5 เรื่อง SEX ที่บอกกี่ครั้งก็ยังเข้าใจผิดกันตลอด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576585

โดย Playboy Thailand 21 ก.พ. 2559 16:01

 

เหมือนกับการขับรถ บางครั้งบางเรื่องเป็นการพูดกันปากต่อปาก และปฏิบัติกันต่อเนื่องแบบไม่ถาม หรือไม่พิสูจน์จนกลายเป็นความเคยชิน และเข้าใจกันไปเองว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย

1. ขนาดใหญ่จะทำให้มีความสุข

แน่นอนว่าคนที่มีน้องชายตัวใหญ่ย่อมได้เปรียบในการสร้างความประทับใจให้กับสาวๆ ยามเมื่อโผล่หน้ามาให้เห็นครั้งแรก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เซ็กซ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีและเร้าใจ เพราะปัจจัยในการสร้างความประทับใจเวลาลงมือทำยังมีอีกมาก ทั้งการเล้าโลม การเอาใจใส่ และเอาอกเอาใจฝ่ายหญิง และที่สำคัญคือ ความอึดแบบพอเหมาะ

2. ท้องแล้วไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้

จริงๆ แล้วสามารถมีได้ตลอด เพียงแต่ต้องระวังเท่านั้นเอง นอกจากนั้น คุณอาจจะแปลกใจว่าทำไมภรรยาของคุณถึงมีอารมณ์มากกว่าปกติด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะเวลามีการตั้งครรภ์ จะมีเลือดมาเลี้ยงที่อวัยวะต่างๆ มากขึ้นกว่าปกติ และบริเวณช่องคลอดก็เช่นเดียวกัน ซึ่งการที่อวัยวะสืบพันธุ์มีเลือดมาเลี้ยงมากและบวมขึ้น จะทำให้เวลามีเซ็กซ์ ฝ่ายหญิงก็จะมีความรู้สึกทางเพศเร็วขึ้นและมากขึ้น เพียงแต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความรุนแรง ในขณะมีกิจกรรม รวมถึงฝ่ายหญิงมีปัญหาความเสี่ยงในการแท้งลูกอยู่หรือไม่

3. หลั่งนอกหมดปัญหาเรื่องท้อง

นี่คือความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ และอย่างที่เคยเขียนถึงหลายครั้งแล้ว การหลั่งนอกไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีความชัวร์ 100% ว่าไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ เพราะในขณะที่กำลังมีกิจกรรมกันนั้น อวัยวะเพศชายจะมีการหลั่งน้ำเชื้อออกมาด้วยนิดหน่อย ซึ่งเพียงแค่เล็กน้อย แต่ถ้ามีคุณภาพคับแก้ว และบังเอิญอยู่ในช่วงที่ฝ่ายหญิงไข่ตกด้วยแล้ว โอกาสที่จะตั้งครรภ์มีสูงมาก

4. การปัสสาวะหลังจากเสร็จกิจของฝ่ายหญิง แสดงว่าเธอถึงจุดสุดยอด

อันนี้ไม่จริง เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะนั้น เพราะในระหว่างที่คุณกำลังมีอะไรกัน มีโอกาสที่กระเพาะปัสสาวะของทั้งฝ่ายชาย และหญิง ถูกกระตุ้นหรือกดทับ ทำให้เธอหรือคุณปวดปัสสาวะเท่านั้นเอง

5. การมีเซ็กซ์แบบดุเดือดจะทำให้ฝ่ายหญิงยิ่งพอใจ

อย่าไปเชื่ออะไรกับหนังมาก และเป็นความเข้าใจผิดกันมานานนักแล้วว่า ผู้ชายที่มีพละกำลังมากๆ จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ กับหญิงสาวได้รวดเร็ว รุนแรง และทำให้เธอไปถึงจุดสุดยอดได้ง่าย จริงๆ แล้ว การมีสัมพันธ์ที่อบอุ่นเนิ่นนาน เข้าใจกัน ช่วยกันประคับประคองนาวารัก ให้ผ่านคลื่นลมมรสุมสวาทจนบรรลุถึงฝั่งฝันต่างหาก ที่นำความสุขสมมาสู่คนทั้งสองได้มากกว่า การมีเซ็กซ์จึงควรที่จะเกิดขึ้นในบรรยากาศที่แสนจะผ่อนคลาย และโรแมนติก

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

กำเนิดสมองซีกขวาและซีกซ้าย (ตอน 3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580069

โดย หมอดื้อ 21 ก.พ. 2559 05:01

 

ทั้งมนุษย์และลิง สามารถแปลการแสดงออกทางอารมณ์ ผ่านสีหน้าได้แม่นยำกว่า ด้วยสมองซีกขวา จึงสรุปได้ว่า ความสามารถในพัฒนาการจากบรรพบุรุษของสมองซีกขวา เพื่อที่จะบ่งชี้เอกลักษณ์ และความคุ้นเคย เพื่อที่จะตัดสินว่า สิ่งกระตุ้นในขณะนั้นเคยได้เห็นหรือพบเจอมาก่อนหรือไม่

การแบ่งแยกขั้นพื้นฐาน ระหว่างบทบาทของสมองซีกซ้าย ในด้านปฏิกิริยาปกติ กับบทบาทของสมองซีกขวา ในด้านสถานการณ์พิเศษแล้ว ยังมีรายละเอียดที่สมองซีกขวาของมนุษย์จะดูภาพรวมทั้งหมดมากกว่าที่จะดูเป็นจุดย่อยๆ ความสามารถนี้ทำให้เกิดผลดีในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ของสิ่งต่างๆ ด้านตำแหน่งและขนาด ความทรงจำที่เก็บในสมองซีกขวามีแนวโน้มที่จะเป็นระบบ และเรียกออกมาใช้เป็นแบบแผน มากกว่าที่จะเป็นสิ่งย่อยๆ ในทางตรงกันข้าม สมองซีกซ้ายกลับมีแนวโน้มที่จะสนใจเฉพาะจุดของสิ่งแวดล้อมนั้นๆ หลักฐานที่เด่นในเรื่องการแบ่งเป็นภาพรวม หรือเฉพาะส่วนนี้ได้ถูกแสดงให้เห็นชัด เมื่อให้คนไข้ที่สมองถูกทำลายมาลอกภาพซึ่งถูกเขียนด้วยอักษรพิมพ์ใหญ่ตัว A ขนาดเล็กๆหลายตัวอย่างเป็นรูปแบบ ก่อให้เป็นรูปร่างของตัวอักษร H ขนาดใหญ่ คนไข้ที่สมองซีกซ้ายถูกทำลายจะเขียนเส้นรวมๆของรูปตัว H โดยไม่มีอักษร A ขนาดเล็กเลย ในขณะที่คนไข้ที่สมองซีกขวาถูกทำลาย จะเขียนเฉพาะตัว A อย่างไม่มีรูปแบบไปทั่วกระดาษ

การแบ่งแยกแบบนี้พบในไก่เช่นกัน เป็นการบอกถึงเรื่องวิวัฒนาการ ไก่บ้าน มีความสนใจ ในด้านความสัมพันธ์ของสิ่งของในด้านขนาด และตำแหน่ง โดยใช้สมองซีกขวา นอกเหนือจากนั้น ไก่ที่ถูกปิดตาขวา จะสนใจในสิ่งกระตุ้นที่หลากหลาย เป็นการบอกถึงภาพรวม ในขณะที่ไก่ที่ถูกปิดตาซ้ายเท่านั้นที่จะสามารถพุ่งความสนใจไปเฉพาะส่วนที่เด่นชัด

แล้วทำไมสมองต้องแบ่งออกเป็นสองซีก นั่นก็คือ เพื่อประเมินสิ่ง กระตุ้นที่เข้ามา สิ่งมีชีวิตจำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์สองชนิด โดยสิ่งกระตุ้นที่แปลกใหม่และต้องการการตอบสนองแบบฉุกเฉิน ซึ่งใช้สมองซีกขวาหรือสิ่งกระตุ้นนั้นจัดเข้าได้กับ กลุ่มสิ่งที่คุ้นเคยอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ เพื่อที่จะได้ตอบสนองแบบที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีแล้วได้ ซึ่งใช้สมองซีกซ้าย เพื่อที่จะกระตุ้นสิ่งแปลกใหม่ สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องสนใจลักษณะจำเพาะการรับรู้ด้านขนาดและตำแหน่ง มีความจำเป็นอย่างมากในการรับรู้นี้ ซึ่งก็คือหน้าที่ของสมองซีกขวาในทางกลับกัน ในการจัดกลุ่มประสบการณ์ สิ่งมีชีวิตต้องจดจำได้ว่า สิ่งไหนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และแยกกลุ่ม ของสิ่งจำเพาะ หรือแปลกจากกลุ่มออกไป ผลลัพธ์ก็คือ การสนใจเฉพาะสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่า ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่สำคัญที่สุดของสมอง และนั่นก็คือหน้าที่ของสมองซีกซ้าย การมีความจำเพาะของสมองสองซีก ทำให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าการไม่มีการแยก เนื่องจากข้อมูลทั้งสองชนิด จะผ่านสมองในเวลาเดียวกัน มีการเปรียบเทียบความสามารถของสัตว์ที่มีความจำเพาะของสมองสองซีกกับสัตว์ที่ไม่มีความจำเพาะของสมอง

โดยนำตัวอ่อน (Embryo) ของไก่บ้านมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก จะได้รับแสง โดยก่อนที่จะฟักตัว หัวของตัวอ่อนของไก่ได้หมุนเข้าไปทำให้ตาซ้ายถูกปิดไว้ด้วยลำตัว มีแต่ตาขวาที่ได้รับการกระตุ้นจากแสงที่ส่องผ่านเปลือกไข่ แสงจะกระตุ้นให้การมองเห็นพัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มที่สอง จะให้ไข่ ฟักตัวในที่มืด จะสามารถทำให้ไม่เกิด ความจำเพาะในสมองสองซีก และไม่พัฒนาสมองซีกซ้ายซึ่งจะช่วยเรื่อง ความสามารถพิเศษ ในการแยกธัญพืช ออกจากก้อนหินเล็กๆ และยังลดการทำงานของสมองซีกขวาที่จะตอบสนองทางด้านซ้ายต่อผู้ล่าด้วย เพื่อทดสอบไก่สองชนิดนี้ โดยไก่จะต้องหาธัญพืชที่ปะปนกับก้อนหินเล็กๆ ในขณะที่ต้องคอยระวังผู้ล่าที่อยู่ด้านบนด้วย พบว่าไก่ที่ฟักตัวโดยการกระตุ้นด้วยแสง สามารถทำได้อย่างดี ในขณะนี้ไก่ที่ฟักตัวในความมืดไม่สามารถทำได้ จึงเป็นการเน้นย้ำความสำคัญ ในเรื่องความจำเพาะของสมองสองซีก

ความไม่สมดุลทางสังคม กระบวนการที่สามารถแบ่งแยกและสอดคล้องกันไปของสมองทั้งสองซีกนั้น อาจทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง แต่ยังมีคำถามอีกมากมายที่ยังต้องการคำตอบ เช่น ในแต่ละสายพันธ์ุนั้นสมองซีกไหนเด่นกว่า ทำไมตาซ้ายและสมองซีกขวาในสัตว์ส่วนใหญ่ จึงดีกว่าในการระวังภัยจากผู้ล่า และทำไมความถนัดในการใช้มือถึงมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน แบบครึ่งต่อครึ่ง จากมุมมองทางวิวัฒนาการ ความไม่สมดุลที่มีความถนัดด้านใดด้านหนึ่งนั้น อาจเป็นข้อเสียทางพฤติกรรมต่อการถูกล่า เพราะว่าผู้ล่าสามารถเรียนรู้ที่จะเข้ามาทางที่เหยื่อไม่ถนัด ทำให้มีโอกาสระวังภัยลดลง

ในสัตว์สังคมนั้น ข้อดีของพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันทำให้สามารถคาดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสัตว์ในสายพันธุ์เดียวกัน ในทางคณิตศาสตร์นั้น ประชากรที่ถนัดขวา หรือถนัดซ้ายสามารถก่อให้เกิดสิ่งที่ต้องเสียไปและสิ่งที่ได้รับ นอกจากนี้ก็ยังสัมพันธ์กับความกดดันทางด้านสังคมอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ปลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ก็จำเป็นจะต้องมีการเลี้ยวด้านที่ถนัดไปในทางเดียวกัน จึงว่ายรวมกัน เป็นฝูงได้ ในทางตรงกันข้าม ปลาที่อยู่ตัวเดียวก็อาจจะเลี้ยวอย่างไม่เป็นแบบแผน เพราะว่าไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตัวอื่น ด้วยความตระหนักว่าความ จำเพาะของสมองสองซีกไม่ได้มีเฉพาะในมนุษย์ คำถามใหม่ๆเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของสมองมนุษย์ก็ได้เกิดขึ้น เช่น อะไรคือบทบาทของสมองซีกขวาและซ้าย ในด้านความรู้ตัว สติและความเห็นใจ หรือความสามารถในการรู้จักตัวตนภายใน เรารู้เรื่องเหล่านี้น้อยมาก

แต่การค้นพบอย่างละเอียดทำให้บอกได้ว่า หน้าที่เหล่านี้จะ สามารถเข้าใจได้ในรูปแบบของการประยุกต์ เรื่องคุณสมบัติในสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาก่อนมนุษย์ ซึ่งคล้ายกับปรากฏการณ์อื่นๆที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น.

