‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024

https://www.naewna.com/local/839947

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็นปธ.ร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.56 น.

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2567 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024 โดยมีนายภาณุมาศ ญาณเวทย์สุกล อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายภัทรพล มณีอ่อน ผู้แทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานร่วมเปิดงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานเครือข่ายทั้งภายในประเทศ และองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

โดย Global One Health Day 2024 จัดขึ้นเพื่อแสดงความเข้มแข็งและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสุขภาพหนึ่งเดียว ในด้านการป้องกันควบคุมโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน และแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวของหน่วยงานพันธมิตรในเครือข่าย และเผยแพร่ข้อมูลการบูรณาการแนวคิดด้านสุขภาพหนึ่งเดียวในด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) และการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance (AMR)) ณ บริเวณ ICONSIAM PARK 1 ชั้น 2 Apple Store

– 006

เกษตรฯทำMOUภาคเอกชน ลดเผาตอซัง-ฟางข้าวลดฝุ่นพิษ

https://www.naewna.com/local/839825

เกษตรฯทำMOUภาคเอกชน  ลดเผาตอซัง-ฟางข้าวลดฝุ่นพิษ

เกษตรฯทำMOUภาคเอกชน ลดเผาตอซัง-ฟางข้าวลดฝุ่นพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการ “ลดเผา เบาฝุ่น” สนับสนุนเกษตรกรไทยลดการเผาตอซังและฟางข้าว เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ด้วยจุลินทรีย์ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทบีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาทดสอบเทคโนโลยีชีวภาพ โดยการทดสอบประสิทธิภาพจุลินทรีย์ย่อยสลาย ที่สามารถย่อยสลายตอซังและฟางข้าวได้ภายใน 7 วัน มีขั้นตอนการใช้งานอย่างง่าย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม เพียงฉีกซองผสมน้ำ เตรียมหัวเชื้อในปริมาณ 100 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร สำหรับใช้ในพื้นที่ 1 ไร่ ที่มีน้ำท่วมตอซัง ซึ่งผลการทดสอบเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการใช้จุลินทรีย์เป็นอย่างมาก โดยระยะต่อไปมีแผนที่จะสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 2,400 ราย ในพื้นที่ 59,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท และสุพรรณบุรี

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผาของเกษตรกร จะต้องใช้เทคโนโลยี และผลการวิจัย ศึกษา ทดสอบ และเห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงของการทดสอบ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภาคการเกษตร ร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างอากาศสะอาด พื้นฟูและรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนนโยบาย 3R Model เป็นแนวทางลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร มีเป้าหมายคือทำให้เกษตรกรเข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่เผา และส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร โดยพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ จะมีปริมาณตอซังและฟางข้าว เฉลี่ยปีละ 650 กิโลกรัม เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการฟางข้าวและตอซัง เพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้และผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจเผาฟางข้าวและตอซัง เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนต่างๆ จนทำให้ฟางถูกเผาทิ้งอย่างน่าเสียดาย การเผาฟางนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นมลภาวะและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

ทั้งนี้ หลายภาคส่วนร่วมกันหานวัตกรรมใหม่ มาช่วยในการย่อยสลาย โดยต้องปลอดภัยทั้งเกษตรกร ปลอดภัยต่อพืช ไม่มีสารตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม โดยปกติฟางข้าวมีปริมาณธาตุอาหารหลักของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เฉลี่ย 0.51 0.14 และ 1.55%
มีปริมาณธาตุอาหารรองของพืชได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ เฉลี่ย 0.47 0.25 และ 0.17% เมื่อย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุจะปรับ
เพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนการซื้อปุ๋ย เป็นวงจรปรับปรุงดินอีกทางหนึ่ง

‘อิทธิ’ตามงานพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงฯ

https://www.naewna.com/local/839826

‘อิทธิ’ตามงานพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงฯ

‘อิทธิ’ตามงานพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ติดตาม : นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร จ.หนองคาย ที่สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองฯ มุ่งบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร บรรเทาอุทกภัยและเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรองในฤดูแล้ง

