เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

วันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ บริเวณวัดป่ามหาธีราจารย์ บ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเชื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในฐานะผู้อุปมถัมภ์การก่อสร้างประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถกลางน้ำวัดป่ามหาธีราจารย์ โดยมี พระพิพัฒน์วชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดป่ามหาธีราจารย์ คณะสงฆ์ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมด้วยประชาชน นักเรียนในพื้นที่ร่วมพิธีถวายการต้อนรับ

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ พร้อมด้วย นายสรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัด อุบลราชธานี, รองนายกอบจ.อุบลราชธานี, นางกนกอร โพธิ์สิงห์ พัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี, นายอำเภอเขื่องใน ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย และ คณะผู้บริหารโรงเรียน นักเรียน เดินทางไปเปิดโครงการ “การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณ บ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเชื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมในการติดตามความคืบหน้าและเปิดโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28  กรกฎาคม 2567 ซึ่งเห็นแล้วดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราเสียสละเวลาพาลูกหลานมาร่วมกิจกรรมด้วย สำหรับโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเกิดจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ภาคีเครือข่าย ร่วมกับ พระพิพัฒน์วชิโรภาส หรือ เจ้าคุณสุขุม ผู้เป็นพระต้นแบบในการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม ท่านเป็นผู้ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้สังคมดุลแสงเพชรเจิดจ้าให้เกิดแสงสว่าง เจ้าคุณสุขุม ท่านเป็นพระที่มีความเมตตา ทำงานให้คณะสงฆ ดูแลเด็ก สร้างถนนวัฒนธรรม เหมือนถนนแห่งความเมตตา กรุณาปราณี สร้างความมั่นคงให้กับชุมชมสังคม ประชาชน ท่านช่วยเหลือทุกภูมิภาคของประเทศ ให้อยู่ความอยู่กินดีกิน เกิดความมั่นแห่งชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข คือ แก้ไขในสิ่งผิด นัยสำคัญแก้ไขในสิ่งผิด คือ ในอดีตประเทศเรามีความมั่นคง มีความสุข แต่รุ่นพ่อแม่ตกมารุ่นเราไปทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสิ่งดีงามในอดีต เช่น เผาป่า ทำลายสิ่งแวดล้อม  ทำลายวิถีชีวิต จนเกิดวิกฤติ อธิบายแบบนี้ เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ว่า ในหลวงต้องการให้เราแก้ไขในสิ่งผิด คือ ต้องไม่เผาป่า ต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ไว้ว่า โคกหนองนา อารยเกษตร

“รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ในยุคนี้ คือเกษตร เกษตรคือประเทศ ก็คือผืนดิน (Sustainable Agronomy) คืออารยประเทศ เกษตรประเทศ ก็คืออารย ประเทศ ทำได้โดยประยุกต์หลายๆ ทฤษฎีที่ได้ทรงรับสั่งไว้ อารยะคือเจริญแล้ว เจริญแล้วก็ต้องเจริญในไจก่อน ประเทศเรา รวยที่สุดคือ อารยธรรม เรียกได้ว่าเป็น “Cultural Heritage” เมืองไทยมีวัฒนธรรม คนไทยใจดี มีเมตตา มีธรรมะ มีศาสนาต่างๆ มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีศิลปะต่างๆ ที่รักษาไว้ วัฒนธรรมของเรามี “Culture” หรือการเป็นคนไทยประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีวัฒนธรรม เพราะมีความเป็นคนไทยเราจึงรอด แต่ไม่ใช่เราคร่ำครึ ประเทศที่มีวัฒนธรรมไม่ใช่เอาของต่างชาติมาใช้หมด เทคนิคของต่างชาติ เทคโนโลยีของต่างชาติก็ดี แต่เราก็ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมในบ้านเรา

นัยสำคัญของพระราชดำรัสนี้ ก็คือทรงยกย่องโคก หนอง นา ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ แผ่นดินสวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยผลผลิตสำหรับปากท้องของประชาชน เป็นแบบอย่างที่ใช้งานได้จริง ดังเช่น โคกหนองนา ต้นแบบ วัดสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งเต็มไปด้วยไม้ 5 ละดับ คือ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เตี้ย ไม้เรี่ยดิน และ ไม้หัวใต้ดิน ที่ยกตัวอย่างโคกหนองนาต้นแบบนี้ พูดเพื่ออยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนชวนเด็กไปดู เพื่อเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ทำน้ำหมัก สารบำรุงดิน เด็กก็จะเกิดแรงบันดาลใจ ในการทำโคก หนอง นา อายรเกษตรต่อไป”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 28 กรกฎาคม 2567  ตามที่กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการและออกแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตาม แนวพระราชดำริ โดยอาศัยกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 7 ภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1.ภาครัฐ 2.ภาควิชาการ 3.ภาคศาสนา 4.ภาคประชาชน 5.ภาคเอกชน 6.ภาคประชาสังคม และ 7.ภาคสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานแบบ “ร่วมพูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผล

“จำได้มาว่าผมมา  Kick off  เมื่อวันที่ 9 เมษายน 257 ตอนนั้นมีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ เป็นผู้ว่า ตอนนี้ท่านเป็น ส.ส.ร้อยเอ็ดแล้ว มีพัฒนาการเป็นหัวแรก โยธา มาร่วมด้วยช่วยกัน และก็มีท่านเจ้าคุณสุขุม พระพิพัฒน์วชิโรภาส มาช่วยดูช่วยแก้ ช่วยขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันตามหลักบวร  ซึ่งประจักษ์พยานความสำเร็จที่พวกเราเห็นได้วันนี้ คือ เราอยู่ในบรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ มีเสียงจักจั่นกรีดร้อง มีพืชผักปลอดจากสารพิษ เป็นพื้นที่ต้นแบบ เหมาะกับความเป็นถนนวัฒนธรรม เพื่อให้มีข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอารยเกษตร และที่สำคัญเราร่วมกันทำมาตั้งแต่ปี 2567 จนบัดนี้ก้าวสู่ปี 2569 แล้ว ก็ยังทำอยู่ แบบนี้เราเรียกได้ว่ามีความยั่งยืน แต่เราอย่าหยุดอยู่แค่นี้ ต้องชวนให้ไปทำที่บ้านด้วย บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และขยายผลสู่ ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยั่งยืน ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน โดยเน้นการปลูกผักสวนครัวและไม้ผลในทุกครัวเรือน ซึ่งพระราชดำรินี้ก็สอดคล้องและเป็นคำเดียวกันกับคำว่าอารยเกษตร คือ เป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ทำแผ่นดินรอบบ้านให้เป็น อารยเกษตร เราช่วยกันทำได้

และท้ายนี้ขอผอ.โรงเรียนให้เด็กช่วยกันปลูกไม้ยืนต้นคนละต้น เป็นต้นไม้แห่งชีวิต ขอขอให้ปลัดจังหวัดไปเรียนผู้ว่าจัดโครงการให้เด็กปลูกต้นไม้คนละต้นฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ และขอความร่วมมือจากกระทรวงทรัพย์ขอพันธุ์ไม้ ขอความร่วมมือจาก อบจ.ช่วยหารถ ช่วยกันจัดกิจกรรม แบบนี้ก็จะเกิดซุปเปอร์มาเก็ตในชุมชนดังที่เจ้าคุณสุขุมท่านหวังไว้ คือ ให้มีป่าและในป่าก็จะเกิดอาหารจำพวกเห็ดบ้าง หน่อไม้ป่า รังผึ้งบ้าง ผักหวานป่าบ้าง แผ่นดินของจังหวัดอุบลราชธานีก็จะอุดมสมบูรณ์สมกับเป็นมหานครแห่งโคก หนอง นา”

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

12 มีนาคม 2569 บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงานเปิดตัว ILDEX (อิลเด็กซ์) และ Horti & Agri (ฮอร์ติ แอนด์ อะกริ) Exhibition Series 2026 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน เพื่อประกาศทิศทางการขยายแพลตฟอร์มธุรกิจด้านปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน คุณเควิน เจ้า และ คุณศุภณัฐ ตรีรัตน์พิจารณ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด พร้อมด้วย คุณทักษอร วาทีสาธกกิจ ผู้จัดการโครงการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมการจัดงาน พร้อมชี้ให้เห็นถึง การบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าระหว่างอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตร รวมถึง โอกาสทางธุรกิจในตลาดสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

