‘นฤมล’ช่วยเกษตรกร ใช้เกษตรสมัยใหม่พัฒนาชีวิต

https://www.naewna.com/local/839610

‘นฤมล’ช่วยเกษตรกร  ใช้เกษตรสมัยใหม่พัฒนาชีวิต

‘นฤมล’ช่วยเกษตรกร ใช้เกษตรสมัยใหม่พัฒนาชีวิต

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีปิดการประชุม World Food Forum 2024 ภายใต้ธีมอาหารที่ดีกว่าเพื่อทุกคนทั้งในวันนี้และอนาคต “Good food for all, for today and tomorrow” ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่าที่ผ่านมา เราได้คำมั่นสัญญาจากทุกภาคส่วนที่จะร่วมมือในทุกมิติ ทั้งนโยบายจากภาครัฐ ภาคการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การลงทุนจากโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะบทบาทของเยาวชนที่จะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารและเกษตร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย รวมถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยดำเนินการภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “BCG Model” ซึ่งเป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม โดย BCG Model มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ที่เป็นหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ การลงทุน โลจิสติกส์ เศรษฐกิจดิจิทัลและเป็นผู้นำด้านอาหารและการเกษตร

“ประเทศไทยได้สนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจากการเกษตรแม่นยำ ไปจนถึงตลาดดิจิทัลเพื่อค้าผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด อันนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร พัฒนาผลผลิตและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ภายใต้นโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยประเทศไทยยังตระหนักถึงบทบาทของดินและน้ำต่อความมั่นคงอาหาร และได้ส่งเสริมงานวิจัย การลงทุน เพื่อพัฒนาสุขภาพดิน และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวเชิญชวนผู้นำประเทศ และนักวิชาการ เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO มีกำหนดระหว่างวันที่ 9 – 11 ธันวาคม 2567 ที่ กทม.

‘ธนาคารที่ดิน-พอช.’ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง

https://www.naewna.com/local/839632

'ธนาคารที่ดิน-พอช.'ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง

‘ธนาคารที่ดิน-พอช.’ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 20.07 น.

”ธนาคารที่ดิน“ ร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจการขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง ของ พอช. มุ่งพัฒนาภาคประชาชนครอบคลุมทุกประเด็น พัฒนาความร่วมมือกับภาคี ยกระดับพื้นที่รูปธรรมตำบลต้นแบบ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วย นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล นายธนัทเทพ จิระประวัติตระกูล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน และนายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจ การขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง ปี 2568 ณ รร.ทาวน์ อิน ทาวน์ เขตวังทองหลาง กทม. จัดโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.

นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า แนวทางการสนับสนุนจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง ของ พอช. ปี 2568 โดย 13 จังหวัดจัดการตนเอง มีแนวทางคือจัดตั้งคณะทำงานร่วมระดับจังหวัดเพื่อเป็นกลไกกลางระดับจังหวัด โครงสร้างมีองค์ประกอบหลากหลาย มีแผนงานเป้าหมาย ข้อตกลงร่วมรูปธรรม เคลื่อนงานร่วมทบทวนจัดทำข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเพื่อจัดทำแผนพัฒนาของภาคประชาชนครอบคลุมทุกประเด็นงาน จัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือกับภาคีพัฒนา และยกระดับพื้นที่รูปธรรมตำบลต้นแบบ จัดสมัชชากลางของจังหวัดออกแบบแนวทางการพัฒนาผู้นำชุมชนและคนรุ่นใหม่ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและสร้างธรรมาภิบาลการติดตามประเมินผลแบบมีส่วนร่วม

ด้านนายกุลพัชร กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2559-2567 “ธนาคารที่ดิน” ดำเนินโครงการใน 8 จังหวัด พื้นที่ 7,164 ไร่ เงินลงทุน 883.4 ล้านบาท ปัจจุบันมูลค่าที่ดิน 1,141.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ช่วยเหลือเกษตรกร 1,885 ครัวเรือน และปีงบประมาณ 2568 จะช่วยเหลือเกษตรกรแบบรายกลุ่ม 15 พื้นที่ 12 จังหวัด ทั่วประเทศ และแบบรายปัจเจค 30 ราย

“ผมยินดีเป็นส่วนหนึ่งกับพี่น้อง ที่จะจัดเวทีตั้งคณะทำงานในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินร่วมกัน สำหรับวิธีการที่พี่น้องจะเข้าสู่ระบบของธนาคารที่ดินได้ ให้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน การจัดการขึ้นอยู่กับพี่น้อง รวมถึงการเลือกทำเลที่ดินเอกชน หรือโฉนดครุฑแดง แจ้งความจำนงมาที่เรา ธนาคารที่ดิน จะซื้อที่ดินตามความต้องการของพี่น้อง และในอนาคตเราจะร่วมกับ พอช. ภายใต้โครงการบ้านมั่นคงชนบท ในพื้นที่โครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน“ นายกุลพัชร กล่าว