หมอดื้อ

6 ความเชื่อฝังหัว แบบผิดๆ ในการ “ลดความอ้วน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576548

โดย Cleo Thailand 20 ก.พ. 2559 16:01

 

ลดความอ้วนนี่ยากยิ่งกว่าการหาเนื้อคู่ รู้นะ แต่ทำไม่ได้เลยสักครั้ง แต่เอ๊ะ ที่น้ำหนักยังพุ่งขึ้นๆ เพราะเธอเข้าใจเรื่องการควบคุมน้ำหนักผิดไปรึเปล่า คลีโอขอเคลียร์ใจ 6 อย่างนี้ คือความเชื่อที่ผิดนะ!! รีบแก้ไขด่วนนนน

1. ลดความอ้วน = โหมออกกำลังกายหนักๆ

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบาลานซ์จำนวนแคลอรี่ที่รับเข้ามา และจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายเบิร์นออก ยกตัวอย่างเช่น วิ่งไป 1 ชั่วโมง เบิร์นไป 350 กิโลแคลอรี่ แต่หลังจากออกเสร็จ จัดพิซซ่ามื้อใหญ่ตามไปเลย 3 ชิ้น 900 กิโลแคลอรี่ สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือ 650 กิโลแคลอรี่ ซึ่งถ้าไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรต่อเพื่อเบิร์นมันออก ก็จะถูกเก็บไว้ในร่างกาย กลายเป็น ‘หมูแข็งแรง’ นั่นเอง

เปลี่ยนเป็น คำนวณการทานอาหารให้สมดุลกับการออกกำลังกาย ทำควบคู่กันไป รับรองว่าผอมลงชัวร์

2. ลดความอ้วน = งดอาหาร

การงดข้าว แบบที่ไม่กินอะไรเลยเป็นบางมื้อตามความฮึดอยากผอม แล้วพอตบะแตกก็ซัดโฮก คือการทำลายระบบเมตาโบลิซึ่มดีๆ เลยแหละ เพราะร่างกายเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนไหนอาหารจะเข้ามาในระบบ ตอนไหนที่ต้องเบิร์น ตอนไหนที่พักได้ ทำให้การหมุนพลังงานเป็นไปแบบไม่เต็มประสิทธิภาพ และทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ด้วย

เปลี่ยนเป็น กินวันละหลายๆ มื้อ อาจจะซอยเป็น 5 มื้อย่อย แต่ลดปริมาณอาหารให้อิ่มพอดี

3. ลดความอ้วน = ไม่กินแป้งเลย

คาร์โบไฮเดรตไม่ใช่ตัวการที่ทำให้อ้วน แต่การกินเยอะเกินพลังงานที่ร่างกายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแป้ง ไขมัน หรือว่าโปรตีน นั่นแหละตัวดี!

เปลี่ยนเป็น การรับคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากผักหรือธัญพืช แนะนำให้ทานข้าวไรซ์เบอร์รี่หุงสุกวันละ 1 ถ้วยครึ่ง นอกจากจะมีแร่ธาตุและวิตามินครบถ้วนแล้ว ยังช่วยเรื่องการควบคุมน้ำตาลและน้ำหนักได้ด้วย

4. ลดความอ้วน = กินแต่ผักกับผลไม้อย่างเดียว

ในทางปฏิบัติก็ช่วยให้นำ้หนักเราลดลงได้นะ แต่ถ้าควบคุมอาหารด้วยวิธีนี้เป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารไป และทำให้เจ็บป่วยบ่อยขึ้น เพราะไม่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไปช่วยซ่อมแซม เพราะฉะนั้นเราไม่ขอแนะนำจ้าาา

เปลี่ยนเป็น เพิ่มเนื้อสัตว์แบบไม่ติดมันและธัญพืชเข้าไปในมื้ออาหาร แต่อาจจะให้ปริมาณผักและผลไม้นำ

5. ลดความอ้วน = ดื่มกาแฟเยอะๆ

บางคนเชื่อว่าคาเฟอีนในกาแฟจะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้อิ่ม และช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย แต่ความจริงคือคาเฟอีนมีผลทำให้รู้สึกอิ่มเพียงแค่ชั่วคราว และจากผลการวิจัย ไม่ได้ช่วยให้น้ำหนักลดลง ในทางกลับกัน การดื่มกาแฟเยอะเกินขนาด มากกว่า 3 แก้วต่อวัน ทำให้ความดันเลือดสูง และเร่งอัตราการเต้นของหัวใจ

เปลี่ยนเป็น ดื่มแค่พอประมาณ ไม่เกินวันละ 2 แก้ว และถ้าเป็นไปได้ ดื่มกาแฟดำดีที่สุด พยายามอย่าใส่ออฟชั่นเสริม น้ำตาล นม ครีม เพราะนั่นคือตัวอ้วนเลย!

6. ลดความอ้วน = การกินอาหาร Low Fat 

ความเชื่อที่ว่าอาหารที่มีฉลากแปะว่า Low Fat (ไขมันต่ำ), Low Carb (คาร์โบไฮเดรตต่ำ) หรืออาหารที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลคือผอมชัวร์ๆ เราคอนเฟิร์มเลยว่าเชื่อไม่ได้!! บางโปรดักส์ที่เขียนว่าโลว์แฟต แต่จริงๆ แล้วส่วนผสมมีแต่แป้ง หรือบางอย่างที่เป็นโลว์คาร์บ ไม่มีแป้งก็จริง แต่ทอดน้ำมันชุ่มๆ เลย แถมงานวิจัยยังบอกด้วยว่าการทานอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานสังเคราะห์ อย่างเช่นในพวกน้ำอัดลมสูตร Diet หรือ Zero มีผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น มากกว่าการทานน้ำตาลจริงๆ ในปริมาณที่เท่ากัน

เปลี่ยนเป็น อ่านฉลากด้านหลังก่อนทุกครั้ง และพยายามเช็กปริมาณกิโลแคลอรี่ต่อ 1 หน่วยบริโภค กำหนดเอาไว้ว่าไม่ควรกินเกินเท่าไรในครั้งหนึ่งๆ

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

‘DIY เกลือหอม’ จากเกลือปรุงอาหาร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576541

โดย Health & Cuisine 19 ก.พ. 2559 16:01

 

การแช่ตัวหรือแช่เท้าด้วยเกลือเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะเกลือจะช่วยดึงสารพิษออกจากร่างกาย และขณะเดียวกันร่างกายจะดูดซึมแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์จากเกลือ แถมยังช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิดด้วย

จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า เกลือสำหรับแช่ตัว แช่เท้า สีสวยๆ และกลิ่นหอมๆ นั้น อาจทำจากสีและน้ำหอมสังเคราะห์ เมื่อเรานำมาใช้ร่างกายก็ดูดซับสารพิษเข้าไปด้วย

เราสามารถทำเกลือแช่ตัวใช้เองได้จากเกลือปรุงอาหาร โดยใช้สีสวยๆ จากผักผลไม้ และเติมกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์กลิ่นโปรด ซึ่งวิธีทำก็ง่ายแสนง่าย

อุปกรณ์และส่วนประกอบ

เกลือป่น 200 กรัม (ต่อ 1 สี) / น้ำมันดอกทานตะวัน ½ ช้อนชา (ต่อ 1สี) / สีธรรมชาติจากผักผลไม้สมุนไพรตามชอบ / กระปุกหรือขวดแก้วสำหรับใส่เกลือหอม / ภาชนะสำหรับผสมและช้อนคน

วิธีทำ

1. เทเกลือป่นใส่ภาชนะ เติมน้ำมันดอกทานตะวันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น คลุกเคล้าให้เข้ากัน

2. ใส่สีที่เตรียมไว้ประมาณ 2 ช้อนชา ถ้าอยากได้สีเข้มขึ้นก็เพิ่มได้ แต่อย่าใส่มากเกินไป เพราะเกลือจะละลาย เมื่อได้สีที่ชอบแล้วจึงหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบ 3-4 หยด แล้วคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทำขั้นตอนเดียวกันนี้กับทุกสีที่เตรียมไว้ ถ้าอยากได้สีขาว เพียงแค่ไม่ต้องเติมสีค่ะ

3. บรรจุเกลือที่เสร็จแล้วลงในขวดหรือกระปุกแก้ว สามารถทำเป็นชั้นสีต่างๆ เพื่อความสวยงาม

Tip

*เกลือที่บรรจุแล้วเก็บในตู้เย็นได้นาน 1 เดือน
*เกลือหอม 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสำหรับแช่เท้า และ 5 ช้อนโต๊ะ สำหรับแช่ตัว

สีสวยๆ จากธรรมชาติ

สีน้ำเงิน จากดอกอัญชัน โดยใช้ดอกอัญชันแห้งหรือสดมาแช่น้ำร้อน ให้สีน้ำเงินออกมาแล้วกรองเอาแต่น้ำ
สีเหลือง จากขมิ้น โดยใช้ผงขมิ้นป่น 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่นประมาณ 120 มิลลิลิตร กรองเอาแต่น้ำ
สีเขียว จากน้ำวีทกราส
สีม่วง จากน้ำดอกอัญชันบีบน้ำมะนาว
สีชมพูเข้ม จากน้ำบีทรูทแยกกาก (น้ำบีทรูทเมื่อผสมกับเกลือแล้ว จะให้สีสันสวยงาม แต่เก็บได้ไม่นานสีจะเปลี่ยนไป ถ้าต้องการทำเป็นของขวัญควรเลือกใช้สีอื่น)

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

พูดแล้วจะหาว่าโม้! นี่สิ เทคนิคสุดเบสิก เบิร์นน้ำหนักกระชับหุ่น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558432

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 06:05

 

ถ้าคุณลองลดน้ำหนักมาหลายวิธีแล้วไม่ได้ผล ทั้งควบคุมอาหารก็แล้ว งดทานน้ำตาลหรือของหวานก็แล้ว แต่ไม่ยักจะช่วยให้หุ่นของคุณเล็กลง อย่ารอช้า มาลองเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ ที่คอนเฟิร์มว่า ‘เห็นผลจริง’ จนคุณอดไม่ได้ที่จะต้องบอกต่อ! ไทยรัฐออนไลน์รวมมาให้เฟิร์มกัน.

1 2 3 ฮึบ ออกกำลังกายไก่โห่

ควบคุมอาหาร หรือทานอาหารน้อยลง มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่คุณลืมอะไรไปรึเปล่าว่า การออกกำลังกายก็ช่วยเบิร์นไขมันส่วนต่างๆ แถมยังเรียกเหงื่อกระชับสัดส่วนให้เล็กลง เรื่องผิวหนังหย่อนคล้อยคุณลืมไปได้เลย! จริงๆ คุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก เพียงแค่บังคับตัวเองให้ตื่นมาตอนเช้าทุกวัน ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งรับอากาศบริสุทธิ์ก็ดี หรือเอ็กเซอร์ไซส์เบาๆ ก็ดี อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก็ช่วยให้หุ่นคุณกระชับขึ้น ยิ่งคุณควบคุมอาหารไปด้วย ทำให้เป็นนิสัยในทุกๆ วัน บอกเลยว่าวิธีนี้เวิร์คสุดๆ!

เรียกเหงื่อยามเช้า…

หม่ำ หม่ำ หม่ำ You are what you eat

ง่ายๆ เลย คุณทานอะไรก็เป็นแบบนั้นล่ะ ถ้าทานอาหารดูแลผิว ผิวพรรณคุณก็จะสวยเปล่งปลั่ง ถ้าทานอาหารเพื่อสุขภาพ มันก็จะช่วยให้คุณเฮลตี้ หรือแม้แต่คุณเลือกทานอะไร มันก็จะส่งผลต่อตัวคุณแบบนั้น ฉะนั้นหากคุณอยากมีหุ่นที่เป๊ะเฟิร์ม และปราศจากห่วงยางหน้าท้อง คุณก็ควรงดทานอาหารที่มีไขมัน ของทอด และจำพวกของหวานทั้งหลายแหล่ ที่จะทำให้หุ่นแลดูอ้วน-ลงพุง แต่ให้เน้นทานผักใบเขียว และผลไม้แทนเป็นประจำ ที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพของการทาน และระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ… ที่สำคัญคือ คุณควรทานแต่พอดีนะ ไม่มากจนเกินไปในแต่ละมื้อ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ยังไง๊ยังไงก็ไม่มีทางอ้วนฉุแน่นอน

งดของหวานเป็นดีที่สุด!

