มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

โคราชทำถึง!! มหาวิทยาลัย มทส.เมืองย่าโมเปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมเชิญชวนร่วมเรียนรู้-สัมผัสประสบการณ์เกษตรครบวงจร

วันที่ 12 มีนาคม 2568 ที่โรงผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางวาสนา เหลืองลายวัณย์ ที่ปรึกษาฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และนายวิทิตย์ แสนขวา หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโรงประลองและยกระดับการผลิต โรงผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ตรวจเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งถือเป็นโรงผลิตอาหารสัตว์ที่ยังคงอยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงเดินเครื่องผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปชนิดเม็ด จำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกร ตัวแทนจำหน่าย สหกรณ์ และหน่วยงานราชการ รวมถึงนำมาใช้เลี้ยงโคนม แพะ และแกะ ภายในฟาร์มของมหาวิทยาลัยเอง  ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โดยเริ่มก่อตั้ง ใน ปี พ.ศ. 2540 งบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท กำลังผลิตเฉลี่ย 30  ตันต่อวัน วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติงานการเรียนการสอน รองรับงานวิจัย บริการวิชาการ ซึ่งได้ผลิตอาหารสัตว์ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่น โดยผ่านกระบวนการที่ควบคุมด้วยระบบ GMP  อาทิ อาหารเม็ด สูตร มทส. 112 สำหรับโคเนื้อ โคขุน , สูตร มทส. 114 สำหรับโคเนื้อ โคขุน อายุ 6 เดือนขึ้นไป  สูตร มทส. 016 สำหรับโดนมรีด ระหว่าง 201-305 วัน , สูตร มทส. 021 สำหรับโคนมระยะอุ้มท้องและระยะให้นม และสูตร มทส.214 ใช้สำหรับแพะขุนและแม่แพะอุ้มท้องไม่เกิน 3 เดือน

นางวาสนา เหลืองลายวัณย์ ที่ปรึกษาฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา (มทส.) ได้มีการเปิดบ้านฟาร์มมหาวิทยาลัย เชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ เรียนรู้วิถีเกษตรครบวงจรจากของจริง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรีดนมวัว การเลี้ยงม้า การดูแลสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ การเพาะเลี้ยงไก่พันธุ์โคราช ตลอดจนการเรียนรู้การผลิตอาหารสัตว์ที่ถูกต้อง และการทำเกษตรปลอดสารพิษ  ทั้งฟาร์มมหาวิทยาลัย มทส. ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรที่มีมาตรฐาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริงเกี่ยวกับภาคการเกษตรผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ภายในกิจกรรม เปิดบ้านฟาร์ม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำนมวัวคุณภาพ เรียนรู้วิธีการรีดนมอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการดูแลม้า และฝึกขี่ม้าเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำการเลี้ยงสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ สุนัขสายพันธุ์ยอดนิยมที่ฉลาดและเป็นมิตร พร้อมสาธิตวิธีการดูแลอย่างเหมาะสม  อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเรียนรู้การเลี้ยงไก่พันธุ์โคราช ซึ่งเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมถึงกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ที่มีมาตรฐาน เพื่อให้สัตว์ได้รับโภชนาการที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ตั้งแต่การปลูกผักปลอดสารพิษ ไปจนถึงการจัดการฟาร์มให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชมและสนใจเข้าศึกษาดูงาน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฟาร์มมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ โทร. 0-4422-5003 /// – 026

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ  ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร กลุ่มรักเกาะยอ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา โดยกลุ่มรักเกาะยอ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา หมู่ 4, 5, 8 ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 32 ราย พื้นที่เลี้ยง 4.13 ไร่ รวม 294 กระชัง ผลผลิตเฉลี่ย 96 ตัน/ปี รายได้ 15.4 ล้านบาท/ปีได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมประมง ปัจจุบันได้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าปลากะพงสดและอาหารทะเลอื่นๆ ตามคำสั่งซื้อ เช่น หมึก และกุ้งก้ามกรามทะเลสาบ จากกลุ่มเกษตรกรอำเภอใกล้เคียง จำหน่ายโดยตรงหน้าท่า พ่อค้า ร้านค้าในท้องถิ่น การขายออนไลน์ และการจัดแสดงสินค้า โดยกลุ่มมีการสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือด้านการตลาดกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงอื่นๆ ทั่วทั้งเกาะยอ สามารถควบคุมราคาตลาดปลากะพง ให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดเป็นอาชีพหลักของสมาชิก ปัจจุบันกลุ่มรักเกาะยอขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ของ จ.สงขลา