นายกุลพัชร กล่าวด้วยว่า “ธนาคารที่ดิน”  ตอบสนองเชิงนโยบายรัฐบาล มีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือความเป็นอยู่ของครัวเรือนที่เปราะบางให้มีรายได้เพิ่ม เพิ่ม GDP ประเทศ แก่นสำคัญที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ของสหประชาชาติ คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อันจะบรรลุความมุ่งหมายสูงส่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี  พ.ศ.2573 และก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีการพัฒนาที่ครอบคลุมยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตทุก ๆ ด้าน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 11

https://www.naewna.com/local/839545

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 11

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 11

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.25 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 11 (The 11th Joint Thailand – Malaysia Sub-Committee Meeting on Livestock Development)

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานฝ่ายไทยในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 11 (The 11th Joint Thailand – Malaysia Sub-Committee Meeting on Livestock Development) ซึ่งกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นางสาววนิดา แจ้งประจักษ์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ  ผู้แทน สคบ. ศทส. สพส. กรป. กสก. และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยมี Dr. Akma binti Ngah Hamid อธิบดีกรมสัตวแพทย์บริการ (Department of Veterinary Service; DVS) แห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ และผ่านทางระบบการประชุมทางไกล (Zoom Conference)

โดยการประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมเกี่ยวกับความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อพิจารณาความร่วมมือทั้งในด้านวิชาการและการค้าที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน รายงานสถานการณ์และมาตรการในการควบคุมโรคสัตว์ในปัจจุบันของทั้ง 2 ประเทศ การจัดการและควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ระหว่างชายแดน และหารือในส่วนของการนำเข้าและส่งออกสินค้าปศุสัตว์ระหว่างกัน

ชาวนาเฮ! ‘นฤมล’เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ

https://www.naewna.com/local/839520

ชาวนาเฮ! 'นฤมล'เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ

ชาวนาเฮ! ‘นฤมล’เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.52 น.

ชาวนาเฮ! ‘นฤมล’เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ ขณะที่ครม.เคาะงบ2.57พันล้านบาท เร่งฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกรประสบอุทกภัยหลังน้ำลด

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยข่าวดีของเกษตรกรว่าปีนี้อ่างกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ สามารถกักเก็บน้ำได้ปริมาณน้ำรวม 82% ของความจุเก็บกัก (65,948 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 72% (41,752 ล้าน ลบ.ม.) ถือว่ามีปริมาณน้ำใช้การอยู่ในเกณฑ์ดี การเพาะปลูกเป็นไปตามแผนที่วางไว้ 10 ล้านไร่ ซึ่งน่ายินดีที่ชาวนาจะมีน้ำทำนาปรังได้ 2 รอบ

อย่างไรก็ตามวันนี้ที่ประชุมครม.เคาะแนวทางกำจัดการเผาต่อซัง อ้อย ข้าวโพด เพื่อลดมลพิษฝุ่น PM2.5 ให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ล่วงหน้ารณรงค์เกษตรกรหยุดเผาวัชพืชต่อซังที่เกิดจากผลผลิตทางการเกษตรให้ได้ผลทั้งก่อน และหลังฤดูเพาะปลูก นอกจากนี้ครม.เห็นชอบงบกลาง 2.57 พันล้านบาท เร่งฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด 8 โครงการ อาทิ โครงการฟื้นฟูอาชีพใช้งบกว่า 2 พันล้านบาท โครงการปรับเพิ่มพื้นที่ระบบส่งน้ำชลประทาน และลดภาระหนี้สิน เช่น ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 3 ให้กับลูกหนี้สหกรณ์การเกษตร เพื่อเข้าสู่การเพาะปลูกรอบใหม่โดยเร็วที่สุด

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’

https://www.naewna.com/local/839519

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.50 น.