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรใน จ.หนองคาย ที่สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ว่าได้มุ่งเน้นเรื่องบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อการเกษตร จึงกำชับให้กรมชลประทาน เร่งรัดดำเนินโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามแผนงาน เพื่อบรรเทาอุทกภัยและยังเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้ง และเป็นการบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและการเกษตรในระยะยาว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 มีแผนงานโครงการ 9 ปี(พ.ศ.2561-2569) เป้าหมายเพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร รวมถึงบรรเทาอุทกภัย ใน จ.หนองคาย และอุดรธานี โดยมี 7 โครงการสำคัญที่จะเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ถือเป็น 1 ในแผนงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นสถานีสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 15 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที 10 เครื่อง อัตราการสูบน้ำสูงสุด 150 ลบ.ม./วินาที พร้อมด้วยคลองชักน้ำ ความยาว 1,344 เมตร และประตูระบายน้ำ อัตราการระบายน้ำ 395 ลบ.ม./วินาที

อย่างไรก็ตาม หากโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถบรรเทาอุทกภัยใน จ.หนองคาย และอุดรธานี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่ 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของ จ.หนองคาย และอุดรธานี โดยมีครัวเรือนได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือนอีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนช่วยขยายพื้นที่

เกษตรฯเตรียมการถกรมต. ด้านเกษตร-ป่าไม้อาเซียน

https://www.naewna.com/local/839823

เกษตรฯเตรียมการถกรมต.  ด้านเกษตร-ป่าไม้อาเซียน

เกษตรฯเตรียมการถกรมต. ด้านเกษตร-ป่าไม้อาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM-AMAF Leader) ของไทย ร่วมประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 24 (Preparatory Senior Officials Meeting of the Twenty-Forth Meeting of the ASEAN Ministers on Agriculture andForestry Plus Three : PrepSOM – 24th AMAF Plus Three) และการประชุมการเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน-อินเดีย (The Preparatory Senior Officials Meeting of the Eighth ASEAN-India Ministerial Meeting on Agriculture and Forestry : The PrepSOM-8th AIMMAF)พร้อมด้วย ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วม

ทั้งนี้ ในที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าของกิจกรรมความร่วมมืออาเซียนบวกสามภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียนบวกสาม (APTCS) ด้านอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ แผนปฏิบัติการระยะกลางสำหรับความร่วมมืออาเซียน-อินเดีย ในด้านเกษตรกรรมและป่าไม้
ปี 2021-2025 อาทิ การแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการฝึกอบรมและการศึกษาดูงาน เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นตามลำดับความสำคัญของภูมิภาค

กรมชลฯติดตาม รับมือฝนตกหนัก เขื่อนฯระบายน้ำ กระทบภาคกลาง

https://www.naewna.com/local/839824

กรมชลฯติดตาม  รับมือฝนตกหนัก  เขื่อนฯระบายน้ำ  กระทบภาคกลาง

กรมชลฯติดตาม รับมือฝนตกหนัก เขื่อนฯระบายน้ำ กระทบภาคกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในบริเวณพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าสะสมในลำน้ำสาขาและแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,820 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในอัตราที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ชุมชน เนื่องจากยังคงมีฝนตก พร้อมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแบบขั้นบันได ในอัตรา 1,550 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10-20 เซนติเมตร

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำและควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อช่วยลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์รมว.เกษตรและสหกรณ์ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานทางราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนที่ตกระยะนี้ อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมผลักดันจัดทำพื้นที่ปลอดโรค ส่งออก’โคเนื้อมีชีวิต’ไปจีน

https://www.naewna.com/local/839788

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็นปธ.ประชุมผลักดันจัดทำพื้นที่ปลอดโรค ส่งออก'โคเนื้อมีชีวิต'ไปจีน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมผลักดันจัดทำพื้นที่ปลอดโรค ส่งออก’โคเนื้อมีชีวิต’ไปจีน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.17 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับและติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรค เพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หลักการ Regionalization ครั้งที่ 3/2567

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรรมการอำนวยการกำกับและติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรค เพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หลักการ Regionalization ครั้งที่ 3/2567 พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ และผ่านระบบ Zoom Meetings

โดยกรมปศุสัตว์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่ปลอดโรคเพื่อผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้ฝ่ายจีนมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์จากไทย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคให้ฝ่ายจีนพิจารณารวมถึงขอเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของฝ่ายจีนมาเยือนประเทศไทย และให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินการภายใต้หลักการ Regionalization เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในการนำเข้าโคมีชีวิตของฝ่ายจีนไปเรียบร้อยแล้ว และการประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นการติดตามความก้าวหน้าและสถานะล่าสุดการผลักดันการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งพิจารณามอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

https://www.naewna.com/local/839787

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.15 น.

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

ประมงจังหวัดสงขลาและอำเภอระโนดเร่งแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่อยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในอำเภอระโนด สนับสนุนใช้แนวทางธรรมชาติ นำ ‘กากชา’ มาช่วยกำจัดปลาที่สร้างความเสียหายช่วยเยียวยาและลดความเสี่ยงให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงปูทะเลมีผลผลิตที่ดี บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร รวมทั้งเป็นการตัดวงจรและควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ

การสนับสนุนกากชาเป็นช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องเกษตรกรรายย่อย  ประมงอำเภอระโนดได้รับการสนับสนุนกากชาจำนวน 1 ตันจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรเลี้ยงปูทะเลที่ลงทะเบียนขอความช่วยเหลือกลุ่มแรก 20 ราย เกษตรกรนำกากชาที่ได้รับการสนับสนุนไปโรยในบ่อเลี้ยงปูทะเล เพื่อให้สามารถจับปลาหมอคางดำได้ง่ายขึ้น เพราะกากชาไม่ส่งผลกับปูทะเล เพื่อช่วยป้องกันให้ปลาหมอคางดำไปกินตัวอ่อนของปูทะเล  กากชาเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อปู หรือกุ้ง  ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลนำไปใช้ในบ่อเพาะเลี้ยงอยู่แล้ว

จากการตรวจติดตาม ประมงสงขลาพบว่ายังมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในคลองส่งน้ำและบ่อพักน้ำของเกษตรกร  จึงมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเฝ้าระวัง และปรับวิธีการเตรียมบ่อเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำโดยการหว่านกากชาก่อนการเลี้ยงในรอบต่อไปอีกด้วย นอกจากช่วยเกษตรกรมีผลผลิตที่ดี ยังเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ปลาชนิดนี้แพร่กระจายออกจากบ่อเลี้ยงสัตว์นำไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

อำเภอระโนด ยังคงเป็นอำเภอเดียวในจังหวัดสงขลาที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้งนี้ ประมงจังหวัดสงขลาและอำเภอระโนดได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เกษตรกรและชาวประมง ภายใต้คณะทำงานช่วยกันกำจัดปลาหมอคางดำตามมาตรการของกรมประมง ตั้งแต่การจับออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การปล่อยปลาผู้ล่าลงในลำคลอง การนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการรับซื้อทำน้ำหมักชีวภาพ และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นต้น ส่งผลให้ปลาหมอคางดำเบาบางลงในบางลำคลอง และมีการสำรวจการกระจายตัวของปลาชนิดนี้ในแหล่งน้ำเดือนละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าจังหวัดสงขลาสามารถควบคุมประชากรปลาชนิดนี้ได้อย่างยั่งยืน

แหล่งน้ำธรรมชาติในอำเภอระโนดมีการเชื่อมต่อกันระหว่างคลองสายหลัก คลองสาขา จนถึงลำรางระบายน้ำ ประกอบกับปลาชนิดนี้มีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว จังหวัดสงขลาต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมถึงชาวประมง เกษตรกร และชุมชนในการดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และต้องทำอย่างครบวงจร ดังนั้น การส่งเสริมให้เกษตรกรรายเล็กๆ มีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงปูจึงเป็นอีกแนวทางที่ประสิทธิภาพช่วยลดแหล่งอาศัยปลาชนิดนี้ ควบคู่กับการให้ความรู้ผู้เลี้ยงปูให้ความสำคัญกรองน้ำป้องกันปลาหมอคางดำหลุดเข้ามาในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ ประมงสงขลายังเดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในจังหวัดมีความตระหนักและร่วมมือกันเฝ้าระวังปลาชนิดนี้ในแหล่งน้ำนอกอำเภอระโนด รวมทั้งยังสร้างความเข้าใจว่าปลาชนิดนี้มีประโยชน์ และสามารถบริโภคได้ ชาวจังหวัดสงขลาสามารถเป็นอีกพลังในการแก้ปัญหานี้ด้วยการนำมาใช้ประโยชน์ และพัฒนาแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ อีกด้วย

‘นฤมล’หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

https://www.naewna.com/local/839754

'นฤมล'หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

‘นฤมล’หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.08 น.

‘นฤมล’หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ กระตุ้นตลาดกล้วยไม้ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก เผยทิศทางตลาดกล้วยไม้ไทยเติบโตต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2567 ณ ห้องประชุม 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ  นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบหารือร่วมกับ นายพยงค์ คงอุดมทรัพย์ ประธานกลุ่มกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ นายสมบัติ ตันเสถียร ประธานสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด และคณะ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทยเพื่อการส่งออก พร้อมกระตุ้นตลาดกล้วยไม้ภายในประเทศให้มากขึ้น โดยผลักดันให้เกิดการจัดงานวันกล้วยไม้แห่งชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กล้วยไม้ไทย ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก 

นางนฤมล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมสนับสนุนส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทย ดังนี้  1. สนับสนุนการขยายช่องทางการตลาดในและต่างประเทศ 2. ส่งเสริมให้มีการพัฒนากล้วยไม้ที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการส่งออก 3. ส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์(Packaging) ให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไม้และ สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า 4. สนับสนุนการประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยให้ เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“ประเทศไทยมีแหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับกระจายทั่วทั้งประเทศสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ จากข้อมูลในปี 2566 ประเทศไทยส่งออกไม้ดอกไม้ประดับมูลค่ารวม 4,474 ล้านบาท โดยส่งออกกล้วยไม้มากที่สุด 2,682 ล้านบาท ประเทศผู้นำเข้าไม้ดอกไม้ประดับ          ที่สำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ญี่ปุ่น อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ จากรายงานสินค้าเกษตร (Situation Report)  กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประจำเดือน พฤษภาคม 2567 ประเทศไทยส่งกล้วยไม้ตัดดอก มีมูลค่าการส่งออก 48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน” นางนฤมล ระบุ

กรมฝนหลวงฯประชุมเพิ่มองค์ความรู้

https://www.naewna.com/local/839611

กรมฝนหลวงฯประชุมเพิ่มองค์ความรู้

กรมฝนหลวงฯประชุมเพิ่มองค์ความรู้

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ “ASEAN Regional Semanar on Weather Modification 2024” โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม.มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อยกระดับบุคลากรด้านความรู้การเปลี่ยนแปรสภาพอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพิ่มทักษะให้หลากหลายจนสามารถแก้ปัญหาได้ในอนาคตและบรรลุตามวัตถุประสงค์ต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

2.เพื่อส่งเสริมการพัฒนา วิจัย และปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศสมาชิก สู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศได้อย่างเหมาะสม 3.เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความเข้มแข็งและการดำเนินงานภายใต้ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาค

4.เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเทคโนโลยีฝนหลวงของไทยให้กับสมาชิกอาเซียน และประเทศอื่นๆ และสามารถร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และ 5.สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียนมีประเทศไทย โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก และฝ่ายเลขานุการถาวรของ AWMC ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

ผู้ตรวจฯร่วมถก เจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านเกษตรป่าไม้ ภูมิภาคอาเซียน

https://www.naewna.com/local/839608

ผู้ตรวจฯร่วมถก เจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านเกษตรป่าไม้ ภูมิภาคอาเซียน

ผู้ตรวจฯร่วมถก เจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านเกษตรป่าไม้ ภูมิภาคอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM-AMAF Leader) ของไทย ร่วมประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 46 (The PrepSOM-46th AMAF Meeting) โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีการรายงานความก้าวหน้าด้านการเกษตรและป่าไม้ (SOM-AMAF) ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันในภาคส่วนอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อการเผาพืชผล รวมถึงการใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งฝ่ายไทยยินดีสนับสนุนความร่วมมือภายใต้กรอบนโยบายอาเซียนนี้

นอกจากนี้ ฝ่ายไทย ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยฝ่ายไทย มีนโยบายลดการเผาในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน และอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้งปลอดการเผา (Good Agricultural Practices For Zero Burning Maize) ทั้งนี้ ฝ่ายไทย ขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นปัญหาดังกล่าว และเร่งดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาด้านการเผาในภาคเกษตรในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม