‘อธิบดีกรมชลประทาน’แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ เสริมสร้างความร่วมมือวิชาการไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8

'อธิบดีกรมชลประทาน'แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ เสริมสร้างความร่วมมือวิชาการไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8

‘อธิบดีกรมชลประทาน’แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ เสริมสร้างความร่วมมือวิชาการไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.11 น.

17 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย รองอธิบดีกรมชลประทาน คณะผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากกรมพัฒนาชนบท กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries: MAFF) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำไทย – ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8 (The 8th Thailand-Japan Joint Working Group on Irrigation and Drainage Technology Exchange) ณ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร

สำหรับการเข้าพบหารือและประชุมวิชาการในครั้งนี้ เป็นไปตามความร่วมมือภายใต้บันทึกการหารือว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ (Record of Discussions in the Field of Irrigation and Drainage Technology Exchange: ROD) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการชลประทานและการระบายน้ำระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกรมชลประทานได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้

นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากประเทศญี่ปุ่นยังมีกำหนดการเดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการของสำนักงานชลประทานที่ 2 ในจังหวัดพิษณุโลก ลำปาง และเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อศึกษาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทานและการระบายน้ำของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’เชื่อมสัมพันธ์’IRRI’ดันโมเดล’ทุ่งกุลาร้องไห้’สู่’ทวีปแอฟริกา’

'อธิบดีกรมการข้าว'เชื่อมสัมพันธ์'IRRI'ดันโมเดล'ทุ่งกุลาร้องไห้'สู่'ทวีปแอฟริกา'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เชื่อมสัมพันธ์’IRRI’ดันโมเดล’ทุ่งกุลาร้องไห้’สู่’ทวีปแอฟริกา’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.02 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 Dr. Yvonne Pinto ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institution: IRRI) พร้อมด้วย Dr. Bjoern Ole Sander ผู้แทน IRRI สำนักงานประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เพื่อขอรับทราบนโยบายแนวทางการพัฒนาความร่วมมือทั้งสองฝ่ายร่วมกัน พร้อมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าวแสดงความขอบคุณที่ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา IRRI ได้ให้การสนับสนุนงานด้านความร่วมมือทางวิชาการแก่กรมการข้าวเป็นอย่างดี เช่น มาตรฐานระดับสากลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ การกำหนดมาตรฐานการวัดก๊าซมีเทนในระดับสากล รวมทั้งการร่วมทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของกรมการข้าวยังมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของ IRRI ใน 3 ประเด็นหลักที่ IRRI ได้ให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) การลดการเผาฟาง 2) การผลิตข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และ 3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งทั้ง 3 แนวทางมีความสอดคล้องกัน

IRRI ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่สำคัญลำดับต้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งที่ผ่านมา กรมการข้าวและ IRRI ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันในการพัฒนาปรับปรุงการผลิตข้าวของไทยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกปัจจุบัน โดยเน้นเรื่องการพัฒนาการผลิตข้าวให้สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและให้เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเพื่อการพัฒนานวัตกรรมที่ทันสมัย รวมถึงนโยบายและแนวทางการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการด้านการผลิตข้าวของประเทศไทยในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้กรมการข้าวเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาการผลิตข้าวในระดับภูมิภาค (Regional Hub) ที่มีความก้าวหน้าทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาเพื่อความมั่นคงทางอาหารของโลก และเพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านการผลิตข้าวไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ต่อไป

Dr. Yvonne เห็นว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้นำทางด้านการผลิตข้าว และการส่งออกข้าวไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งรวมถึงทวีปแอฟริกา ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะขยายแนวทางความร่วมมือทางวิชาการไปสู่ภูมิภาคแอฟริกาใต้ซาฮารา (Sub-Saharan Africa) IRRI จึงยินดีที่จะมีส่วนในการสนับสนุนประเทศไทยในการกำกับด้านการวิจัยและการพัฒนานโยบาย ตลอดจนผลักดันด้านการลงทุนที่มุ่งปรับปรุงอุตสาหกรรมข้าวในทวีปแอฟริกา ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นชอบที่จะสนับสนุนให้มีการจัดทำโครงการร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่างกรมการข้าว IRRI และประเทศในทวีปแอฟริกา โดยการสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวไทยไปยังประเทศในทวีปแอฟริกา รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าวและ IRRI ไปสู่ทวีปแอฟริกา

อีกทั้ง กรมการข้าวยินดีที่จะนำโมเดลการผลิตข้าวหอมมะลิ ณ ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด ไปปรับใช้ที่ประเทศในทวีปแอฟริกา เนื่องจากทุ่งกุลาร้องไห้ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศไทยที่ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง รวมถึงยินดีที่จะบูรณาการหน่วยงานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การดำเนินงานร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อนำแนวทางการสร้างฝนเทียมไปใช้ในประเทศในทวีปแอฟริกา

– 006

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.34 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วย นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ ณ ห้องประชุมเกษตรธนากร ชั้น 24 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน

ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Eco Innovation โดยมุ่งยกระดับกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบหม่อนไหม พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ ด้วยการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหม่อนไหมและสิ่งทอ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แสดงศักยภาพงานวิจัย และต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการพัฒนาภาคหม่อนไหมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.16 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง พร้อมเตรียมปรับแผนปฏิบัติการกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงปฏิบัติภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศในปัจจุบัน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หน่วยฯ จ.ระยอง หน่วยฯ จ.ตาก และหน่วยฯ จ.ขอนแก่น และจากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในช่วงวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2568 ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กบริเวณทั้ง 3 พื้นที่จะอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีเหลือง-สีส้ม) เนื่องจากอัตราการระบายอากาศ พบว่า มีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ อ่อน-ดี ประกอบกับลมในช่วงนี้มีกำลังอ่อน อาจส่งผลให้ฝุ่นมีแนวโน้มสะสมได้ ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือจะมีการสะสมของฝุ่นละอองเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เริ่มมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตก และลมพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วย

อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงวางแผนรับมือด้วยการวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ฝุ่นจะสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป จะมีปรับแผนการเปิดหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ โดยยังคงหน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เครื่องบิน Super King Air 1 ลำ เครื่องบิน Caravan 3 ลำ หน่วยฯ จ.ระยอง ใช้เครื่องบิน CN1 ลำ และเครื่องบิน Caravan 1 ลำ หน่วยฯ จ.ขอนแก่น ใช้เครื่องบิน Casa จำนวน 1 ลำ และเปิดหน่วยฯ จ.พิษณุโลก ใช้เครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้นำเทคนิคต่อยอดมาจากตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือการการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง การเลี้ยงเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง และการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผัน โดยผลปฏิบัติการที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจำนวน 66 วัน 398 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 53 วัน คิดเป็นร้อยละ 80 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 8 วัน 15 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 8 วัน คิดเป็นร้อยละ 100 และพื้นที่ภาคเหนือ ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจำนวน 6 วัน 13 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 6 วัน คิดเป็นร้อยละ 100 อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

ชาวกาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้ทุกกิจกรรมแน่นอน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดของเขื่อนลำปาวว่า ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บอยู่ที่ 1,368 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 69% ของความจุอ่างทั้งหมด (1,980 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

จากการวางแผนจัดเก็บน้ำอย่างมีระบบในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันเขื่อนลำปาวสามารถส่งน้ำผ่านคลองส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เฉลี่ยวันละ 4.48 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรฤดูแล้งปี 2568/2569 รวมกว่า 296,055 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังกว่า 2.9 แสนไร่ รวมถึงบ่อปลาและบ่อกุ้งก้ามกรามที่เป็นอาชีพหลักของชาวกาฬสินธุ์

นอกจากภารกิจในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว เขื่อนลำปาวได้ระบายน้ำผ่านอาคารผันน้ำ (Spillway) และอาคารระบายน้ำเฉลี่ยวันละ 4.74 ล้าน ลบ.ม. ลงสู่ลำน้ำปาวและแม่น้ำชี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ท้ายน้ำใน 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด, ยโสธร และอุบลราชธานี โดยรวมปริมาณน้ำที่ส่งออกจากอ่างทั้งหมดทั้งเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค อยู่ที่วันละ 10.55 ล้าน ลบ.ม.

ผู้อำนวยการเขื่อนลำปาว ยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอไปจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งและเข้าสู่ฤดูฝนใหม่อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ได้ฝากขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เอื้อเฟื้อแบ่งปันน้ำอย่างทั่วถึง และใช้ทุกหยดน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.15 น.

สืบสานพระราชปณิธาน! กรมชลประทานลุย ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน สร้างแหล่งน้ำยั่งยืนตามรอยโครงการหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมชลประทาน เดินหน้าสานต่อแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ผ่าน ‘โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เฉพาะ’ เพื่อสนองพระราชปณิธานในการส่งเสริมอาชีพทดแทนการปลูกฝิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ปัจจุบันกรมชลประทานได้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก โดยล่าสุด โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างฝายห้วยไร่ พร้อมระบบส่งน้ำ ณ บ้านห้วยหมี หมู่ 8 ต.เมืองแปง อ.ปาย เพื่อเป็นหัวใจหลักในการจัดสรรน้ำสนับสนุนกิจกรรมของโครงการหลวงและชุมชน

โดยในอดีต ชาวบ้านห้วยหมีต้องเผชิญกับปัญหาซ้ำซาก คือการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และระบบท่อส่งน้ำเดิมมักจะพังทลายเสียหายเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก กรมชลประทานจึงได้ออกแบบและก่อสร้าง ฝายห้วยไร่ เพื่อยกระดับน้ำและกักเก็บอย่างเป็นระบบ และระบบส่งน้ำและบ่อเก็บน้ำคอนกรีต เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลจากการดำเนินงานในปัจจุบัน โครงการฯ สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้ครอบคลุมกว่า 500 ไร่ และดูแลการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน 53 ครัวเรือน ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เพิ่มผลิตผลทางการเกษตร และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ตามรอยศาสตร์พระราชาที่มุ่งเน้นความสุขที่ยั่งยืนของราษฎร

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.25 น.

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคใต้ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง เพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 

อธิบดีกรมการข้าว เล่าว่า การลงพื้นที่พบปะพี่น้องทีมงานในครั้งนี้ ตั้งใจสร้างความเป็นกันเอง เรียบง่าย เปรียบเสมือนการแวะเวียนเข้ามาพบปะ พูดคุย และถือโอกาสเดินดูสถานที่จริง ซึ่งต้องขอกล่าวชื่นชม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ดูแลสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องจักรต่างๆ รวมถึงโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความพร้อมในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นต้นแบบด้านมาตรฐานได้เลย นับได้ว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการสัมผัสความเป็นอยู่และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง โดยได้ร่วมพูดคุยและรับฟังสถานการณ์การทำงานอย่างใกล้ชิด และหวังว่าจะยึดถือการปฏิบัติงานที่ดีแบบนี้ให้คงอยู่และดียิ่งๆขึ้นไป

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.43 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เดินหน้าลุย “เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ” ข้าวถิ่นแดนใต้

 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง จังหวัดพัทลุง นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมส่งสารสำคัญว่า ข้าวไร่ไม่ใช่แค่พืชอาหาร แต่คือรากเหง้าทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของชาวนาใต้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวไร่เป็นข้าวที่เติบโตบนที่สูง อาศัยน้ำฝนปลูกอย่างเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ใช้น้ำน้อย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมการข้าวจึงเดินหน้าฟื้นฟูและยกระดับข้าวไร่ โดยเฉพาะพันธุ์ ข้าวเหนียวดำหมอ 37 ให้ได้มาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ “ข้าวพรีเมียมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)” ภายใต้แนวคิด BCG Model เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์โลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากมือของชาวนาในชุมชนที่ร่วมกันผลิตเมล็ดพันธุ์ เก็บรักษาพันธุกรรม และส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป เพื่อให้ข้าวไร่ยังคงมีชีวิตบนผืนแผ่นดินใต้สืบต่อไป

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้งพิธีทำขวัญข้าว “เรียกขวัญข้าว เรียกชีวิตชาวนา” การเกี่ยวข้าวไร่ การตำข้าวเม่า รวมถึงนิทรรศการที่เล่าทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของข้าวไร่ ตั้งแต่พันธุ์พื้นเมือง ระบบการปลูกคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย

“ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันว่า การคืนพันธุ์ข้าวไร่สู่แดนใต้ ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่คือการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เคารพธรรมชาติ ยกระดับรายได้ชาวนา และทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” อธิบดีอานนท์ กล่าว

‘อธิบดีกรมชลฯ’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

'อธิบดีกรมชลฯ'เฝ้ารับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

‘อธิบดีกรมชลฯ’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.20 น.

10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.20 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี “สวนแม่ – สวนลูก” จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎร โดยมี นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ต่อมาเวลา 10.30 น.เสด็จพระราชดำเนินไปยังพุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ วัดทิพย์สุคนธาราม ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 นายประศาสน์ สุขอินทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกาญจนบุรี และคณะเจ้าหน้าที่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ในโอกาสนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กราบบังคมทูลรายงานโครงการจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือวัดทิพย์สุคนธาราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการก่อสร้างสระเก็บน้ำจำนวน 3 แห่ง มีความจุรวมทั้งสิ้น 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุทั้งหมด พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำแพ จำนวน 2 แห่ง โดยสถานีสูบน้ำแพแห่งที่ 1 ทำหน้าที่สูบน้ำไปยังบ่อคู่หน้าองค์พระและระบบภูเขาเปียก ส่วนสถานีสูบน้ำแพแห่งที่ 2 ทำหน้าที่สูบน้ำจากสระเก็บน้ำแห่งที่ 3 เพื่อนำไปเติมยังสระเก็บน้ำแห่งที่ 1 และ 2 ทั้งนี้ วัดทิพย์สุคนธารามมีความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ในกรณีที่ปริมาณน้ำในสระเก็บน้ำไม่เพียงพอ กรมชลประทานได้จัดสร้างระบบท่อส่งน้ำเพื่อสูบน้ำจากคลองท่าล้อ–อู่ทอง ผ่านสถานีสูบน้ำไฟฟ้าหนองนาทะเล เข้ามาเติมยังสระเก็บน้ำอย่างเป็นระบบ

จากนั้น เวลา 13.15 น.เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อกคี่ อำเภอทองผาภูมิ โดยมีนายวุฒิชัย บุญผ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ในการนี้ ทรงติดตามผลการดำเนินงานการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียน ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแพสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมวางระบบท่อเหล็กส่งน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ระยะทาง 500 เมตร รวมทั้งอาคารประกอบต่างๆ โดยโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2568 ส่งผลให้โรงเรียนและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลมีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและยั่งยืน

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

'อธิบดีกรมชลฯ' ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“อธิบดีกรมชลฯ”ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรฯ

9 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง