ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! 'ไทยแบล็ค DLD'โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.08 น.

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.00 น.กรมปศุสัตว์จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานฯ ณ ลานเอนกประสงค์หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิว ทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ก็ถึงเวลาที่คนไทยควรให้ความสำคัญ “นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูง และโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา “ไทยแบล็ค DLD” ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมียมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ (1) การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” (2) เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ (3) การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน (4) แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง (5) การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ (6) การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD”

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้ชื่อ “โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คสำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย” “ไทยแบล็ค DLD” ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม ขณะนี้กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD จะมีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวปิดท้าย

– 006

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.00 น.

กรมปศุสัตว์ แนะผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคนม และสัตว์เคี้ยวเอื้อง ให้ใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารหยาบหลัก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ราคาย่อมเยา แต่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีน ให้พลังงาน เหมาะต่อการเจริญเติบโตของสัตว์

วันนี้ (27 ก.พ.) น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารข้นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-25% ดังนั้นข้าวโพดพร้อมฝักหมัก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถผลิตได้ในประเทศ มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงานจากแป้งในเมล็ดข้าวโพด โปรตีนจากลำต้น ใบ และเยื่อหุ้มเมล็ด พร้อมทั้งมีใยที่ช่วยเสริมการย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ส่งผลให้สัตว์แข็งแรง โตเร็ว ลดต้นทุนการเลี้ยง และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีขึ้น ลดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้กระบวนการหมักข้าวโพดพร้อมฝัก อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อาหารหยาบที่มีคุณภาพ การหมักที่ดีช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ ลดการสูญเสียสารอาหาร และสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้นาน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนสำรองอาหารสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้าวโพดพร้อมฝักหมักที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนประมาณ 7-9% กรดแลคติกมากกว่า 4% ผนังเซลล์ (NDF) 35-55% ลิกโนเซลลูโลส (ADF) 20-33% และโภชนะรวมที่ย่อยได้ (TDN) 65-73% ลักษณะที่ดีควรมีสีเหลืองอมเขียว ไม่เละ ไม่เป็นเมือก และมีกลิ่นหมักดองหอมคล้ายน้ำส้มสายชู สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพด พร้อมฝักเพื่อทำการหมัก ควรอยู่ในระยะเมล็ดน้ำนมประมาณ 50% หรืออายุหลังการปลูกประมาณ 85-90 วัน สามารถให้ผลผลิตน้ำหนักสด 6-8 ตันต่อไร่ต่อรอบ หรือ 18-24 ตันต่อไร่ต่อปี

จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์ ในปี 2567 พบว่าประเทศไทยมีประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้อง ทั้งสิ้น 13.96 ล้านตัว ซึ่งต้องการอาหารหยาบมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมัก 1,313 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่ และให้ผลผลิตรวมกว่า 17 ล้านตันต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมักในระดับชุมชน เพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เสริม โดยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิคการผลิต และการยืมเครื่องจักรกลอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดข้าวโพดในแบบดับเบิ้ลช้อป และเครื่องอัดก้อนพืชอาหารสัตว์พร้อมห่อพลาสติก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก คืออนาคตของการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารสัตว์คุณภาพดี ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมปศุสัตว์ ขอเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาใช้ข้าวโพดหมัก เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ และหากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์ สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

015

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.59 น.

‘อิทธิ’ เปิดตัว ‘ไทยแบล็ค DLD’ โคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก ยกระดับเนื้อโคไทยสู่ครัวโลก

วันนี้ (27 ก.พ.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ ‘ไทยแบล็ค DLD’ พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผศ. น.สพ.ดร.ธีรวัฒน์ สว่างจันทร์อุทัย ผู้แทนคณบดีคณสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และ น.สพ.วิษณุ ไพศาลรุ่งพนา ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ที่ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท

นายอิทธิ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’ เป็นการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิว ทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยควรให้ความสำคัญ ‘นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’

“ต้องขอชื่นชมกรมปศุสัตว์  ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นทำการวิจัยร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ซึ่งใช้เวลากว่า 15 ปี จนประสบความสำเร็จ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ตอบโจทย์ความนิยมเนื้อโคพรีเมี่ยมในประเทศไทยที่มีมากขึ้น เป็นความท้าทายของกรมปศุสัตว์ ที่จะทำอย่างไรให้สามารถผลิตเองได้ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะเดินหน้าพัฒนาสายพันธุ์ที่มีคุณภาพต่อไป โดยนำเทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ เข้ามาใช้ซึ่งช่วยลดระยะเวลา ทำให้สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น  พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ ยังได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจไว้ด้วยแล้ว“ นายอิทธิ กล่าว

ด้านอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูงและโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา ‘ไทยแบล็ค กรมปศุสัตว์’ ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมี่ยมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ 1.การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’ 2. เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ 3.การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน 4.แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง 5.การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ 6.การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สวก.และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คสำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย ‘ไทยแบล็ค DLD’ ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD มีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์

015

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการภาครัฐ

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการภาครัฐ

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.41 น.

‘อิทธิ’ ประชุม คกก.แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (27 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting โดยที่ประชุมให้ความเห็นชอบในการนำผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีราษฎรขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล จ.สุรินทร์ ในชุดเดิมที่ผ่านมา นำมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลการตรวจสอบรายชื่อทั้งสิ้น 1,046 ราย โดยกำหนดอัตราจ่ายเงินชดเชยพิเศษ ในอัตราไร่ละ 52,000 บาท รวม 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพัฒนาเขื่อนราษีไศล กลุ่มแม่มูลยั่งยืน กลุ่มอิสระ กลุ่มชาวนา 3 จังหวัด กลุ่มนางศิริกุล บุญเย็น กลุ่มนางหอม ชมเสียง กลุ่มบุญชู กลุ่มเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล และกลุ่มร่วมใจรัก พิทักษ์สามัคคี โดยจะนำรายชื่อดังกล่าว เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการของรัฐ และแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ให้มีประสิทธิภาพเกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และมีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานต่างๆ ดังนี้ 1.แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีราษฎรขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลอพยพเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด 2.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงลาน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น 3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร 4.แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีราษฎรขอให้ช่วยเหลือ จ่ายค่าทดแทนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำ ห้วยผาวัง จ.หนองบัวลำภู และ 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำโครงการเกษตรนิเวศในการปรับเปลี่ยนวิถีด้านการเกษตรของสมาชิกสมัชชาคนจน

นายอิทธิ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจและรับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และราษฎรที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่โครงการของรัฐ โดยจะนำข้อเสนอต่างๆ ในที่ประชุมไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาล และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ

015

ก.เกษตรฯเร่งบริหารจัดการน้ำให้พอใช้ช่วงฤดูแล้ง

ก.เกษตรฯเร่งบริหารจัดการน้ำให้พอใช้ช่วงฤดูแล้ง

ก.เกษตรฯเร่งบริหารจัดการน้ำให้พอใช้ช่วงฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.30 น.

กระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยสถานการณ์น้ำ มอบหมายให้กรมชลประทาน เดินหน้าจัดสรรน้ำตามแผนฯ ย้ำน้ำกิน-น้ำใช้ เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

วันนี้ (27 ก.พ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำ ซึ่งจากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน  รายงานว่าปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 52,667 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 1,099 ล้าน ลบ.ม.เป็นน้ำใช้การได้ 28,729 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,778 ล้าน ลบ.ม.(67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 10,082 ล้าน ลบ.ม.ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 18,400  ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 63% ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้วกว่า 6,209 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 69% ของแผนฯ) ซึ่งภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ และมีเพียงพอที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 67/68 พบว่า ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้วกว่า 9.14 ล้านไร่ คิดเป็น 91% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังรวม 6.33 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่วางไว้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน 2568

นอกจากนี้ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เสริมรู้เกษตรกรปลูกทุเรียน มันสำปะหลัง

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัว 'AI Chatbot' เสริมรู้เกษตรกรปลูกทุเรียน มันสำปะหลัง

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เสริมรู้เกษตรกรปลูกทุเรียน มันสำปะหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.19 น.

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัวนวัตกรรม “AI Chatbot” ตัวช่วยอัจฉริยะ พลิกโฉมการเกษตรไทย ให้เข้าถึงข้อมูลความรู้งานวิจัย ทุเรียน-มันสำปะหลัง หนุนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่าแสนล้านบาทต่อปี ต่อชนิด

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 68 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “ก้าวสู่อนาคตเกษตรกรรมไทย ผ่านงานวิจัยด้วย AI Chatbot” ณ ห้องพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น พลิกโฉมการเกษตรไทย เปิดตัวนวัตกรรม AI Chatbot “ตัวช่วยอัจฉริยะ” ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนและมันสำปะหลังได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ ผ่านเครื่องมือสืบค้นงานวิจัยด้านการผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ที่รวบรวมความรู้ งานวิจัย เกี่ยวกับทุเรียน และมันสำปะหลัง ไว้อย่างครบถ้วน ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ และนำไปใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ จากสองชนิดพืชเศรษฐกิจอันดับต้นของประเทศ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในแต่ละชนิด

นายรพีภัทร์ กล่าวว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัล กรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะสนับสนุนบทบาทการนำดิจิทัลไปสู่งานวิจัย โดยกรมฯ มีบทบาทสำคัญในเรื่องการวิจัยสินค้าเกษตรพืชพันธุ์ต่างๆ ซึ่งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุน ประกอบกับแผนการจัดการเทคโนโลยีของประเทศไทย ได้ระบุชัดเจนว่า ในสังคมยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เราจะต้องติดอาวุธทางปัญญาให้กับเกษตรกรไทย ด้วยพลังของงานวิจัย ที่ใช้ระบบ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

นายรพีภัทร์ กล่าวอีกว่า กรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมจัดทำฐานข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของพืชเกษตรทุเรียนและมันสำปะหลัง ผ่านระบบ AI chatbot “อยากเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร และประชาชนผู้สนใจ ได้เข้ามารับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยสามารถนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่มีความแม่นยำ ถูกต้อง ซึ่งผ่านการค้นคว้าวิจัยโดยกรมวิชาการเกษตรมาเป็นเวลานาน ได้นำมาถ่ายทอดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับฟังข้อมูลต่างๆ ทั้งในเชิงศึกษาหาความรู้ และเพื่อการวางแผนการผลิตสินค้าพืชที่สำคัญ โดยเฉพาะทุเรียนและมันสำปะหลัง ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งทั้ง 2 ชนิดพืชนี้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในแต่ละปี มากกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในแต่ละชนิด ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้เทคโนโลยีที่แม่นยำ เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ใช้งานง่าย ให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาผ่าน AI Chatbot ของกรมวิชาการเกษตร”

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยมีการผลิตและส่งออกทุเรียนและมันสำปะหลัง มูลค่า มากกว่าแสนล้านบาทต่อปี ต่อชนิด นับเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในภาคการเกษตร ทั้งในแง่ของการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและเป็นสินค้าส่งออก แต่เกษตรกรยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน เช่น โรค แมลง และจัดการปุ๋ย ทำให้ผลผลิตคุณภาพตกต่ำ

กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักเกี่ยวกับพืช ศึกษา วิจัย และพัฒนาพืช เครื่องจักรกลการเกษตร และปัจจัยการผลิต ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต บริการวิเคราะห์ ทดสอบ ตรวจสอบ รับรองมาตรฐานสินค้าพืช ให้คำปรึกษา เกี่ยวกับ ดิน น้ำ ปุ๋ย พืช วัสดุการเกษตร ผลผลิต และผลิตภัณฑ์พืช เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชเพื่อพัฒนาผลผลิตพืช ให้มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตามมาตรฐานสากล และเพื่อให้บริการการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งมีองค์ความรู้ด้านการ ผลิตมันสำปะหลัง และทุเรียน ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ในการพัฒนาเชิงรุก จึงต้องเผยแพร่ความรู้ รวมถึงส่งเสริมระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยพัฒนาเครื่องมือประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรผ่านสื่อดิจิทัล ที่ช่วยในการเข้าถึงข้อมูลงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับทุเรียนและมันสำปะหลัง โดยเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่านแพลตฟอร์ม LINE Official Account (LINE OA) เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูล รองรับการตอบคำถาม อธิบายข้อมูล และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน สามารถเข้าถึงบริการได้ด้วยการสแกน QR Code หรือเพิ่มเพื่อนผ่าน Line OA สามารถใช้สร้างชุมชนออนไลน์ (Community) หรือประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร และประกาศต่างๆ (Broadcast)

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI Chatbot เข้ามาใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม LINE Official Account (LINE OA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบคำถามและให้ข้อมูลเนื้อหาจากงานวิจัย พร้อมสามารถทำหน้าที่ตอบคำถามเชิงลึก อธิบายข้อมูลที่ซับซ้อน และให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น การวิเคราะห์ ภาพพืช ผลผลิต หรือปัญหาทางการเกษตร สามารถประมวลผลและแสดงผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำและรวดเร็ว พร้อมแปลข้อมูลที่ได้ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น การบ่งชี้พันธุ์ของพืช อาการผิดปกติที่เกิดขึ้น หรือคำแนะนำเบื้องต้นที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหา ให้ได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ผ่านช่องทางการนำเสนอการเล่าเรื่อง ทุเรียน โดย Mascot น้องหนาม ส่วน มันสำปะหลัง เล่าเรื่องโดย Mascot น้องมันมัน ซึ่งแพลตฟอร์ม LINE Official Account (LINE OA) และ AI Chatbot ได้เปิดทดลองระบบการให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป

‘อิทธิ’ติดตามแก้ไขปัญหา สารปนเปื้อนทุเรียนส่งจีน

‘อิทธิ’ติดตามแก้ไขปัญหา  สารปนเปื้อนทุเรียนส่งจีน

‘อิทธิ’ติดตามแก้ไขปัญหา สารปนเปื้อนทุเรียนส่งจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนย้อมสีไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 4/2568 เพื่อติดตามความก้าวหน้าตามมาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนติดตามกระบวนการอายัดทุเรียนส่งออกที่ตรวจพบสารปนเปื้อนแคดเมียมและ BY2 และเตรียมแผนรับมือผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

พร้อมกันนั้น นายอิทธิ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร จัดทำคู่มือปฏิบัติงานเพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกันให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และมาตรการรองรับอื่นๆ ควบคู่กันไป โดยต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดและตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกต่อไป

‘นฤมล’นำทีมหารือCAWA ชี้ตลาดจีนมั่นใจสินค้าเกษตรไทย

‘นฤมล’นำทีมหารือCAWA  ชี้ตลาดจีนมั่นใจสินค้าเกษตรไทย

‘นฤมล’นำทีมหารือCAWA ชี้ตลาดจีนมั่นใจสินค้าเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ หารือกับนายหม่าเจิงจวิน ประธานสมาคมตลาดค้าส่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Agriculture Wholesale Market Association : CAWA) เพื่อแสวงหาโอกาสในการค้าสินค้าเกษตรของไทย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า บริษัท CAWA ได้นำเข้าสินค้าเกษตรต่างๆ จากไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย โดยมีการนำเข้าทุเรียนมากที่สุด รวมมูลค่า 83 ล้านหยวน ซึ่งทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในตลาดจีน โดยมีปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกุ้งขาวแวนนาไมจากไทย 177.3 ตันคิดเป็นมูลค่า 10.61 ล้านหยวน และตั้งแต่จีนระงับการนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่น CAWA เห็นว่า ไทยจะมีโอกาสในการส่งออกสินค้าประมงเพิ่มมากขึ้น บริษัท CAWA ขอให้ภาครัฐส่งเสริมและสนับสนุนการส่งรังนกที่มีคุณภาพดีของไทยมายังจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวจีน

ปัจจุบันบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี เช่น รหัสติดตาม (traceability code) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในจีน ซึ่งสามารถสแกนรหัสและรู้ได้ทันทีว่าสินค้านี้มาจากประเทศไหน การสร้างระบบแหล่งที่มาของสินค้าให้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ในอนาคต และเพื่อให้สามารถสร้างความได้เปรียบด้านแบรนด์ที่สำคัญในรสชาติและความประทับใจของผู้บริโภคชาวจีน

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า ประเทศจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยส่งออกจีนมากเป็นอันดับ 1 และมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สินค้าจีนก็ส่งออกไปยังไทยมากเช่นกัน ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่อให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าเกษตรไปจีนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ส่วนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ไทยและจีนได้ลงนามพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบกักกันโรค และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ของกรมประมงที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และหวังว่าจะมีการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพของไทยมายังจีนเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีนโยบายขับเคลื่อนการส่งออกโคมีชีวิต และผลิตภัณฑ์จากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้มีการเดินหน้าเจรจายกระดับเปิดตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และจะมีความร่วมมือในระยะอันใกล้นี้ ซึ่งตลาดจีนยังมีความต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากไทย จึงเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดไปยังจีนได้

จีนชมก.เกษตรฯ แก้ปัญหาทุกระดับ เปิดตลาดสินค้า มีความก้าวหน้า

จีนชมก.เกษตรฯ  แก้ปัญหาทุกระดับ  เปิดตลาดสินค้า  มีความก้าวหน้า

จีนชมก.เกษตรฯ แก้ปัญหาทุกระดับ เปิดตลาดสินค้า มีความก้าวหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ซุน เหมยจุน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) กล่าวภายหลัง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เข้าพบและหารือนโยบายและวิสัยทัศน์การส่งเสริม ขยายโอกาส และอำนวยความสะดวกค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน ว่าขอชื่นชมความมุ่งมั่นดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะการดำเนินการที่รวดเร็วและครอบคลุมทุกระดับ ทั้งเกษตรกรผู้ผลิต โรงคัดบรรจุ และผู้ส่งออก กรณีสินค้าไทยตรวจพบปัญหาไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของจีน สำหรับผลไม้ไทย มีส่วนแบ่งในตลาดจีนกว่าร้อยละ 58 ของปริมาณการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศทั้งหมด ด้วยปริมาณการนำเข้ากว่า 870,000 ตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียนไทย ที่ครองส่วนแบ่งตลาดทุเรียนในจีนกว่าร้อยละ 50 ขึ้นไป และคิดเป็นร้อยละ 35 ของปริมาณการส่งออกออกสินค้าเกษตรไทยมายังจีน

นอกจากนี้การหารือในด้านการเปิดตลาดสินค้ามีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ โดยสินค้าพืช GACC อยู่ระหว่างวิเคราะห์ความเสี่ยงในการนำเข้า ขณะที่การยื่นขอเปิดตลาดส่งออกสละและอินทผลัม มายังจีน อยู่ในขั้นตอนที่ GACC เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจประเมินสวนและโรงคัดบรรจุที่ประเทศไทย ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนที่จะกำหนดเงื่อนไขการส่งออก และลงนามในพิธีสารไทย-จีนต่อไป

สำหรับสินค้าปศุสัตว์ ฝ่ายจีนได้รับเอกสารเพิ่มเติมเรื่องการขอส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไทยมาจีน ผ่านเส้นทางแม่น้ำโขง มายังท่าเรือกวนเล่ย แล้ว แต่จะต้องรับข้อพิจารณาเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ปรึกษาฯพบผู้ปลูกหญ้าบ้านพังคอง

ที่ปรึกษาฯพบผู้ปลูกหญ้าบ้านพังคอง

ที่ปรึกษาฯพบผู้ปลูกหญ้าบ้านพังคอง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พบปะ : นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบปะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าบ้านพังคอง อ.เมือง จ.มุกดาหาร มอบเวชภัณฑ์ยาถ่ายพยาธิ แร่ธาตุก้อนให้เกษตรกร ช่วยเหลือเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ กำชับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ถอดองค์ความรู้ของเกษตรกร เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พร้อมมอบเวชภัณฑ์ยาถ่ายพยาธิ แร่ธาตุก้อน ให้กับเกษตรกรสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าบ้านพังคอง อ.เมือง จ.มุกดาหาร โดยกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าบ้านพังคอง ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ก่อตั้งขึ้นโดยการนำของนายสันติ ทรัพย์ส่งเสริม ที่มีความคิดริเริ่มในการจัดตั้งกลุ่ม เพื่อสนับสนุนให้มีธนาคารอาหารสัตว์ให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ โดยมองว่าในปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่นอกจากจะทำนาปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักแล้ว ยังมีการเลี้ยงโค-กระบือในพื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่ผลผลิตที่ได้กลับสวนทางทำให้เกิดแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนในรูปแบบเดิมๆ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรต้องได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องอยู่ได้

สำหรับสถานการณ์ราคาอาหารสัตว์ในช่วงต้นปี 2565 เป็นต้นมา ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้การประกอบอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงโคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ และแกะ มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากอาหารสัตว์เป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของการผลิตอาหารสัตว์คิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของต้นทุนทั้งหมด นอกจากนี้การขาดความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารสัตว์ของชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นสาเหตุให้เกษตรกรปศุสัตว์ต้องซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากภายนอกมาใช้มากขึ้น ยิ่งส่งผลให้ต้นทุนด้านอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดิน

ส่วนการผลิตอาหารสัตว์เป็นของตัวเอง รวมถึงการขาดโอกาสในการเข้าถึงเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยสำหรับใช้ในการลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ ทั้งนี้ นายบุญสิงห์ ได้สั่งการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้ามาแนะนำให้เกษตรกรจัดทำบัญชีครัวเรือน และกำชับให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ถอดองค์ความรู้ของเกษตรกร นำไปใช้เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วย