ทานแต่พอดี…

เลอค่า สวยคูณสอง

นอกจากการออกกำลังกายตอนเช้าแล้ว เราแนะนำให้คุณหากิจกรรมเสริมออกกำลังเบาๆ เพื่อเบิร์นไขมัน อะไรก็ได้ที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็นขี่จักรยาน โยคะ แอโรบิค ว่ายน้ำ ต่อยมวย นานาจิตตังได้หมด ขอแค่มันทำให้คุณได้ออกกำลังในส่วนต่างๆ หากคุณอยากเบิร์นส่วนไหน ก็อาจเน้นออกกำลังในส่วนนั้นหน่อย เช่น คุณอยากกระชับช่วงแขนไม่ให้หย่อนคล้อย ก็อาจจะหันไปว่ายน้ำ หรือต่อยมวย อย่างน้อยวันละ 30-40 นาที เราอยากให้คุณหลีกเลี่ยงการออกกำลังแบบโหด หรืออะไรที่มันหนักจนเกินไป เพราะมันจะทำให้ร่างกายของคุณเหนื่อย รู้สึกเพลีย และโหยหิวหนักกว่าเดิม เนื่องจากเสียพลังงานไปเยอะ…

ว่ายน้ำก็เป็นกิจกรรมที่ไม่เลวนะ

อ่านนิด ชีวิตจะดี ศึกษาประโยชน์ของอาหารต่างๆ

การศึกษาอาหารต่างๆ ก่อนทานก็เป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยได้ เพราะมันจะทำให้คุณรู้วัตถุดิบ ส่วนผสม และแคลอรี่รวมทั้งหมด คุณจะรู้ได้ว่าควรทาน หรือควรหลีกเลี่ยงทานอะไร อย่างแทนที่จะซื้อน้ำสลัดสำเร็จรูป คุณก็อาจจะลองทำเองเพื่อลดปริมาณไขมัน หรือเปลี่ยนการทานน้ำผลไม้ปั่น (ผสมน้ำเชื่อม) มาเป็นลองเลือกซื้อผัก-ผลไม้สดๆ แล้วเอาปั่นทานเองแบบไม่ใส่น้ำเชื่อม คุณก็จะได้ควบคุมทั้งปริมาณ และแคลอรี่ให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะได้ง่ายมากขึ้น

ต้องควบคุมแคลอรี่กันหน่อย…

โบกมือ ‘บาย’ รถสาธารณะนะจ๊ะ

สุดท้ายเราก็ได้แต่บอกคุณว่า อย่าขี้เกียจ! โดยเฉพาะอย่าเป็นคนขี้เกียจเดิน และพึ่งพาแต่รถสาธารณะ เพราะนั่นจะทำให้คุณไม่ได้ออกกำลังกายเลย ทางที่ดีลองเปลี่ยนจากการนั่งรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ที่คุณเคยนั่งเป็นประจำ (ทั้งๆ ที่ระยะทางมันห่างกันเพียงหนึ่งสถานี) มาเป็นการเดินเรียกเหงื่อเบาๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าระหว่างไปทำงาน (ซึ่งคุณอาจตื่นให้เช้าหน่อยจะได้ดูเร่งรีบมาก) หรือตอนเย็นเดินรับลมชิลๆ ก็ดีไม่น้อย ทำให้สม่ำเสมอแบบนี้ มันจะช่วยเซฟหุ่นของคุณได้อย่างน้อยก็ 200 แคลอรี่เลยทีเดียว แถมยังช่วยกระชับเรียวขาสวย และน่องขาให้ดูเล็กลงอีกด้วย บางทีเดินออกกำลังกายบ้างก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง จริงไหม?!

เดินบ้าง กระชับหุ่นเป๊ะ!

โรคกระดูกคอเสื่อม ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575482

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 19 ก.พ. 2559 05:01

 

ศุกร์สุขภาพประจำสัปดาห์นี้จะขอนำเสนอเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม

ทุกคนคงเคยมีอาการปวดคอซึ่งส่วนมากเกิดจากกล้ามเนื้อ หรือเอ็นรอบคอเกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก ซึ่งไม่รุนแรงและหายไปได้เอง แต่ไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากกระดูกคอเสื่อมก็ได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ทุกคนก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้

ลักษณะอาการของโรค

เมื่อกระดูกคอเสื่อม หินปูนที่เกาะกระดูกและเอ็นจะไปกดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอยหรือลงมาบริเวณสะบัก และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง ถ้าไม่มีการปวดร้าวมาที่แขน แสดงว่ายังไม่มีการกดเส้นประสาท แต่ปวดกระดูกและข้อต่างๆ ในกระดูกสันหลังที่มีการเสื่อมสภาพไป

ถ้ามีการกดทับเส้นประสาทใด จะมีอาการปวดร้าวไปตามบริเวณที่เส้นประสาทนั้นวิ่งไปเลี้ยง อาการนี้มักจะเป็นๆ หายๆ แบบเรื้อรัง โดยระดับกระดูกคอที่มีการเสื่อมบ่อยมากคือ กระดูกข้อที่ 5–ข้อที่ 7

โดยกระดูกข้อที่ 5–6 จะไปกดเส้นประสาทคอ เส้นที่ 6 และ เส้นที่ 7 ตามลำดับ

การที่เส้นประสาทคอเส้นที่ 6 ถูกกด จะมีอาการคือ ปวดหลังคอ ร้าวไปตรงกล้ามเนื้อแขน และอาจปวดร้าวไปถึงแขนท่อนล่างจนถึงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ส่วนอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปด้านหลังของไหล่ ไปหลังแขนตรงกล้ามเนื้อเหยียดแขนและอาจปวดร้าว ไปถึงด้านหลังของแขนท่อนล่างจนถึงนิ้วกลาง

ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลัง จะมีอาการแบบค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีจนกระทั่งเดินไม่ได้ แต่ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เดินไม่คล่อง ทำของหล่นจากมือบ่อยๆ เมื่อเป็นมากขึ้นจะเดินขากาง โน้มตัวไปข้างหน้า ในที่สุดจะเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น กลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ เขียนหนังสือลายมือไม่เหมือนเดิม ต้องเปลี่ยนลายเซ็นกับธนาคาร ซึ่งเมื่อทำการตรวจร่างกายก็จะพบกล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรงลง กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง มีอาการปวดแบบไฟฟ้าช็อต หรือชาไปกลางหลังเวลาก้มคอ

การวินิจฉัย

สำหรับการวินิจฉัยเพื่อรักษานั้น ในคนที่อายุมากส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกคอที่เห็นได้จากภาพรังสี แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอาการ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายให้ดี อาการทุกอย่างต้องดูจากภาพทางรังสี และภาพทางคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก MRI

นายแพทย์ทวีศักดิ์ จันทร์วิทยานุชิต
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

อาการน้องจิ๊มิแบบนี้ สาวๆ เป็นไรอะ!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575639

โดย Cleo Thailand 18 ก.พ. 2559 16:01

 

นอกจากสาวๆ ยุคนี้จะเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบกันบ่อยมากแล้ว เราขออัพเดตให้ฟังว่า อาการผิดปกติของจิ๊มิดังต่อไปนี้ ที่คุณอาจกำลังเป็นอยู่ (แต่ก็ไม่กล้าไปหาหมอ เพราะคิดว่ามันไม่หนักหนาสาหัส) เราไปถามคุณหมอหลายๆ คน แล้วสรุปว่า 5 โรคนี้ล่ะ ที่สาวๆ ทำงานทุกคนมีสิทธิ์เป็น!! อาการแบบไหนถ้าปล่อยทิ้งเอาไว้ จิ๊มิจะโดนทำร้ายในอีกไม่นานชัวร์

1. ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

คืออะไร: มันคือการที่ช่องคลอดอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย

อาการ: โรคนี้ทำให้มีตกขาวมากและมีกลิ่นเหม็น แต่ผู้หญิงบางคนก็อาจไม่มีอาการของโรคเลย

สาเหตุเกิดจาก: ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “สาเหตุเกิดจากการเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ถึงโรคนี้จะไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่สาเหตุของโรคหลายอย่างก็เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ และเกิดบ่อยในผู้หญิงที่มีเซ็กซ์กับผู้หญิงด้วยกัน”

รักษายังไง: ถ้าคุณเป็นโรคนี้ก็ไม่ต้องกังวลเพราะมันรักษาได้ด้วยการทานยาฆ่าเชื้อ หรือใช้ยาเหน็บช่องคลอด แต่อาการของโรคอาจกลับมาอีกภายใน 6-12 เดือน ซึ่งก็สามารถรักษาได้ด้วยการรักษาที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม

2. ช่องคลอดอักเสบ

คืออะไร: การอักเสบของช่องคลอด ที่มักเกิดร่วมกับการติดเชื้อ

อาการ: อาการแต่ละอย่างสุดอี๋ เพราะมันรวมถึงอาการคัน ช่องคลอดบวม แดง มีตกขาว กลิ่นเหม็น และเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ

สาเหตุเกิดจาก: แพทย์บอกว่า “มีหลายสาเหตุที่อาจทำให้ช่องคลอดอักเสบได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวกับการเสียสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของยีสต์และแบคทีเรียมากเกินไป สาเหตุอื่นๆ รวมถึงเชื้อราในช่องคลอด การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือโรคพยาธิในช่องคลอดซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่ง แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก”

รักษายังไง: มันพูดยากอยู่ แพทย์บอกว่าการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคว่าเกิดจากอะไร

3. เนื้องอกมดลูก

คืออะไร: ก้อนเนื้อที่โตบนผนังมดลูก และบางครั้งโตจนยื่นเข้าไปตรงส่วนด้านในหรือด้านนอกของมดลูกด้วย

อาการ: เนื้องอกมักมาร่วมกับการมีประจำเดือนมากและนาน ในบางเคสอาจทำให้มีลูกยาก แท้งลูก เจ็บเชิงกราน และคลอดลูกก่อนกำหนดด้วย

สาเหตุเกิดจาก: ไม่มีใครรู้เลย แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “ฮอร์โมนของผู้หญิงก็มีส่วนสำคัญ เพราะเนื้องอกมักจะไม่เกิดในผู้หญิงก่อนแตกวัยสาวและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื้องอกที่มีอยู่แล้วจะหยุดโตและหดเล็กลงหลังหมดประจำเดือน”

รักษายังไง: “ถ้าไม่มีสาเหตุที่บ่งชัด เราก็ปล่อยเนื้องอกไว้ได้ แต่ถ้ามันทำให้เกิดอาการอื่นหรือโตผิดปกติก็ต้องผ่าตัดเอาออก”

4. ปีกมดลูกอักเสบ

คืออะไร: ปีกมดลูกอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ช่องคลอดที่ลามมาถึงมดลูก ท่อนำไข่ และเนื้อเยื่อรอบๆ

อาการ: การอักเสบอาจทำให้มีตกขาวมากผิดปกติ มีเลือดออก ปวดท้อง และเป็นไข้

สาเหตุเกิดจาก: “เคสส่วนใหญ่จะเกิดในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 20-29 ปี และร้อยละ 60-80 ของเคสในช่วงอายุนี้จะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจากเซ็กซ์ โดยเฉพาะหนองใน นอกจากนี้ยังอาจเกิดหลังจากขั้นตอนต่าง ๆ ทางนรีเวช เช่น การขูดมดลูก การทำแท้ง หรือการใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด

รักษายังไง: รักษาหายขาดได้ถ้าพบแพทย์โดยเร็ว “การรักษาแต่เนิ่นๆ โดยใช้ยาปฏิชีวนะนั้นสำคัญมากค่ะ มันมักจะรวมถึงการให้ยาทานร่วมกับยาฉีด ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนในระยะยาว เช่นท่อนำไข่ตัน ภาวะมีบุตรยาก การท้องนอกมดลูก และการปวดเชิงกรานเรื้อรัง อาการต่างๆ เหล่านี้มักเกิดกับคนที่เป็นโรคนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณจึงควรให้แฟนทานยาปฏิชีวนะด้วย หมั่นตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่เสมอ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเซ็กซ์กับแฟนคนใหม่”

5. สิวหรือฝีที่อวัยวะเพศ

คืออะไร: อาการทางผิวหนังเรื้อรังที่ทำให้เกิดตุ่มคันเหมือนสิวหรือฝีตรงบริเวณรักแร้ เต้านม และน้องจิ๊มิ

อาการ: ตุ่มที่เกิดขึ้นจะแดง เจ็บและมีหนอง อาจทำให้อักเสบและเป็นแผลเป็นที่ผิวหนังได้

สาเหตุเกิดจาก: การอักเสบเกิดจากการอุดตันของต่อมขน แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนัก ผู้เชี่ยวชาญบอกเราว่า “สาเหตุนี้ยังไม่ชัดเจนค่ะ ส่วนฮอร์โมน พันธุกรรม การสูบบุหรี่และน้ำหนักที่มากเกินไปก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งด้วย”

รักษายังไง: แม้ว่าโรคนี้จะยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่ก็รักษาตามอาการได้ โดยการใส่เสื้อผ้าหลวมๆ และรักษาความสะอาดของบริเวณที่เป็น การทานยาปฏิชีวนะหรือยาที่มีสเตียรอยด์ก็อาจช่วยได้ ในกรณีที่รุนแรงมาก อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดดูดเอาหนองออก

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

นักร้องดังไม่เรียก FACE OFF /FACE LIFT… 10 ข้อการทำศัลยกรรมที่คุณต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579138

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 13:05

 

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ พร้อมกับหักมุมในท้ายสุด กับการออกมาประกาศผ่านสื่อของนักร้องดังว่า จะทำการ FACE OFF กระชากวัยให้หน้าเด็กลง จนล่าสุดผู้เกี่ยวข้องออกมาแจ้งความกรณีนี้ จนเป็นเรื่องเป็นราวกันยกใหญ่ ถ้าตัดเรื่องคดีความ คำถามก็คือ คำๆ นี้มันมีจริงหรือ แล้วศัลยกรรมมีแต่ความสวยงามหรือไม่ มีข้อพึงระวังอย่างไร ไทยรัฐออนไลน์ รวมมาให้ความรู้กัน

1. FACE OFF ศัพท์ใหม่แห่งวงการแพทย์ที่กำลังสร้างความสับสนในหมู่คนไทยจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่หมอด้วยกันเอง เนื่องจากคำว่า FACE OFF ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์ แต่เป็นคำที่หยิบยืมมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง FACE OFF ซึ่งนำแสดงโดย จอห์น ทราโวตา และ นิโคลัจ เคจ โดยภาพยนตร์นี้เป็นเรื่องราวของพระเอกที่ลงทุนผ่าตัดสลับหน้ากับคนร้ายที่เป็นเจ้าชายนิทราเพื่อสืบคดี

2. ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา บอกว่า “FACE OFF” แปลตรงๆ จากอังกฤษเป็นไทยว่า “เผชิญหน้า” แต่ FACE OFF ที่ปรากฏในข่าวช่วงนี้ หมอว่าคนเอามาจากภาพยนตร์เรื่อง FACE OFF ที่มีตัวเอกเข้ารับการผ่าตัดใบหน้าเพื่อปลอมตัวเป็นคนอื่น การทำ FACE OFF ในภาพยนตร์ แพทย์ในเรื่องได้ผ่าตัดเอาใบหน้าของคนที่ใกล้เสียชีวิตมาสลับกับใบหน้าของพระเอก การผ่าตัดในลักษณะนี้มีอยู่จริงในวงการการแพทย์ แต่ไม่ใช่วิธีที่แพทย์จะรับทำง่ายๆ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการสมรู้ร่วมคิดในคดีอาชญากรรม โดยการผ่าตัดแบบภาพยนตร์ FACE OFF ศัพท์ทางการแพทย์เราเรียกว่า FACE TRANSPLANTATION หมายถึง เปลี่ยนทั้งหน้าตาและเนื้อเยื่อ การทำ FACE TRANSPLANTATION เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและซับซ้อนมาก เพราะต้องต่อเส้นประสาทและเส้นเลือด

3. แต่การเปลี่ยนรูปหน้าในปัจจุบัน (เช่น ในรายการ Let Me In ของเกาหลี ที่เปลี่ยนคนให้ดูดีขึ้นจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม) ทางการแพทย์เรียกว่า FACE RECONSTRUCTION (ปรับโครงสร้างหน้า) แม้ว่าวิธีนี้จะทำให้ใบหน้าคนไข้เปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ แต่เนื้อเยื่อของคนไข้ยังเป็นของตัวเองเหมือนเดิมทุกประการ

ส่วนกรณี นักร้องดังที่เป็นข่าวนั้น นายกแพทยสภาบอกว่า เป็นการดึงหน้าให้ตึงขึ้นเราเรียกว่า FACE LIFT (ยกหน้า) แน่นอน

4. VECTOR LIFT คืออะไร VECTOR LIFT เป็นอีกหนึ่งวิธีเปลี่ยนแปลงใบหน้าใหม่ให้กับคนอยากหล่ออยากสวยในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ด้วยการฉีดสารเติมเต็ม เช่น โบทอกซ์ และฟิลเลอร์ เพื่อปรับทิศทางและองศาของโครงสร้างผิวและกล้ามเนื้อมัดต่างๆ รวมถึงแนวกระดูกบนใบหน้า จนได้เป็นมุมและองศาที่ลงตัวสวยงามเฉพาะแต่ละบุคคล ซึ่งจะมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องพักฟื้นนาน ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนทุกประเภทที่ต้องการเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ให้เด็กลง ให้คนที่อยากมีใบหน้าวีเชป หรือแม้แต่คนที่มีความบกพร่องบนใบหน้าก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน

5. และเพื่อให้ไม่อันตรายและไม่โดนหลอกลวง นายกแพทยสภาบอกว่า การทำศัลยกรรมทุกประเภทจำเป็นต้องอยู่ในมือแพทย์ที่จบเฉพาะทาง มีประสบการณ์และใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เพราะปัจจุบันมีคนไข้จำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของคลินิกต่างๆ ที่อวดอ้างสรรพคุณจนเกินควร และนำอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้

6. สำหรับข้อพึงระวังที่ผู้เชียวชาญแนะนำ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ผ่านการรับรองจาก อย. หาซื้อง่าย และมีขายในตลาดความงามจำนวนมาก โดยเฉพาะกลูต้าเถื่อน โบทอกซ์เถื่อนและฟิลเลอร์เถื่อน ชนิดที่คนไข้ดูเองก็ดูไม่ออก ส่งผลให้คลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน มักจะนำของเถื่อนเหล่านี้มาใช้เพื่อลดราคาการให้บริการ และเรียกลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเยอะๆ ซึ่งสารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือบางประเภทฉีดไปแล้วอาจไม่ได้ผลเลย

7. ปัญหาเรื่องหมอ ปัจจุบันมีแพทย์ที่ไม่ได้จบศัลยกรรมตกแต่งมาเปิดคลินิกเสริมความงามจำนวนมาก ส่งผลให้คนไข้ที่โชคร้ายต้องเจอกับเหตุไม่พึงประสงค์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อและเสียโฉม เพราะหมอกลุ่มนี้ขาดประสบการณ์ในการผ่าตัด และไม่ได้รับการอบรมเหมือนหมอเฉพาะทางที่ร่ำเรียนมาอย่างน้อย 5 ปี เช่นเดียวกับการฉีดสารเติมเต็มต่างๆ ก็ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น คนที่ไม่ใช่หมอแล้วมาทำการฉีดถือว่าผิดกฎหมาย เพราะการฉีดสารต่างๆ เข้าร่างกายคนไข้ต้องใช้ความรู้ และความชำนาญทางการแพทย์ หากฉีดผิดจุด อาจทำให้คนไข้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้

8. โดยใครที่กำลังมองหาศัลยแพทย์ตกแต่งที่จบเฉพาะทาง และผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบรายชื่อหมอได้ที่สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย http://www.plasticsurgery.or.th/lst_name.php

9.เช่นเดียวกับการตรวจสอบชื่อแพทย์ผิวหนังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ตรวจเช็กได้ที่ http://www.dst.or.th/html/index.php?op=article-search_md

10. อย่างไรก็ดี ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คนอยากสวยหลายคน ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายคือ ความไม่พร้อมของคนอยากศัลย์ ไม่พร้อมในที่นี้คือ หาข้อมูลน้อยเกินไป, ขาดความสามารถในการดูแลตัวเอง หรือแม้แต่งบจำกัด ซึ่งทั้งหมดคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากยอมพลีชีพกับคลินิกเสริมความงามที่ลดราคาล่อตาล่อใจ ทั้งๆ ที่มีคลินิกและโรงพยาบาลที่ปลอดภัยเยอะมากในประเทศไทย คนที่ทำแล้วสวยปลอดภัยในระยะยาวคือโชคดีไป แต่คนจำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายเสียทั้งเงิน เสียทั้งโฉม แล้วไม่มีคนรับผิดชอบอีกต่างหาก

ฉะนั้น การทำศัลยกรรมต้องดูความพร้อมของตัวเองเป็นหลัก ต้องมีเวลาในการพักฟื้น และต้องยอมลงทุนให้กับความสวยงาม ที่สำคัญต้องหาข้อมูลให้แน่นที่สุด คุยกับแพทย์ให้แน่ใจ แล้วลุย เพราะ ความสวยไม่จำเป็นต้องรีบ ถ้ารีบอาจจะได้ในสิ่งที่เป็นตราบาปติดหน้าคุณไปตลอดชีวิตก็เป็นได้.

ข้อมูล: ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา และ แพทย์หญิง นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ อาจารย์แพทย์ด้านผิวหนัง จากโรงพยาบาลรามาธิบดี 

6 วิธีเล้าโลมที่สาวๆ ไม่ปลื้ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575609

โดย FHM 17 ก.พ. 2559 16:01

 

Foreplay หรือ การเล้าโลม ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อเซ็กซ์ สำหรับ 6 วิธีเล้าโลมที่ควรหลีกเลี่ยง เสี่ยงจะทำให้คนข้างกายไม่ประทับใจ!

1. รุนแรงเกินไป

เพราะชีวิตจริงไม่เหมือนหนังโป๊ จะมาตะกละตะกลามใช้ความรุนแรงก็เป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง คุณควรแตะต้องตัวเธออย่างนุ่มนวล ทำตัวตามสบาย อย่าเกร็ง พูดคุยกับเธอ ลองถามเธอดูก็ได้ว่าชอบให้แรงขึ้นหรือเบาลง แต่ทางที่ดีควรเริ่มจากการนวดคลึง แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มน้ำหนัก แล้วมันจะส่งผลเต็มที่ ไม่ว่าคุณจะใช้อวัยวะไหนในการเริ่มต้นกระตุ้น

2. วนอยู่ที่เดิมๆ

ไม่ต้องไปถามคนอื่นหรอก ชอบไหมล่ะ? ถ้าจะมีใครมาคลึงวนๆ เวียนๆ อยู่ตรงที่เดิม ขืนคุณเจอแต่แบบนี้ มีหวังเบื่อตายชัก ทางที่ดีควรหาที่หาทางใหม่ๆ ในการสัมผัสบ้าง อย่างเช่น อาจเริ่มจากคลอเคลียหัวไหล่ แล้วย้ายไปคลอเคลียยังซอกคอ หรือต่อเนื่องด้วยหน้าท้องหรือแผ่นหลัง ไปยังจุดอื่นที่น่าตื่นเต้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นจุดเดิมๆ!

3. ทำตามขั้นตอนเกิ๊น!

สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดก็คือการทำอะไรซ้ำๆ เหมือนๆ กัน เหมือนเรียบจบ ทำงาน มีบ้าน มีรถ ถ้ายังนึกไม่ออก แทนที่จะนับ 1-2-3-4 คือ กอด จูบ ลูบคลำ แล้วจบที่ถ้ำสวรรค์ ลองเปลี่ยนมาเป็น 3-2-1-4 บ้างก็ได้ โค้ชฟุตบอลยังมีแผนการเล่น คุณก็ควรครีเอตเรื่องบนเตียงให้น่าตื่นเต้นบ้าง เผื่อจะค้นพบหนทางที่สว่างไสวกว่า

4. ดุดันเกินเหตุ

ผู้หญิงบางคนอาจไม่ชอบให้ผู้ชายใช้ปากกับของสงวน แถมบางคนยังจู่โจมส่วนนั้นด้วยความรุนแรงอีกต่างหาก แต่ถ้าคุณคิดจะใช้ปากและลิ้นจริงๆ ก็ลองเริ่มด้วยการดื่มอะไรหวานๆ ก่อนปฏิบัติการรัก เพื่อกักน้ำลายไว้ให้ปากชื้น มันจะเป็นตัวหล่อลื่นชั้นดี อย่าฝืนทำในขณะที่บริเวณนั้นยังแห้งผากเด็ดขาด

5. อย่าบิดหาเหมือนคลื่นวิทยุ

อันนี้ขอเลย หยุดใช้วิธีนี้กับผู้หญิงเสียที การบิดหัวถันนอกจากจะไม่ทำให้เกิดอารมณ์แล้ว (อันนี้หมายถึงคนปกติทั่วไป ไม่ใช่คนที่นิยมความซาดิสต์!) ยังทำให้เจ็บสุดๆ ด้วย ลองเปรียบเทียบดูก็ได้ มันเจ็บเหมือนมีใครเอานิ้วมาบิดหัวจรวดคุณเล่นนั่นแหละ…

6. เปิดเกมรุกทันที ไม่มีเล้าโลม

ข้อนี้ถือเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัย หรือเล้าโลมไม่ทันไรก็จะสอดใส่ซะแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าผู้หญิงเสร็จช้ากว่า แต่ก็ยังไม่ถ่วงเวลาให้ไปถึงพร้อมๆ กัน เอาแต่จุดสุดยอดของตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วปล่อยอีกฝ่ายไว้กลางทาง ค้างๆ คาๆ เหมือนจะสุขสมแต่ก็ไปไม่สุดทาง ทีหลังใครเขาจะมาเล่นกับคุณด้วยเล่า!

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

สะโพกกระชับ ขาสวยด้วยท่าสควอช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576532

โดย Health & Cuisine 16 ก.พ. 2559 16:01

 

ใครมีปัญหาเรื่องขาใหญ่ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปค่ะ เพราะเรามีท่าเอ็กเซอร์ไซส์ที่ง่ายแสนง่าย และได้ผลดีมาก นั่นคือท่า สควอช ท่าบริหารต้นขาด้านหน้าที่จะช่วยให้ทั้งขาและสะโพกกระชับยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ แค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เท่านั้น

1. ยืนแยกขาความกว้างประมาณไหล่ โดยหันปลายเท้าออกด้านข้างเล็กน้อย ยืดแขนไปด้านหน้า แล้วหายใจเข้า

2. ค่อยๆ ย่อตัวลงพร้อมหายใจออก โดยให้ลำตัวตั้งตรง ดันสะโพกไปด้านหลัง เกร็งหน้าท้อง และต้นขาขนานกับพื้น ระวังไม่ให้หัวเข่ายื่นเกินปลายเท้า

3. หายใจเข้าแล้วค่อยๆ ยืดตัวกลับสู่ท่าเดิม
ทำท่านี้เซ็ตละ 25 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซ็ต เป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้คุณก็มีขาเรียวสวย และสะโพกกระชับแล้ว

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com