สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

สิงคโปร์ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” เป็นประเทศแรกของโลก หลังระงับยาวนานกว่า 28 ปี คาดสร้างมูลค่าเพิ่มปี 69 ทะลุ 150 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency: SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก เป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี 2541

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568  ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจนว่า ระบบการผลิต กระบวนการจัดเก็บ และการแปรรูปเลือดสุกรของไทยมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในระดับสูง (Premium Quality & Safety) สอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดของสิงคโปร์ทุกประการ จึงอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

อย่างไรก็ตามการเปิดตลาดครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและขยายโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรของไทยในปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งประเทศสิงคโปร์  เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้การรับรองไทย เป็นการส่งสัญญาณบวกไปยังตลาดประเทศอื่นๆ ทั่วโลก กรมปศุสัตว์พร้อมเดินหน้าผนึกกำลังกับภาคเอกชนในการรักษามาตรฐาน และขยายตลาดสินค้าปศุสัตว์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.36 น.

‘บ้านจำปูน’ จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง ปั้นรายได้อ้อยคั้นน้ำพุ่งแตะ 7.5 หมื่นต่อไร่

บ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เผยความสำเร็จครั้งใหญ่หลังเผชิญปัญหาเรื้อรังทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมานาน จากข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรน้ำและพืชเชิงเดี่ยวที่ราคาไม่แน่นอน นำมาสู่ความขัดแย้งในชุมชนและปัญหายาเสพติด แต่ปัจจุบันสามารถพลิกโฉมเป็นหมู่บ้านพึ่งตนเองได้อย่างสง่างาม

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ โดยสถาบันปิดทองหลังพระฯ เริ่มจากการคัดเลือกเยาวชน 6 คน ไปศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบดอยตุงและภูพาน เพื่อนำองค์ความรู้กลับมาปลุกพลังคนในชุมชนให้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

โดยปัญหาที่หนักที่สุดคือ ‘น้ำ’ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านร่วมกันดำเนินโครงการแบบเห็นผลเร็ว (Quick Win) ขุดเจาะน้ำบาดาลและวางระบบกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตร 22.5 ไร่ เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน พร้อมประสานกรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าวอีกกว่า 250 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มขึ้นจาก 220 กก./ไร่ เป็นสูงสุดถึง 380 กก./ไร่

ทั้งนี้ ปัญหาการเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งที่เคยสร้างความบาดหมาง ถูกแก้ไขด้วยการทำประชาคมออกกฎระเบียบ เปลี่ยนมาเป็นการ ‘เลี้ยงแบบขังคอก’ หรือโคขุน ซึ่งนอกจากจะลดความขัดแย้งแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสะสมรวมกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568

นอกจากนี้ ชุมชนยังได้เปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมซ้ำซากให้เป็นโอกาส ด้วยการปลูกอ้อยคั้นน้ำแทนการทำนา ซึ่งสร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึง 75,544 บาทต่อไร่ พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปเป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์และการทำถ่านไบโอชาจากของเหลือทิ้ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างมหาศาล

ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านจำปูนดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากอัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41 , จำนวนผู้เสพลดลงจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 5 และไม่มีผู้ค้าในพื้นที่อีกเลย , ปัญหาความขัดแย้งลดลง เกิดการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง และมีศูนย์เรียนรู้ครบวงจร

โดย นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระฯ ระบุว่า บ้านจำปูนคือบทพิสูจน์ว่าเมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ชุมชนจะสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายต่อไปคือการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ดิน-น้ำ-ป่า สู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ สนองพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ เพื่อความกินดีอยู่ดีของราษฎรอย่างมั่นคง ////////-026

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด <<<<

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

3 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำวัน โดยมีหน่วยดัดแปรสภาพอากาศจากจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก และอุดรธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการและสถานีเรดาร์ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้เร่งกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้เพิ่มจำนวนเครื่องบินสนับสนุนภารกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการให้มากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายให้ทัศนวิสัยในพื้นที่ดีขึ้นจนสามารถมองเห็นพระธาตุดอยสุเทพได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ได้มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการเกิดฝน และเตรียมความพร้อมในการขึ้นปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย รวมถึงเตรียมแผนรองรับภารกิจบรรเทาและยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บในพื้นที่เฝ้าระวังอีกด้วย

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

3 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ พร้อมด้วย ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 และนายเอกรัฐ พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 2 เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 50 ตัว ซึ่งโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบิตร ทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง โดยวิธีให้ยืมเพื่อการผลิต ปัจจุบันโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริได้ยังประโยชน์ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อำเภอโพนทองไปแล้ว 824 ราย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 23 ล้านบาท และในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอโพนทอง ได้มอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรตามพระราชดำริ ให้พี่น้องเกษตรกรชาวบ้านสายฝน ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 50 ตัว โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด นายมงคล ยี่รัมย์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นางพิกุล รอนณรงค์ ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ นายวิชัย อาระหัง ผู้อำนวยการศูยน์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ร้อยเอ็ด นางพรศุลี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูยน์วิจัยและพัฒนาการเกษตรร้อยเอ็ด ผู้แทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนพัฒนาที่ดินร้อยเอ็ด ผู้แทนประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด พันจ่าโทคนึง พูลพิพิธ นายอำเภอโพนทอง หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการอำเภอโพนทอง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วม ณ บ้านสายฝน ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! 'ฟาร์มตอง 111' พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ชัยภูมิปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญาพม่าสายตี สู่ธุรกิจส่งออกสายพันธุ์สร้างรายได้ยั่งยืน

ธุรกิจไก่ชนพื้นบ้านในจังหวัดชัยภูมิกลับมาได้รับความสนใจอย่างสูงอีกครั้ง หลังเกษตรกรยุคใหม่หันมาเน้นการพัฒนาสายพันธุ์เชิงพาณิชย์จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล โดยเฉพาะที่ ‘ฟาร์มตอง 111’ ในพื้นที่ตำบลบ้านเล่า อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และจำหน่ายไก่ชนสายพันธุ์ดีระดับประเทศ

‘เจ๊กล็อฟ’ เจ้าของฟาร์มตอง 111 เปิดเผยว่า ทางฟาร์มทุ่มเทให้กับการเพาะเลี้ยงและพัฒนาไก่ชนสายพันธุ์พม่ามานานกว่า 10 ปี โดยคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีพันธุกรรมโดดเด่นเชิงลึก จนได้ไก่ชนที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านการแข่งขันและการเพาะพันธุ์ต่อยอดเชิงธุรกิจ ซึ่งความสำเร็จนี้สะท้อนได้จากราคาซื้อขายบางตัวที่พุ่งสูงถึงระดับ ‘ไก่ชนเงินล้าน’ เนื่องจากเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดนักพัฒนาสายเลือดใหม่ทั่วประเทศ

นอกจากการจำหน่ายแล้ว ฟาร์มตอง 111 ยังเปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจไก่ชนเข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบไม่มีกั๊ก เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในชุมชนและเกษตรกรรายย่อย

ทั้งนี้ เจ๊กล็อฟได้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจไปยังหน่วยงานภาครัฐ ให้เร่งเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริม ‘กีฬาพื้นบ้านไก่ชน’ อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมดั้งเดิมของภูมิภาคอาเซียน ทั้งไทย เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงจีน หากมีการส่งเสริมและกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน จะสามารถผลักดันให้เป็นกีฬาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแนวทางการพัฒนาไก่ชนสายพันธุ์พม่า หรือต้องการคำปรึกษาในการสร้างธุรกิจ สามารถติดต่อได้ที่ ฟาร์มตอง 111 ต.บ้านเล่า อ.เมือง จ.ชัยภูมิ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 08-1142-5385

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยวสร้างรายได้ 10 ล้าน ชูโมเดลเกษตรปลอดภัย-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ย้อนกลับไปก่อนปี 2559 บ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้ำซาก ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และที่สำคัญคือ ‘สภาพดินเปรี้ยว’ ที่มีความเป็นกรดสูงและปนเปื้อนสารเคมี ทำให้เกษตรกรพึ่งพารายได้เพียงทางเดียวจากปาล์มน้ำมัน แรงงานส่วนใหญ่จึงต้องละทิ้งถิ่นฐานไปรับจ้างนอกพื้นที่

ด้วยหลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9 เรื่องการปรับปรุงดินเปรี้ยว มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมกับชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้หลักการ ‘ระเบิดจากข้างใน’ โดยเริ่มจากการปรับปรุงดินและน้ำ ลดการใช้สารเคมี และจัดสรรที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือจำนวน 66.1 ไร่ ให้กลายเป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่ถูกกฎหมาย

โดยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในด้านมิติการเกษตร จากเดิมดินมีค่า pH 3 (กรดจัด) ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น pH 5.5 ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตแตงโม GAP เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1,638 กก./ไร่ เป็น 2,967 กก./ไร่ ในปี 2568 สร้างมูลค่าสะสมระหว่างปี 2560-2567 เกือบ 10 ล้านบาท ในส่วนของด้านงานหัตถกรรม มีการส่งเสริมจักสานกระจูดช่วยให้กลุ่มสตรีและผู้สูงอายุมีรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้านบาท (ปี 62-66) ผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสร้างตัวเลขรายได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน อาทิ คนรุ่นใหม่จบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก 34 คน เป็น 91 คน , อัตราการป่วยของคนในชุมชนลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือเพียงร้อยละ 9.64 ผลจากการทำเกษตรปลอดภัยและลดการใช้สารเคมี และอัตราการออกไปทำงานนอกพื้นที่ลดลง เนื่องจากมีอาชีพที่มั่นคงในชุมชน

ปัจจุบันบ้านโคกยามูไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังคงพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น สมุนไพร เห็ดนางฟ้า และข้าวโพดอาหารสัตว์ พร้อมใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างง่ายมาช่วยบำรุงดิน เพื่อยกระดับสู่การเป็น ‘แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ’ (Social Lab) ให้กับชุมชนอื่นๆทั่วประเทศ สนองพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ ให้เกิดความยั่งยืนสืบไป ////-026

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด <<<<

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.39 น.

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก เสริมแกร่งอนาคตเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

วันที่ 1 เมษายน 2569 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเปิดตัวโครงการความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านตลาดคาร์บอนโลก (Regional Collaboration on Global Carbon Markets: RC-GCM) โดยมีหน่วยงาน อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม giz เยอรมนี ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค 

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการผลิตข้าวในฐานะรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 72 ล้านไร่ และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4.7 ล้านครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตข้าวยังมีความท้าทายจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่แนวทางที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับการพัฒนาคาร์บอนต่ำ

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้า “โครงการ 1 ล้านไร่” เพื่อส่งเสริมการจัดการดินและธาตุอาหาร รวมถึงการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) เพื่อลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการศึกษากลไกการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมูลค่าข้าวไทยสู่ตลาด 

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานดังกล่าวต่อยอดจากความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการ Thai Rice NAMA, Thai Rice GCF และโครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม (ISRL) รวมถึงการศึกษาความร่วมมือภายใต้ความตกลงปารีส ข้อ 6.2 ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางเทคนิค นวัตกรรม และวางรากฐานสู่การขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเน้นย้ำว่า โครงการ RC-GCM ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพประเทศไทยสู่ตลาดคาร์บอนโลก และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับภูมิภาค โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการผลักดันการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ภาคการผลิตข้าวเติบโตอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด

ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด

ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.17 น.

ปิดทองหลังพระฯ ชู 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเองรับวาระ 100 ปีชาตกาล ร.9 ย้ำเศรษฐกิจพอเพียงคือ ‘ทางรอด’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนา ณ บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา พร้อมระบุถึงความสำคัญของการน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นเกราะป้องกันวิกฤต

นายกฤษฎา กล่าวว่า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากสงครามและเศรษฐกิจโลก การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้คือทางรอดที่แท้จริงสำหรับเกษตรกรและชุมชนยากจน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยมุ่งเน้นลำดับขั้น ‘อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน’ ครอบคลุมทั้งด้าน ดิน น้ำ อาชีพ และสิ่งแวดล้อม

ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล รัชกาลที่ 9 ในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้คัดเลือก 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นต้นแบบการศึกษาเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์พิจารณาจากความสามารถในการแก้ปัญหาที่ดินและแหล่งน้ำ การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และความพร้อมในการขยายผลสร้างอาชีพในชุมชน

สำหรับการลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ นายกฤษฎา เน้นย้ำความสำเร็จของ บ้านจำปูน (ยะลา) และ บ้านโคกยามู (นราธิวาส) ซึ่งเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ใช้แนวพระราชดำริสร้างความรักสามัคคีและความมั่นคงทางอาหาร จนมีผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยสำหรับบริโภคและจำหน่าย สร้างรายได้ที่มั่นคงและเหมาะสมกับภูมิสังคม เป็นตัวอย่างที่ชุมชนอื่นสามารถเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้จริง

สานพลังกู้ชีพเกษตรกร! ชูนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง

สานพลังกู้ชีพเกษตรกร! ชูนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง

สานพลังกู้ชีพเกษตรกร! ชูนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

บพท.สานพลังนักวิจัยกู้ชีพเกษตรกร! ส่งนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง หวังลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กระทรวง อว. รุดหน้านำนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติเชิงรุก โดยการระดมเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ นำชุดความรู้จากงานวิจัยมาช่วยเกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์และอาหารสัตว์ใช้เอง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปุ๋ยเคมีนำเข้าที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

คณะนักวิจัยจากหลายสถาบันได้นำวัสดุชีวมวลที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นปุ๋ยคุณภาพสูง ดังนี้ ภาคอีสาน (มรภ.สุรินทร์/ร้อยเอ็ด/ม.นครพนม): เน้นการใช้มูลสัตว์ (วัว/หมู/ไก่) หมักกับน้ำเชื้อจุลินทรีย์จากเศษผัก และการใช้มันสำปะหลัง/รำข้าว ทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า ภาคเหนือ (มรภ.ลำปาง): พัฒนาสูตรปุ๋ยจาก ใบกระถินหมักนมเปรี้ยว และกากน้ำตาล ซึ่งใช้ได้ผลดีทั้งในนาข้าวและสวนผลไม้ และ ภาคใต้ (ม.สงขลานครินทร์/ม.ทักษิณ): นำวัสดุเหลือทิ้งอย่าง ทางปาล์มน้ำมัน มูลแพะ และเศษวัสดุจากทะเล (เปลือกกุ้ง/หอย/ปู) มาทำปุ๋ย รวมถึงการใช้ มูลค้างคาว จากถ้ำใน จ.พัทลุง และ สาหร่ายหางกระรอก ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำมาทำปุ๋ยหมักคุณภาพดี

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า ต้นทุนค่าปุ๋ยถือเป็นภาระหนักของเกษตรกร โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40-60% ของต้นทุนทั้งหมด การเปลี่ยนวิกฤตสงครามให้เป็นโอกาสในการพึ่งพาตนเองจะช่วยลดปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศที่มีสูงถึงปีละ 5 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 9.4 หมื่นล้านบาท

‘นิมิตรหมายใหม่ของภาคเกษตรไทยคือการเปลี่ยนจากการพึ่งพาเคมีนำเข้า มาเป็นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน’ ดร.กิตติ กล่าวทิ้งท้าย

///////-026

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ เร่งระบายฝุ่นช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ เร่งระบายฝุ่นช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ เร่งระบายฝุ่นช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งลุยสนับสนุนภารกิจบรรเทาฝุ่น PM2.5 ระดมเครื่องบิน 5 ลำ ปฏิบัติการช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป้าหมาย! เร่งระบายฝุ่นและมีฝนตกเห็นยอดพระธาตุดอยสุเทพ

31 มีนาคม 2569 เวลา 16.40 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติภารกิจบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่ขณะนี้สถานการณ์ค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง (สีม่วง) จึงสั่งการปรับแผนการทำงาน ตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ ได้แก่ L410 2 ลำ CASA 2 ลำ และ CN 1 ลำ ปฏิบัติการด้วยเทคนิคการโปรยน้ำแข็งแห้ง การสเปรย์น้ำเย็น ระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ และช่วงชิงสภาพอากาศก่อเมฆเพื่อให้เกิดฝนตก

และจากการคาดการณ์สภาพอากาศ จึงวางแผนปฏิบัติการ ดังนี้

– ช่วงวันที่ 1-3 เมษายน 2569 เน้นการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง

– ช่วงวันที่ 4-6 เมษายน 2569 ค่าความชื้นสัมพัทธ์มีโอกาสเข้าเงื่อนไขการทำฝนหลวง จึงเตรียมวางแผนปฏิบัติการให้เกิดฝนตก

– ช่วงวันที่ 6-7 และ 11-12 เมษายน 2569 ก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง

นอกจากนี้ จะมีการวางแผนทำงานด้วยเทคนิคการสเปรย์น้ำเย็นเพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นการปฏิบัติการในกรณีที่ระดับชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) มีความสูงต่ำกว่า 3,000 ฟุต ซึ่งเป็นการช่วยระบายฝุ่นอีกทางหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม อธิบดีฝนหลวงฯ เน้นย้ำว่า จะระดมสรรพกำลังปฏิบัติการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เป้าหมายคือเห็นยอดพระธาตุดอยสุเทพ และค่าคุณภาพอากาศดีขึ้นเพื่อพี่น้องประชาชน จ.เชียงใหม่ และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