ภายในงาน ทีมผู้จัดได้เผยภาพรวมของ ILDEX Exhibition Series ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านปศุสัตว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในหลายประเทศสำคัญของอาเซียน พร้อมนำเสนอแนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ คุณ Kim Gee-Myung จาก Korea Animal Health Products Association (KAHPA) ที่กล่าวถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดปศุสัตว์ในประเทศเวียดนาม และ คุณ Nathan Feeney จาก AG Growth International ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดปศุสัตว์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดตัว Horti & Agri Exhibition Series 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ ไปจนถึงพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดย คุณเอกนฤน สว่างภักดิ์ดี ผู้จัดการขายและผู้พัฒนาธุรกิจ บริษัท TrolMaster Agri Instruments Co., Ltd. ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเกษตรในตลาด อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งกำลังมีความต้องการเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Horti & Agri Series ขยายเวทีสู่ภูมิภาค

ในปี 2569 Horti & Agri Series เตรียมขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ประเทศเวียดนามจะเปิดตัวงานแสดงสินค้าในรูปแบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้จัดในรูปแบบการประชุม โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้านานาชาติ 40 รายจาก 4 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน เมื่อจัดร่วมกับงาน ILDEX Vietnam

ภายในงานยังมีการจัด พาวิลเลียนนานาชาติจากเกาหลี ไต้หวัน และเวียดนาม พร้อมการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ VFARDA, VFAEA และ VOAA โดยการประชุมภายในงานจะเน้นประเด็นสำคัญด้าน เกษตรสีเขียว ระบบอาหารที่ยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ILDEX เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายปศุสัตว์อาเซียน

สำหรับ ILDEX Philippines จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยจัดร่วมกับ Philippine Poultry Show ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ ADM, Alltech, Cargill, CPF Philippines, DSM Firmenich, Kemin, Pilmico และ New Hope

ขณะที่ ILDEX Indonesia จะปรับรูปแบบเป็น งานประจำทุกปี พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Dairy & Cattle Pavilion และขยายพื้นที่ Meat Pro Pavilion และ Aquatic Pavilion โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 200 รายจาก 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน ภายใต้การสนับสนุนจาก กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (MOA) และ Federation of the Indonesian Poultry Society (FMPI) พร้อมการจัด การประชุมนานาชาติ Newcastle Disease Centennial โดย IPVA ภายใต้ World Veterinary Poultry Association (WVPA)

ในส่วนของ ILDEX Vietnam 2026 จะจัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 10 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของงาน โดยคาดว่าจะมี แบรนด์ชั้นนำกว่า 250 แบรนด์จากมากกว่า 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่ เช่น CP Vietnam, Dabaco Group และ De Heus Vietnam จะเข้าร่วมงาน พร้อมองค์กรสมาคมด้านปศุสัตว์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรม ขณะนี้ ILDEX Vietnam เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด ผนึกคู่ค้า–SME ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ท่ามกลางสถานการณ์ผลผลิตมะพร้าวของไทยที่ล้นตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเพิ่มช่องทางรับซื้อและการนำมะพร้าวไปต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยกระจายผลผลิต พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ด้วยการรับซื้อมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ รายย่อย และผู้ประกอบการ SME นำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบมะพร้าวสด เครื่องดื่ม ขนมหวาน และเบเกอรี่ รวมกว่า 40 รายการ โดยมีปริมาณการใช้มะพร้าวไทยรวมกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 459 ตันต่อเดือน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง

ผลจากการพัฒนาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอร่อยกับเมนูจากมะพร้าวได้อย่างหลากหลายภายในร้านเซเว่นฯ สำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวัน มีสินค้าอย่างมะพร้าวน้ำหอมสด ทั้งแบบมะพร้าวควั่น และมะพร้าวเจีย ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความสะดวกในการเปิดทานด้วยเทคนิคการเจาะ ที่นำมาปรับให้สะดวกต่อการรับประทาน สามารถแช่เย็นพร้อมดื่มได้ทันที โดยมีให้เลือกทั้ง มะพร้าวน้ำหอมสด และมะพร้าวน้ำหอมต้มเผา

ส่วนใครที่เป็นสายหวาน ก็มีเมนูขนมหวานและเบเกอรี่จากมะพร้าวที่พัฒนาโดยคู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยให้เลือกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ชิฟฟ่อนเค้กครีมมะพร้าวอ่อน, ซาหริ่มมะพร้าวอ่อน, อินทนิลมะพร้าวอ่อนน้ำกะทิ และพายไส้เผือกมะพร้าวอ่อน เป็นต้น

