จากประตูระบายน้ำ ‘คลองลัดโพธิ์’ สู่สะพาน ‘ภูมิพล 1 และ 2’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/840355

จากประตูระบายน้ำ 'คลองลัดโพธิ์' สู่สะพาน 'ภูมิพล 1 และ 2' อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

จากประตูระบายน้ำ ‘คลองลัดโพธิ์’ สู่สะพาน ‘ภูมิพล 1 และ 2’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.59 น.

จากประตูระบายน้ำ “คลองลัดโพธิ์” สู่สะพาน “ภูมิพล 1 และ 2” อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน เปิดเผยระหว่างการต้อนรับ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)  และคณะ ซึ่งเดินทางมาติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำตอนบนของแม่น้ำเจ้าพระยากำลังเข้าสู่ภาวะคลี่คลาย โดยเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอัตราน้ำไหลผ่าน 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างในจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร 

“ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ สามารถระบายน้ำไม่เกินวันละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นอยู่กับจังหวะน้ำทะเลขึ้นลง หากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำลงมามากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร ก็จะยกบานประตูระบายน้ำขึ้นในช่วงที่น้ำทะเลลงเพื่อระบายน้ำลงทะเล หากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำน้อยกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร ก็จะปิดบานประตูระบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำทะเลหนุนขึ้นมา” นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์  กล่าว

จากการลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาของนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี และคณะในครั้งนี้พบว่า โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ มีการติดตั้งระบบโทรมาตร ซึ่งเป็นระบบสื่อสารและประมวลผลข้อมูล พร้อมควบคุมระยะไกล ทำให้สามารถทราบถึงคุณภาพน้ำและการระบายน้ำที่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงมาถึงจังหวัดสมุทรปราการ 
ด้านนายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เผยว่า ในอดีตน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาต้องไหลอ้อมคุ้งบางกะเจ้า คลองลัดโพธิ์เป็นคลองขนาดเล็กและตื้นเขิน มีชุมชนอยู่ตลอดสองฝั่งลำคลอง ส่งผลให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลล่าช้า ต้องใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุน จึงทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  

“พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้แก้ไขปัญหานี้  โดยการปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ให้มีความกว้าง 65 เมตร ด้านเหนือน้ำก่อนถึงประตู และกว้าง 66 เมตร หลังจากแนวประตูระบายน้ำจนถึงด้านท้ายน้ำ ความลึกของท้องคลองอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 7 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีความยาวจากปากคลองถึงปลายคลอง 600 เมตร เพื่อใช้เป็นทางลัดของน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงทะเลได้เร็วขึ้นจากเดิม 6 ชั่วโมงเหลือเพียง 10 นาที นอกจากจะเพิ่มความเร็วในการผันน้ำแล้ว ยังทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการเดินทางของประชาชนจากฝั่งสมุทรปราการไปกรุงเทพมหานคร ที่ต้องใช้แพขนานยนต์ซึ่งมีข้อจำกัดของการบรรทุกและใช้เวลานาน จึงมีพระราชดำริให้สร้างถนนเชื่อมสะพานภูมิพล 1 และภูมิพล 2 เข้าด้วยกัน  โดยสะพานภูมิพล 1 เชื่อมกับถนนพระราม 3 และสะพานภูมิพล 2 เชื่อมกับถนนปู่เจ้าสมิงพราย ทำให้การจราจรเกิดความคล่องตัว ปัจจุบันการจราจรไม่ติดขัด ทุกคนมีความสุขมาก น้ำไม่ท่วมรถไม่ติด และมีอาชีพจากความสมบูรณ์ของคุ้งบางกะเจ้า เพราะเมื่อน้ำไม่ท่วมน้ำทะเลไม่เข้า การเพาะปลูกก็สมบูรณ์ เกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงวัฒนธรรมใน 6 ตำบลของอำเภอพระประแดง ทุกคนไม่ลืมพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และจะตอบแทนพระองค์ด้วยการทำความดี รักและสามัคคี สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมให้เกิดขึ้นอย่างยาวนานสืบไป” นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ กล่าว

สำหรับสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ในแนวถนนวงแหวนอุตสาหกรรม เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สร้างขึ้นเพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงย่านอุตสาหกรรมของพื้นที่เขตราษฎร์บูรณะ เขตยานนาวา ของกรุงเทพมหานคร กับอำเภอสำโรงใต้ จังหวัดสมุทรปราการ ผ่านระบบโครงข่ายทางด่วนและถนนสายสำคัญต่าง ๆ สู่ภูมิภาคของประเทศ

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

https://www.naewna.com/local/840349

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.33 น.

กรมชลประทานเดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงราง ลพบุรี สระบุรี แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน เพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ ในช่วงฤดูฝน 15,400 ไร่ และช่วงฤดูแล้ง 9,600 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ พื้นที่น้ำท่วมในพื้นที่กว่า 9 หมื่นไร่  โดยมีการจัดปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โคกกะเทียมและเริงราง ในเขตลพบุรี สระบุรี โดยมีนายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศฯ นายทินกร รัตนพัวพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียม เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 10 ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี  

นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า การจัดการน้ำของโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โคกกะเทียมและเริงราง ในเขตลพบุรี สระบุรี เมื่อมีการปรับปรุงระบบชลประทานจะช่วยให้ชาวบ้าน เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ สามารถมีการใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งน้ำกิน น้ำใช้ที่จะมีอย่างเพียงพอตลอดปี  การจัดระดมความคิดเห็นจากภาคประชาชนจะช่วยให้การจัดการน้ำสอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งยังสามารถรองรับน้ำหลากทางพื้นที่ตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยา เป็นการนำน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก มาใช้ประโยชน์ สามารถสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน เกษตรกร ได้เป็นอย่างดี

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม และ เริงราง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ ประเภทส่งน้ำและระบายน้ำ โดยใช้น้ำต้นทุนจากแม่น้ำเจ้าพระยาในการส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานไปตามคลองชลประทาน หลังจากใช้งานมาอย่างยาวนานบางส่วนชำรุดเสียหาย ทำให้ระบบชลประทานมีประสิทธิภาพการใช้งานลดลง แม้ว่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงให้ได้ประสิทธิภาพดังเดิมทั้งโครงการได้

กรมชลประทาน จึงมีแผนงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม และ เริงราง จังหวัดลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2566-2567 โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม มีแผนงานปรับปรุงโครงการที่สำคัญ ประกอบด้วย แผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและระบบคลองระบายน้ำ โดยการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน 182 แห่ง ถนนคันคลอง 139.39 กิโลเมตร คลองส่งน้ำ 90.45 กิโลเมตร ขุดลอกตะกอนคลองระบายน้ำรวม 2.86 ล้าน ลบ.ม. ซ่อมแซมถนนคันคลองระบาย 1.48 ล้าน ตร.ม. แผนบรรเทาอุทกภัยและการระบายน้ำ การปรับปรุง ปตร.กลางบางคู้ ปตร.บางเพลิง รวมทั้งการปรับปรุงขุดลอกคลองระบายสายสำคัญในพื้นที่ อาทิเช่น คลองระบายใหญ่เริงราง, คลองระบายใหญ่มหาราช, คลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก3 ฯ เป็นต้น แผนการปรับปรุงแก้มลิงที่สำคัญในพื้นที่ 6 แห่ง ประกอบด้วย หนองช้างทะลุ หนองสมอใส หนองน้ำพล แก้มลิงบางลี่ หนองกระพุ่ม และบึงหางสิงห์ รวมพื้นที่ 533.42 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำท่าวุ้ง ด้วยการปรับปรุงคันกั้นน้ำคลองระบายสายใหญ่-ชัยนาทป่าสัก3 ความยาว 15.31 กิโลเมตร คลองระบาย1ซ้ายลพบุรี 8.70 กิโลเมตร คลองระบายใหญ่เริงราง 23 กิโลเมตร คลองตาเมฆ 7.60 กิโลเมตร และก่่อสร้างอาคารประกอบที่สำคัญ ดังนี้ ปรับปรุง ปตร.กลางคลอง ร.1 ซ้ายลพบุรี ปรับปรุงไซฟอนปลายคลอง ร.1 ซ้ายลพบุรี ก่อสร้างท่อระบายน้ำ 35 แห่ง และปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ 1 แห่ง

นายไชยวัฒน์ คุณวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง มีแผนงานปรับปรุงโครงการที่สำคัญประกอบด้วยแผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและระบบคลองระบายน้ำ โดยการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน 187 แห่ง ถนนคันคลอง 195.25 กิโลเมตร คลองส่งน้ำ 96.66 กิโลเมตร ขุดลอกตะกอนคลองระบายน้ำรวม 1.03 ล้าน ลบ.ม. ซ่อมแซมถนนคันคลองระบาย 0.55 ล้าน ตร.ม. 

แผนบรรเทาอุทกภัยและการระบายน้ำ โดยการปรับปรุง ปตร.บางกุ่ม โดยเพิ่มบานระบาย ขนาด 6×7 ม.จำนวน 3 ช่อง พร้อมก่อสร้างสถานีสูบน้ำ ขนาด 4.00 ลบ.ม./วินาที จำนวน 3 เครื่อง สำรอง 1 รวมทั้งการปรับปรุงขุดลอกคลองระบายสายสำคัญในพื้นที่ อาทิเช่น คลองบางพระครู คลองระบาย 3 ซ้าย-ลพบุรี และคลองระบาย 4-9 ซ้าย-เริงราง ความยาวรวม 57.45 กิโลเมตร แผนการปรับปรุงแก้มลิงที่สำคัญในพื้นที่ 2 แห่ง ประกอบด้วย แก้มลิงทะเลสาปบ้านหมอ พื้นที่ 1,738.40 ไร่ และพัฒนาบริเวณคลองระบายใหญ่เริงราง กม. 29+700 พื้นที่ 160 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำบางกุ่ม ด้วยการลอกตะกอนดินในคลองระบายน้ำและปรับปรุงคันกั้นน้ำ และปรับปรุงอาคารประกอบที่สำคัญ ดังนี้ ก่อสร้างท่อระบายปากคลอง ร.4 ซ้าย-เริงราง และปากคลอง ร.1ข-4ซ เริงราง ก่อสร้างประตูระบายน้ำที่สำคัญดังนี้ ปตร.ดอนพุด ปตร.บางมน ปตร.บางเพลิง และ ปตร.เกาะเลิ่ง             

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ อาทิเช่น การติดตั้งระบบ IoT (Internet of Things) สำหรับใช้ติดตามควบคุมการส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ แผนการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ แผนพัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้ำในการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำทุ่งท่าวุ้งและทุ่งบางกุ่ม แผนการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน (JMC) ร่วมกันทั้ง 4 โครงการส่งน้ำคลองชัยนาท-ป่าสักทั้ง คบ.มโนรมย์ คบ.ช่องแค คบ.โคกกะเทียม และ คบ.เริงราง แผนพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครื่องมือของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาให้มีความพร้อมทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ยังได้เสนอให้มีการปรับธรณีปากคลองส่งน้ำสายหลักเพื่อให้สามารถรับน้ำได้มากขึ้น การก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบริเวณปากคลองส่งน้ำ และ การก่อสร้าง แท่นโมบายบริเวณปากคลองเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำในช่วงที่ระดับน้ำต่ำกว่าธรณีปากคลอง เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังมีแผนงานปรับปรุงโครงการเร่งด่วนที่สำคัญจำเป็น ประกอบด้วยการปรับปรุงซ่อมแซมระบบชลประทานเดิม ที่มีการชำรุดเสียหายไม่สามารถใช้งาน ให้สามารถใช้งานได้ ได้แก่ คลองส่งน้ำ คลองระบาย และ อาคารชลประทาน เตรียมความพร้อมสำหรับแผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำร่วมกับการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้ง

หากโครงการนี้แล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำ การจัดสรรน้ำ และการระบายน้ำ ได้เต็มพื้นที่ตามศักยภาพระบบการชลประทาน โดยเฉพาะเขตพื้นที่โครงการ และถ้ามีปริมาณน้ำมากเพียงพอสามารถจัดสรรส่งต่อให้กับพื้นที่ใกล้เคียงได้ รวมถึงการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำในระบบได้มากขึ้น เพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ ในช่วงฤดูฝน 15,400 ไร่ และช่วงฤดูแล้ง 9,600 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ พื้นที่น้ำท่วมของโครงการฯ โคกกะเทียม ลดลงจำนวน 48,400 ไร่ พื้นที่น้ำท่วมของโครงการฯ เริงราง ลดลงจำนวน 46,100 ไร่ 
ผลประโยชน์ที่ด้านเกษตรกรรม ภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ชลประทานจะมีผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ของผลผลิตเดิมก่อนมีการปรับปรุงโครงการชลประทาน คาดว่าจะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับรายได้ภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี

นายรุจฒิชัย ลีมีชัย ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.หนองโดน อ.หนองโดน จ.สระบุรี  เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ บอกว่า  ศูนย์การเรียนรู้ฯแห่งนี้มีการทำการเกษตรบนพื้นที่ 14 ไร่ ใช้น้ำจากคลองชลประทานเป็นหลัก ที่ส่งต่อมาตามคลอง  เดิมทีคลองมีความทรุดโทรม ในฤดูฝนน้ำจะช้า และอยู่ปลายน้ำ ทำให้เกษตรกรมีการใช้น้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก  หากมีการซ่อมแซม เพิ่มประตูระบายน้ำ เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากจะช่วยให้เกษตรกรสามสามารถทำการเกษตรได้เต็มฤดู ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ตามนโยบายของจังหวัดสระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ อีกทั้งยังได้มีการวางแผนการบริหารจัดการใช้น้ำหลังจากนี้ เกษตรกรทุกคนจะมีต้องน้ำใช้ครบทุกครัวเรือน ไม่ต้องรอ โดยใช้ระบบทดน้ำและสามารถทำการเกษตร ปลูกอื่นๆได้หลากหลายชนิดมากขึ้นอีกด้วย

‘กรมการข้าว’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

https://www.naewna.com/local/840209

'กรมการข้าว'ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

‘กรมการข้าว’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.35 น.

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินพระราชทาน ให้กรมการข้าว น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ในการนีั นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้แทนพระองค์อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน​ พร้อมด้วย​ ผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ เจ้าหน้าที่จากกรมการข้าว ตลอดจนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา นำไปถวายแด่พระวินัยสาทร (ถวิล ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง

– 006

‘นฤมล’เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/840169

'นฤมล'เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

‘นฤมล’เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.13 น.

‘นฤมล’เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม นักบริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และผู้ผ่านการอบรมฯ ทั้ง 9 รุ่นจำนวน 922 คน ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ ว่า การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มีการบูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ และการทำงานร่วมกัน ตลอดจนการสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

นางนฤมล กล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับกรม กองต่าง ๆ และสามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาในภาพรวมของรัฐบาล โดยจะก่อให้เกิดการทำงานที่มีผลสะท้อนมายังคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และความสุขของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยขับเคลื่อนงานภายใต้นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ทั้ง 9 ข้อ ซึ่งจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง รวมทั้งจะเป็นแนวทางพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรไทยที่จะสร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิต ขจัดความยากจนให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ด้านนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ คาดหวังที่จะสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงานได้อย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิด ทฤษฎีและกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับภารกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในปัจจุบันและอนาคตซึ่งนักบริหารที่ดีจะต้องมีภาวะผู้นำ มีหลักการบริหาร การวางแผน และพร้อมที่จะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะต้องรู้จักสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของตนเอง และบูรณาการงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโอกาสต่อไปอีกด้วย

ทั้งนี้ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สถาบันเกษตราธิการได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด องค์การมหาชนในกำกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบุคลากรภาครัฐจากหน่วยงานภายนอก มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากทุกหน่วยงานในสังกัด และนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประกอบด้วย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รุ่นที่ 7(นบส.กษ.) จำนวน 54 คน หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 86 – 88 จำนวน 349 คน และหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 108 – 112 จำนวน 519 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 922 คน

เกษตรฯเร่งจัดการ แหล่งน้ำเมืองคอน ช่วยการระบายน้ำ

https://www.naewna.com/local/840053

เกษตรฯเร่งจัดการ  แหล่งน้ำเมืองคอน  ช่วยการระบายน้ำ

เกษตรฯเร่งจัดการ แหล่งน้ำเมืองคอน ช่วยการระบายน้ำ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เกษตรฯเร่งจัดการ แหล่งน้ำเมืองคอน ช่วยการระบายน้ำ แก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรด้านแหล่งน้ำ ที่โรงเรียนบ้านน้ำร้อน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จากสภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นที่ราบ และที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลขนาดกว้างฝั่งอ่าวไทย มีลำน้ำธรรมชาติซึ่งเกิดจากเทือกเขาไหลผ่านหลายสาย เมื่อเกิดฝนตกหนักบริเวณเทือกเขา ทำให้เกิดน้ำท่าในคลองต่างๆ เป็นปริมาณมาก ทำให้พี่น้องเกษตรกรและชาวบ้านได้รับผลกระทบ

สำหรับในพื้นที่ ต.สี่ขีด อ.สิชล พบว่าช่วงน้ำหลากระหว่างเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ปริมาณน้ำไหลจากต้นน้ำมีปริมาณมาก ทำให้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร กัดเซาะตลิ่งและถนนสัญจรในหมู่บ้านพังเสียหาย เส้นทางคมนาคมและคลองถูกตัดขาด กรมชลประทาน จึงศึกษาและออกแบบหาแนวทางแก้ไข โดยดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ ต.สี่ขีด อ.สิชล 3 แห่ง ได้แก่ 1. คลองท่าโคก 2.คลองท่าเรือรี และ 3.คลองบางน้ำใส เพื่อป้องกันน้ำกัดสองตลิ่งช่วงน้ำหลากบริเวณพื้นที่หมู่ 1 , 2 และ 11 ต.สี่ขีด อ.สิชล ระยะเวลาก่อสร้าง 1 ปี(ปีงบประมาณ 2569) นอกจากนี้กรมชลประทาน มีแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกาย ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภค-บริโภค ให้มีน้ำเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดอื่นๆ 2 แห่ง คือ 1.โครงการประตูระบายน้ำคลองกลายวัดชุมโลง และ 2.โครงการประตูระบายน้ำคลองกลายบ้านนากุน

‘นฤมล’หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ จัดการภาคเกษตร-พัฒนาศักยภาพ

https://www.naewna.com/local/840056

‘นฤมล’หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่  จัดการภาคเกษตร-พัฒนาศักยภาพ

‘นฤมล’หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ จัดการภาคเกษตร-พัฒนาศักยภาพ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายและเปิดงานสัมมนาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน
ส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2568 และร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 57 ปีที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กทม.ว่ากรมส่งเสริมการเกษตร มีบทบาทและภารกิจสำคัญซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจหลากหลาย ครอบคลุมการดูแลและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี หรือการบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผ่านมาที่เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการสำรวจและรายงานข้อมูลความเสียหายของพื้นที่การเกษตร รวมถึงการออกเยี่ยมเยียนให้กำลังใจแก่พี่น้องเกษตรกร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวกับการเกษตร โดยนโยบายหลักคือการยกระดับเกษตรดั้งเดิม ให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ตามแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” รวมถึงฟื้นฟูนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ยังพร้อมสานต่องานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ เพื่อให้การทำงานสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนั้น ได้พัฒนาแนวทางตามสถานการณ์ของประเทศ ซึ่งได้ให้ความสำคัญใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เกษตรมูลค่าสูง ที่เป็นภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งในเรื่อง Smart Agriculture การทำเกษตรแม่นยำ การส่งเสริมด้านการเพาะปลูก รวมไปถึงการแปรรูปเพื่อต่อยอดการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เป็นต้น และ 2.การทำเกษตรแบบยั่งยืน ที่สอดคล้องกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนของอาหารและความยั่งยืนของภาคเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้มีการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรโดยทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG และ Carbon Credit รวมทั้งการแก้ปัญหา PM2.5 ที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศและส่งผลกระทบในหลายด้าน ต้องเร่งรัดแก้ไขปัญหา และลดการเผา ในพื้นที่การเกษตรให้ได้มากที่สุด

“เราพร้อมสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เข้ามาในภาคเกษตรมากขึ้น ต่อยอดขยายผลเพื่อให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนภาคการเกษตร อย่างไรก็ตาม ด้วยภารกิจที่หลากหลายของกรมส่งเสริมการเกษตร จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกบูรณาการ ร่วมมือ และมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เชื่อมั่นในศักยภาพของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาการเกษตรให้ก้าวหน้าและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.เกษตรฯหารือกยท.ถกวาระด่วน

https://www.naewna.com/local/840057

รมว.เกษตรฯหารือกยท.ถกวาระด่วน

รมว.เกษตรฯหารือกยท.ถกวาระด่วน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ถกด่วน : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายเพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ด กยท.)นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.วาระเร่งด่วน เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) พิจารณาใน 3 วาระสำคัญ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือร่วมกับนายเพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ด กยท.) นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย วาระเร่งด่วน เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) มีวาระสำคัญ ดังนี้ 1.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบกิจการยางเพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 2.ขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และ 3.ขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง เพื่อเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการเสริมสภาพคล่องในการพัฒนาด้านยางพารา สมาชิกของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายยางได้ในราคายุติธรรม ลดต้นทุนในการรวบรวมผลผลิตได้ และเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง Malaysian Rubber Board (MRB) ประเทศมาเลเซีย กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อการพัฒนาด้านการค้ายางพาราและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือการบริหารจัดการผลผลิตยางพารา ให้สอดคล้องต่อความต้องการในอุตสาหกรรมยางพาราของทั้ง 2 ประเทศ ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภค ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนด้านการค้าและอุตสาหกรรมยางพารา ให้มีคุณภาพและมาตรฐานสร้างความมั่นคงในระยะยาวของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมการตรวจสอบย้อนกลับ และการแก้ปัญหาและความท้าทายที่เกี่ยวข้อง

กรมวิชาการฯขยายผล2ปุ๋ย เพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว

https://www.naewna.com/local/840054

กรมวิชาการฯขยายผล2ปุ๋ย  เพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว

กรมวิชาการฯขยายผล2ปุ๋ย เพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดำเนินการขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยี ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม จึงนำเทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ2 ชนิด คือพีจีพีอาร์-ทู และแหนแดง ผลงานวิจัยของกองวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ถ่ายทอดสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวใน จ.นครพนม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้เกษตรกร เนื่องจากผลผลิตที่เกษตรกรได้รับยังต่ำอยู่เฉลี่ย 350 กิโลกรัม/ไร่

ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู เป็นปุ๋ยชีวภาพแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าว ประกอบด้วย แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินบริเวณราก และช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้ โดยปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู จะผลิตสารคล้ายฮอร์โมนพืชช่วยเพิ่มปริมาณราก เพิ่มการดูดน้ำและปุ๋ย
ส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าว ช่วยตรึงธาตุไนโตรเจนช่วยละลายธาตุฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เพิ่มการนำจุลธาตุเข้าสู่เซลล์พืช ช่วยเพิ่มปริมาณราก 20% ลดการใช้ปุ๋ยเคมี 25% เพิ่มผลผลิตข้าว 10% เพิ่มประสิทธิภาพการดูดน้ำและอาหาร 15% ส่วนแหนแดง เป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กที่ช่วยตรึงไนโตรเจนให้กับต้นข้าว สามารถสลายตัวได้ง่าย และปลดปล่อยธาตุไนโตรเจน และธาตุอื่นๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็ว

พิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/840078

พิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567

พิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.09 น.

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 เวลา 16.30 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมกรมการข้าว และภาคส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ในพื้นที่ร่วมในพิธี ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (พระอารามหลวง) อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์

ทั้งนี้ กรมการข้าว จะจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567 ในวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2567 เวลา 10.00 น.จึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานร่วมถวายจตุปัจจัย อนุโมทนาบุญในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานตามกำหนดวัน เวลาและสถานที่ดังกล่าว

– 006

‘รมว.นฤมล’มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/839985

'รมว.นฤมล'มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

‘รมว.นฤมล’มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.49 น.

“รมว.นฤมล”มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ครั้งที่ 4/2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 โดยที่ประชุมได้พิจารณาการขยายขอบเขตการลงทุน ภายใต้มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยปรับปรุงประกาศ คพช. เรื่อง ข้อกำหนดการฝากหรือการลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ ให้คำนึงถึงการลงทุนอย่างรอบคอบและปลอดภัย เพื่อให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มเติมอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือในส่วนการนำวิทยาการข้อมูล (Data Science) เพื่อจัดวางระบบจัดเก็บ วิเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูลสหกรณ์ในระดับมหภาค โดยต้องสร้างแอปพลิเคชั่นให้สหกรณ์ใช้งานอย่างมีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ สามารถสร้างกำไร คาดการณ์ความเสี่ยง และช่วยพัฒนาสถาบันให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง อันเป็นผลดีต่อสมาชิกและเกษตรกร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการจัดทำงบประมาณปี 2569 โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บูรณาการร่วมกันวางแผนการทำงานให้ผลลัพธ์การทำงานเป็นที่ตั้ง เพื่อผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรอยู่ดี กินดีอย่างยั่งยืนต่อไป

– 006