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ 

เวทีสาธารณะว่าด้วยเรื่องปลาหมอคางดำใน จ.จันทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ มีหลากหลายความเห็นที่น่าสนใจ เช่น ผู้แทนกรมทรัพยากรชายฝั่งและชายฝั่ง (ทช.) ยืนยันว่าในพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ยังไม่พบปลาหมอคางดำใน จ.ชลบุรี และ จ.ตราด แต่พบที่ จันทบุรีและระยองเท่านั้น ขณะที่ข้อมูลจากคนจันทบุรีผู้ร่วมฟัง ก็ยืนยันตรงกันว่า ที่จันทบุรีพบปลาหมอคางดำเฉพาะในพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบน ไม่พบใน อ.ขลุง  ขณะที่บริเวณปากแม่น้ำจันทบุรีไม่มีปลาชนิดนี้อยู่เลย ส่วน อ.แหลมสิงห์ ก็พบราว 5-8 ตัวต่อสัปดาห์ โดยพบใน “บ่อร้าง” ของสองหมู่บ้านเท่านั้น  เหตุปัจจัยสำคัญที่ทุกคนกังวลคือ “บ่อร้าง” ที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เป็นบ่อร้างที่ร้างราจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของปลาหมอคางดำได้

ที่สำคัญชาวจันท์มั่นใจว่าปลาไม่ได้ว่ายน้ำไปโดยธรรมชาติ   แต่ปลาไปถึงจันท์ได้เพราะมี “คนพาไป” โดยเฉพาะพวกรถเร่ขายปลาเพื่อปล่อยเอาบุญและเป็นไปได้ว่ารถเร่เหล่านี้อาจเพาะพันธุ์ปลาไว้ขาย ซึ่งน่ากังวลมากเนื่องจากเป็นวิธีที่จะนำพาปลาชนิดนี้ไปได้ทุกที่ 

สมาชิกสภาเกษตร จ.ตราดที่ร่วมฟังด้วย ได้แบ่งปันแนวคิดว่า ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดเพราะฝีมือคน เพราะตนสังเกตว่า ไม่มีปลาหมอคางดำที่หาดเจ้าสำราญ แหลมผักเบี้ย แต่กระโดดข้ามไปพบที่ สะพานหัวหิน เขาสามร้อยยอด แล้วยังข้ามช่วงสโมสรทหาร ไปเจอที่คลองวาฬ ประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นการข้ามขั้นของช่วงลำน้ำ ที่ชี้ชัดว่าปลาไม่ได้ว่ายน้ำไปเอง แต่เป็นฝีมือมนุษย์  เหมือนที่ภาคใต้ มีการข้ามสิชล หัวไทร ไปเจอปลาที่ปากพนัง และมันยังเป็นไปไม่ได้เลยที่ปลาจะว่ายน้ำได้เร็วขนาดนี้

ขณะที่ ทช. รายงานถึงผลการผ่าท้องปลาหมอคางดำจากอ่าวคุ้งกระเบนว่าพบเฉพาะแพลงตอนพืช แอมพิพอด ไข่ปลา หญ้าทะเล แต่ไม่พบแพลงตอนสัตว์น้ำชนิดอื่น สอดคล้องกับ เกษตรกรอีกรายหนึ่งที่ฝากให้รัฐผ่าท้องปลาหลาย ๆ ชนิด เพื่อพิสูจน์ว่าตัวไหนร้ายกว่ากันกันแน่  เพราะตนเชื่อว่าปลาหมอคางดำไม่ร้ายเท่าปลาหมอเทศข้างลาย ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ซึ่งจากข้อสังเกตของคนพื้นที่และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เป็นไปได้สูงมากที่ “มนุษย์” นี่ล่ะ เป็นต้นเหตุนำพาปลาหมอคางดำไปในแต่ละพื้นที่

การจัดการกับมนุษย์ก็ควรต้องใช้กฎหมาย ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยเรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ.2564 โดยห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 144 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งรัฐต้องมีความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย ลงพื้นที่ตรวจสอบใกล้ชิด ตรวจสอบไปถึงรถเร่ขายปลา และตรวจละเอียดให้ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายปลาที่กฎหมายบังคับว่าจะเคลื่อนย้ายได้เฉพาะปลาที่ตายแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สำคัญมาก และพบในแทบทุกจังหวัดที่มีการระบาดก็คือ “บ่อร้าง” ดังที่ จ.จันทบุรีก็พบประเด็นนี้เช่นกัน เป็นที่น่ากังวลใจของทุกฝ่าย พื้นที่บ่อร้างของชาวบ้านยังมีเป็นจำนวนมาก มักจะเป็นน้ำนิ่ง เอื้อต่อการเพาะและขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำ  แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปจับปลาได้ จึงทำให้ยังคงมีปลาตกค้างในบ่อเหล่านี้อีกไม่น้อย  รัฐควรหาวิธีปรับแก้หรือออกกฎหมายเฉพาะ ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปจัดการปลาตามบ่อร้างเหล่านี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ยิ่งหากไม่ใช่แค่ทิ้งร้าง แต่เป็นความตั้งใจของบางคนที่ปล่อยให้ปลาหมอคางดำเติบโต รอเวลาที่รัฐเบิกงบประมาณออกมาจัดรับซื้อปลาอีกเมื่อไหร่ ก็คงได้จับปลาล็อตใหญ่-ตัวใหญ่มาหลอกขายให้รัฐ แบบนี้ยิ่งต้องเล่นงานให้หนัก ตรงนี้จึงจำเป็นมากที่ต้องเร่งแก้กฎหมายเป็นการเฉพาะก่อนที่จะสายเกินไป

