เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! หลังตะวันออกกลาง มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง ผู้ว่าฯเร่งดีลเกษตรกรพบ ผู้ประกอบการ จับคู่ธุรกิจหวังส่งออกสร้างรายได้

วันที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดกิจกรรม Business matchin ไม้ดอกไม้ประดับโคราช การจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตพบผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดนครราชสีมา ณ.สวนเลม่อนซีด ม.2 บ้านใหม่ ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา  โดยมีนายมนัส เสียงก้อง เกษตรจังหวัดนครราชสีมา นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตร พาณิชย์จังหวัดนครราชีมา นายจารพัฒน์ ไตรพัฒนจันทร์ เกษตรอำเภอหนองบุญมาก  เกษตรกรและผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่อำเภอหนองบุญมาก ร่วมในกิจกรรม

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ด้วยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการว่า ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ได้แก่ ดูไบ ซาอุดิอารเบีย กาตาร์ จอร์แดน และบาร์เรน มีความต้องการไม้ล้อมและดอกไม้ประดับ ซึ่งไม้ล้อมที่มีความต้องการในระดับมาก เช่น สะเดา ชงโค จามจุรี และก้ามปู และความต้องการในระดับปานกลาง เช่น มะรุม หยีน้ำ พวงชมพู และนนทรี รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับต่าง ๆ เช่นชงโค เข็ม และโกศล เป็นต้น   ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองบุญมากที่มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะเฟื่องฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย จึงได้มีการเชิญประธานกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ และประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตไม้ดอก ไม้ประดับ ที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (BM) เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรได้พบกับผู้ประกอบการโดยตรงในการทำธุรกิจ เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร และเฟื่องฟ้าถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ของจังหวัดนครราชสีมา 

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า อำเภอหนองบุญมาก ถือเป็นแหล่งผลิตเฟื่องฟ้าและไม้ดัดแหล่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากการทำนา ทำสวนและทำไร่มันสำปะหลัง หันมาปลูกต้นเฟื่องฟ้ากันเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมกลุ่มปลูกต้นเฟื่องฟ้าขายแล้วมากกว่า 100 ราย (ตำบลบ้านใหม่ , ตำบลหนองหัวแรต , ตำบลแหลมทอง) มีสวนจำหน่าย มากกว่า 40 สวน สร้างรายได้ในการขายต้นเฟื่องฟ้าดัดรวมกันไม่ต่ำกว่าปีละ 20 ล้านบาท โดยต้นเฟื่องฟ้าของอำเภอหนองบุญมาก มีความโดดเด่นสวยงามที่ดอก เพราะมีดอกหลากหลายสีสันภายในต้นเดียว ได้มากถึง 5 สี ต้นพันธุ์แข็งแรง และสวยงามกว่าที่อื่นอีกทั้งต้นเฟื่องฟ้ายังสามารถดัดให้เป็นรูปร่างต่างๆ ได้มากมายทั้งสัตว์ป่า ช้าง นกยูง และมังกร หรือเป็นรูปทรงพุ่มได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ต้นเฟื่องฟ้าของอำเภอหนองบุญมากเป็นที่นิยมของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ ดูไบ การ์ตา ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน บาร์เรน จีน ฮ่องกง มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และไต้หวัน  โดยลูกค้าส่วนใหญ่นิยมนำต้นเฟื่องฟ้าไปตกแต่งสถานที่สวนหย่อม /// – 026

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

นักวิชาการประมงเตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงปลาตายยกกระชัง เหตุจากขาดออกซิเจนในน้ำ แนะควรลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง รวมทั้งระดับน้ำในกระชังจะต้องมีการไหลหมุนเวียน จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องปลาตายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อัตรา ไชยมงคล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา  เตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อนว่า ในช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ปลามีการเจริญเติบโตดี เพราะฉะนั้นการควบคุมในเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาควรระวังอย่างยิ่งในเรื่องของปลาขาดออกซิเจน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงกรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนของภาคใต้ พบว่ามีปัญหาในเรื่องปลาตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากระดับน้ำ การหมุนเวียนของน้ำมันค่อนข้างจะนิ่ง น้ำขึ้น-น้ำลงน้อย เพราะฉะนั้นปลากะพงขาวที่เราเลี้ยงในกระชัง ถ้ามีจำนวนมากมันจะมีปัญหาในเรื่องออกซิเจนไม่พอในช่วงหน้าร้อน จึงจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารลง

ดร.อัตรา ไชยมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิในน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ขบวนการเผาผลาญอาหารของสัตว์น้ำมากขึ้น ออกซิเจนในน้ำก็ถูกใช้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรระมัดระวังก็คือการให้อาหาร ความหนาแน่นของปลาและระดับน้ำในกระชัง เนื่องจากกระชังเราไม่สามารถควบคุมระดับน้ำได้ ต้องระมัดระวังในเรื่องของการไหลผ่านของน้ำ ต้องคอยตรวจสอบกระชังว่ามีสาหร่ายเกาะหนาแน่นมากน้อยแค่ไหน จะต้องทำให้น้ำไหลผ่านกระชังมากที่สุดและระมัดระวังในเรื่องของการควบคุมปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารเหลือ จะได้ไม่เกิดการย่อยสลายและเป็นพิษ ส่งผลต่อเนื่องด้านลบต่อสุขภาพของปลา รวมทั้งระมัดระวังและเฝ้าสังเกตอาการของปลา บางครั้งช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิสูงเกินไป ทำให้ออกซิเจนในน้ำต่ำลง เฝ้าดูอาการ ถ้ามีปัญหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ติดต่อประมงจังหวัด ประมงอำเภอหรือหน่วยงานของกรมประมงในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดได้ ผมคิดว่าคนของกรมประมงทุกท่านจะช่วยดูแลเกษตรกรทุกคนอยู่แล้ว

ในส่วนของเรื่องโรคในหน้าร้อนของสัตว์น้ำ ก็เกิดจากความเครียดเนื่องจากออกซิเจนในน้ำน้อยหรือเกิดจากของเสียที่ย่อยสลายมากขึ้น ก็ต้องระมัดระวังดูอาการให้ดี ถ้ามีปัญหาอาจจะต้องส่งตัวอย่างให้หน่วยงานของกรมประมงที่เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์น้ำตรวจสอบได้ทันที /// – 026

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.23 น.

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ หลังได้รับคัดเลือกเข้าโครงการลดต้นทุนการผลิต ปี 67 

นที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว รวมถึงสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ร่วมแสดงความยินดี ณ อาคารโรงสีข้าว ปันสุข ตำบลแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ ได้รับการคัดเลือกและได้รับการสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตปี 2567 จากกรมการข้าว เพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว ซึ่งจะทำให้เกิดการ ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าของผลผลิตข้าว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งโรงสีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องอบลดความชื้น เครื่องสีข้าว ชุดเครื่องชั่งและแพ็คข้าวกึ่งอัตโนมัติ เครื่องซีลสุญญากาศ และโดรนเพื่อการเกษตร

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า งบประมาณดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว ผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เพื่อให้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมตามความต้องการใช้ในกระบวนการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว ซึ่งจะทำให้กลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชนมีรายได้เพิ่ม และลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม ในการทำนาเพื่อความเข้มแข็งของกลุ่มและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย
 

อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ ‘งดเผาฟางและตอซัง’ ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ 'งดเผาฟางและตอซัง' ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ ‘งดเผาฟางและตอซัง’ ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.42 น.

กระทรวงเกษตรฯ เร่งรณรงค์ “งดเผาฟางและตอซัง” ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก ชูใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายแทนการเผา

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน” พื้นที่นาข้าวของจังหวัดตาก โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว เกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ เทศบาลนครแม่สอด ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาในที่โล่ง การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยพื้นที่ของจังหวัดตากมีพื้นที่ทำนาประมาณ 355,249.45 ไร่ และในช่วงเดือนมกราคม 2568 จังหวัดตากพบจุดความร้อน (HOTSPOT) มากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 จากทั้งหมด 17 จังหวัดภาคเหนือ รองจาก จ.นครสวรรค์ จึงต้องเร่งทำสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

