กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม  เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในชื่อ “Support to upscaling and adoption of innovations and good practices on energy use efficiency in aquaculture in Thailand” ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เริ่มต้นโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และอีก 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์ และราชบุรี ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4.ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และ 5.ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) และ 2.การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

นอกจากนี้โครงการฯ ยังจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุนนโยบายสนับสนุนการให้บริการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากสตาร์ทอัพและนักลงทุน การส่งเสริม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรในการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานทดแทน และการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยผลความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 18-30% และลดต้นทุนพลังงานลงถึง 22.4-39% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งทะเลลดลงเป็น 10.1-24.3 บาทต่อกิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,291-9,433 kCO2e ต่อรอบการเลี้ยงต่อบ่อ ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

เกษตรฯชวนร่วมงาน VIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค (วีเอ็นยู ยุโรป) เตรียมจัดงาน VIV Asia (วิฟ เอเชีย) สุดยอดงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ครบวงจร ตั้งแต่อาหารสัตว์สู่อาหารเพื่อการบริโภค ครั้งที่ 17 พร้อมจัดงาน Meat Pro Asia (มีท โปร เอเชีย) งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป การขนส่ง ระบบควบคุมความเย็น และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจปศุสัตว์จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค และพิเศษสุดกับการเปิดตัวงานใหม่ล่าสุด HAN Asia (Horti Agri Next Asia ฮอร์ติ อะกริ เน็กซ์ เอเชีย) ที่เน้นสินค้าและเทคโนโลยีด้านการเกษตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2568 ที่IMPACT เมืองทองธานี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร ชาเลนเจอร์ 1-3 และเอ็กซิบิชั่นส์ฮอลล์ 5-7

สำหรับ VIV ASIA 2025 เป็นงานแสดงสินค้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย สำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ สัตว์น้ำ การเกษตร และการแปรรูปอาหาร มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 บริษัทชั้นนำทั่วโลกรวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติ จากประเทศชั้นนำอย่างฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เป็นต้น คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานและ
นักลงทุนกว่า 50,000 รายจากทั่วโลก งานดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและเครือข่ายระดับนานาชาติ นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนากว่า 150 หัวข้อ โดยมีวิทยากรรับเชิญกว่า 300 ท่าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการโรคในปศุสัตว์และสัตว์น้ำ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และการเกษตรที่ยั่งยืน และสัมมนานานาชาติ

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อลุ้นรับบัตรเข้างานมูลค่า 600 บาท ฟรีภายในวันที่ 11 มีนาคม 2568 คลิกที่นี่www.databadge.net/viva2025/reg/viv/?card=10004738 สามารถสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vivasia.nl

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด.  ป้องกันการชะล้างดิน  แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย  ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานแบบบูรณาการในพื้นที่ต้นน้ำ โครงการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยมี นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ผู้แทนจากกรมป่าไม้ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการบูรณาการพื้นที่ต้นน้ำในเขตพื้นที่ป่าและเขตอุทยาน ในพื้นที่แม่วางโมเดล จ.เชียงใหม่ ให้ลดการเกิดอุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูน้ำหลากตามนโยบายของรัฐบาล

นายอัครากล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (ClimateChange) ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในช่วงก่อนฤดูฝนทางกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) จึงบูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วางแผนการทำงานร่วมกัน เนื่องจากการทำงานบางพื้นที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อฟื้นฟูให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติคงความอุดมสมบูรณ์ และประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งประสานงานและลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

ประมงอำเภอสหัสขันธ์ เร่งออกสำรวจ 3 อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหายอย่างหนักเบื้องต้นมีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนแล้ว 5 ราย เสียหายกว่า 1 ล้านบาท

วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกฤษณา เขามีทอง ประมงอำเภอสหัสขันธ์ ลงเรือเพื่อออกตรวจและสำรวจความเสียหายของกระชังเลี้ยงปลานิล หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา (วันที่ 2 มี.ค.68) เวลาประมาณ 22.00 น. เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอหนองกุงศรี

นางกฤษณา เขามีทอง ประมงอำเภอสหัสขันธ์ เปิดเผยว่า พลพวงจากพายุฤดูร้อนเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้กระชังปลาพังเสียหายเบื้องต้นมีเกษตรกรแจ้งเข้ามาแล้ว 5 ราย รายละ 1-2 หลุม  มูลค่าความเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท  ในลักษณะความเสียหายมาจากแรงพายุได้พัดตัวกระชังพัง เหล็กหัก กระชังหลุด ทำให้ปลาล้นออกจากกระชังจำนวนมาก  และจากการสำรวจยังพบกระชังที่ชำรุดอีกหลายกระชัง ได้แจ้งให้เกษตรกรได้เร่งเข้าปรับปรุงโดยด่วน  และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่ปีนี้มาเร็ว รุนแรง และอาจจะเกิดบ่อยครั้งกว่าทุกปี

‘ในการเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เบื้องต้นได้แจ้งให้เกษตรกรได้ตรวจเช็คตัวประชังที่ต้องเพิ่มความแข็งแรงของกระชัง เชือกที่ต้องเพิ่มขนาดใหญ่ และทุ่นผูกกระชัง ที่จะต้องแน่นหนามั่นคง อย่างไรก็ตามในห้วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เป็นช่วงที่เกิดพายุฤดูร้อนเป็นประจำ เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังต้องหมั่นตรวจสอบกระชังเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมถึงการปล่อยพันธุ์ปลาช่วงนี้มีความเสี่ยงสูง จากสภาพอากาศร้อนจัดที่อาจจะทำให้ปลาน็อกตายได้  สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากวาตภัยหรือพายุฤดูร้อน จะได้นำเรื่องแจ้งไปยังส่วนกลางเพื่อรับความช่วยเหลือจากการชดเชยผู้ประสบภัยาต่อไป’ นางกฤษณา กล่าวเพิ่ม

สำหรับพื้นที่เลี้ยงกระชังปลาในเขื่อนลำปาว  มีทั้งหมด 455  ราย  จำนวนกระชัง  11,775 กระชัง  พื้นที่เลี้ยงกว่า 269,136 ตร.กม. ซึ่งเป็นไปตามสัดส่วนที่มีการควบคุม ในการทำการประมงในเขื่อนของกรมชลประทาน 

กรมชลฯจ้างเกษตรกร สร้างรายได้กว่า8.4หมื่นคน

กรมชลฯจ้างเกษตรกร  สร้างรายได้กว่า8.4หมื่นคน

กรมชลฯจ้างเกษตรกร สร้างรายได้กว่า8.4หมื่นคน

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปี 2568 ว่าได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ตามนโยบายการช่วยเหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและประชาชน โดยในปี 2568 มีแผนจ้างแรงงานทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติงานด้านซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างระบบส่งน้ำและแหล่งน้ำเพื่อชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 84,716 คน ระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 จนถึงขณะนี้ทั่วประเทศ มีการจ้างแรงงานไปแล้วกว่า 21,022 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของแผนฯ

อย่างไรก็ตาม ยังสามารถจ้างแรงงานให้ครบตามเป้าที่กำหนดได้อีกประมาณ 63,000 คน โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจ้างแรงงาน ดังนี้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรในพื้นที่ หรือสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน รวมถึงประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ซึ่งหากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ จะพิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสมัครรับจ้างแรงงานชลประทานตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน โทร.1460 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อสป.จัดCSRร่วมกับทัพเรือภาคที่1

อสป.จัดCSRร่วมกับทัพเรือภาคที่1

อสป.จัดCSRร่วมกับทัพเรือภาคที่1

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา (อสป.) จัดกิจกรรมด้าน CSR กับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 โดยพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568 ได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วรากร อยู่อย่างไท กรรมการ อสป.เป็นประธานเปิดพิธีส่งมอบฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงาน อสป.ร่วมพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน

ทั้งนี้ อสป.ร่วมกับกองทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ เพื่อถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ประจำปี 2568 ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากระป๋อง 8,000 กระป๋อง ส่งมอบให้ พล.ร.ต.ประจักษ์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ พร้อมปล่อยขบวนรถยนต์ลำเลียงปลาฯและสิ่งของพระราชทาน ออกเดินทางจากองค์การสะพานปลาไปโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีนายสุทักษ์ จิระรัตนวงศ์ รอง ผอ.อสป.พร้อมคณะ ร่วมเดินทางส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน พระราชทาน โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ส่วนพระองค์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังโรงเรียนดังกล่าวโดยมี พล.ร.ท.อาภา ชพานนท์ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธีส่งมอบ ให้แก่นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.ตาก ในฐานะผู้แทนโครงการส่วนพระองค์ในพื้นที่ จ.ตาก รวมถึงคณะครู ผู้แทนโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ท่านผู้หญิงทวี มณีนุช, โรงเรียนท่านผู้หญิงพรสม กุลฑลจินดา, โรงเรียนบ้านสามหมื่น และโรงเรียนชุมชนบ้านท่าสองยาง ร่วมรับมอบ

รองปลัดฯฝึกอบรม นักพัฒนาเกษตรฯ ถ่ายทอดนโยบาย สู่ระดับปฏิบัติการ

รองปลัดฯฝึกอบรม  นักพัฒนาเกษตรฯ  ถ่ายทอดนโยบาย  สู่ระดับปฏิบัติการ

รองปลัดฯฝึกอบรม นักพัฒนาเกษตรฯ ถ่ายทอดนโยบาย สู่ระดับปฏิบัติการ

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 113 และบรรยายพิเศษหัวข้อ การขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี น.ส.ชนชนก จันทร์เพ็ง ผอ.สถาบันเกษตราธิการ เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 120 คน เข้าร่วม ที่หอประชุมหม่อมราชวงศ์หญิงรสลิน คัคณางค์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับการอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง มีความพร้อมทางด้านภาวะผู้นำ สามารถถ่ายทอดนโยบายจากระดับสูงไปสู่ระดับปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง สามารถปรับแนวคิด มุมมอง วิธีการทำงาน วิธีการสื่อสาร บุคลิกภาพ ตลอดจนมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายขององค์กร และสามารถใช้กระบวนการเครือข่ายและระบบพันธมิตร เพื่อบูรณาการการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยฯถกคกก.ติดตาม ขับเคลื่อนงานด้านเกษตรฯ

ผู้ช่วยฯถกคกก.ติดตาม  ขับเคลื่อนงานด้านเกษตรฯ

ผู้ช่วยฯถกคกก.ติดตาม ขับเคลื่อนงานด้านเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมานิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมได้ติดตามผลการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ 1.ผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ โดยกรมประมง ได้กำจัดปลาหมอคางดำ รวมทั้งสิ้น 3,079,674.50 กิโลกรัม แบ่งออกเป็นจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรกร 1,884,983 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 61.21 และจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 1,187,992.50 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 38.58 (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568) ทั้งนี้ กรมประมงได้ศึกษาและวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอคางดำเพศผู้ และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้เกิดการผสมพันธุ์ในธรรมชาติ เพื่อให้ได้ลูกปลาหมอคางดำที่มีลักษณะเป็นปลาหมอคางดำโครโมโซม 3n หรือมีลักษณะเป็นหมันไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง เป็นต้น

2.ผลการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนย้อมสีไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ติดตามและตรวจสอบมาตรฐานทุเรียนผลสดส่งออกในทุกชิปเม้นท์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้กำหนดมาตรการ 4 ไม่ เพื่อควบคุมมาตรฐานทุเรียนไทย ประกอบด้วย 1) ไม่อ่อน 2) ไม่หนอน 3) ไม่สวมสิทธิ์ และ 4) ไม่มีสีและสารเคมีต้องห้าม อีกทั้งได้บูรณาการร่วมกับห้องปฏิบัติการทดสอบ (Lab) กว่า 8 แห่ง ในการตรวจวิเคราะห์สาร Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้า

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการแก้ไขการระบาดหนอนหัวดำในมะพร้าว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร มีแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจผ่าน 5 มาตรการ ดังนี้ 1) การสร้างการรับรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้าใจในการจัดการศัตรูมะพร้าวให้แก่เกษตรกร 2) การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย โดยจะมีรายงานสถานการณ์การระบาดผ่านทางเว็บไซต์ และช่องทางการติดต่อของหน่วยงาน 3) การป้องกันและควบคุมการระบาด เพื่อกำจัดเขตการระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันพบการระบาดในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชลบุรี จ.สุราษฎร์ธานี จ.สมุทรสาคร และ จ.เพชรบุรี 4) การให้ความช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนการผลิตและใช้ศัตรูธรรมชาติ รวมถึงแนะนำการใช้สารเคมีเพื่อตัดวงจรการระบาด และ 5) การติดตามประเมินผลจากการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ในทุกระดับ เพื่อควบคุมและกำจัดศัตรูมะพร้าว

ชาวสวนยาง‘สตูล’แบ่งพื้นที่ทำ‘วนเกษตร’ เผยประโยชน์ทั้งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

ชาวสวนยาง‘สตูล’แบ่งพื้นที่ทำ‘วนเกษตร’ เผยประโยชน์ทั้งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

ชาวสวนยาง‘สตูล’แบ่งพื้นที่ทำ‘วนเกษตร’ เผยประโยชน์ทั้งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

นายสมหมาย แซ่เจี่ย เกษตรกรหมู่ที่ 11 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล เปิดเผยว่า ตนได้นำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรของตนให้เป็นแบบวนเกษตร ซึ่งเป็นการปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยพบว่าสามารถลดรายจ่ายจากบำรุงรักษาพืช อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้และทำให้พื้นที่เกษตรมีความชุ่มชื้น จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ปลูกเฉพาะยางพาราเพียงอย่างเดียว ทำให้เมื่อราคายางตกต่ำรายได้จึงลดลงจนไม่พอกับรายจ่าย

โดยพื้นที่ทำการเกษตรของตนนั้นมีอยู่ประมาณ 36 ไร่ แบ่งมาทำวนเกษตร 10 ไร่ โดยปลูกไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น พะยอม ตะเคียนทอง ขาวดำ จำปา และไม้ผล/พืชผัก เช่น มะพร้าว ทุเรียน มะม่วงหิมพานต์ ผักเหลียง ชะอม พริก พริกไทย ตะไคร้ ชะพลู ข่า ขมิ้น มีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น แปรรูปผักเหลียง หน่อไม้ดอง ผักเสี้ยนดอง พริกไทยแห้ง อีกทั้งยังมีการทำปุ๋ยหมักแห้ง เพาะพันธุ์กล้วย มะละกอและมะเขือ ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย 234,000 บาทต่อปี

“ประโยชน์ที่ได้จากการทำวนเกษตร 1.ด้านเศรษฐกิจ มีรายได้จากกิจกรรมในแปลงตลอดทั้งปี ลดรายจ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีและการซื้อปัจจัยการเกษตร เช่น ไม้ค้ำยัน ไม้หลักต่างๆ 2.ด้านสิ่งแวดล้อม มีความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมขาติ พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น และ 3.ด้านสังคม เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชุมชนและบุคคลทั่วไปที่สนใจวนเกษตร” นายสมหมาย กล่าว

‘จากสวนยาง-ปาล์ม’สู่การทำ‘วนเกษตร’ เพิ่มมูลค่าพื้นที่-สร้างรายได้ตลอดทั้งปี

‘จากสวนยาง-ปาล์ม’สู่การทำ‘วนเกษตร’ เพิ่มมูลค่าพื้นที่-สร้างรายได้ตลอดทั้งปี

‘จากสวนยาง-ปาล์ม’สู่การทำ‘วนเกษตร’ เพิ่มมูลค่าพื้นที่-สร้างรายได้ตลอดทั้งปี

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

นายไชยัน ทรัพย์สมบูรณ์ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 6 บ้านฝ้ายท่า ต.ชัยบุรี อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ตนได้นำเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเอง โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมมาเป็นแบบวนเกษตร โดยก่อนหน้านี้ตนปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน โดยมีไม้ป่าแซมเล็กน้อย แต่เพื่อต้องการให้มีรายได้ตลอดทั้งปีด้วยการเพิ่มมูลค่าพื้นที่ ตนจึงแบ่งแปลงเกษตรออกเป็น 7 ส่วน คือ 1.พื้นที่น้ำ ปลูกผักบุ้ง ผักน้ำ 2.ใต้ดิน ปลูกขิง ข่า 3.ผิวดิน ปลูกบัวบก 4.ชั้นล่าง ปลูกข้าว กล้วย อ้อย 5.ชั้นกลาง ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน 6.ชั้นบน ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า และ 7.ปลูกพืชเกาะเกี่ยว พริกไทย

ซึ่งจากการปรับเปลี่ยน ทำให้ได้ผลผลิตที่หลากหลาย 1.ไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น มะฮอกกะนี ตะเคียนทอง พะยอม สัก สะเดาเทียม จำปาทอง จิกนม 2.พืชกินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ข้าวไร่ พริก มะเขือ ขิง ข่า ขมิ้น กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ มะเขือ ผักกูด นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น สุกร เป็ด ไก่ ปลา และมีกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ทำน้ำหมัก เพาะกล้าไม้ขาย แปรรูปข้าวไร่ เป็นต้น

“ได้รับความรู้จากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ในการปรับเปลี่ยนสู่การทำวนเกษตร ซึ่งผลที่ได้มีทั้งแต่ 1.ด้านเศรษฐกิจ มีกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลาย จึงสร้างรายได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเกิดการจ้างงานคนในพื้นที่ในการเพาะกล้าไม้ขาย 2.ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างร่มเงา เกิดความชุ่มชื้น ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ เกิดการเกื้อกูลกันเองตามธรรมชาติ ทรัพยากรในแปลงถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และ 3.ด้านสังคม เป็นพื้นที่ต้นแบบ เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนปลูกป่า เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของผู้สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน” นายไชยัน กล่าว

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก.ที่นายไชยันได้รับการจัดสรรมานั้น มีทั้งหมด 29 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา ทั้งหมดถูกใช้สำหรับทำการเกษตร โดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ และมีสระน้ำเนื้อที่ 2 ไร่ สามารถทำรายได้จากการเกษตรได้เฉลี่ยราว 5 แสนบาทต่อปี