ขณะที่การจับปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ปริมาณปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ลดจำนวนลงไปมากแล้ว รัฐควรเร่งตัดไฟแต่ต้นลม หากยังปล่อยให้มีแหล่งน้ำนิ่งที่ปลาสามารถวางไข่ เพาะพันธุ์และเติบโตได้ ก็สุ่มเสี่ยงกับการเปิดโอกาสให้ปลาชนิดนี้กลับมาแพร่กระจายขึ้นมาได้อีกทุกเมื่อ ยิ่งถ้าบ่อร้างเหล่านั้นปล่อยน้ำออกมาเมื่อไหร่ คงได้ตามกำจัดในแหล่งน้ำธรรมชาติกันอีกยกใหญ่

วงษ์อร อร่ามกูล นักวิชาการอิสระ

กรมชลฯรับมือฝนหนักภาคใต้ ควบคู่วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 สำรองน้ำไว้ใช้ตลอดแล้งนี้

https://www.naewna.com/local/839513

กรมชลฯรับมือฝนหนักภาคใต้ ควบคู่วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 สำรองน้ำไว้ใช้ตลอดแล้งนี้

กรมชลฯรับมือฝนหนักภาคใต้ ควบคู่วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 สำรองน้ำไว้ใช้ตลอดแล้งนี้

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1 – 17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ สำหรับเป็นข้อมูลการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม สอดคล้องในแต่ละพื้นที่ พบว่า ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 35,633 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันประมาณ 15,060 ล้าน ลบ.ม. (83% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ด้านภาพรวมสถานการณ์น้ำทางตอนบน มีแนวโน้มเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,394 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,051 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทาน ได้พิจารณาทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และใช้ระบบชลประทานเหนือเขื่อนเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่ง แบ่งรับน้ำตามศักยภาพ ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ เร่งการระบายน้ำจากทางตอนบนลงสู่ตอนล่างทำได้เร็วยิ่งขึ้น

สำหรับลุ่มน้ำชี-มูล กรมชลประทาน ร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เพื่อวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อย ได้แก่ เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้

ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ที่เข้าสู่ฤดูฝน ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตาม 10 มาตรการ รับมือฤดูฝน ปี 2567 อย่างเคร่งครัด จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เจ้าหน้าที่ ประจำสุดเสี่ยง ให้สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์น้ำได้อย่างทันที รวมทั้งหมั่นตรวจสอบและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ

กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2567/68 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 30 เมษายน 2568 จากปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 โดยมีแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งทั้งประเทศจำนวน 29,170 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับความสำคัญดังนี้ เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 16,555 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค 3,050 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 800 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 8,765 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ต้นฤดูฝนปี 2568 อีก 15,080 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่คาดการณ์ปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศรวม 10.01 ล้านไร่ สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง 9,000 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นน้ำเพื่อการเกษตร 6,410 ล้าน ลบ.ม. เพื่ออุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. เพื่ออุตสาหกรรม 135 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,305 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้ง ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด และขอประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วน ใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดเพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ชป.เผยแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ยันมีน้ำเพียงพอตลอดปี

https://www.naewna.com/local/839511

ชป.เผยแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ยันมีน้ำเพียงพอตลอดปี

ชป.เผยแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ยันมีน้ำเพียงพอตลอดปี

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.32 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ว่า ขณะนี้ได้สิ้นสุดฤดูฝนของปี 2567 แล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ มีการติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำท่า เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ควบคู่ไปกับการเก็บกักเพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งนี้ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พ.ย.67 ทั้งประเทศมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันทั้งสิ้น 44,250 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 (ระหว่างเดือน พ.ย.67 – 30 เม.ย.68) ตามปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมตามลำดับความสำคัญ โดยแบ่งเป็นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรม และอื่นๆ รวมทั้งประเทศประมาณ 29,170 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งสำรองไว้ใช้ต้นฤดูฝนหน้า (พ.ค. – ส.ค.68) อีกประมาณ 15,080 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งเพียงพอตามแผนที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ ยังได้ปฏิบัติตามมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 2567/68 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ ด้วยการคาดการณ์และป้องกันพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ วางแผนจัดสรรน้ำและกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน รวมไปถึงการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำตลอดในช่วงฤดูแล้ง เสริมความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำให้ชุมชน ตลอดจนประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาลและ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘นฤมล’พบผู้แทนเยาวชน ภาคเกษตรและอาหารไทย

