เกษตรฯพลิกฟื้น พื้นที่ภาคอีสาน ช่วยเพิ่มรายได้ แก้แล้งซ้ำซาก

เกษตรฯพลิกฟื้น  พื้นที่ภาคอีสาน  ช่วยเพิ่มรายได้  แก้แล้งซ้ำซาก

เกษตรฯพลิกฟื้น พื้นที่ภาคอีสาน ช่วยเพิ่มรายได้ แก้แล้งซ้ำซาก

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ บรรยายพิเศษเรื่องดิน น้ำ เส้นเลือดใหญ่เกษตรกรอีสาน ในงานสัมมนา “ISAN NEXT” พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคอีสาน ว่าภาคอีสานมีเนื้อที่ทางการเกษตรมากที่สุดของประเทศถึง 64.29 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 43.52 มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค (GDP) มูลค่าประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP ทั้งประเทศ มีสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรถึงร้อยละ 24 ของ GDP ภาคการเกษตรทั้งประเทศ มีมูลค่าประมาณ 3.63 แสนล้านบาท โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการผลิตภาคการเกษตรสูงสุด คือ นครราชสีมา บึงกาฬ อุบลราชธานี อุดรธานี และบุรีรัมย์ ตามลำดับ

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ปัญหาสำคัญคือหลายพื้นที่ภาคอีสานประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้เพียงร้อยละ 27 ของปริมาณน้ำท่าทั้งหมด อีกทั้งการทำการเกษตรยังต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ และจากความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ภาคอีสานมีปริมาณฝนรายปีลดลง ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บรรจุแผนพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคอีสาน ปี 2568–2580 รวม 2,774 แห่ง ซึ่งจะสามารถเพิ่มความจุได้อีก 1,708 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 14.4 ล้านไร่ และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 946,738 ครัวเรือน

รมว.ทส.ควงอธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กาญจน์

รมว.ทส.ควงอธิบดีกรมอุทยานฯ  ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กาญจน์

รมว.ทส.ควงอธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กาญจน์

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายอรรถพล เจริญชันษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นาวาตรี สุธรรมระหงษ์ เลาขานุการ รมว.ทส.,นายนราพัฒน์ แก้วทองผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง ทส., นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ปรึกษา รมว.ทส.เป็นคณะร่วมเดินทาง มีนายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี นายชุติเดช กมนณชนุตม์ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ดร.รวมทรัพย์ คะเนะดะ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8,นายศุภฤกษ์ กลั่นประเสริฐ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตกเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ เจ้าหน้าที่ ตร.สภ.สังขละบุรี นายคมสันต์ พิทักษ์ชาติคีรี กำนันตำบลไล่โว่ นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผอ.โรงเรียนบ้านกองม่องทะ รวมถึงเด็กนักเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้อนรับ

จุดแรกคณะได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าตะเคียนทอง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และรับฟังบรรยายสรุปเส้นทางการตรวจเยี่ยม จากนั้นเดินทางไปยังศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาป่าไม้และชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก บ้านสาละวะ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินโครงการภายใต้มูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และเดินทางโดยรถยนต์ไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าทิไล่ป้า ก่อนที่จะไปยังโรงเรียนบ้านหินตั้ง หมู่บ้านจะแก และตรวจเยี่ยมพูดคุยกับชาวบ้าน หมู่บ้านจะแก รวมถึงมอบอุปกรณ์การกีฬาให้กับเด็กนักเรียน

ชื่นชมตำรวจน้ำดียึดหลักพอเพียง ปลูกพืชผักกินเองพร้อมแจกจ่าย

ชื่นชมตำรวจน้ำดียึดหลักพอเพียง  ปลูกพืชผักกินเองพร้อมแจกจ่าย

ชื่นชมตำรวจน้ำดียึดหลักพอเพียง ปลูกพืชผักกินเองพร้อมแจกจ่าย

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.ต.ชาตรี สังข์แก้ว รองสารวัตรงานจราจรอำเภอเมืองกระบี่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง และมีแต่รอยยิ้มให้กับประชาชน นอกจากนั้น ยังใช้เวลาว่าง ทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพ่อ ปลูกพืชผักกินเองและแจกจ่ายเพื่อนๆ จนเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน และเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกัน

บุคลิกของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โดยเฉพาะขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ ตั้งด่านตรวจ เท่าที่เคยพบเห็น ส่วนมากแล้ว จะเคร่งขรึม สวมแว่นตาดำไม่ค่อยมีรอยยิ้ม ไม่ค่อยมีความเป็นมิตรไมตรีกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าจังหวัดกระบี่ วันนี้มี นายตำรวจ ที่เป็นที่รักใคร่ของพี่น้องประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ โดยที่ไม่มีความเหน็ดเหนื่อย และมีแต่รอยยิ้มทำให้ได้รับความชื่นชมจากพี่น้องประชาชน เป็นอย่างมาก

นายตำรวจท่านนี้ ชื่อว่า ร.ต.ต.ชาตรี สังข์แก้ว ตำแหน่ง รองสารวัตรจราจรอำเภอเมืองกระบี่ ด้วยความขยัน และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี จนได้รับเกียรติบัตรชื่นชมจากผู้บังคับบัญชา ให้เป็นข้าราชการดีเด่น ที่ปฏิบัติงานด้านการจราจร สมควร แก่ การยกย่องสรรเสริญ ในการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และนอกจากนั้นยังทราบว่า นอกเหนือจากว่างเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ร.ต.ต. ชาตรี สังข์แก้ว หรือ หมวดตรียังได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ทำสวนแบบผสมประสาน มีการปลูกพืชผักต่างๆ และยังมีการเลี้ยงปลาเพื่อนำมาประกอบอาหารในครอบครัว รู้จักพอเพียง ประหยัด และอดออม บ่อยครั้งจะเห็นหมวดตรี หอบพืชผักจากสวนของตน ไปแจกจ่ายให้แก่เพื่อนบ้าน และเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกัน จึงเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบ้านและบุคคลทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง

‘นฤมล’ปลดล็อกเกษตร พร้อมใช้5แนวทางขับเคลื่อน

‘นฤมล’ปลดล็อกเกษตร  พร้อมใช้5แนวทางขับเคลื่อน

‘นฤมล’ปลดล็อกเกษตร พร้อมใช้5แนวทางขับเคลื่อน

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษงานสัมมนาใหญ่ประจำปีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) “ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568 Unbox & Unlock Thai Agriculture : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส” โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สโมสรทหารบก ว่าปัจจุบันไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตรรวม 147.73 ล้านไร่ หรือร้อยละ 46.7 ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีประชากรอยู่ในภาคเกษตรกว่า 30 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตร 19.72 ล้านคน และมีครัวเรือนเกษตรประมาณ7.9 ล้านครัวเรือน โดยในปี 2566 GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 8.58 ของ GDP ทั้งประเทศ ลดลงจาก 10 ปีที่แล้ว ซึ่ง GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนที่ร้อยละ 11.32 แม้ว่าสัดส่วนของภาคเกษตรจะลดลง แต่มูลค่า GDP ภาคเกษตรยังคงเพิ่มขึ้นจาก 660,365 ล้านบาท ในปี 2556 เป็น 693,834 ล้านบาท

สำหรับแนวทางการปลดล็อกและพัฒนาภาคเกษตร จะต้องใช้ทั้งความรู้ทักษะ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทาง ดังนี้ 1.การรับมือกับภัยธรรมชาติ มีการวางแผนและดำเนินมาตรการเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การป้องกัน แก้ปัญหา และฟื้นฟู เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 2.การประกันภัยสินค้าเกษตร โดยการส่งเสริมการประกันภัยพืชผล เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน 3.การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดสู่เกษตรและบริการมูลค่าสูง 4.การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวทางของ BCG โดยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR CBAM และ Carbon Credit การแก้ปัญหา PM 2.5 ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ และส่งเสริมการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน

5.การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง การสร้าง Brand หรือ Story ของจังหวัด/อำเภอ โดยเน้นผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมการสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร 6.การพัฒนาเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์ภาคเกษตรในระดับโลก โดยอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อใช้วิเคราะห์ เตือนภัย และเฝ้าระวังปัจจัยที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อการทำการเกษตร และ 7.การปรับปรุงกฎระเบียบ/กฎหมายโดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ศึกษากฎระเบียบและกฎหมายของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรของไทย เพื่อการปรับตัวและเตรียมการให้ทันต่อสถานการณ์

ปลัดฯร่วมประกาศ ต้านคอร์รัปชั่น-หยุดโกง

ปลัดฯร่วมประกาศ ต้านคอร์รัปชั่น-หยุดโกง

ปลัดฯร่วมประกาศ ต้านคอร์รัปชั่น-หยุดโกง

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการกระทรวงเกษตรฯ ร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่น สู้ให้สุด หยุดการโกง ว่าได้ร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำทางการเมือง ร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน ในการแก้ปัญหาการทุจริตอย่างต่อเนื่อง และปลุกกระแสสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต มุ่งยกระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ ค่า CPI ของประเทศ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือร่วมแรงกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันการทุจริตและส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และร่วมสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตให้เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรฯ และเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การแก้ปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของกระทรวงเกษตรฯ อย่างจริงจัง

“กิจกรรมครั้งนี้จะช่วยปลุกจิตสำนึกและปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตให้กับบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้การต่อต้านการทุจริต และร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่ยอม ไม่ทน และไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่รับ ไม่ให้ของขวัญของกำนัลทุกชนิดขณะปฏิบัติหน้าที่ แสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประชาชน โดยขอให้ทุกคนมุ่งมั่นปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต” นายประยูร กล่าว

รมว.เกษตรฯลุยแก้ปัญหาเมืองคอน

รมว.เกษตรฯลุยแก้ปัญหาเมืองคอน

รมว.เกษตรฯลุยแก้ปัญหาเมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำคลองท่าดี บริเวณสถานีโทรมาตรเพื่อการเตือนภัย คลองนครน้อย (คลองหน้าเมือง) ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และศูนย์พักพิงชั่วคราวโรงเรียนวัดศาลามีชัย ต.มะม่วงสองต้น อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราชเพื่อมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย 500 ถุง และมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานให้เกษตรกร พร้อมจัดทำแผนเยียวยาพื้นที่เกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ ให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ช่วงที่ผ่านมา เกิดจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าดีส่งผลให้เกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง โดยการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กรมชลประทาน ได้ใช้สถานีโทรมาตรในการเฝ้าระวังและเตือนภัย ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้รับทราบสถานการณ์น้ำล่วงหน้าได้ประมาณ 20 ชั่วโมง ก่อนที่น้ำจากต้นน้ำจะไหลมาถึง ซึ่งสามารถลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ได้ อีกทั้งได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำตามจุดต่างๆ ตามแผนที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในหลายพื้นที่ลดลงจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัย กรมชลประทาน วางแผนไว้ 2 ระยะ ได้แก่ แผนระยะสั้น ดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองทั้ง 5 สาย ความยาวรวมทั้งสิ้น 26.90 กิโลเมตร โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อช่วยในการเร่งระบายน้ำ และแผนระยะยาว ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา และนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 โดยมีผู้อำนวยการสำนัก/กอง ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์นำไหว้พระพุทธอุดมสุข ไหว้ศาลพระภูมิ และไหว้ศาลตายาย นอกจากนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ พร้อมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย

ในการนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังได้กล่าวอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2568 โดยได้กล่าวอวยพรให้ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ “ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดดลบันดาลให้ทุกท่านและครอบครัว มีความสุขกาย สุขใจ และเป็นปีแห่งโอกาสของภาคปศุสัตว์ไทย”

– 006

‘กรมการข้าว’สนองนโยบายนายกฯ เตรียมจัด Field day งดการเผา แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

'กรมการข้าว'สนองนโยบายนายกฯ เตรียมจัด Field day งดการเผา แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

‘กรมการข้าว’สนองนโยบายนายกฯ เตรียมจัด Field day งดการเผา แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากการแถลงนโยบาย หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา ในประเด็นมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 นั้น กรมการข้าว สนองนโยบายฯ เตรียมจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2568 ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

งานถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน smart farmer ชาวนาอาสา และผู้นำองค์กรชาวนา ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซังและผลิตข้าวอย่างปลอดภัย เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จนเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว ซึ่งหากร่วมสร้างจิตสำนึกในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผา ซึ่งจะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น

โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดหรืองดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้เครื่องอัดฟาง การใช้ประโยชน์ตอซังและฟางข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดกิจกรรมแสดงและสาธิต เช่น การแสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางข้าว การสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังให้เหมาะสมและถูกต้อง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้ายว่า “ที่ผ่านมา กรมการข้าว ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เกษตรกรเผาฟางข้าว จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรไม่เผาฟาง จึงได้คิดค้นจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ช่วยในการย่อยสลายตอซัง และฟางในนาข้าว โดยมีประสทธิภาพสามารถย่อยสลายได้ภายใน 7-10 วัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้สูงสุด 20% – 30% เพื่อให้เกษตรกรหยุดการเผาไร่นา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดฝุ่น PM 2.5ได้อีกทางหนึ่ง”

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.54 น.

ชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภูจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยด่วน หลังวิกฤติภัยแล้งอีสานตอนบน ส่งผลกระทบต่อผลผลิต

8 ม.ค.2568 นางสาวการดา สิงหาบุตร. เกษตรกรชาวไร่อ้อย  ตำบลบ้านหนองแก อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู กล่าวถึงปัญหาของเกตกรชาวไร่อ้อยในช่วงนี้ ว่า ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจกและส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแปรปรวนของอากาศ อุณหภูมิ และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำที่แตกต่างจากแบบแผนปกติอย่างรุนแรง 

ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบการเกษตรและอาหารของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีรากฐานเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการเกษตร โดยเฉพาะการผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจหลักที่ยังคงพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและแบบแผนสภาพอากาศที่แน่นอน ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มีการจัดการดิน น้ำ และการผลิตแบบเดิม ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดความผันผวนของสภาพอากาศดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย หรือผลผลิตอาจจะลดลงทั้งเชิงปริมาณและ/หรือคุณภาพในระดับที่ส่งผลต่อความมั่นคงของรายได้และอาหาร ตลอดจนคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย โดยพบว่าภัยแล้งของภาคอีสานตอนบนนั้นส่งผลต่อผลผลิตของปริมาณอ้อย เนื่องจากทำให้อ้อยมีน้ำหนักเบา น้ำหนักไม่ได้ ส่งผลให้ราคาไม่เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเกษตรกรชาวไร่อ้อย จึงวอนขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำ หรือมาตรการเยียวยาต่างๆ เพื่อลดความเดือนร้อนของเกษตรกรลง

ทั้งนี้ อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศผู้ปลูกอ้อยมากเป็นอันดับ 4-5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศบราซิล จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีไทยสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายนำตาลทรายทั้งในประเทศและส่งออกได้ปีละกว่า 180,000 ล้านบาท โดยพบว่าอ้อยเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่ของผลผลิต เพราะอ้อยใช้ปัจจัยสำหรับการเจริญเติบโตได้ง่าย โดยอาศัยปัจจัยธรรมชาติ เช่น แสงแดด น้ำ อากาศ และธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเจริญเติบโต นอกจากนี้อ้อยยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย และ อ้อยยังชอบอยู่ในอากาศร้อนและชุ่มชื้น

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ประชุม คกก.การประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ พด.

'อธิบดีทวีศักดิ์'ประชุม คกก.การประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ พด.

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ประชุม คกก.การประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ พด.

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

วันพุธที่ 8 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ กรมพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 1/2568 เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนตัวชี้วัดของกรมฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และบรรลุค่าเป้าหมายตามกรอบและแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนด โดยมี ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ผู้อำนวยการกอง/สำนัก ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกลุ่ม คณะทำงานฯ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 1214 ชั้น 2 อาคาร 1 กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งกรมพัฒนาที่ดิน เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ กรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงรับทราบผลคะแนนการประเมินส่วนราชการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และกรอบตัวชี้วัดในการประเมินส่วนราชการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของกรมพัฒนาที่ดิน นอกจากนี้ยังร่วมพิจารณาตัวชี้วัดการประเมินส่วนราชการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 กรมพัฒนาที่ดิน

– 006