รมช.อิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร จึงได้จัดทำโครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังฯ ในพื้นที่นาข้าวของจังหวัดตากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่น PM 2.5 เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยเน้นไปที่การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วม เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาฟางและตอซัง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวแทนการเผา เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ภาคการเกษตร และยังสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยให้เกษตรกรได้อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจ อาทิ 1. นิทรรศการภายใต้หัวข้อ “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน พื้นที่ในนาข้าวของจังหวัดตาก” โดยเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในวิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่องดการเผาฟางและตอชังในพื้นที่ของจังหวัดตาก เช่น การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้รถอัดฟาง เป็นต้น 2. การสาธิต การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การไถกลบตอซังข้าว 3. นิทรรศการผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว เป็นต้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ข้าว กลุ่มเกษตรกรชุมชนของจังหวัดตาก และกำแพงเพชร และกลุ่มเกษตรกรทั่วไป เข้าร่วม จำนวน 1,200 คน

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’

'นฤมล'หารือ'รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์'ลุยขยายตลาดส่งออก'เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด'

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.54 น.

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’เพิ่มจาก’ข้าว-เนื้อสุกร’ตอบโจทย์ความต้องการของประชากรฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโต

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับ H.E. Francisco P. Tiu Laurel, Jr. Secretary of the Department of Agriculture รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์

นางนฤมล เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ในวันนี้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบให้เร่งรัดการปรับแก้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองประเทศ และเทคโนโลยีการเกษตรในปัจจุบัน รวมทั้งเร่งรัดการปรับแก้ข้อตกลงระหว่างกรมประมงแห่งประเทศไทย และกรมประมงและทรัพยากรสัตว์น้ำแห่งฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU)

“ไทยต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร คือ เนื้อสัตว์ปีก และ ผลลำไยสด จากไทยไปยังฟิลิปปินส์ ซึ่งสินค้าทั้ง 2 ชนิดอยู่ระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานของทางฟิลิปปินส์ โดยฟิลิปปินส์มีการติดตามความคืบหน้าเพื่อให้ไทยสามารถขยายตลาดสินค้าเกษตรไปได้มากขึ้น รวมทั้งแสดงความสนใจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรของฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโต โดยสินค้าที่ฝ่ายฟิลิปปินส์ให้ความสนใจจะนำเข้า ได้แก่ ข้าว และเนื้อสุกร”นางนฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 15 ของไทย ในระหว่างปี 2565-2567 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร คิดเป็นร้อยละ 1.87ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำตาล 2.ข้าว 3.อาหารสุนัขหรือแมว 4.ซอสและของปรุงรส และ 5.สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เยี่ยมชม : นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เยี่ยมชมตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ประเทศจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย ที่ส่งมายังประเทศจีน โดยเฉพาะการนำเข้าทุเรียนไทย มากกว่า 5 แสนตันต่อปี รวมถึงมีการนำเข้าลำไยและมังคุดจากไทยด้วย

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ศึกษาดูงานและหารือร่วมกับนายเว้ย ซูเจียน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานกลุ่มบริษัทโซ่วเหิง และนายหมี่ ย่าหลิน ประธานตลาดเกาเป่ยเตี้ยน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย

สำหรับตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ดำเนินการโดยบริษัท โซ่วเหิง (Sunhula Group) ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากรัฐบาล ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9,500 เอเคอร์ หรือประมาณ 24,000 ไร่ แบ่งเป็น โซนผักผลไม้ไม้ดอกไม้ประดับ และสินค้าแช่แข็ง โดยเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญในภาคเหนือของจีน เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ใน 5 มณฑล มีทั้งสินค้าเกษตรในประเทศและนำเข้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก ในปี 2024 ตลาดมีปริมาณการนำเข้าผักและผลไม้ 19 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 140,000 ล้านหยวน และมีการนำเข้าทุเรียนไทย มากกว่า 5 แสนตันต่อปี รวมถึงมีการนำเข้าลำไยและมังคุดจากไทย

ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนเปิดตลาดที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตก และเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังพัฒนานิคมโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นอัจฉริยะที่มีศักยภาพสูง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ และสามารถเก็บรักษาสินค้าได้มากกว่า 5 แสนตัน ครอบคลุมสินค้าหลากหลายกว่า 3,000 รายการ เช่น เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ และอาหารทะเล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชากรประมาณ 500 ล้านคน ในพื้นที่ 13 แห่ง ทั้งระดับเขต เมือง และมณฑล โดยลดขั้นตอนในกระบวนการจัดส่ง ทำให้สามารถจัดส่งวัตถุดิบจากแหล่งผลิตตรงไปยังผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และต้องการสร้างความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการนำผลไม้ไทยไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม  หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 74 โดยมีนายอภินันท์ ขันทะสีมา รักษาการหัวหน้ากลุ่มวิชาการและหลักสูตรสถาบันเกษตราธิการ เป็นผู้กล่าวรายงาน ที่หอประชุมหม่อมราชวงศ์หญิงรสลิน คัคณางค์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับการอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 100 คน จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีภาวะผู้นำ เสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา  ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” โดยมีนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และถ่ายทอดผ่านระบบ Video conference application zoom ไปยังสถานีพัฒนาที่ดินตัวแทน 5 ภาค และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติหมอดินอาสา อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้หมอดินอาสาในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันรวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา โดยมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

นายอัครา กล่าวว่า หมอดินอาสาเป็นกลไกการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดรายได้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย จึงขอชื่นชมหมอดินอาสาทุกท่านที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่หวังผลตอบแทน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญของกลไกการพัฒนาด้านการเกษตร และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ที่ร่วมกันพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งความสำเร็จดังกล่าว ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลกนำไปใช้เป็นต้นแบบโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้ทั่วโลกสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืนตามแบบอย่างหมอดินอาสาของประเทศไทย

“การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการรวมพลังสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และหมอดินอาสาทั่วประเทศ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับ เพิ่มรายได้ และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร โดยเฉพาะเครือข่ายหมอดินอาสา ที่ตั้งเป้าให้มีความปราดเปรื่องในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย” นายอัครา กล่าว

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ  จัด‘เกษตรอีสานใต้’  มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า  ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.นรินทร บุญพราหมณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวภายหลังร่วมจัดงานเกษตรอีสานใต้ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรเพิ่มมูลค่าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ซึ่งมีดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ ว่าภายในงานกำหนดให้มีการจัดนิทรรศการทางวิชาการของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ โดยแบ่งพื้นที่จัดงานหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดอุทยานวิชาการ ผลงานวิจัยเด่นของคณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของ 5 ภาควิชาในสังกัด คณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของคณะต่างๆในสังกัดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี การจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการภายนอก

2.การจัดนิทรรศการเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเอกชนรายใหญ่ และ 3.พื้นที่แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปรับรูปแบบการจัดงานในส่วนของนิทรรศการวิชาการให้สอดคล้องกับธีมงานในแต่ละปี โดยมีเทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ยกระดับมาตรฐานการผลิตทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘นฤมล’ เผย มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบไม่ได้มาตรฐานจากอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นใจในคุณภาพรังนกบ้าน ผลักดันให้ส่งออกเพิ่ม สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ (27 ก.พ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบหรือเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้ายังสามารถนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากสาธารณรัฐอินเดียได้ โดยใช้ใบรับรองมาตรฐานบังคับ (มกษ. 4702-2557) หรือมาตรฐานสากล เช่น GHP, HACCP และ ISO 22000 และใบรายงานผลวิเคราะห์ ทดแทนการใช้ใบรับรองการส่งออก (Certification of Export) ภายใต้การกำกับดูแลของ Agricultural and Processed Food Products Export Development Authority (APEDA) จากสาธารณรัฐอินเดีย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.จิ้งหรีดแห้ง 2.จิ้งหรีดแช่แข็ง 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับบ้านนกแอ่นกินรัง 4.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ความปลอดภัยด้านอาหาร สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ-สังคม และ 5.แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร

“ดิฉันได้เน้นย้ำการดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะการทำรังนกส่งออก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจากประเทศจีนต้องการนำเข้ารังนกถ้ำมากกว่ารังนกบ้าน เนื่องจากเป็นรังนกคุณภาพสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด หากประเทศไทยสามารถจัดการมาตรฐานรังนกบ้านให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าอาจช่วยให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร ร่วมมือกันตรวจสอบผู้ประเมินของหน่วยรับรองสถานประกอบการ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาด้านคุณภาพสินค้าให้การรับรองเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ประเมินได้ ซึ่งจะช่วยให้คู่ค้ามีความมั่นใจในสินค้าเกษตรไทยมากยิ่งขึ้น

015