สำหรับกรมประมง ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการเกษตรแปลงใหญ่ (ปลากะพง) งบประมาณปี 2565-2567 โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง 100,000 บาท และมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อใช้ในกระบวนการเลี้ยงและการแปรรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถรักษาความสดของปลาจนถึงมือผู้บริโภค จัดส่งได้ทั่วประเทศ พร้อมจัดหาแหล่งเงินทุนในการพัฒนาการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพการแปรรูปที่ได้คุณภาพ และผลิตได้ตามความต้องการของตลาด จัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็นในการสนับสนุนด้านการแปรรูป รวมถึงการศึกษาดูงานการเลี้ยงและแปรรูปปลากะพง และสนับสนุนตลาด

นายอัครากล่าวว่า ได้มุ่งเน้นนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เช่น นโยบายยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงด้วยการต่อยอดโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง สร้าง Brand หรือ Story ของจังหวัดหรือท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ และเป็นแนวทางพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรไทยที่สร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ที่ผ่านมา รมว.เกษตรฯ และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบกักกันโรคและสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ของกรมประมง ที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งพิธีสารฯ ฉบับนี้ มี
เป้าหมายเพื่อให้ไทยสามารถส่งออกปลากะพงขาว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากการเพาะเลี้ยงชนิดแรก โดยคาดว่าจะสามารถส่งออกได้ปีละมากกว่า 50,000 ตันต่อปี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามนโยบายจะเกิดความสำเร็จได้จะต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนประชาสังคม รวมถึงเกษตรกรด้วย

รมช.เกษตรฯหนุนส้มโอทับทิมสยาม

รมช.เกษตรฯหนุนส้มโอทับทิมสยาม

รมช.เกษตรฯหนุนส้มโอทับทิมสยาม

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และติดตามการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การปลูกส้มโอทับทิมสยาม บ้านแสงวิมาน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว อยู่ภายใต้พื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีนายอิมรอนแสงวิมาน หมอดินอาสา เป็นเจ้าของซึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยประสบปัญหาการระบายน้ำในหน้าฝน ทำให้น้ำท่วมขังในแปลง และมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพและปัญหาดินเปรี้ยวจัด กรมพัฒนาที่ดิน จึงแก้ปัญหาโดยจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น วัสดุหินปูนฝุ่น ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการจัดหาทรัพยากรทางการเกษตร ให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อการเกษตร และการยกระดับสินค้าเกษตร ด้วยการต่อยอดโครงการ1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้รับการปรับปรุงและพัฒนา ทำให้ผลผลิตส้มโอมีคุณภาพและได้มาตรฐาน และเกิดการรวมกลุ่มการปลูกส้มโอทับทิมสยาม โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการส่งเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาด จนสามารถส่งผลผลิตไปจำหน่ายให้บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้จากผลผลิต 2,142,888 บาทต่อปี

สำหรับส้มโอทับทิมสยาม ถือเป็นพื้นเศรษฐกิจที่สำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นสินค้าอัตลักษณ์ของ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการรับรองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาผลผลิตค่อนข้างสูง จูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่นาหรือนาร้าง มาปลูกส้มโอทับทิมสยามกันมากขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 6,093 ไร่ ปลูกมากที่สุดใน อ.ปากพนัง รวม 4,243 ไร่ เกษตรกร 841 ครัวเรือน ผลผลิตส้มโอกว่า 40% ส่งออกไปตลาดจีน ส่วนที่เหลือบริโภคภายในประเทศ สร้างรายได้ให้กับจังหวัดมากกว่าปีละ 1,200 ล้านบาท

‘อิทธิ’ตรวจด่านฯ คุมเข้มมาตรการ ปราบสินค้าเถื่อน มุ่งเพิ่มการส่งออก

‘อิทธิ’ตรวจด่านฯ  คุมเข้มมาตรการ  ปราบสินค้าเถื่อน  มุ่งเพิ่มการส่งออก

‘อิทธิ’ตรวจด่านฯ คุมเข้มมาตรการ ปราบสินค้าเถื่อน มุ่งเพิ่มการส่งออก

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การส่งออก-นำเข้า และการป้องกันปราบปรามการลักลอบและทำสงครามสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายที่ด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา ว่าได้ขับเคลื่อนนโยบายปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืชประมงและปศุสัตว์ รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกและนำผ่านสัตว์-ซากสัตว์ ตลอดจนบูรณาการกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ และกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมกับคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย

“ด่านศุลกากรสะเดา ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคใต้ เป็นด่านชายแดนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมาก การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความตั้งใจมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ซึ่งทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนที่เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ด่านศุลกากรสะเดา ยังเป็นจุดบริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service-OSS) จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการนำเข้า ส่งออกสินค้าเกษตรให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนและค่าใช้จ่าย ตลอดจนผลักดันมาตรการเพิ่มขีดความสามารถด้านส่งออกทั้งสินค้าประมงพืชและปศุสัตว์ ให้มีศักยภาพเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร” รมช.เกษตรฯ กล่าว

เกษตรฯมอบโฉนดที่ดินฯ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

เกษตรฯมอบโฉนดที่ดินฯ  เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

เกษตรฯมอบโฉนดที่ดินฯ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มอบโฉนด : นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน อ.นาทวี จ.สงขลา 100 ราย รวม 100 แปลง ที่ อบต.สะท้อน อ.นาทวี เป็นการสานต่อนโยบายปรับปรุงเอกสารสิทธิฯให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาอาชีพ

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสตรวจราชการในพื้นที่ จ.สงขลา และมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน อ.นาทวี จ.สงขลา 100 ราย พื้นที่รวม 100 แปลง ที่ อบต.สะท้อน อ.นาทวี ว่าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้สานต่อนโยบายสำคัญในการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ทำให้เกษตรกรสามารถต่อยอดในการเข้าถึงโอกาสการให้บริการของภาครัฐ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาที่ดินและพัฒนาอาชีพ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้ครบ 22 ล้านไร่ทั่วประเทศ ในปี 2568 – 2569

“โฉนดเพื่อการเกษตร เป็นนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ เพื่อสร้างโอกาสในการมีอาชีพ มีรายได้และมีความมั่นคงในชีวิต อีกทั้งเพื่อพัฒนาสิทธิและเพิ่มมูลค่าในที่ดินรัฐให้แก่เกษตรกร สิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับเพิ่มขึ้น ตลอดจนสามารถเปลี่ยนแปลงผู้ทำประโยชน์นอกเหนือจากทายาท แต่ต้องเป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสในการมีอาชีพ มีรายได้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” นายอิทธิ กล่าว

ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.10 น.

ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 1/2568 ในวันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ 

ในการประชุม อกก.คง. ครั้งที่ 1/2568 มีวาระการประชุมที่สำคัญในการขอความเห็นชอบอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนฯ ดังนี้

(1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการประชาชนออนไลน์ One Stop Service จำนวนเงิน 23,496,200 บา

(2) โครงการก่อสร้างหอถังสูงทรงแชมเปญพร้อมระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค (สระ9) ตำบล กลัดหลวง และตำบลเข้ากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จำนวนเงิน 3,636,195 บาท

(3) โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หลักสูตร “เทคนิคการบริหารจัดการหนี้สินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ” จำนวนเงิน 42,260 บาท

นอกจากนั้นยังมีการขอความเห็นชอบคู่มือบริหารความเสี่ยงของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2568 และแผนบริหารความเสี่ยงของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2568 และรายงานผลการปฏิบัติงานตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2568 ไตรมาสที่ 1 (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567) เพื่อให้การดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด 

นายเศรษฐเกียรติ เลขาธิการ ส.ป.ก. เผยว่า “ส.ป.ก. มุ่งเน้นให้ความสำคัญในเรื่องสาธารณูปโภคและเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงมีมติอนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการประชาชนออนไลน์ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชน นอกจากนั้น ยังอนุมัติโครงการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค เช่น โครงการก่อสร้างหอถังสูงทรงแชมเปญพร้อมระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค (สระ9) รวมถึงพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หลักสูตร “เทคนิคการบริหารจัดการหนี้สินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างยั่งยืน

