พาณิชย์อ่างทองเปิด ‘ตลาดนัดข้าวเปลือก’ ผู้ซื้อมากราย-ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก

พาณิชย์อ่างทองเปิด ‘ตลาดนัดข้าวเปลือก’ ผู้ซื้อมากราย-ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก

พาณิชย์อ่างทองเปิด ‘ตลาดนัดข้าวเปลือก’ ผู้ซื้อมากราย-ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง จัดงานตลาดนัดข้าวเปลือก ‘ผู้ซื้อมากราย ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก ข้าวเปลือกได้ราคาดี รับเงินสดทันที’ ซึ่งได้มีชาวนานำรถบรรทุกข้าวเปลือกมาเข้าคิวรอขายอย่างคึกคัก

วันที่ 10  มี.ค.2568 ที่บริเวณห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่าข้าวโพธิ์ทอง อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง งานตลาดนัดข้าวเปลือก  ระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2568  (จำนวน 5 วัน) เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00  น. ณ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่าข้าวโพธิ์ทอง อำเภอโพธิ์ทอง เพื่อเป็นแหล่งกลางในการซื้อขายข้าวเปลือก เกษตรกรมีทางเลือก สร้างกลไกตลาดให้เกิดการแข่งขัน ให้ความเป็นธรรมด้านราคา การตรวจสอบคุณภาพ และการชั่งน้ำหนัก

โดยมีนายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในการลงพื้นที่กำกับดูแล พบปะและให้กำลังใจกับเกษตรกรใน ‘งานตลาดนัด ข้าวเปลือกจังหวัดอ่างทอง’ พร้อมด้วยนางสาวสิการย์ เฟื่องฟุ้ง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ และคณะทำงานจัดตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 67/68  ซึ่งการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในครั้งนี้ เป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวนาปรังของจังหวัดอ่างทอง ทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น และเกษตร กรจะได้เรียนรู้ระบบการซื้อ ขายแบบตลาดกลาง

สร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาสนใจพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือกอย่างจริงจัง เลือกผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่อไป ขอเชิญชวนเกษตรกรนำข้าวมาจำหน่ายใน ‘งานตลาดนัดข้าวเปลือกจังหวัดอ่างทอง’ ณ ท่าข้าวโพธิ์ทอง อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยพี่น้องเกษตรกรสามารถต่อรอง ราคาซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง มีการตรวจสอบคุณภาพข้าวตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์ กำหนดเครื่องซั้งเที่ยงตรง ถูกต้อง แม่นยำ ไม่ถูกโกงอย่างแน่นอน  ’ผู้ซื้อมากราย ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก ข้าวเปลือกได้ราคาดี รับเงินสดทันที’

ทางด้าน นางยุพิน เกษตรกรที่นำข้าวมาร่วมโครงการในวันนี้ เปิดเผยว่า ตนเองพึ่งนำข้าวมาขายที่นี้เป็นครั้งแรกถือว่าได้ราคาดี อีกทั้งยังได้ของแจกจากทางพาณิชย์จังหวัดอีกด้วย และอยากให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวได้เป็นอย่างดีด้วย

นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์การดำเนินโครงการเพื่อให้กลไกตลาดในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมีการแข่งขัน เกษตรกรมีทางเลือกและอำนาจต่อรองในการขายข้าวเปลือกมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมในการซื้อข้าวเปลือก เกิดความเป็นธรรมด้านราคา การชั่งน้ำหนัก และการตรวจสอบคุณภาพ ทั้งนี้ การหักลดความชื้นและสิ่งเจือปน ให้เป็นไปตามประกาศของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

ซึ่งการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในครั้งนี้ ได้มีชาวนานำรถบรรทุกข้าวเปลือกมาเข้าคิวรอขายอย่างคึกคัก ซึ่งชาวนารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโครงการดีๆ แบบนี้ ทำให้ตนมีรายได้จากการขายผลผลิตเพิ่มมาก ทั้งยังรู้สึกเชื่อมั่นด้านความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิตข้าวในปีนี้ด้วย

จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงวัน เวลา ที่ดำเนินกิจกรรมจัดตลาดนัดข้าวเปลือก สามารถนำข้าวเปลือกไปจำหน่าย ณ สถานที่จัดตลาดนัดข้าวเปลือก ได้ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17 00 น. โดยเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายในโครงการฯ จะได้รับผลิตภัณฑ์จากทางพาณิชย์จังหวัดอ่างทองอีกด้วย /// – 026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือฯ’นายกสัตวแพทยสภา’เข้าพบ’รมว.เกษตรฯ’

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมการหารือฯ'นายกสัตวแพทยสภา'เข้าพบ'รมว.เกษตรฯ'

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือฯ’นายกสัตวแพทยสภา’เข้าพบ’รมว.เกษตรฯ’

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.23 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เข้าร่วมการหารือฯ”นายกสัตวแพทยสภา”เข้าพบ”รมว.เกษตรฯ” เพื่อเยี่ยมคารวะ พร้อมหารือในการดำเนินงานฯ

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือฯ รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ธีระ รักความสุข นายกสัตวแพทยสภา พร้อมคณะกรรมการสัตวแพทยสภา เข้าพบ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเยี่ยมคารวะในโอกาสเข้ารับตำแหน่งกรรมการสัตวแพทยสภาวาระปี พ.ศ.2567 – 2570 พร้อมทั้งรายงานการดำเนินงานของสภาวิชาชีพ และขอคำแนะนำ/หารือในการดำเนินงานต่างๆ ณ ห้องประชุม 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

– 006

ปศุสัตว์ติวเข้ม ‘เกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ’ ยกระดับคุณภาพการผลิต-การตลาด

ปศุสัตว์ติวเข้ม ‘เกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ’ ยกระดับคุณภาพการผลิต-การตลาด

ปศุสัตว์ติวเข้ม ‘เกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ’ ยกระดับคุณภาพการผลิต-การตลาด

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์ และสถาบันอุดมศึกษา จัดสัมมนาเกษตรกร เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสถานภาพการผลิตและการตลาดของโคเนื้อและเนื้อโค รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาความสามารถในการผลิตและการตลาดของเกษตรกร

วันที่ 10 มี.ค.2568 ที่ห้องประชุมโกวิทเชื่อมกลาง ชั้น 2 อาคารนวัตปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์, หน่วยวิจัยเฉพาะทางพันธุศาสตร์สัตว์เขตร้อนชื้น ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์, ฟาร์มไทยเรด และบริษัท สไมล์ บีฟ จำกัด (ผู้ทำหน้าที่ทางการตลาดให้เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์) 

จัดประชุมสัมมนาเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์ ประจำปี พ.ศ.2568 เกี่ยวกับสถานภาพการผลิตและการตลาดของโคเนื้อและเนื้อโค และก้าวย่างต่อไปของเครือข่าย ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ผลิตลูกเพื่อจำหน่าย อำเภอละ 15 ราย รวมทั้งสิ้น 345 ราย ประกอบด้วย ปศุสัตว์อำเภอ เจ้าหน้าที่ และ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กิจกรรมส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และโครงการบริหารจัดการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตร เพื่อบริหารจัดการเชิงรุก กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในเครือข่ายฟาร์มไทยเรด เจ้าของบริษัท สไมล์ บีฟ จำกัด และเจ้าของบริษัท สไมล์ คร๊าฟ จำกัด กลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจ

ทั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสถานภาพการผลิตและการตลาดของโคเนื้อและเนื้อโค รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาความสามารถในการผลิตและการตลาดของเกษตรกร และองค์กรเกษตรกรในเครือข่ายฯ  เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของโคเนื้อในจังหวัดบุรีรัมย์ และ เพื่อสร้างความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

นายสัตวแพทย์อภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สนองนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยการสนับสนุนเครือข่ายการผลิตโคเนื้อของจังหวัดบุรีรัมย์ การพัฒนาระบบอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคเนื้อ การควบคุม กำกับ ส่งเสริม วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรพันธุกรรมและความหลากหลาย ทางชีวภาพด้านการปศุสัตว์ เพื่อให้มีปริมาณสัตว์เพียงพอ มีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

โดยได้มีการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น อาทิ โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดําริ ที่ทำคู่สัญญากับเกษตรกรทั้งสิ้น 8,866 ราย โคพระราชทานให้แก่เกษตรกรทั้งสิ้น 20 ราย 40 ตัว โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโค-กระบือ ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เกษตรกร 15 ราย โค 74 ตัว

อีกทั้ง ยังมีการจัดอบรมเกษตรกรให้ความรู้ใน กิจกรรมพัฒนาระบบและการเลี้ยงโคเนื้อ-กระบือ กิจกรรมสร้างเกษตรกรปราดเปรื่อง และโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมถึงงานอบรมสัมมนาต่างๆ  ซึ่งเกษตรกรจะได้รับความรู้ด้านพันธุ์โค การจัดการอาหารสัตว์ การจัดการฟาร์ม รวมถึงสถานการณ์ด้านการตลาดโคเนื้อทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับ จ.บุรีรัมย์ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จำนวนรวมทั้งสิ้น 86,618 ราย มีโคเนื้อจำนวนรวมทั้งสิ้น 563,668 ตัว นับเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ มากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ และมีจำนวนโคเนื้อมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ โดยสามารถจำแนกประเภทเกษตรกรตามจำนวนโคเนื้อที่เลี้ยงได้เป็น ดังนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อย (1-20 ตัว) จำนวน 85,133 ราย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายเล็ก (21-100 ตัว) จำนวน 1,473 ราย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายกลาง (101-200 ตัว) จำนวน 9 ราย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายใหญ่ (เลี้ยงมากกว่า 200 ตัว) จำนวน 3 ราย ซึ่งทุกประเภทที่กล่าวมาเป็นเกษตรกรในกลุ่มเลี้ยงแม่พันธุ์โคเนื้อเพื่อผลิตลูกโคจำหน่ายเป็นรายได้ /// – 026

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

สถานการณ์โรคระบาด ASF (African Swine Fever) หรือ อหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย กำลังส่งสัญญาณเตือนให้ไทยเตรียมพร้อมป้องกันในระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น “มาเลเซีย” ที่มีรายงานว่ามีสุกร 76,000 ตัวได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ ASF หลังจากทำการสุ่มตรวจตัวอย่างปศุสัตว์ในฟาร์มที่ได้รับอนุญาต 114 แห่งในเซปังและกัวลาลางัต

ขณะที่ “สปป.ลาว” ประกาศให้แขวงไชยสมบูรณ์ในภาคกลางเป็นพื้นที่สีแดง หลังพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในพื้นที่ดังกล่าว โดยทางการลาวได้สั่งห้ามแปรรูปและจำหน่ายเนื้อหมูที่ติดเชื้อโดยเด็ดขาด รวมทั้งเพิ่มการเฝ้าระวังในหมู่บ้านหลายแห่งทั่วแขวงไชยสมบูรณ์และแขวงบอลิคำไซ ทั้งยังได้ขอความร่วมมือให้เกษตรกรเข้มงวดเรื่องมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพและปฏิบัติตามข้อกำหนดการเคลื่อนย้ายสัตว์เพื่อควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด

เชื้อ ASF ยังไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีนป้องกัน และไม่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ แต่ “คน” สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อได้ โรคนี้ส่งผลกระทบต่อสุกรและหมูป่าโดยมีอัตราการตายสูงถึงเกือบ 100% ตัวไวรัสทนความร้อนได้สูง และสามารถอยู่รอดในเนื้อแช่แข็งได้นานถึง 3 ปี และในเนื้อแห้งได้นานถึง 1 ปี นับว่าเป็นเชื้อที่อันตรายที่สุดของสุกรทั่วโลก โรค ASF ไม่เพียงแต่จะทำให้สูญเสียสุกรจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายลงไปถึงระบบความมั่นคงทางอาหาร กระทบอุตสาหกรรมอาหารและระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

เมื่อโรค ASF มาเคาะประตูบ้านไทยแทบจะทุกทิศทางเช่นนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องยกระดับการป้องกันโรคในระดับสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตามแนวเขตชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการเดินทางโดยเครื่องบินที่อาจจะมีเนื้อหมูที่สุ่มเสี่ยงปะปนเข้ามากับนักท่องเที่ยวในรูปแบบอาหารแปรรูปและวัตถุดิบ

“ระบบไบโอซีเคียวริตี้ – Biosecurity System” เป็นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพในการเลี้ยงสุกรอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีและบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เช่น การเลี้ยงสุกรในโรงเรือนระบบปิด ป้องกันสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค อาทิ หนู นก หรือแมลงต่างๆ นอกจากนี้ วัตถุดิบที่นำมาใช้ภายในฟาร์ม ทั้งอาหาร น้ำ และวัสดุจำเป็นอื่นๆ ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาได้ และต้องควบคุมยานพาหนะขนส่งเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวด โดยรถทุกคันและพนักงานฟาร์มทุกคนต้องผ่านระบบฆ่าเชื้อเพื่อไม่ให้คนหรือยานพาหนะเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม

การสร้างและรักษามาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพถือเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการโรค ASF หากเราละเลยในเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การระบาดที่รุนแรง ส่งผลให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและการเกษตรกรรม แต่ในทางกลับกัน หากมีการเตรียมการและการวางแผนที่ดี ประเทศไทยจะสามารถลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ต้นทุนการเลี้ยงสุกรในช่วงนี้ จะต้องเพิ่มขึ้นจากการเฝ้าระวังและเข้มงวดมาตรการป้องกันโรค เช่น การลงทุนในการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ และการตรวจสอบสุขภาพของสุกรอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่านี่จะเป็นอุปสรรคและภาระเพิ่มเติมให้กับผู้เลี้ยง แต่การลงทุนในมาตรการเหล่านี้จะช่วยปกป้องฟาร์มและเป็นการลงทุนในความปลอดภัยในระยะยาว

การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อโรค ASF ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนในสังคมมีบทบาทในการป้องกันและเฝ้าระวัง เชื่อมโยงการดำเนินการระหว่างเกษตรกร นักวิชาการ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยเกี่ยวกับการป้องกันและช่องทางการแพร่ระบาดของโรค

ทุกภาคส่วนควรตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรค ASF และร่วมมือกันในการสร้างสังคมที่มีความปลอดภัย เมื่อโรคนี้เคาะประตูบ้านเรา ต้องไม่รอช้าและยกระดับการป้องกันสูงสุด เพื่อปกป้องสุกรและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย ไม่ให้เชื้อโรคนี้กลายเป็นภัยร้ายส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

สมคิด เรืองณรงค์  นักวิชาการอิสระ

‘นฤมล’สร้างSmartFarmer ร่วมมือเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี

‘นฤมล’สร้างSmartFarmer  ร่วมมือเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี

‘นฤมล’สร้างSmartFarmer ร่วมมือเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจ ครั้งที่ 2 (Smart Business Expo 2025)โดยมีผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม ที่ฮอลล์ 1-2 ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE)

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยี การแสดงศักยภาพ และพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของผู้ประกอบการ รวมถึงการจับคู่ธุรกิจให้เกิดสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการจับคู่ทางธุรกิจให้กับเกษตรกรในราคาที่จับต้องได้ และสามารถใช้เทคโนโลยีแก้ไขปัญหาทางการเกษตรทั้งด้านผลผลิต ดิน น้ำ และอื่นๆ ให้เกิดผลผลิตที่ดีต่อเกษตรกร รวมถึงตัวผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

“การส่งออกสินค้าเกษตรไทย ปี 2567 มีการส่งออกสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยสินค้าส่งออกสูงสุด ได้แก่ ผลไม้สดแช่เย็น ข้าว ยางพารา ไก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และมีตลาดส่งออกสูงสุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อีกทั้งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย ปี 2567 มีการส่งออกรวม 8.2 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีสินค้าส่งออกสูงสุด ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องแปรรูป ซึ่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น กัมพูชา และเมียนมา จึงถือว่าเกษตรกรเป็นต้นน้ำของวัตถุดิบสินค้าในประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เน้นย้ำว่าพร้อมจับมือกับภาคเอกชนคิดค้นวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีเพื่อเกษตรกร และผลักดันเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer รวมถึงสร้าง Young Smart Farmer ไปพร้อมกัน ซึ่งเราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกของเกษตรกร ให้ใช้ AI มาช่วยประเมินและวางแผนการเพาะปลูกให้เป็นการทำเกษตรแม่นยำ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากพี่น้องเกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ มาประกอบกัน จะทำให้วางแผนทรัพยากรได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพประกอบด้วย ดินดี น้ำดี และเมล็ดพันธุ์ดี นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มเติม ได้แก่ กาแฟ ถั่วเหลือง และโกโก้ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร

อีกทั้งกรมการข้าว ได้ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) สามารถลดการใช้น้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึงร้อยละ 50 ซึ่งข้าวชนิดนี้โรงสีหลายแห่งติดต่อขอรับซื้อ ให้ราคาสูงกว่าปกติถึงร้อยละ 5 และได้นำเรื่องนี้ไปแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บนเวที World Economic Forum (WEF) ซึ่งทาง WEF มีความสนใจตั้งศูนย์ Center for the Fourth Industrail Revolution (C4IR) ถือเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยที่จะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ แนวปฏิบัติ และบทเรียนกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ ในเรื่องเปลี่ยนแปลงอาหารและระบบเกษตรด้วยเทคโนโลยี

ผู้ช่วยฯร่วมโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม

ผู้ช่วยฯร่วมโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม

ผู้ช่วยฯร่วมโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม ซั้ง บอกรักทะเล เนื่องในโอกาสวันประกาศใช้มาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่เลี้ยงตัวอ่อน (มาตรการปิดอ่าว) เป็นปีที่ 2 โดยมีนายสุทิน ประเสริฐศักดิ์นายอำเภอบางสะพาน นายนันทชัย สุขเกื้อ ประธานเครือข่ายชาวประมงบางสะพาน นายประสิทธิ์ ภู่งาม นายก อบต.แม่รำพึง ประมง อ.บางสะพาน กลุ่มเหล็กสหวิริยา ปตท.สผ.หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลบางสะพาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง เครือข่ายชาวประมง 8 อำเภอ และภาคประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ บ้านอ่าวยาง หมู่ 3 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ดร.ณมาณิตา กล่าวชื่นชม เครือข่ายชาวประมงบางสะพานและสมาชิกกลุ่มประมง อ.บางสะพาน ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้ ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมกับ อบต.แม่รำพึง เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ สำหรับกิจกรรมครั้งนี้มีการทิ้งซั้งกอ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จะเห็นได้ว่าเครือข่ายชาวประมงบางสะพาน และ อบต.แม่รำพึง เห็นความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพประมงของประชาชน ต.แม่รำพึง โดยเฉพาะที่หมู่ 1, 2, 3, 5 และ 8 ซึ่งมีพื้นที่ติดแนวชายฝั่งทะเล ประชาชนในพื้นที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน-ประมงพาณิชย์ เป็นพื้นที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการทิ้งซั้ง เพื่อเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยให้สัตว์น้ำ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้มากยิ่งขึ้น ประชาชน ต.แม่รำพึง และพื้นที่ใกล้เคียง จะได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่า จะได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ให้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่คู่ อ.บางสะพาน อยู่คู่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อยู่คู่ทะเลไทยต่อไป

เกษตรฯ SETZERO บิ๊กคลีนนิ่งสารเคมี ปูพรมมาตรการ 4 ไม่ ทุเรียนภาคตะวันออก

เกษตรฯSETZERO  บิ๊กคลีนนิ่งสารเคมี  ปูพรมมาตรการ4ไม่  ทุเรียนภาคตะวันออก

เกษตรฯ SETZERO บิ๊กคลีนนิ่งสารเคมี ปูพรมมาตรการ 4 ไม่ ทุเรียนภาคตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้ออกประกาศมาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ.2568 เดินหน้าแนวทางปฏิบัติตามมาตรการโรงคัดบรรจุพื้นที่ภาคตะวันออก เช่นเดียวกับทางภาคใต้ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบใบรายงานผลการทดสอบ Basic yellow 2 (Test Report) ในเนื้อและเปลือก ต้องตรวจไม่พบหรือ Not Detected และ Cadmium ในเนื้อ (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.05mg/kg) จึงจะออกใบรับรองสุขอนามัยพืช : PC ได้ ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองการตรวจสอบคุณภาพในการทดสอบสาร Basic Yellow 2 (BY2) และตรวจสอบศัตรูพืชและข้อกำหนดอื่นๆ ตามข้อตกลงพิธีสารไทย-จีนจากกรมวิชาการเกษตรและ GACC 8 แห่ง และอยู่ระหว่างการลงทะเบียนห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องเกษตรกร

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรชาวสวน และผู้ประกอบการส่งออกปฏิบัติตาม มาตรการ 4 ไม่ ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ 4.ไม่สีไม่มีสารเคมีต้องห้าม เพื่อรักษาคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยทุเรียนไทย และยกระดับคุณภาพผลไม้ไทยในตลาดผลไม้โลก

สำหรับ จ.จันทบุรี เป็นแหล่งผลิต รวบรวม และกระจายผลไม้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ นำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมากพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกอง และสละ ซึ่งในแต่ละปีจะมีปริมาณผลผลิตไม่น้อยกว่า 900,000 ตัน

‘อิทธิ’ประชุมติดตามแก้ไข ปัญหาสารปนเปื้อนทุเรียน

‘อิทธิ’ประชุมติดตามแก้ไข ปัญหาสารปนเปื้อนทุเรียน

‘อิทธิ’ประชุมติดตามแก้ไข ปัญหาสารปนเปื้อนทุเรียน

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนย้อมสีไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 5/2568 ที่ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรฯ เพื่อติดตามความก้าวหน้าตามมาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงขั้นตอนการขอตรวจสารปนเปื้อน Basic Yellow2 (BY2) กับห้องปฏิบัติการทดสอบ พร้อมทั้งกำชับให้กรมวิชาการเกษตร เร่งประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันสารปนเปื้อน BY2 Big Cleaning กับสวน ล้งโรงรวบรวม โรงคัดบรรจุ

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค อาทิ ไม่ใช้สีทุกชนิดในกระบวนการผลิตทุเรียนสด ห้ามใช้สารห้ามใช้ในกระบวนการผลิตทุเรียนสด การเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสีย้อม ทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งก่อนและหลังการผลิต ทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ก่อนการบรรจุทุกครั้ง เป็นต้น

จากไร่กาแฟเดิมสู่เพิ่มเติมพืชหลากหลาย ครูต้นแบบวนเกษตร‘ระนอง’เผยประโยขน์ทั้งเพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

จากไร่กาแฟเดิมสู่เพิ่มเติมพืชหลากหลาย ครูต้นแบบวนเกษตร‘ระนอง’เผยประโยขน์ทั้งเพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

จากไร่กาแฟเดิมสู่เพิ่มเติมพืชหลากหลาย ครูต้นแบบวนเกษตร‘ระนอง’เผยประโยขน์ทั้งเพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

“เกษตรทฤษฎีใหม่” คือการทำเกษตรแบบผสมผสานที่มีการปลูกพืชหลายชนิด รวมถึงอาจเลี้ยงสัตว์ด้วยโดยใช้พื้นที่เดียวกัน ในลักษณะที่กิจกรรมเหล่านั้นเกื้อกูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด กำลังเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากมีตัวอย่างจากผู้ที่ทำแล้วมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังที่ นายธรรมนูญ จันทร์ภักดี ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 8 บ้านบางพรวด ต.ลำเลียง อ.กระบุรี จ.ระนอง ซึ่งแบ่งพื้นที่ 10 ไร่มาทำวนเกษตร จากพื้นที่ทั้งหมด 28 ไร่ 1 งาน 10 วา มีรายได้จากการเกษตร 480,000 บาทต่อปี เล่าว่า ในอดีตตนทำเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกกาแฟเป็นพืชหลัก ต่อมาเริ่มปลูกสมุนไพร ผักและผลไม้ต่างๆ เพิ่มเติม เช่น มังคุด ทุเรียน ลองกอง กล้วย ไพลเหลือง หมาก ผักเหลียง ทั้งเพื่อบริโภคเองและจำหน่าย ซึ่งพบว่า ช่วยลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่แน่นอนและการระบาดของศัตรูพืช

“ได้เล็งเห็นความมั่นคงในอนาคตจากการเข้าอบรมโครงการวนเกษตร จาก ส.ป.ก. ระนอง โดยการนำไม้ป่ามาปลูกร่วมกันภายในแปลงเกษตรกรรม เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีมูลค่าและช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง มะฮออกกานี ยางนา มีการแปรรูปปุ๋ยหมักจากเปลือกหมาก การเพาะกล้าไม้ การทำน้ำยาล้างจาน” นายธรรมนูญ กล่าวเพิ่มเติม

นายธรรมนูญ กล่าวต่อไปว่า หลังเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมเป็นแบบวนเกษตร ผลที่ได้รับมีทั้งด้านเศรษฐกิจ มีรายได้ตลอดทั้งปีจากผลผลิตที่หลากหลาย อีกทั้งลดรายจ่ายจากต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีโดยเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยหมัก ด้านสิ่งแวดล้อม เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์ และด้านสังคม คือการเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งขยายพันธุ์พืช ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นหรือผู้สนใจ

เกษตรกร‘ภูเก็ต’เปลี่ยนแนวสู่‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ ผลผลิตหลากหลายมีรายได้ตลอดทั้งปี

เกษตรกร‘ภูเก็ต’เปลี่ยนแนวสู่‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ ผลผลิตหลากหลายมีรายได้ตลอดทั้งปี

เกษตรกร‘ภูเก็ต’เปลี่ยนแนวสู่‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ ผลผลิตหลากหลายมีรายได้ตลอดทั้งปี

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

จากปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ไม่แน่นอน บวกกับกระแสโลกที่มุ่งสู่การผลิตแบบยั่งยืนทั้งต่อตัวเกษตรกรเอง ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม “เกษตรผสมผสาน” หรือ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ระบบเกษตรกรรมที่ปลูกพืชหลายชนิดรวมถึงอาจเลี้ยงสัตว์ด้วยในพื้นที่เดียวกัน ในลักษณะที่ทุกกิจกรรมเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ

สัญญา หิรัญวดี เกษตรกรหมู่ที่ 5 บ้านนากก ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต เล่าถึงการแบ่งพื้นที่ 5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ 1 งาน 15 ตารางวา มาปรับเปลี่ยนในรูปแบบวนเกษตร หรือการทำเกษตรแบบจำลองสภาพธรรมชาติของป่าไม้ ว่า ได้รับแนวคิดและแรงบันดาลใจมาจากการเข้าร่วมอบรมเกษตรกรรมยั่งยืนกับ ส.ป.ก. และศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี โดยพื้นที่ของตนปลูกทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น ดาหลา พิลังกาสา หว้า ไผ่ ยางพารา ดอกหน้าวัว เปลวเทียนภูเก็ต เทพทาโร ผักหวานป่า กล้วยนางพญา

ผัก/ผลไม้/สมุนไพร เช่น ผักเหมียง ข่า ชะอม เห็ดนางฟ้า สะตอ ต้นเนียง ทุเรียน มังคุด เงาะ ขนุน จันทน์เทศ มะตูม ฟ้าทะลายโจร รางจืด ไพล ขมิ้น พญายอ มีการเลี้ยงไก่ ห่าน ปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม นอกจากนั้นยังทำน้ำหมัก เพาะกล้าไม้ เห็ดนางฟ้า ผลิตถ่านอัดแท่ง ผงโรยข้าวผักเหมียง ชาผักเหมียง ลูกจันทน์แช่อิ่ม ซึ่งปัจจุบันพื้นที่เกษตรของตน ได้กลายเป็นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรในท้องถิ่นและผู้สนใจ

“มีรายได้จากกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลายตลอดทั้งปี ลดค่าใช้จ่ายเพราะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้ในแปลง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ยังทำให้ต้นไม้ในแปลงเกิดความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และเกิดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ มีความหลากหลายทางชีวภาพ” สัญญา กล่าว