https://www.naewna.com/local/839386

‘นฤมล’พบผู้แทนเยาวชน ภาคเกษตรและอาหารไทย

‘นฤมล’พบผู้แทนเยาวชน ภาคเกษตรและอาหารไทย

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพบปะกลุ่มผู้แทนเยาวชนจากภาคเกษตรและอาหารของไทย ได้แก่ น.ส.พนิดาวิชิรมาลา น.ส.พิชญาภา กิตติอร่าม นายสุทธิพจน์ เชื้ออภัยวงษ์ นายธรัฐ หุ่นจำลอง ซึ่งเดินทางเพื่อเข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้แทนเยาวชนจากทั่วโลกในงานประชุม World Food Forum ที่สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวชื่นชมกลุ่มเยาวชนที่มีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทของไทยในเวทีครั้งนี้ และขอให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์สร้างเครือข่าย และนำความรู้จากการร่วมประชุมมาพัฒนาทักษะ เสริมสร้างขีดความสามารถของตน และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในหน้าที่การงานในอนาคตต่อไป โดยกลุ่มเยาวชนภาคการเกษตรและอาหารไทย ต่างมีความยินดีที่ รมว.เกษตรฯให้โอกาส ในการเข้าพบ

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

https://www.naewna.com/local/839383

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว  เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดสัมมนาเรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.ว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมาก โดยในปี 2566 สามารถส่งออกได้ถึง 8.77 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 178.235 ล้านบาท แต่คุณภาพชีวิตของชาวนาไทยยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน ยังทำการเกษตรแบบดั้งเดิม พึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติ ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ปัญหา ซึ่งนโยบายเร่งด่วนคือยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” นำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri-Tech) เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตรฟื้นนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร

ดังนั้นการจะขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม สามารถแก้ปัญหาภาคเกษตร และช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ปรับรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ เน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงานเป็น Team Work มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายร่วมกัน และช่วยกันปฏิบัติงานให้สำเร็จ

“รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำในเรื่องการผลิตให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย จึงมอบหมายให้กรมการข้าว ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้พื้นที่ซึ่งเหมาะสมในการเพาะปลูก นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ จึงส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อทดแทนการใช้แรงงานในอนาคต เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้นต่อไป”นายประยูร กล่าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับบุคลากรของกรมการข้าว ได้นำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ไปปรับแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวนาในการวางแผนรับมือรองรับและปรับรูปแบบการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกความต้องการและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลอดจนสามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าข้าวและสิ่งสำคัญที่จะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักของนานาประเทศซึ่งทุกนโยบายจะเกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ตลอดจนการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการเป็น Team Work เป็นครอบครัวเกษตร ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมาย

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

https://www.naewna.com/local/839381

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) พญานาคราช กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ ฉก.พญานาคราช ลงพื้นที่ตรวจเข้มการปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ในพื้นที่ จ.นราธิวาส มีผลการดำเนินงาน อาทิ ฉก.พญานาคราช ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์ จ.นราธิวาส ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง สนธิกำลังตั้งจุดสกัดเพื่อตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมายบริเวณแนวชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย 3 จุด ใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ได้แก่ จุดสกัดบริเวณโรงสีข้าวพิกุลทอง จุดสกัดบริเวณหน้าสถานีอนามัยเกาะสะท้อน และจุดสกัดบริเวณรอยต่อปะรุกา ซึ่งผลการปฏิบัติงานไม่พบการกระทำความผิดและสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

ขณะที่ พ.ต.อ.สราวุฒิ หลั่งอินทร์ ผกก.สภ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี และนายสุขุม สนธิพันธ์ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี นายจักรพงษ์ ขานโบ ปศุสัตว์ จ.นราธิวาส นายวิรัช ธนพัฒน์เจริญ นายสัตวแพทย์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ จ.นราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการเข้าตรวจสอบห้องเย็นและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ (Food Service) ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.บาเจาะ และ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส รวม 11 แห่ง โดยตรวจสอบเนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อไก่แช่แข็ง อาหารทะเล และเอกสารใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ใบรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ พบว่าถูกต้องครบถ้วน ไม่พบการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นๆ