุข แม้กระทั่งเรื่องเซ็กซ์ที่คุณอาจมีความต้องการไม่เหมือนผู้หญิงอื่น เขาคนนี้ต้องเข้าใจและยอมเล่นด้วยโดยไม่ตัดสินว่าคุณน่ะโรคจิตสุดขั้ว

2. ชวนผู้ชายออกเดต

ตั้งใจฟังให้ดีนะ อาจก๋ากั่นไปหน่อยแต่อย่าอาย โทรหาเขาเลย! รู้ว่ามันเช้ยเชย ไม่สมเป็นสาวยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ แต่ของแบบนี้แหละแสดงถึงความจริงใจได้ดีที่สุด ถ้าใจไม่กล้าพอ ลองส่งเมสเสจหยั่งเชิงไปก่อน ชวนคุยเรื่องที่เคยเจอหรือเคยคุยกันมาก่อน ดูว่าสารเคมีในร่างกายจะทำงานอย่างไร แต่คุณหมอโลแกนแย้งว่าไม่ควรฝากความหวังไว้กับเมสเสจ เพราะมันอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย “การยกหูโทรศัพท์จึงเห็นผลมากกว่า คุณจะดูเป็นผู้หญิงมั่นใจและน่าเชื่อถือ” คุณหมอชี้ทางเอียน เคอร์เนอร์ (Ian Kerner) ที่ปรึกษาด้านเซ็กซ์และความสัมพันธ์ในนิวยอร์กซิตี้แนะเพิ่มว่า “บางครั้งผู้ชายก็มองไม่ออก ต้องตรงไปตรงมา ไม่งั้นเขาคงไม่มีวันเข้าใจ” ลองชวนเขาทำสิ่งที่สนใจ เช่น ชวนไปดูคอนเสิร์ตวงโปรด ให้เขารู้ไปเลยว่า ‘นี่ฉันชวนออกเดตนะยะ’ ไม่ได้ชวนไปแฮงก์เอาต์เหมือนคนรู้จักทั่วไป ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ยิ่งดี เพราะมันคือการออกเดตจริงๆ ไม่ใช่แค่ชวนไปดื่มหลังเลิกงาน

3. เริ่มเขียนแทนการพิมพ์

ลืมเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม WhatsApp หรือแม้แต่ Line ไปก่อน เพราะเคล็ดลับการครองชีวิตคู่ให้ยืนยงแบบคนสมัยก่อนคือการสื่อสารอย่างละเมียดละไมสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เฟื่องฟู การเขียนโน้ตบอกความในใจ ต้องเลือกกระดาษที่ดีที่สุด ปากกาที่เขียนแล้วลายมือสวยน่าอ่าน เขียนลงกระดาษคัดลายมือบรรจง พรมน้ำหอมก่อนใส่ซองติดแสตมป์ เพราะผลศึกษาบอกให้รู้ว่า คนที่หมั่นพรรณนาความรู้สึกของตนให้อีกฝ่ายรู้ เป็นคนที่มีความพึงใจในความสัมพันธ์ หรือแฮปปี้กับชีวิตคู่มากกว่านั่นเอง

4. เลิกพูดถึงแฟนเก่า

ผู้หญิงมักคิดว่าการมีคนรักดีๆ คอยดูแลเทคแคร์ให้เราปลื้มว่าเป็นผู้หญิงโชคดีที่สุดในโลก เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับความรัก ถึงแม้ว่าเรื่องบนเตียงจะเห่ยเฝ่ยเสียจนคุณไม่เคยอิ่มหนำสำราญสุขเกษมเปรมปรีดิ์ก็ตาม แต่สำหรับผู้ชายแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รับไม่ได้ที่สุด แม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าคุณมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อใดที่เขารู้สักนิดว่าคนอื่นสามารถทำให้คุณส่งเสียงครางหรือเร่าร้อนบนเตียงได้มากกว่า ไม่มีทางที่ผู้ชายจะไม่รู้สึกอะไร ดังนั้นหลีกเลี่ยงการพูดถึงแฟนเก่า โดยเฉพาะเรื่องเซ็กซ์จะเป็นการดีที่สุด ไม่ก็ป้อนอีโก้เขาด้วยประโยคที่ว่า แฟนเก่าไม่ได้เรื่องเอาซะเลยเมื่อต้องทำรักด้วยปาก

5. ฉลาดพูดเรื่องเงิน

เงินทองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแน่นอนว่ามันผูกติดกับอีโก้ของผู้ชายที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ แม้ไม่ได้จงใจดูถูก แต่การพูดจาทำนองว่าเขาไม่มีเงินจ่ายถือเป็นการทำร้ายอีโก้ของผู้ชายจนป่นปี้ เข้าใจว่าคุณหวังดีอยากช่วยเขาออก แทนที่จะต้องจ่ายเต็มราคา ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าชวนแชร์ค่าใช้จ่ายเลยดีกว่า ไม่ก็ผลัดกันเลี้ยง ต้องเข้าใจนิดหนึ่งว่าผู้ชายไม่อยากเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน แต่ถ้าพูดกับเขาดีๆ ด้วยเหตุผล รับรองว่าเขาต้องยอม หากเขาปฏิเสธแสดงว่าวันนั้นเขามีเงินพอสำหรับมื้อสำคัญ หยุดเซ้าซี้ เก็บเงินไว้เลี้ยงเขามื้อหน้าแทนดีกว่า

6. หัดขำกับมุกตลกของเขา

เอาล่ะ แม้ว่ามุกตลกของเขาจะฝืดยิ่งกว่าการเขมือบกองทรายลงคอ แต่จากผลศึกษาของ McMaster University ใน Ontario กล่าวว่า หนุ่มๆ จริงจังกับอารมณ์ขันของตนเองมากและอยากให้คนอื่นคิดว่ามันตลก โดยเฉพาะคนรัก อย่าลืมขำไปกับมุกของเขาละ เขาจะได้รู้ว่ายังมีคุณอีกคนที่เก็ตมุกตลกของเขา

7. แพ้บ้างก็ได้

คุณอาจเป็นวันเดอร์วูแมน เก่งทั้งงานออฟฟิศและงานบ้าน แต่ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ บางครั้งคุณต้องพึ่งพาคนอื่นบ้าง ดังที่นักจิตวิทยาด้านสังคม ซูซาน นิวแมน (Susan Newman) ชี้ทางสว่าง “การยอมแพ้และร้องขอความช่วยเหลือจากสามีหรือเพื่อนไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือบ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ ลองคิดถึงสิ่งดีที่สุดสำหรับคนในครอบครัว ไม่ใช่ความคิดจากคนภายนอก” ลองแบ่งความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน อย่าลืมว่าคุณไม่ใช่ผู้กุมอำนาจทุกอย่างในกรณีที่คุณหาเงินได้มากกว่า ในทางกลับกันควรปล่อยให้เขาดูแลเรื่องการเงิน หรือจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ บ้าง

8. ชมอีกฝ่ายบ้าง

นิสัยผู้ชายชอบแสดงความรักมากกว่าการพูด ดังนั้นถ้าคุณอยากให้เขาพูดแสดงความรู้สึกออกมา คุณต้องทำให้เขาเห็นก่อน เช่น “วันนี้แต่งตัวสวยเป็นพิเศษเพราะคุณนะ” ประโยคแบบนี้ช่วยกระตุ้นอีโก้ของอีกฝ่าย ทำให้เขาชมคุณกลับ บางคนบอกว่าวิธีนี้ไม่แฟร์ แต่จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นแล้วว่า คู่รักที่ชื่นชมความรู้สึกอีกฝ่าย ดีกว่าคู่ที่ไม่เคยพูดอะไรทำนองนี้เลย

9. ดื่มน้อยลง

ความสัมพันธ์หรือความรักอาจโดนก่อกวนจากการติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า วัยรุ่นผู้ใหญ่ หรือใครก็ตามที่ดื่มอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่า (สำหรับผู้หญิงเกินกว่า 4 แก้วใน 1 คืน ส่วนผู้ชาย 5 แก้วขึ้นไป) มีโอกาสแต่งงานน้อย หรือแต่งแล้วก็เสี่ยงที่จะแยกทาง แถมมีแนวโน้มจะเผชิญปัญหาความสัมพันธ์คลอนแคลน ดังนั้นถ้าต้องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนคุณต้องมีสติให้มาก หมายความว่าคุณต้องดื่มอย่างมีลิมิต

10. อย่ามองว่าตัวเองเจ๋งกว่า

นักแสดงหญิงร้อยละ 63 มีแนวโน้มหย่าร้าง นี่เป็นคำยืนยันจากผลวิจัยของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัย Toronto จากแคนาดา ที่ว่า “อัตราการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน เกิดจากสามีอึดอัดที่เห็นภรรยาประสบความสำเร็จมากกว่า และในทางกลับกัน ภรรยาคงรู้สึกไม่พอใจชีวิตคู่ เพราะเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง และเลิกรากับสามีได้ง่ายๆ” ทางที่ดีอย่าไปคิดว่าใครเก่งหรือประสบความสำเร็จกว่ากัน ลองใช้ความรักที่มีอยู่ช่วยสนับสนุนและยินดีในความสำเร็จของอีกฝ่ายดีกว่า

11. อย่านอยด์ให้มันมากนัก

เมื่อใดที่คนรักทำท่าทางลับๆ ล่อๆ คุณจะนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและรู้สึกไม่ไว้ใจขึ้นมาทันที คริสตี้ ฮาร์ตแมน (Christie Hartman) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง It’s Not Him, It’s You: The Truth You May Not Want but Need to Hear อธิบายว่า “คนที่เคยถูกคนรักนอกใจในอดีต อาจวางแผนจ้องจับผิดคนรักใหม่ด้วยการซักไซ้โน่นนี่ แล้วทึกทักเอาเองว่าเขาโกหก ดีไม่ดีความรักอาจปิดฉากเมื่อคุณเค้นคอกล่าวหาในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ แน่นอนเขาต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง มันคือลางร้ายสำหรับชีวิตคู่”

ดังนั้นควรคุยกับคนรักใหม่ให้แจ่มแจ้ง แม้ว่าเขาไม่เคยทำให้คุณไม่ไว้ใจก็ตาม บอกเขาไปว่า เป็นเพราะอดีตที่เลวร้าย คุณจึงด่วนสรุปเร็วไปเวลาเขาทำตัวปิดๆ บังๆ จนคุณงุนงงกับพฤติกรรม

12. ดูแลรูปร่างให้ฮอตสุดเป๊ะ

แน่นอนว่าพิซซ่าร้อนๆ ถาดใหญ่ หรือขนมเค้กเจ้าโปรด ย่อมทำให้คุณมีความสุข แต่อย่าลืมว่ามันไม่ดีต่อรูปร่าง ลองคิดถึงช่วงซัมเมอร์ที่กำลังมาถึง คิดถึงการที่คุณไม่สามารถใส่บิกินีตัวเก่งได้อีกต่อไป หรือหุ่นที่เคยเซ็กซี่ กลับห้อยย้อยเป็นก้อนไขมัน จึงควรกินอาหารที่ให้พลังงานและเป็นมิตรกับหน้าท้อง และมีส่วนประกอบของน้ำเป็นสำคัญ เช่น ส้ม ผักโขม หรือซุป เพราะเมื่อใดที่รู้สึกว่าฟิตแอนด์เฟิร์ม สุขภาพดี เราจะกล้าเผยหุ่นสวยๆ สิ่งที่ตามมาคือความมั่นใจที่ผู้ชายยอมแพ้ทุกราย

13. กล้าพูด กล้าบอก

ผู้ชายส่วนใหญ่มักมีไม้ตายแค่ท่าเดียว เพราะเคยใช้แล้วประสบความสำเร็จกับผู้หญิงคนก่อนหน้า และพวกเขาจะเล่นกระบวนท่านั้นซ้ำไปซ้ำมากับผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่เอะใจเลยว่าผู้หญิงแต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่างกัน บางคนชอบให้เริ่มด้วยการกอด จูบสัมผัสทั่วร่าง หรือเน้นเป็นจุดๆ ถือเป็นอีโก้ของหนุ่มๆ ที่เจ้าตัวไม่เคยสังเกต ดังนั้นจึงตกเป็นหน้าที่ของคุณในการชี้ทางสว่างให้เขารู้ ว่าตรงไหนที่สะกิดต่อมเสียว และอย่ากลัวว่าคุณจะดูเป็นผู้หญิงจู้จี้เรื่องบนเตียงหรือเจนจัดในสายตาเขา เพราะผู้ชายไม่ถือหรอกหากคุณคอยไกด์เล็กๆ น้อยๆ และเขารู้ว่ามันจะพาคุณไปถึงจุดสุดยอด เชื่อสิว่าเขาเองก็อยากมอบความรู้สึกสุดพิเศษนั้นให้คุณเช่นกัน เริ่มด้วยการกุมมือเขาไปสัมผัสจุดเร้าอารมณ์ ต่อไปเขาจะได้รู้ว่าควรเริ่มต้นตรงไหน และเดินเกมต่อไปอย่างไร

14. อย่าบอกให้เขาหยุด…

ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบการทำรักด้วยปาก เพราะถูกจุด โดนเป้า เหมาะสำหรับคนที่ชอบถูกกระตุ้นบริเวณคลิตอริสมากกว่าการสอดใส่ แต่หลายครั้งผู้หญิงมักบอกผู้ชายให้หยุดทำรักด้วยปาก เพราะคิดเอาเองว่าเขาคงเหนื่อยและเบื่อเต็มทนแล้ว ทั้งที่ความจริงมันตรงกันข้าม ผู้หญิงบางคนเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่อารมณ์จวนเจียนจะถึงฝั่ง เธอกลับสั่งให้เขาหยุดแล้วสอดใส่แทน โชคร้ายที่พอเครื่องสะดุดปั๊บ ดูเหมือนจุดสุดยอดจะห่างไกลพวกเธอไปทุกทีๆ (อย่างเซ็ง) ดังนั้นเลิกคิดแทนผู้ชายว่าเขาจะเหนื่อย เมื่อยลิ้น หรือใกล้หมดแรงเต็มที ดังที่ผลศึกษาในวารสาร International Journal of Sexual Health เขียนไว้ว่า ผู้ชายชอบสำรวจและลิ้มรสชาติน้องสาวของคู่นอน “ผู้ชายคนไหนไม่ชอบทำออรัลเซ็กซ์เนี่ยต้องมีอะไรผิดปกติแน่ แม้บางคนจะไม่ชอบทำออรัลเซ็กซ์ แต่ส่วนใหญ่มักตื่นเต้นที่ได้เห็นอีกฝ่ายถึงจุดไคลแม็กซ์ด้วยวิธีนี้”

เรื่อง: ดร.ชีสไบท์ | ภาพ: Rodale
Women’s Health Thailand | January 2015

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

10 เทคนิคชะลอการหลั่ง ยืดเวลารักได้ดั่งใจนึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576626

โดย FHM 24 ก.พ. 2559 16:01

 

ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงกว่าจะบรรลุถึงดวงดาว ใช้เวลายาวนานกว่าผู้ชาย คนรักที่ดีย่อมต้องรู้วิธีไปถึงดวงดาวนั้น โดยพร้อมเพรียงกัน…

1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง อีกทั้งต้องเป็นการนอนหลับอย่างสนิท!

2. ไม่รับประทานไขมันสัตว์มากเกินไป

หรือทานปิ้งย่างจนเคยชิน เพื่อป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงองคชาต และต้องออกกำลังเป็นประจำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง พละกำลังจะแกร่งกล้า การไหลเวียนของเลือดดี ผลวิจัยพบว่า สุขภาพที่ไม่ดี คือปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้หลั่งเร็ว

3. ฝึกควบคุมการหายใจ

ด้วยหายใจเข้าและออกให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการฝึกการใช้กระบังลม ใช้สมาธิ เพื่อควบคุมไปยังกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ไม่เกิดอาการเกร็ง ถึงเวลาจริง…สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ ลดอาการตื่นเต้น เร่งเร้า หรือเกร็งผิดจังหวะ และมีส่วนช่วยให้ยืดเวลารักออกไป

4. ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ที่เรียกว่า “คีเกล เอกเซอไซส์” (Kegel Exercises) กระทำได้โดยการฝึกขมิบก้น คล้ายกลั้นอุจจาระ พอรู้สึกถึงการบีบกระชับของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว ให้นับในใจช้าๆ 1-10 แล้วจึงคลาย ฝึกแบบนี้สัก 10-20 ครั้ง และฝึกอยู่เป็นประจำ หรือให้เป็นท่าหนึ่งของการออกกำลังกายเป็นประจำของคุณ!

5. Squeeze Technique

โดย มาสเตอร์ & จอห์นสัน ปรมาจารย์ด้านเพศศาสตร์ แนะนำว่า ฝึกการช่วยตนเองเหมือนปกติ แต่พอใกล้จะถึงดวงดาว ภูเขาไฟใกล้จะปล่อยลาวา ให้ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ข้างที่ถนัด บีบคอคอดของปลายอวัยวะเพศอย่างแรง บีบจนแน่ใจว่าจะไม่หลั่งแล้ว ค่อยปล่อยรอให้มังกรไฟคลายตัว จึงค่อยจัดการกระตุ้นใหม่อีกครั้ง

6. ก่อนมีอะไรกัน อาบน้ำอุ่นสัก 5 นาที

เพราะช่วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนโลหิต หลังจากปรับตัวกับน้ำอุ่นได้แล้ว ให้เอามือจับของลับของตน กระตุ้นนวดให้พอมีเลือดคั่ง สัก 5 นาที

7. เพิ่มการโหมโรงให้นานขึ้น

คุณอาจใช้อุปกรณ์อื่นๆ เข้าช่วย เช่น ครีมลดความไวของประสาทสัมผัส หรือถุงยางอนามัยที่มีสารชะลอการหลั่ง จะช่วยให้คุณผู้ชายอยู่ได้นานขึ้น แต่ข้อเสียก็คือความสุขในการร่วมรักอาจลดน้อยลง

8. ขอความร่วมมือจากคนรัก

โดยให้เธอเป็นฝ่ายรุก พูดง่ายๆ คือ คุณจงทำตัวเป็นม้าให้เธอขี่ และในจังหวะที่เธอเคลื่อนไหวไปตามลีลานั้น คุณต้องส่งเสียงหรือสัญญาณบอกเป็นนัยๆ ให้เธอรู้ว่าภูเขาไฟใกล้ระเบิดแล้ว ก็ให้เธอถอนกายออก และคุณจึงจัดการใช้เทคนิค Squeeze Technique (ตามข้อ 5) กระทั่งรอให้มังกรคลายตัว เมื่อนั้นคุณก็สามารถกระตุ้นรักให้เธอโดยใช้ส่วนอื่นทดแทนไปก่อน

9. พยายามเปลี่ยนท่า

ท่าบางท่าอาจทำให้คุณถึงจุดสุดยอดไวกว่าท่าอื่นๆ เช่น ท่ามิชชันนารี หรือท่าที่ให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้คุมเกม ดังนั้น ทดลองหลายๆ ท่า เพื่อค้นหาว่าท่าไหนช่วยให้คุณอยู่ได้นานที่สุด (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Sex Positions)

10. ใช้มือร่วมด้วย

บางทีคุณอาจใกล้จะถึงก็จริง แต่ฝ่ายหญิงนั้นเธออาจยังรู้สึกชิลล์ๆ อยู่เลยก็ได้ ในช่วงเวลานี้คุณอาจใช้มือเพื่อกระตุ้นจีสปอต ในขณะที่เธอกำลังนอนหงาย จากนั้นให้ใช้นิ้วมือที่ยาว ไม่ว่าจะนิ้วกลางหรือชี้ สอดเข้าไปในช่องรักของเธอให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกระดกนิ้วขึ้นในลักษณะของ “ตัว C” เลื่อนปลายนิ้วของคุณไปตามด้านบนของช่องคลอด จนกว่าคุณจะพบพื้นที่ที่หยาบกว่าผนังช่องคลอดส่วนที่เหลือ เมื่อกระตุ้นไปได้จนเธอรู้สึกพึงพอใจ ก็คงได้เวลาสอดใส่จริงอีกครั้ง เมื่อคุณรู้เทคนิคนี้แล้ว การควบคุมและกำหนดเวลาไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมๆ กันกับเธอ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และสามารถกำหนดได้ดั่งใจนึก…

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

มาลองเป็นแบดเกิร์ล (บนเตียง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576601

โดย Women’s Health 23 ก.พ. 2559 16:01

 

เห็นติ๋มๆ หงิมๆ ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะอยากเป็นเหมือนนางเอกในหนังหรือละคร เพราะแท้จริงแล้วก้นบึ้งในจิตใจ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต่างมีความต้องการที่โลดโผนพร้อมโจนทะยานได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงกิจกรรมบนเตียง

เวลาที่คุณได้ยินคนพูดถึงพวกบ้ากาม ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในสมอง คือผู้ชายท่าทางหลุกหลิก ใส่เสื้อคลุมตัวยาวยืนแอบอยู่ข้างเสาใกล้ประตูโรงเรียน หรือไม่ก็ตาแก่หน้าหื่นที่ชอบมายืนเบียดเสียดผู้หญิงบนรถไฟฟ้า แน่นอนว่าเราไม่ได้บอกให้คุณทำอย่างนั้น หรือมองหาคนที่มีพฤติกรรมข้างต้น เพราะบ้ากามอาจหมายรวมถึงการทำตัวเป็นแบดเกิร์ลบนเตียง ไม่ใช่คุณหนูพับเพียบเรียบร้อยชอบเซ็กซ์สไตล์ท่อนไม้ เพราะการเป็นแบดเกิร์ลไม่เห็นผิดหรือน่ารังเกียจตรงไหน คุณหมอเจส เบอริ่ง (Jesse Bering) ผู้แต่ง Perv: The Sexual Deviant in All of Us บอกเราว่า ผู้หญิงทุกคน ไม่สิมนุษย์ทุกรายล้วนมีความบ้ากามซ่อนอยู่ในตัว สิ่งนี้สามารถปลุกอารมณ์ผู้หญิงเราได้เช่นกัน “มันไม่ได้มีแต่เซ็กซ์พื้นฐานอย่างท่ามิชชันนารี หรือมีเซ็กซ์กับผู้ชายที่อยากครองรักเดียวไปตลอดชีวิต เรื่องเพศไม่ง่ายขนาดนั้น”

จริงอยู่ที่การแสวงหาสิ่งปลุกเร้าอารมณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณกลัวว่ามันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ยอมรับ) บางทีพวกเราอาจรู้สึกละอายเกินกว่าจะบอกให้อีกฝ่ายล่วงรู้ และนั่นคือบ่อเกิดของปัญหาที่ทำให้คุณไม่มีความสุข

แบดเกิร์ลเป็นอย่างไร

เด็กดีไม่ใส่กระโปรงสั้นกับรองเท้าส้นสูง ไม่กิ๊กกับผู้ชายสองคนในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญไม่โทรเรียกให้เขามาหาดึกๆ ดื่นๆ พวกเราส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังให้โตมาเป็นกุลสตรีอยู่ในกรอบ อีกทั้งสังคมยังตอกย้ำว่าผู้หญิงควรเรียบร้อยดังผ้าพับไว้ (ลองคิดถึงภาพเจ้าสาวยังจิ้นในชุดแต่งงาน) แม้จะขัดกับภาพความเป็นจริงขนาดไหนก็ตาม ขณะเดียวกันไม่ใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะชอบกุลสตรีว่าไหม? แต่ใครล่ะจะยอมรับตรงๆ ว่าอยากจับคุณมัดไว้กับหัวเตียงแล้วมีเซ็กซ์อย่างดุเดือด อย่างมากก็แค่จินตนาการไว้ในหัวขณะมีเซ็กซ์กับคุณเท่านั้นเอง แล้วทำไมเราถึงไม่ทำให้ความต้องการทั้งของคุณและเขาเป็นจริง (ในกรณีที่เขามีรสนิยมเดียวกัน) ช่วงแรกๆ อาจยากสักหน่อยที่จะถามอีกฝ่ายให้ไม่รู้สึกว่าโดนจู่โจม แต่ไม่ต้องกลัวเรามีคำแนะนำดีๆ มาฝาก

รู้จักตัวเอง

ก่อนอื่นต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าแท้จริงแล้วรสนิยมทางเพศของเราเป็นอย่างไร คุณชอบมีเซ็กซ์แบบไหน หรือรู้สึกถูกปลุกเร้าจากสิ่งใดได้ง่าย เพราะผู้หญิงไม่เหมือนผู้ชาย มีหลายสิ่งอย่างที่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ได้ ลองคิดถึงท่าพิสดารที่คุณอยากให้เกิดขึ้น จงซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาตัดสินคุณเรื่องนี้ (เอาจริงๆ มันก็เป็นเรื่องของคุณ ไม่เห็นต้องแคร์คนอื่น) ลองคิดย้อนกลับไปช่วงวัยรุ่นที่ฮอร์โมนยังพลุ่งพล่าน มีสิ่งใดไหมที่รุกเร้าความรู้สึกจนเกิดความต้องการ ลองคิดถึงเซ็กซ์ท่าโปรด ท่ายืน นั่งหรือนอนบนพื้น สิ่งไหนปลุกเร้าความรู้สึกคุณมากที่สุด “การเชื่อมสิ่งอีโรติกเข้ากับภาพกิจกรรมทางเพศในหัว สามารถเปลี่ยนเป็นความต้องการได้” หมอเจสกล่าว ความทรงจำในวัยเด็กของผู้หญิงจำนวนไม่น้อยส่งผลต่อความต้องการทางเพศ “ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าเรื่องดีหรือร้าย สิ่งที่ทำให้หัวเราะหรือสติหลุดสามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นสิ่งปลุกเร้าอารมณ์ได้ในภายหลัง” ซาริ คูเปอร์ (Sari Cooper) นักบำบัดกล่าว

รวมถึงวิธีอื่นที่อาศัยภาพอย่างการดูหนังสมัยเด็กที่มีฉากเซ็กซ์ตราตรึง “ถามตัวเองว่าหนังเรื่องไหนที่ดูแล้วเกิดอารมณ์ อาจเป็นพระเอกหุ่นฮอตที่คุณชอบ (อย่างเจคอบบ์ ใน Twilight) หรือถ้อยคำที่พระเอกพูดเพื่อให้นางเอกยอมขึ้นเตียงด้วย ในขณะที่แคลร์ คาวานาห์ (Claire Cavanah) ผู้ก่อตั้งร้านเซ็กซ์ทอย Babeland และผู้เขียน Moregasm: Babeland’s Guide to Mind-Blowing Sex แนะให้ลืมหนังคลาสสิกรุ่นเก่าซะ แล้วหาหนังโป๊มาดูแทน “บางเรื่องอาจแรงเกิน แต่ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นก่อนดีกว่า” เธอเสริมว่าเว็บไซต์ของเธอแบ่งดีวีดีเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เช่น หุ่นสุดฮอต มีเนื้อเรื่อง และมือสมัครเล่น หรือหากคุณชอบอ่านนิยายปกดำมากกว่า ขอบอกว่าไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว “นิยายอีโรติกดีๆ สามารถสร้างแรงกระตุ้นและลงลึกถึงความต้องการทางเพศของผู้หญิง” เธอเสริมก่อนแนะนำเรื่อง Gotta Have It: 69 Stories of Sudden Sex เขียนโดย Rachel Kramer Bussel และอีกเรื่อง Bared to You by Sylvia Day

กุญแจสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ตนเองตราบใดที่มันถูกกฎหมายและปลอดภัย คุณมีอิสระที่จะค้นหาสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งคิดว่า อืม…ฉันไม่น่าจะรู้สึกอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ ฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้สักหน่อย อย่างที่บอกไงว่าคุณต้องให้โอกาสตัวเองสักครั้ง

จะบอกอีกฝ่ายอย่างไร

หมดเรื่องของคุณแล้ว มาที่ฝ่ายชายกันบ้าง นักบำบัดทางเพศ คริส โดเนก (Chris Donaghue) สำทับว่า “ชีวิตเซ็กซ์ที่ดีต้องสร้างความประหลาดใจให้อีกฝ่าย” ดังนั้นจะรออะไรอยู่ จงซื่อสัตย์และเปิดโอกาสให้กันแล้วคุณทั้งสองจะรู้สึกใกล้ชิดและสบายใจเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมาก เน้นคุยกันแมนๆ อย่างการเอ่ยปากถามเขาตรงๆ ตอนอยู่กันสองต่อสอง เริ่มต้นด้วยการเผยความต้องการให้อีกฝ่ายรู้ จากนั้นรอดูปฏิกิริยาตอบสนองจากฝ่ายตรงข้ามที่อาจไม่ตอบฉับพลันทันใจ ให้เวลาเขาหน่อย ลองสังเกตว่าเขามีท่าทีอย่างไร แย่หรือประหลาดใจ แต่ถ้าเป็นอย่างหลังอาจมีสิทธิ์ สำหรับบางคู่อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือสัปดาห์กว่าเขาจะตอบว่าบทบาทเจ้านาย-ลูกน้องที่คุณโยนไปจะยอมเล่นด้วยไหม หากเขาปฏิเสธแถมยังมองคุณในแง่ไม่ดี ทำนอง เฮ้ย เรามีแฟนเป็นโรคจิต บ้าเซ็กซ์ เพี้ยนๆ รึเปล่า ฯลฯ ถ้ามาอีหรอบนี้เขาไม่ใช่คนที่คุณจะอยู่ด้วยแล้วสนุกสนานแฮปปี้นานๆ ไม่ก็เบื่อในอีกไม่ช้า การเผยสิ่งที่ต้องซ่อนเร้นให้อีกฝ่ายรู้นั้นดีเสมอ ไม่ใช่เพราะได้แบ่งปันทุกอย่างกับคนรัก แต่เรื่องแฟนตาซีเป็นเชื้อเพลิงเด็ดที่ช่วยจุดไฟรักในห้องนอนให้ร้อนแรงไม่มีดับ ในขณะที่บางอย่างเก็บไว้แค่ในหัวก็พอ เช่น หากคุณจินตนาการว่า เขากับคุณมีเซ็กซ์กันดุเด็ดเผ็ดมัน อีกฝ่ายดึงทึ้งผมคุณทุกจังหวะที่สอดใส่ ในชีวิตจริงคุณอยากจะโดนอย่างนั้นไหม?

แต่ถ้าคุณเขินอายเกินกว่าจะเริ่มแบบสุดโต่งมาลองขั้นเบบี๋ดูก่อน เช่น คุณอยากมีเซ็กซ์แบบขัดขืนเล็กน้อยเหมือนละครยามเย็น ก็ลองสะกิดเขาระหว่างนั่งดูด้วยกันว่าอยากลองแบบนั้นบ้างหรือมาเล่นเป็นพระนางคู่นี้กันไหม หากว่าแรงไปก็ลองวิธีซอฟต์ลงมาหน่อย อย่างการกระซิบเสียงกระเส่าขณะถูกเล้าโลมว่า คุณอยากให้เขาทำอะไรบ้าง การแบ่งปันจินตนาการทางเพศร่วมกันช่วยได้มากเมื่อคุณกำลังถูกปลุกเร้าอารมณ์ เพราะคุณกำลังคิดเรื่องอย่างว่าในหัว ขณะที่อีกฝ่ายก็สัมผัสตัวคุณไปด้วย อีกอย่างมีเปอร์เซ็นต์สูงที่เขาจะลองทำตาม

อย่าลืมว่าคุณแค่ขอให้เขากล้าเปิดรับความแปลกใหม่ ไม่ได้บอกให้เขาหยิบเสื้อคลุมมาใส่แล้วเที่ยวไปเปิดอ้าซ่าต่อหน้าเด็กสาวหน้าโรงเรียนสักหน่อย รับรองว่าเรื่องแค่นี้ฝ่ายชายยอมเล่นด้วยอยู่แล้ว

แปลและเรียบเรียงโดย: ดร.ชีสไบท์ | ภาพ: Corbis

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

ผอมๆ คุยกัน! 5 วิธีลดความอ้วน เร็วและเซฟ แบบไม่ต้องพึ่งยา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572682

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 06:05

 

บางทีการทานยาลดความอ้วนอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และเห็นผลไวเสมอไป ดีไม่ดีซ้ำร้ายอาจเกิดเอฟเฟกต์โยโย่ตามมา มันจะดีกว่าไหม ถ้าเรามีวิธีลดที่ง่าย และปลอดภัยกว่านั้น ดังข้อข้างล่างเหล่านี้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ทดลองมาแล้วว่า ‘เห็นผลจริง’ เพียงแค่เราทำอย่างสม่ำเสมอให้เป็นนิสัยเท่านั้นแหละ!

1. กินไข่ไก่เป็นอาหารเช้า
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยโปรตีนจากไข่ ทานทุกมื้อเช้าเป็นประจำ อาจจะวันละหนึ่งหรือสองฟอง ไม่เพียงแต่คุณจะได้สารอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ทว่ายังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มเร็ว และทานได้น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งนั่นทำให้ปริมาณแคลอรีที่ทานลดลงไปด้วย แน่นอนล่ะว่า มันช่วยคุณลดน้ำหนักลงได้

‘ไข่ไก่’ ช่วยลดน้ำหนักได้

2. ปิดทีวีเมื่อทานอาหาร
เพราะการนั่งทานไปเรื่อยๆ ขณะดูทีวี จะทำให้คุณทานได้เรื่อยๆ แบบไม่รู้สึกอิ่มเช่นกัน (จนกว่าคุณจะลุกยืนขึ้นถึงจะรู้สึกจุกแน่น) และนั่นจะทำให้คุณมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น คุณรู้ไหมว่า การเปิดทีวีตอนทานข้าว หรือมื้อใดๆ ก็ตาม มันจะเพิ่มประสิทธิภาพการทานได้มากกว่าเดิมถึง 40% ฉะนั้นมันจะดีกว่าถ้าคุณปิดทีวี หรือสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจระหว่างทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ หรืองานตรงหน้า หากไม่อยากพุงโย้มีห่วงยางรอบเอวแบบไม่รู้ตัว

เปิดทีวีขณะทาน อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่รู้ตัว!

3. โบกมือลาแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์นี่แหละ ‘ตัวอ้วน’ เลย ถ้าเกิดคุณเป็นคนรักปาร์ตี้หลังเลิกงาน เราก็เตือนได้แค่เพลาๆ ลงบ้าง จากเคยดื่ม 6 วัน ก็อาจลดลงเหลือวันหยุดวันเดียว หรือไม่จะดีที่สุดก็เลิกดื่มไปเลย เพราะน้ำใสๆ สีเหลืองอำพันนี้ หรืออะไรก็ตามที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ล้วนเต็มไปด้วยแคลอรีสูงปรี๊ดดด ไม่เชื่อคุณลองสังเกตตัวเองหนึ่งอาทิตย์สิ นอกจากจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่อแววมีพุงรอบเอวมาให้เห็น ไม่เฟิร์มฟิตเหมือนเดิม อย่างไรก็ดี ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เราแนะนำเป็นวอดก้า ไวน์ หรือไลท์เบียร์แทนก็เวิร์คอยู่นะ (ให้แคลอรีต่ำกว่า)

4. ต้องทานผลไม้ทุกวัน
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อะไรก็แล้วแต่ จัดเป็นสุดยอดอาหารลดน้ำหนัก (ให้น้อยแคลอรี) ที่อุดมด้วยไฟเบอร์ และวิตามิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยย่อย และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ โดยคุณอาจทานสลับกันวันละ 1-2 อย่าง หรือจัดเป็นตารางการทานต่อสัปดาห์เลยก็ได้ ชมพู่บ้าง เปลี่ยนเป็นฝรั่ง แอปเปิล ส้มบ้าง ตามใจชอบ เชื่อเถอะว่า ไม่เพียงน้ำหนักคุณจะลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ มันยังช่วยเซฟไม่ให้หุ่นอ้วนเผละ ตลอดจนบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งน่าหลงใหล!

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

5. ดื่มน้ำครึ่งลิตรก่อนทานอาหารครึ่งชั่วโมง
วิธีนี้หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นไปได้เหรอ?! แต่เราขอยืนยันว่า มันเห็นผลจริง วิธีนี้ทั้งช่วยลดความอ้วน-พุงโย้ และลดน้ำหนักของคุณสาวๆ ได้ เพราะมันจะทำให้คุณเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วขณะทานข้าว หรือสามารถทานได้น้อยลงอย่างชัดเจน เนื่องจากน้ำที่คุณดื่มเข้าไปแทนที่อาหารในกระเพาะ ทำให้กระเพาะของคุณจุอาหาร หรือมีความต้องการอาหารน้อยลงกว่าเดิม นั่นก็หมายถึงแคลอรีที่คุณได้รับมีปริมาณน้อยลงกว่าเดิมเช่นกัน วิธีนี้ล่ะเวิร์คสุดๆ ไม่ลองก็ไม่รู้…

ความหวังที่ผู้ป่วยมะเร็งเฝ้ารอ!! การรักษาด้วยเซลล์บำบัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580469

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2559 06:01

 

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ดร.นพ.กิติพงศ์ สุนทราภา อาจารย์สังกัดภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เปิดเผยผลงานวิจัยและการค้นคว้าล่าสุดของการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยการใช้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือ “เซลล์บำบัด” (Cell Therapy) ซึ่งจะเป็นการรักษาโรคมะเร็งแนวใหม่ในอนาคต

อาจารย์หมอกิติพงศ์ อธิบายให้เข้าใจตอนต้นว่า เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่อยู่ในร่างกายเราแต่กลายร่างเป็นเซลล์ประหลาด จากเล็กๆ จนกลายเป็นก้อน แต่ร่างกายเราก็มีกลไกป้องกันตัวเอง คือ เม็ดเลือดขาว ที่จะคอยจัดการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้าเม็ดเลือดขาวจัดการไม่ทัน เซลล์มะเร็งก็จะแพร่มากขึ้น ในขณะเดียวกันเซลล์มะเร็งเองก็มีกลไกป้องกันตัวเอง ที่สามารถปล่อยสารที่จะฆ่าตัวที่จะมาทำลายมันได้ด้วย แล้วเซลล์มะเร็งก็จะไปแย่งอาหารของเซลล์ปกติ ทำให้เซลล์ปกติตายไป ปล่อยให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย การรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันคือ การผ่าตัด, การฉายรังสี และเคมีบำบัด แต่ 2 วิธีหลังนี้จะส่งผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้, ผมร่วง, และการกดภูมิคุ้มกัน การรักษาแนวใหม่ที่อยู่ในขั้นการวิจัยที่ยาวนานมาเป็นสิบปีคือ วิธีเซลล์บำบัด ซึ่งทางโรงพยาบาลศิริราชเองได้ต่อยอดทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้เซลล์เม็ดเลือดขาวมาฆ่าเซลล์มะเร็งที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย จากข้อมูลการวิจัยในต่างประเทศ พบว่า วิธีการรักษาเซลล์บำบัด ด้วยเทคนิค CIK Cells (Cytokine-Induced Killer Cells) เปลี่ยนเซลล์เม็ดเลือดขาวให้เป็นเซลล์นักฆ่า นำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งควบคู่กับการรักษาในแนวทางปัจจุบัน ซึ่งพบว่า มีประสิทธิภาพสูงมาก และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ ที่เป็นอันตราย

ดร.นพ.กิติพงศ์ สุนทราภา

อาจารย์หมอกิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยการวิจัยเซลล์บำบัดชนิด CIK Cells นี้ได้ถูกนำมาศึกษาอยู่ในขั้นวิจัยที่ รพ.ศิริราชและ รพ.รามาธิบดี ซึ่งวิธีการคือ เจาะเลือดแยกเอาเซลล์เม็ดเลือดขาวจากร่างกายผู้ป่วยมะเร็งเองมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ด้วยเทคนิค Cell culture แบบเฉพาะ ทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งปกติทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็งอยู่แล้ว ให้มีความแข็งแรงมีประสิทธิภาพทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม รวมถึงการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ให้มีจำนวนมาก แล้วจึงนำกลับมาฉีดคืนให้ผู้ป่วย จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การให้เซลล์บำบัดชนิด CIK Cells ร่วมกับการรักษามาตรฐานนั้น สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในเวลา 5 ปี หลังการวินิจฉัยเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ต้องใช้ทุนสูงมาก จึงทำการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งได้จำนวนน้อย ไม่สามารถทำการศึกษาในวงกว้างได้ เพื่อให้การวิจัยเซลล์บำบัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงได้จัดตั้ง “กองทุนวิจัยเซลล์บำบัดเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง รหัสกองทุน D-003658” ขึ้นภายใต้ ศิริราชมูลนิธิ เพื่อระดมทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือ ตลอดจนบุคลากร ซึ่งสามารถติดต่อได้โดยตรงที่ 0-81934-1734.