‘อิทธิ’ SET ZERO สารเคมี ชูบิ๊กคลีนนิ่งโรงคัดบรรจุทุเรียน

‘อิทธิ’ SET ZERO สารเคมี  ชูบิ๊กคลีนนิ่งโรงคัดบรรจุทุเรียน

‘อิทธิ’ SET ZERO สารเคมี ชูบิ๊กคลีนนิ่งโรงคัดบรรจุทุเรียน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก พร้อมทั้งพบปะเกษตรชาวสวนผลไม้ และผู้ประกอบการผลไม้ส่งออก เพื่อรับทราบรายงานสถานการณ์การส่งออกผลไม้ รวมถึงอุปสรรคการส่งออกผลไม้จากภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่อบจ.จันทบุรี

นายอิทธิกล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์การส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้ประกาศ “SET ZERO” การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยมอบหมายกรมวิชาการเกษตรขับเคลื่อนภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกร เรื่อง มาตรการป้องกันสารปนเปื้อน Basic Yellow 2 “Big Cleaning” ทุกสวน โรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุ เพื่อเตรียมความพร้อมทำความสะอาดโรงคัดบรรจุ และป้องกันการปนเปื้อนสาร Basic Yellow 2 (BY2) ในทุเรียนผลสดก่อนเปิดฤดูกาลทุเรียนตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย 7 มาตรการ ดังนี้ 1.ไม่ใช้สารห้ามใช้ในกระบวนการผลิตทุเรียน 2.เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตทุเรียนเพื่อป้องกันการปนเปื้อน เช่น พาเลท ภาชนะบรรจุ ตะกร้า ฯลฯ

3.ทำความสะอาดอุปกรณ์ เช่น พัดลม และพื้นที่บริเวณผลิตก่อนและหลังการผลิต 4.น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตมีความสะอาด 5.ทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ก่อนบรรจุทุกครั้ง 6.การสุ่มเก็บตัวอย่าง และส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อน และ 7.กล่องกระดาษบรรจุตัวอย่างต้องปิดช่องสนิทเพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามระหว่างส่งตัวอย่าง

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณภาพผลไม้ส่งออกในทุกตู้คอนเทนเนอร์แบบ 100% รวมถึงการตรวจสารแคดเมียม และหนอนในทุเรียน พร้อมทั้งเตรียมขยายผลไปยังการตรวจสอบร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนทั้งระบบการผลิต และการตรวจสอบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพผลไม้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามตามประกาศกรมวิชาการเกษตร

“ขอให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน และผู้ประกอบการมั่นใจเกี่ยวกับการส่งออกทุเรียนไปจีน เนื่องจากได้ติดตามสถานการณ์และเจรจาร่วมกับ GACC เรื่องมาตรการตรวจสอบและแนวทางการปฏิบัติเพื่อส่งออกทุเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้ออกมาตรการ “Big Cleaning” ทำความสะอาดทุกสวนทุกโรงคัดบรรจุ รวมถึงมาตรการ “4 ไม่” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้า” นายอิทธิ กล่าว

เกษตรฯรุดส่งมอบ โค-กระบือที่ยะลา หนุนให้ทำปศุสัตว์ สร้างรายได้ยั่งยืน

เกษตรฯรุดส่งมอบ  โค-กระบือที่ยะลา  หนุนให้ทำปศุสัตว์  สร้างรายได้ยั่งยืน

เกษตรฯรุดส่งมอบ โค-กระบือที่ยะลา หนุนให้ทำปศุสัตว์ สร้างรายได้ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ และมอบสัญญายืมเพื่อการผลิตให้แก่เกษตรกร 30 ราย พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ และหญ้าแห้งอัดฟ่อนแก่เกษตรกร โดยมีนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่เขื่อนปัตตานี ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา

นายอิทธิกล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานให้กรมปศุสัตว์ ดำเนินการตั้งแต่ปี 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกรมปศุสัตว์ ได้รับสนองพระราชดำริ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วกว่า 385,381 ราย มอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือกับเกษตรกร 146,742 ราย สัตว์ 178,232 ตัว ปัจจุบันมีเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของโครงการฯ 117,910 ราย โค-กระบือ 133,701 ตัว โดยกระจายตัวในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

สำหรับ จ.ยะลา มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 132 ราย สัตว์ 239 ตัวในพื้นที่ 8 อำเภอ โดยกรมปศุสัตว์ มีแผนจะขยายการดำเนินงานในพื้นที่ของ จ.ยะลา ต่อไปในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพหลัก สนับสนุนข้อมูลการเลี้ยงดู เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

‘อัครา’รุดเพิ่มศักยภาพ อนุรักษ์ดิน-น้ำพื้นที่สงขลา

‘อัครา’รุดเพิ่มศักยภาพ  อนุรักษ์ดิน-น้ำพื้นที่สงขลา

‘อัครา’รุดเพิ่มศักยภาพ อนุรักษ์ดิน-น้ำพื้นที่สงขลา

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ติดตาม : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่บ้านคูวา หมู่ 4 ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา มุ่งฟื้นฟูดินและน้ำ ให้ใช้ประโยชน์ได้เหมาะสมกับการผลิต และพัฒนาพื้นที่การเกษตรของเกษตรกร รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกร

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่บ้านคูวา หมู่ 4 ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่เพิ่มศักยภาพการผลิตให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ส่งเสริมและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เหมาะสมกับการผลิต และพัฒนาพื้นที่การเกษตรของพี่น้องเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับพื้นที่แห่งนี้ เป็นการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 3 (ขุดคู-ยกร่อง) เพื่อแก้ปัญหาการเก็บกักน้ำของดิน พร้อมทั้งทำคันดินกั้นน้ำ ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกร แก้ปัญหาทางการเกษตรให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่ม ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน ได้สำรวจพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม โดยสำรวจความต้องการของเกษตรกรและจัดทำแผนที่ออกแบบการก่อสร้าง ดำเนินการปรับรูปแบบแปลงนา เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำของดิน พร้อมทำคันดินกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนจากการทำนาข้าว มาปลูกปาล์มน้ำมันที่มีผลตอบแทนสูงกว่า โดยจากการประเมินภาพรวมของโครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในคาบสมุทรสทิงพระ ประเมินจากผลผลิตเฉลี่ย 2,618 กิโลกรัมต่อไร่ราคา 6 บาทต่อกิโลกรัม รายได้เท่ากับ 15,708 บาท ต่อไร่ ต่อปี

รมช.เกษตรฯจัดการน้ำเขื่อนปัตตานี

รมช.เกษตรฯจัดการน้ำเขื่อนปัตตานี

รมช.เกษตรฯจัดการน้ำเขื่อนปัตตานี

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี โดยมีนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี ต.ตาแซะ อ.เมือง จ.ยะลา

นายอิทธิ กล่าวว่า ปัจจุบันเขื่อนปัตตานีมีปริมาณน้ำเก็บกักรวมทั้งสิ้น 5.50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุอ่างฯที่ผ่านมา ได้บริหารจัดการน้ำเต็มศักยภาพ แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจึงส่งผลให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนในช่วงน้ำท่วม และปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นสำนักงานชลประทานที่ 17 กรมชลประทาน จึงวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ด้วยการเสริมสัน spillway ให้สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 1 แสน ลบ.ม.พร้อมขุดลอกตะกอนดิน เพื่อเพิ่มความจุให้ได้รวม 8.5 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วบางส่วน

นอกจากนี้ยังมีแผนงานด้านการบรรเทาอุทกภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยขยายคลองระบายน้ำ ขยายคลองส่งน้ำ ก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วม และขุดลอกคลองระบายน้ำหลัก เพื่อตัดยอดน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากระบายลงสู่อ่าวไทยช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมือง ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะช่วยลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี และบางส่วนของ จ.ยะลา ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก

“ได้กำชับกรมชลประทาน เร่งดำเนินการแผนงานทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและแผนขุดลอกให้เร็วที่สุด โครงการใดที่ทำได้ก่อนให้ทำทันที เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยทั้งระบบ” นายอิทธิ กล่าว