ปิดท้ายด้วยสายเครื่องดื่มและคอกาแฟ มะพร้าวถูกนำมาผสมผสานเป็นเมนูเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ All Café ได้แก่อเมริกาโน่น้ำมะพร้าว และ มะพร้าวนมสดปั่น

นอกจากนี้เซเว่นฯ ยังเปิดพื้นที่ให้คู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยนำมะพร้าวจากเกษตรกรมาต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมหวานที่ใช้วัตถุดิบจากกะทิ หรือเครื่องดื่มและอาหารที่มีส่วนประกอบจากมะพร้าว ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่นใกล้บ้านได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การรับซื้อมะพร้าวไทยเพื่อนำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้ง่ายขึ้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสนับสนุนรายได้ให้เกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

ปลัดเกษตรฯ สั่งรับมืออากาศแปรปรวน กำชับชลประทาน-ฝนหลวง บริหารน้ำช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ

ปลัดเกษตรฯ สั่งรับมืออากาศแปรปรวน กำชับชลประทาน-ฝนหลวง บริหารน้ำช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ

ปลัดเกษตรฯ สั่งรับมืออากาศแปรปรวน กำชับชลประทาน-ฝนหลวง บริหารน้ำช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯยืนยันความพร้อมรับมือสภาพอากาศแปรปรวนพร้อมกำชับหน่วยงานในสังกัดบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อภาคการเกษตรทั้งในและนอกเขตชลประทาน 

13 มีนาคม 2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการรับมือต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงนี้ ทั้งปัญหาภัยแล้ง และพายุฤดูร้อน ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และพร้อมมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนไปยังเกษตรกรเพื่อให้รับมือต่อผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตรได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเตรียมพื้นที่สำหรับเก็บกักน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรอีกด้วย 

ทั้งนี้ได้กำชับให้กรมชลประทานประมาณการสำหรับปริมาณน้ำที่จะใช้ในภาคการเกษตรในปีนี้ และประสานงานร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรหากจำเป็นต้องมีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มเติม อีกทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดฯ ส่งเสริมและบริหารจัดการน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อการผลิตของเกษตรกรทั้งในพื้นที่เขตชลประทานและนอกเขตชลประทานแล้วอีกด้วย

ปิดทองหลังพระฯชูโมเดล! ‘บ้านโพนงาม-เหล่าฝ้าย’ ฟื้นแหล่งน้ำ-สร้างรายได้ยั่งยืน

ปิดทองหลังพระฯชูโมเดล! 'บ้านโพนงาม-เหล่าฝ้าย' ฟื้นแหล่งน้ำ-สร้างรายได้ยั่งยืน

ปิดทองหลังพระฯชูโมเดล! ‘บ้านโพนงาม-เหล่าฝ้าย’ ฟื้นแหล่งน้ำ-สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

ปิดทองหลังพระฯ ยกเครื่อง 10 หมู่บ้านต้นแบบทั่วไทย ชู ‘โพนงาม-เหล่าฝ้าย’ โมเดลสำเร็จภาคอีสาน พลิกฟื้นแหล่งน้ำ-คุณภาพดิน สร้างรายได้ยั่งยืนเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี ชาตกาล ร.9

ผู้วื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการในจังหวัดกาฬสินธุ์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือก 10 หมู่บ้านเข้มแข็งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ในปี 2570

โดยพื้นที่บ้านโพนงาม จ.กาฬสินธุ์ ในอดีตต้องเผชิญน้ำท่วมขังปีละ 3 เดือน และแล้งจัดในหน้าแล้ง แต่หลังจากมีการพัฒนา ‘แก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ (ปี 2556) พบว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถลดอุทกภัยเหลือไม่เกิน 20 วัน และผลผลิตข้าวเพิ่มจาก 199 กก./ไร่ เป็นสูงสุด 525 กก./ไร่ ทั้งนี้รายได้ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยสูงถึง 329,564 บาทต่อปี จากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และผักอินทรีย์

และพื้นที่บ้านเหล่าฝ้าย จ.ศรีสะเกษ ได้นำองค์ความรู้มา ‘ระเบิดจากข้างใน’ แก้ไขปัญหาน้ำและดินจนสามารถพัฒนาพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้สำเร็จ โดยนำนวัตกรรมใช้ระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์หนุนกลุ่มปลูกเมล่อน จึงทำให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 60 แห่ง กำลังผลิต 12 ตันต่อเดือน และสร้างงานให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม 7,000 – 7,500 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ นายณัฐพงศ์ ย้ำว่า ทั้ง 10 พื้นที่ต้นแบบนี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ คือกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ ของในหลวงรัชกาลที่ 10

ไทยผงาดเวทีโลก! FAO ชู 15 ชุมชน สสน. ยกย่องความสำเร็จในการสร้างระบบเกษตร – อาหารที่ยั่งยืน

ไทยผงาดเวทีโลก! FAO ชู 15 ชุมชน สสน. ยกย่องความสำเร็จในการสร้างระบบเกษตร - อาหารที่ยั่งยืน

ไทยผงาดเวทีโลก! FAO ชู 15 ชุมชน สสน. ยกย่องความสำเร็จในการสร้างระบบเกษตร – อาหารที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเสนอชื่อชุมชนที่มีผลงานโดดเด่นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน เข้ารับการเชิดชูเกียรติในโครงการ โครงการ “FAO Villages Recognition Initiative” ซึ่งจัดโดย องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมี ดร.ชวี ตงยวี่ (QU Dongyu) ผู้อำนวยการใหญ่ FAO เป็นผู้ผลักดัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีขององค์การ และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยล่าสุด FAO ได้ส่งมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติให้แก่ชุมชนในประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกในรอบแรก เพื่อยกย่องความสำเร็จของชุมชนท้องถิ่นในการสร้างระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน

ในระยะแรก ประเทศไทยได้รับคัดเลือกชุมชนต้นแบบรวมทั้งสิ้น 18 ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในระดับสากลครั้งนี้ มี 15 ชุมชนที่ได้รับคัดเลือกผ่านการผลักดันและเสนอชื่อโดย สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ที่ได้คัดเลือกชุมชนที่มีผลงานโดดเด่นในการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน มาเสนอต่อ FAO เพื่อให้หมู่บ้านไทยเป็นแบบอย่างด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล

ทั้งนี้ชุมชนไทยทั้ง 15 แห่งที่ สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เสนอชื่อ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาของ FAO ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. Natural Villages: ความโดดเด่นในการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาสมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้เป็นแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืน 2.Traditional Food Cultures: การรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น ผ่านระบบเกษตรกรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชนอย่างเข้มแข็ง 3.Agritourist Villages: การพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน สร้างรายได้เสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับสังคม 4.Science, Innovation, and Digital Villages: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม และข้อมูลดิจิทัล (เช่น GIS, GPS และสถานีโทรมาตร) มาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ รายชื่อ 15 ชุมชนต้นแบบที่ได้รับการเสนอชื่อโดย สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ทั้ง 15 ชุมชน มีรายชื่อดังนี้ 1.ชุมชนบ้านตูม จ.ยโสธร 2.ชุมชนดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี 3.ชุมชนดงละคร จ.นครนายก 4.ชุมชนห้วยขึม จ.แพร่ 5.เครือข่ายคลองยัน จ.สุราษฎร์ธานี 6.ชุมชนลิมทอง จ.บุรีรัมย์ 7.ชุมชนแม่ขะมิง จ.แพร่ 8.เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป จ.เชียงใหม่ 9.ชุมชนม่วงชุม จ.เชียงราย 10.ชุมชนภูถ้ำ จ.ขอนแก่น 11.ชุมชนบ้านศาลาดิน จ.นครปฐม 12.ชุมชนบ้านตะโละ จ.ยะลา 13.ชุมชนทับคริสต์ จ.สุราษฎร์ธานี 14.ชุมชนทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และ 15.ชุมชนตำบลเวียงคุก จ.หนองคาย

อธิบดีกรมการข้าว เชื่อมสัมพันธ์ GIZ ผลักดันผลิตข้าวพรีเมียมป้อนตลาดต่างประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว เชื่อมสัมพันธ์ GIZ ผลักดันผลิตข้าวพรีเมียมป้อนตลาดต่างประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว เชื่อมสัมพันธ์ GIZ ผลักดันผลิตข้าวพรีเมียมป้อนตลาดต่างประเทศ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.05 น.

10 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ให้การต้อนรับ Dr.Nana Kuenkel (ดร.นานา คึลเคล) ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) และคณะจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นายวิเชียร ยุ่นกระโทก ผู้แทนสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว และนางอรทัย ใจตุ้ย ผู้อำนวยการกลุ่มวิเทศสัมพันธ์และโครงการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว กรมการข้าว เข้าร่วมให้การต้อนรับ

โดยวัตถุประสงค์การพบปะกันในครั้งนี้เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะและรับทราบนโยบายแนวทางการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและ GIZ ให้มีความสอดคล้องกับโครงการความร่วมมือที่ดำเนินการร่วมกันกับกรมการข้าว โดยได้หารือร่วมกันถึงโครงการต่างๆ ของ GIZ ที่ได้ให้การสนับสนุน อาทิ โครงการระบบผลิตข้าวที่ยั่งยืนแบบองค์รวม (ISRL) ที่ดำเนินการในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี และจ.เชียงราย โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) ในพื้นที่ 21 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC-EMC) กลุ่มพลังงานชีวมวล โดยทาง GIZ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนกรมการข้าวต่อนโยบายด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ รวมถึงการสนับสนุนการผลิตข้าวเกรดพรีเมี่ยม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” ถูกยกขึ้นเป็นจำเลยของสังคมในฐานะ “ผู้ร้ายทำลายระบบนิเวศ” แต่หากมองลึกลงไป ปลาชนิดนี้อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่ามาก นั่นคือ “วิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำและพืชต่างถิ่น” รวมถึงระบบกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ

วันนี้แหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ไม่ได้มีแค่ปลาหมอคางดำที่เป็นผู้ร้าย แต่ยังมี “กองทัพเอเลี่ยน” ที่รุกรานเงียบ ๆ ทั้งปลาหมอบัตเตอร์, ปลามายัน, ปลาปิรันยา, ไปจนถึงปลาซัคเกอร์ และหอยเชอรี่ ไม่นับรวมพืชรุกรานอย่าง ไมยราบยักษ์ หรือสัตว์บกอย่าง อีกัวน่า ที่กระจายตัวจนยากจะควบคุม

แม้จะมีข้อบังคับมากมาย แต่เครือข่ายนำเข้านั้นแยบยลกว่ามาก มีการสำแดงเท็จและฟอกเอกสารจนเล็ดลอดการตรวจสอบมาได้ รายงานที่ระบุถึง 11 บริษัทเกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ และส่งออกไปอีก 17 ประเทศ กลับยังไม่มีการเอาผิดใครอย่างจริงจัง หรือแม้แต่กรณีพบปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนสิริกิติ์ ก็ยังถูกปล่อยให้แพร่กระจายโดยไร้มาตรการจัดการที่เด็ดขาด

เมื่อมองย้อยกลับไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักเลือกสื่อสารเฉพาะประเด็นที่เป็นผลดีกับตนเอง ทำให้สังคมถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากภาพรวมทั้งหมด สังเกตได้จากกรณี “ปลาหมอคางดำ” ที่ถูกประโคมข่าวอย่างกว้างขวาง แต่กลับแทบไม่มีการกล่าวถึงผลกระทบที่รุนแรงไม่แพ้กันจาก ปลาซัคเกอร์ หรือหอยเชอรี่

คำถามสำคัญคือ ทำไมสายพันธุ์ต้องห้ามจึงหลุดรอดได้ง่าย

–               การตรวจสอบต้นทาง–ปลายทางเข้มงวดเพียงพอหรือไม่?

–               ใครรับผิดชอบเมื่อสัตว์ต่างถิ่นแพร่กระจาย?

–               เหตุใดการสื่อสารจึงมุ่งเน้นเพียงบางชนิด แต่ละเลยภาพรวมทั้งหมด?

นี่คือสิ่งที่สังคมต้องการทราบ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ “ล่าและกิน” แต่คือการ “รื้อและสร้าง” ระบบการจัดการใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติอย่างแท้จริง

เมื่อมองไปที่ต่างประเทศ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา, ฟิลิปปินส์, สเปน และโปรตุเกส ที่เผชิญปัญหาคล้ายกัน แต่เลือกใช้แนวทางเชิงรุก “เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นทรัพยากร” ทั้งการเร่งกำจัดสายพันธุ์รุกรานออกจากแหล่งน้ำหรือนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ

ในกรณี “ปลาหมอคางดำ” แม้ถูกจัดเป็น เอเลียนสปีชีส์ แต่ในเชิงโภชนาการ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลานิล คือ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น น้ำปลาแท้, น้ำปลาร้า, ปลาแดดเดียว, เคยปลา, ขูดเนื้อทำลูกชิ้น, ทำปลาเส้น หรือปลาผง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ไม่ใช่เพียงการกำจัดปลาหมอคางดำ แต่ต้องจัดการ “ทุกสายพันธุ์ต่างถิ่น” ที่คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมกลไกกลางที่เข้มแข็งในการควบคุมและเอาผิดการลักลอบนำเข้าอย่างจริงจัง

“หากทุกคนปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความเงียบ เราอาจต้องสูญเสียระบบนิเวศพื้นถิ่นไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ”

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ต้องจัดการที่ต้นตอ หยุดการลักลอบ และสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส ก่อนที่สัตว์พื้นเมืองของไทยจะเหลือเพียงแค่ชื่อที่ถูกจารึกไว้ในบัญชีสัตว์สูญพันธุ์

#ปลาหมอคางดำ #ปลาหมอมายัน #ปลาหมอบัตเตอร์ #ปลาต่างถิ่น #สัตว์แปลก #สัตว์ต่างถิ่นรุกราน #ExoticPetsThailand

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! 'ศุลกากรช่องจอม' คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

“ศุลกากรช่องจอม” คุมเข้มการขนส่งน้ำมันและสินค้าเกษตรในเขตอีสานใต้ .. ยืนยันน้ำมันในไทยยังมีพอและไม่ขาดแคลน!!

วันนี้ 8 มี.ค.69 นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงดำเนินการสู้รบ มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกเกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการที่รัฐบาลไทยสั่งระงับการการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศยกเว้นลาวและพม่านั้น 

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้กำชับเป็นให้ด่านศุลกากรช่องจอม ในฐานะที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดในเขตอีสานใต้ คือ สุรินทร์ , บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ซึ่งมีพรมแดนติดกัมพูชา และเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านไปยังอีสานตอนบนซึ่งติดกับลาวให้เข้มงวดกวดขันสินค้าประเภทน้ำมันอย่างจริงจัง

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากข้อห่วงใยของรัฐบาลและผู้ฅนในแถบอีสานใต้ที่มีความกังวลว่าน้ำมันกำลังจะกลายเป็นของหายากและขาดแคลน ทางด่านศุลกากรช่องจอมจึงได้จัด “รถตรวจการณ์ศุลกากร” ออกพื้นที่ตามถนนเส้นทางหลักที่มุ่งสู่เขตอีสานตอนบนเพื่อ “กดดัน เข้มงวด กวดขัน และป้องปราม” สินค้าประเภทน้ำมันรวมถึงสินค้าเกษตรที่ไม่พึงปรารถนาประเภทอื่นๆ เช่น “มันสำปะหลัง หอมใหญ่ ไข่ไก่ ฯลฯ“ เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

“สถานการณ์น้ำมันและปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่อีสานใต้ที่อยู่ความรับผิดชอบของด่านศุลกากรช่องจอมยังคงปกติเพียงพอและอยู่ในสายตาของเราตลอด .. ทั้งนี้เรายังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเข้มงวดอยู่เสมอเพื่อไม่ให้สินค้าที่มีความอ่อนไหวเหล่านี้ออกนอกลู่นอกทางและสร้างความเดือดร้อนและไม่สบายใจให้กับพี่น้องประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร”
นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

'อธิบดีกรมการข้าว'ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานด้านการวิจัย การพัฒนาพันธุ์ข้าว และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว แปลงทดลอง ตลอดจนกระบวนการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดสุรินทร์

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตข้าวของประเทศ ตั้งแต่ คิดค้น วิจัย และพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการปลูก ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งกรมการข้าวมีศูนย์วิจัย จำนวน 27 ศูนย์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 33 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ ในการรองรับภารกิจงานด้านข้าวให้ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี กระจายสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศไทย

– 006