‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ นายสัตวแพทย์ชาติชาย ยิ้มเครือ ปศุสัตว์จังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบนโยบายการปฏิบัติงานฯ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ คลองภักดีรำไพอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

ในการนี้กรมปศุสัตว์ได้มอบปัจจัยการผลิตทางด้านปศุสัตว์ ได้แก่ ท่อนพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ได้มีการแจกไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์ด้านปศุสัตว์ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานด้วย

– 006

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่กระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำและอุตสาหกรรมประมงพื้นบ้าน เนื่องจากปลาชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวสูง ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และมีอัตราการรอดชีวิตสูง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันกับปลาท้องถิ่นและรบกวนระบบนิเวศโดยรวม อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไทยได้พัฒนาแนวทางการควบคุมปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ปลาหมอคางดำ 4N (tetraploid) ร่วมกับเทคโนโลยี eDNA ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน

นักวิจัยกรมประมงได้พัฒนาเทคนิคการเหนี่ยวนำโครโมโซมสัตว์น้ำ (polyploid) การสร้างปลาหมอคางดำที่มีโครโมโซม 4N ซึ่งเมื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ ปลาชนิดนี้จะสามารถผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำปกติที่มีโครโมโซม 2N ได้ และจะทำให้ลูกปลาที่เกิดขึ้นใหม่เป็นปลาที่มีโครโมโซม 3N ซึ่งเป็นปลาที่เป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว การใช้แนวทางนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการควบคุมประชากรปลาในหลายประเทศ และกรมประมงของไทยกำลังดำเนินการทดลองในฟาร์มเพาะเลี้ยงและขยายผลเพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางนี้จะช่วยลดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้อย่างแท้จริง

สำหรับการใช้เทคโนโลยี 4N ควรดำเนินการควบคู่กับเทคโนโลยี eDNA (Environmental DNA : eDNA) ซึ่งเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและควบคุมปลาหมอคางดำ เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้สามารถตรวจจับ DNA ของปลาหมอคางดำที่ตกค้างอยู่ในแหล่งน้ำได้ โดยไม่จำเป็นต้องจับปลาตัวเป็นๆ วิธีนี้มีความแม่นยำสูงและสามารถใช้เฝ้าระวังการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสามารถระบุตำแหน่งที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้อย่างทันท่วงที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าดำเนินการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ นอกจากการใช้ปลาหมอคางดำ 4N และเทคโนโลยี eDNA แล้ว ควรดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ เช่น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน การให้ความรู้แก่ชุมชนและชาวประมงเกี่ยวกับผลกระทบของปลาหมอคางดำ และวิธีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ การจับออกจากแหล่งน้ำและนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ อาทิ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายหลายเมนู หรือใช้เป็นวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรือการนำไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพ

ส่วนอีกแนวทางที่ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง คือ การเพิ่มจำนวนปลาผู้ล่าในระบบนิเวศ เช่น ปลากะพง และปลาอีกง การเพิ่มประชากรปลานักล่าในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งที่มีปลาหมอคางดำชุกชุมจะช่วยควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำตามธรรมชาติ 

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำสามารถแก้ไขได้หากมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและดำเนินการอย่างเป็นระบบ การใช้ปลาหมอคางดำ 4N เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการแพร่พันธุ์ ขณะที่เทคโนโลยี eDNA ช่วยในการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างแม่นยำ เมื่อบูรณาการแนวทางเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะเป็นวิธีการที่สามารถลดผลกระทบของปลาหมอคางดำต่อระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าปัญหานี้สามารถควบคุมและแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#ปาจรีย์ เนินสำราญ นักวิชาการอิสระ

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบางระกำโมเดล

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบางระกำโมเดล

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบางระกำโมเดล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการ “บางระกำโมเดล” ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 9  ขยายพื้นที่โครงการฯ อีกกว่า 6 หมื่นไร่  ให้เกษตรกรทำนาปีก่อนฤดูน้ำหลาก หวังลดความเสียหายพื้นที่นา ให้เกษตรกร

วันนี้ (13 มี.ค.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ หรือ “โครงการบางระกำโมเดล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9  โดยในปีนี้ได้จัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกไว้ 390 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี   ทำให้ในปีนี้สามารถขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ ได้เป็น 327,000 ไร่  โดยจะเริ่มทยอยส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงเพาะปลูกพร้อมกันในวันที่ 1 เม.ย.2568 และเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึงช่วงกลางเดือน ส.ค.ถึง ต.ค.เป็นไปตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม  อีกทั้งยังช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนบน รวมไปถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  โดยระหว่างนั้นเกษตรกรยังได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แก้มลิง สร้างรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง  รวมทั้งเก็บกักน้ำไว้ใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภคในปีถัดไป

นายสุริยพล กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการ “บางระกำโมเดล” ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจากฤดูน้ำหลาก ทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี  ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พด.คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น-หมอดินอาสาปี’68

พด.คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น-หมอดินอาสาปี'68

พด.คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น-หมอดินอาสาปี’68

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.26 น.

กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น ปี 2568

วันนี้ (13 มี.ค.) ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดฯ ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก ยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานในการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จาก 16 สาขาอาชีพ และกรมฯ ยังได้ให้ความสำคัญแก่หมอดินอาสาที่ทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินในการพัฒนา ดูแลดินและที่ดินทางการเกษตรมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 2538 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568 ซึ่งคัดเลือกจากหมอดินอาสาในปี 2568 รวม 77,777 คน ที่มีผลงานดีเด่นมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร รวมทั้งเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ ฯลฯ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประกาศผลการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายในเดือนเมษายน 2568 ซึ่งเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศลำดับที่ 2-3 จะได้รับโล่เงินและโล่ทองแดง นอกจากนี้หมอดินอาสาดีเด่น ลำดับ 1-2 จะได้รับโล่ พร้อมรางวัลเงินสด ในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน (23 พฤษภาคม)

ด้านนายพชร อริยะสกุล ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ มี 2 ระดับ คือคณะกรรมการในระดับเขต เพื่อคัดเลือกหมอดินอาสาที่โดดเด่นที่สุด เป็นตัวแทนระดับเขตจากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1–12 ส่งมายังคณะกรรมการคัดเลือกระดับกรม เพื่อพิจารณาคัดเลือกจากเอกสารผลงานและวีดีโอ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน โดยมีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ เป็นเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตร มีสัญชาติไทย ประพฤติดี ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละเพื่อส่วนรวม มีผลงานดีเด่นให้ส่วนรวมนำไปใช้ประโยชน์ได้ พื้นที่ดำเนินการเกษตรถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยได้รับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติในสาขาเดียวกันมาก่อน นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การให้คะแนนความคิดริเริ่ม พยายามฟันฝ่าอุปสรรค มีผลงานความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ เป็นผู้นำ ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับวันพระราชพิธีพืชมงคล นับตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้เป็น“วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย โดยในปี 2568 ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่อาชีพของตน คณะรัฐมนตรี จึงได้กำหนดให้จัดงานวันเกษตรกร ควบคู่กับวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อบำรุงขวัญแก่เกษตรกรที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตอาหารที่เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ  นับแต่นั้นเป็นต้นมา

015

อ.ส.ค.ทำMOU บสย.หนุนผู้เลี้ยงโคนม

อ.ส.ค.ทำMOU บสย.หนุนผู้เลี้ยงโคนม

อ.ส.ค.ทำMOU บสย.หนุนผู้เลี้ยงโคนม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

อ.ส.ค. จับมือ บสย. ลงนามความร่วมมือ (MOU) มุ่งสนับสนุนผู้เลี้ยงโคนมและ SMEs ตั้งเป้าช่วยเกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อในระบบไม่น้อยกว่า 2,000 ราย เพื่อเสริมศักยภาพ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคนมไทย

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมด้วย นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในฐานะองค์กรหลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคนมของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม โดย องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านการดำเนินธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่/New Gen ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครือข่าย THAI – DENMARK MILK LAND ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และสังคม ในข้อตกลงความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ อ.ส.ค. ในการผลักดันอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนทางการเงิน และการบริหารจัดการธุรกิจ โดยตั้งเป้าช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบไม่น้อยกว่า 2,000 ราย

นายสมพร กล่าวว่า อ.ส.ค.ได้ให้ความร่วมมือกับ บสย.โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ สนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมที่ต้องการลงทุนในภาคการเกษตร หรือการลงทุนเป็นเจ้าของ THAI – DENMARK MILK LAND ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น อ.ส.ค.จะให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และการบริหารจัดการธุรกิจ THAI – DENMARK MILK LAND เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน โดยโครงการนี้มีวงเงินรวมกว่า 12,000 ล้านบาท ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ ทั้งโครงการตามมาตรการรัฐ PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ  ความร่วมมือระหว่าง อ.ส.ค.และ บสย.ครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการความช่วยเหลือระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมของไทย ควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเติบโต และแข่งขันในตลาดได้อย่างมั่นคง

นายสมพร กล่าวอีกว่า อ.ส.ค.ในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมไทย มุ่งเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ ผ่านความร่วมมือกับ บสย.ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ความร่วมมือนี้จะช่วยให้เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมที่ต้องการเงินลงทุนเริ่มต้น หรือต่อยอดธุรกิจ เฉลี่ยรายละ 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ THAI – DENMARK MILK LAND (ต่อสาขา) เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนเจ้าของแฟรนไชส์เดิมที่ต้องการขยายสาขา อีกทั้ง อ.ส.ค.ยังคาดว่าความร่วมมือนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 1,500 ราย พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมนมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคมในอนาคต

นอกจากนี้ อ.ส.ค.และ บสย.จะเดินหน้าแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม ในการดำเนินธุรกิจ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ได้ที่ LINE OA TCG First: @tcgfirst และสำหรับธุรกิจ THAI – DENMARK MILK LAND เป็นหนึ่งในธุรกิจของ อ.ส.ค.ที่มีกว่า 70 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งปี 2568 เน้นการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของสาขาที่มีอยู่แทนการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ THAI – DENMARK MILK LAND ผ่านช่องทางอื่น เช่น การขายออนไลน์ การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ หรือการปรับปรุงร้านเดิมให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

015

รมว.เกษตรฯมุ่งมั่น ช่วยยกระดับรายได้ ทำเกษตรมูลค่าสูง หาช่องทางจำหน่าย

รมว.เกษตรฯมุ่งมั่น  ช่วยยกระดับรายได้  ทำเกษตรมูลค่าสูง  หาช่องทางจำหน่าย

รมว.เกษตรฯมุ่งมั่น ช่วยยกระดับรายได้ ทำเกษตรมูลค่าสูง หาช่องทางจำหน่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญใน 2 เรื่องสำคัญ คือเกษตรมูลค่าสูง และเกษตรยั่งยืน ซึ่งปีนี้ได้เดินหน้าในการเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยให้เกษตรกรเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญ หากมีพื้นที่เหมาะสมก็สามารถหันมาเพาะปลูกได้ เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โดยเราพร้อมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงช่องทางการจำหน่าย โดยพร้อมประสานหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ผ่านสำนักงานทูตเกษตรในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า เกษตรกรมีรายได้อยู่ 2 ช่องทาง คือรายได้จากภาคการเกษตรอยู่ที่ 2.2 แสนบาทต่อปี และรายได้นอกภาคการเกษตรกว่า 2 แสนบาทต่อปี แต่รายได้จากภาคการเกษตร มีเรื่องของต้นทุน ดังนั้น รายได้สุทธิอยู่ที่ 89,000 บาทต่อครัวเรือนจึงจำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือการดูแลพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ ช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าวยางพารา และผลไม้ เป็นต้น สำหรับผลผลิตยางพารา เบื้องต้นได้มอบนโยบายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย เพื่อดูดซับซัพพลายที่จะออกสู่ตลาด ไม่ให้กระทบต่อราคายางพาราตกต่ำ ส่วนสินค้าข้าว ได้สนับสนุนนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อในการรวบรวมสินค้าข้าว ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นการดูแลซัพพลายไม่ให้ออกสู่ตลาดจนเกินไป

‘อัครา’หนุนเลี้ยงปูทะเลแปลงใหญ่

‘อัครา’หนุนเลี้ยงปูทะเลแปลงใหญ่

‘อัครา’หนุนเลี้ยงปูทะเลแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สนับสนุน : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ทะเลต้นแบบในพื้นที่ดังกล่าว โดยกรมประมง ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาการเลี้ยงปูทะเลเชิงพาณิชย์ ทั้งชนิดปูไข่และปูเนื้อ ที่ตลาดต้องการ

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามการดำเนินงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง หมู่ 4 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ปูทะเลแปลงแรกของกรมประมง และของประเทศไทย เป็นแปลงใหญ่ต้นแบบใน จ.นครศรีธรรมราช โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง เป็นหนึ่งในกลุ่มแปลงใหญ่ปูทะเลที่สมาชิกในกลุ่มมีความสนใจและพัฒนาการเลี้ยงปูทะเลเชิงพาณิชย์ มีการศึกษาดูงานฟาร์มเลี้ยงปูในต่างพื้นที่ และจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ของกรมประมง ซึ่งพัฒนาการเลี้ยงโดยใช้วิธีการอนุบาลลูกปูให้ได้ขนาด 5–7 เซนติเมตร ก่อนปล่อยบ่อเลี้ยง และนำปูที่เลี้ยงในบ่อมาเลี้ยงขุนต่อในระบบคอนโดฯ ทำให้มีอัตรารอดสูงขึ้น สามารถลดต้นทุน ผลผลิตปูทะเลทั้งชนิดปูไข่และปูเนื้อเป็นที่ต้องการของตลาด

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบด้านการเลี้ยงปูทะเล เป็นศูนย์เรียนรู้ธนาคารจุลินทรีย์ชุมชนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ขยายผลของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีการเชื่อมโยงพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชไสใหญ่ รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเล (ปูขาว) ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และศึกษาดูงานของนักศึกษา

“กรมประมง ได้ส่งเสริมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้งทิ้งร้างให้ปรับเปลี่ยนอาชีพ และนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่สร้างรายได้ โดยส่งเสริมตามแนวทางโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านประมง นอกจากนี้ทางกลุ่มยังนำปลาหมอคางดำ ที่กำลังมีการระบาด มาบดเป็นอาหารของปูขาว ถือเป็นการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่ง” นายอัครา กล่าว

เกษตรฯฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง เร่งเดินหน้าใช้11มาตรการ

เกษตรฯฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง  เร่งเดินหน้าใช้11มาตรการ

เกษตรฯฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง เร่งเดินหน้าใช้11มาตรการ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กรมประมง โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ.2568–2572 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายระดับโลก และนโยบายระดับประเทศ รวมถึงสอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี 11 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้ได้ลูกกุ้งทะเลคุณภาพ มาตรการที่ 2 การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน มาตรการที่ 3 การส่งเสริมการใช้อาหารที่เหมาะสมกับรูปแบบการเลี้ยง มาตรการที่ 4 การจัดการโรคและการป้องกันโรคในกุ้ง

มาตรการที่ 5 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มาตรการที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์สินค้ากุ้งทะเลหลังการจับ มาตรการที่ 7 การสร้างแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด มาตรการที่ 8 การบริหารจัดการข้อมูลกุ้ง มาตรการที่ 9
การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มาตรการที่ 10 การยกระดับความรู้บุคลากร ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ และมาตรการที่ 11 การสร้างเครือข่าย ความเข้มแข็ง

‘นฤมล’สั่งSetZeroทุเรียน ไร้สารปนเปื้อนส่งออกตลาดจีน

‘นฤมล’สั่งSetZeroทุเรียน ไร้สารปนเปื้อนส่งออกตลาดจีน

‘นฤมล’สั่งSetZeroทุเรียน ไร้สารปนเปื้อนส่งออกตลาดจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าได้มีโอกาสพบกับ ดร.ซุน เหมยจุน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และได้พูดคุยถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าผลไม้จากประเทศไทยไปยังจีน ว่ามีการดำเนินการอะไรไปบ้าง เพราะจีนนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 โดยเราส่งออกทุเรียนไปจีนเฉลี่ยปีละ 1.3 – 1.4 แสนล้านบาทคาดว่าในปี 2568 จะส่งออกทุเรียนไปจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งทุเรียนไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 57% ผู้บริโภคจีนยังคงให้การยอมรับทุเรียนไทยมาก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า การดูแลผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่ได้รับรายงานถึงปัญหาในการพบสารปนเปื้อน จึงมอบหมายกรมวิชาการเกษตร ออกประกาศให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และเรียกฟรุตบอร์ดสั่งการเร่งด่วนให้ตรวจสอบสาร Basic Yellow 2 (BY2) แคดเมียม และหนอนในสินค้า พร้อมเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการตรวจสอบ (แล็บ) ที่จะสามารถตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีสารปนเปื้อนในทุเรียน

“ตอนนั้นมีแล็บที่มีความพร้อม 4-5 รายที่ให้การตรวจสอบได้ แต่ปัจจุบันห้องแล็บเริ่มมีจำนวนมากขึ้น พร้อมที่จะให้ตรวจสอบสินค้าได้แล้ว เพราะได้มอบนโยบายให้กับกรมวิชาการเกษตร ในการเร่งตรวจสอบให้มีความเร็วขึ้น และเพิ่มจำนวนแล็บรองรับการตรวจสอบ เพราะทุเรียนเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท และเชื่อว่าจะมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า มีความพยายามที่จะเปิดตลาดโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนตั้งแต่ปี 2562 และส่งรายงานให้กับ GACC หน่วยงานของจีน ซึ่งได้มีการสอบถามมายังประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ได้มีการรายงานให้ทราบถึงความคืบหน้า ว่าประเทศไทยได้เตรียมพื้นที่ค่ายกักกันโรค สำหรับโคมีชีวิต เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโคมีชีวิตจะไม่ติดโรค ก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีนซึ่งพื้นที่กักกันเราได้ใช้พื้นที่ จ.เชียงราย และเมื่อระยะเวลาในการกักกันครบ มีการตรวจโรค เราจะนำโคมีชีวิตขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือ ล่องแม่น้ำโขงและขึ้นที่ท่าเรือคลองจีน และอีกช่องทาง คือผ่านการขนส่งทางรถไฟ จาก กทม.– หนองคาย-สปป.ลาว-จีน ซึ่งหน่วยงานจีนได้รับทราบและอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยง

“ตอนนี้อยู่ระหว่างรอรับการประเมินผลของจีน ว่าจะตอบรับหรือให้ความคิดเห็นอย่างไร เพื่อให้เราสามารถส่งโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนได้ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดจีนมีความต้องการสินค้าดังกล่าวสูงมาก แต่ประเทศไทยยังติดปัญหาประเทศที่อยู่ในลิสต์ของการติดโรคระบาดมือเท้าปากเปื่อยในสัตว์ ซึ่งการที่จะออกจากลิสต์ เป็นเรื่องที่ยากแต่มีการประชุม Beef Board เห็นชอบให้เร่งหางบประมาณเพื่อนำวัคซีนฉีดให้สัตว์เพื่อป้องกันโรคได้ 100% ที่ผ่านมา วัคซีนป้องกันโรคได้เพียง 50-60% ต้องยอมรับว่างบประมาณที่ได้แต่ละปียังไม่เพียงพอ จึงอยู่ระหว่างการผลักดันต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รร.ดรุณวิทยา ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

รร.ดรุณวิทยา ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

รร.ดรุณวิทยา ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการให้ความรู้ทางวิชาการแก่เด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ โดยโรงเรียนได้จัดให้มีชั่วโมงเรียนรู้การเกษตรอินทรีย์ เพื่อสอนให้นักเรียนมีความรู้ในเรื่องโภชนาการและสุขอนามัยที่ถูกต้อง  นักเรียนได้เรียนรู้การปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ปลูกพืชสมุนไพร  การปลูกผักปลอดภัย  ส่งผลผลิตเข้าสู่โรงครัวโรงเรียน สำหรับประกอบอาหารกลางวัน  อีกทั้งยังสามารถนำความรู้นี้ไปต่อยอดในครอบครัว ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจในครัวเรือน

นางสาวนวพรรณ อินต๊ะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) กล่าวว่า ได้ต่อยอดจากการเกษตรในโรงเรียน มาเป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับการใช้ชีวิตจริง และเพื่อปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษปีที่ 6 จะมีพื้นที่แปลงเกษตรที่ตนเองรับผิดชอบ โดยนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้การเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษาผักให้ปลอดสารเคมีด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งทำจากเศษอาหาร ขยะสดในโรงเรียน รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในโรงครัวของโรงเรียน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารกลางวันแล้ว ยังช่วยให้นักเรียนได้บริโภคผักที่สด สะอาด และปลอดภัยอีกด้วย และนอกจากการนำผลผลิตไปใช้ในโรงเรียนแล้ว โรงเรียนยังส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการทางธุรกิจตั้งแต่การปลูกผัก ดูแลรักษา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพาะปลูก ไปจนถึงการตลาดและการขายผักที่เหลือจากการบริโภคภายในโรงเรียน ตามนโยบาย ‘พ่อค้าน้อย แม่ค้าน้อย’ ของ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน จัดตลาดกรีนมาร์เก็ตในทุกเดือน เพื่อให้เด็กๆนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากที่บ้านมาแลกเปลี่ยน มาขายให้กับผู้ปกครองคนอื่นที่โรงเรียน ทำให้นักเรียนได้รับทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพได้ในอนาคต

ขณะที่ นายอนุวัฒน์ เขื่อนดิน ครูผู้สอนวิชาเกษตรอินทรีย์ เล่าว่า การปลูกผักในโรงเรียน เพื่อเป็นอาหารกลางวัน ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้การทำเกษตรกรรมอย่างถูกต้อง  แต่ยังช่วยเสริมให้นักเรียนรู้จักความรับผิดชอบ มีวินัย รู้จักการประหยัด และนำสิ่งที่ตนเองมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เมื่อมีพื้นที่ว่างก็ทำให้พื้นที่นั้นเกิดประโยชน์ด้วยการปลูกผัก เลี้ยงปลาหรือถ้าไม่มีพื้นที่มากพอก็ลองหาวิธีอื่น อย่างการปลูกผักแบบใช้น้ำก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง นอกจากจะได้ผักที่ปลอดสารพิษที่เราปลูกเองกับมือแล้ว ยังได้เรียนรู้การทำการเกษตรที่หลากหลายวิธี  อีกทั้งนักเรียนยังได้ฝึกฝนกระบวนการบริหารจัดการ ตั้งแต่การดูแลแปลงผักไปจนถึงการคำนวณต้นทุนและการนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม ชั่วโมงเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้นักเรียนได้นำไปปรับใช้ในชีวิตจริง ทั้งในแง่ของการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือครอบครัว นักเรียนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการปลูกผักเพื่อใช้ในมื้ออาหารของตนเองและเพื่อนๆ อีกทั้งยังสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักเพื่อบริโภคภายในครอบครัว หรือการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมและธุรกิจการเกษตร ซึ่งเด็กนักเรียนได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต /// – 026