ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

https://www.naewna.com/local/839383

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว  เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดสัมมนาเรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.ว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมาก โดยในปี 2566 สามารถส่งออกได้ถึง 8.77 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 178.235 ล้านบาท แต่คุณภาพชีวิตของชาวนาไทยยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน ยังทำการเกษตรแบบดั้งเดิม พึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติ ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ปัญหา ซึ่งนโยบายเร่งด่วนคือยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” นำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri-Tech) เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตรฟื้นนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร

ดังนั้นการจะขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม สามารถแก้ปัญหาภาคเกษตร และช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ปรับรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ เน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงานเป็น Team Work มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายร่วมกัน และช่วยกันปฏิบัติงานให้สำเร็จ

“รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำในเรื่องการผลิตให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย จึงมอบหมายให้กรมการข้าว ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้พื้นที่ซึ่งเหมาะสมในการเพาะปลูก นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ จึงส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อทดแทนการใช้แรงงานในอนาคต เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้นต่อไป”นายประยูร กล่าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับบุคลากรของกรมการข้าว ได้นำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ไปปรับแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวนาในการวางแผนรับมือรองรับและปรับรูปแบบการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกความต้องการและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลอดจนสามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าข้าวและสิ่งสำคัญที่จะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักของนานาประเทศซึ่งทุกนโยบายจะเกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ตลอดจนการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการเป็น Team Work เป็นครอบครัวเกษตร ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมาย

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

https://www.naewna.com/local/839381

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) พญานาคราช กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ ฉก.พญานาคราช ลงพื้นที่ตรวจเข้มการปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ในพื้นที่ จ.นราธิวาส มีผลการดำเนินงาน อาทิ ฉก.พญานาคราช ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์ จ.นราธิวาส ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง สนธิกำลังตั้งจุดสกัดเพื่อตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมายบริเวณแนวชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย 3 จุด ใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ได้แก่ จุดสกัดบริเวณโรงสีข้าวพิกุลทอง จุดสกัดบริเวณหน้าสถานีอนามัยเกาะสะท้อน และจุดสกัดบริเวณรอยต่อปะรุกา ซึ่งผลการปฏิบัติงานไม่พบการกระทำความผิดและสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

ขณะที่ พ.ต.อ.สราวุฒิ หลั่งอินทร์ ผกก.สภ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี และนายสุขุม สนธิพันธ์ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี นายจักรพงษ์ ขานโบ ปศุสัตว์ จ.นราธิวาส นายวิรัช ธนพัฒน์เจริญ นายสัตวแพทย์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ จ.นราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการเข้าตรวจสอบห้องเย็นและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ (Food Service) ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.บาเจาะ และ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส รวม 11 แห่ง โดยตรวจสอบเนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อไก่แช่แข็ง อาหารทะเล และเอกสารใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ใบรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ พบว่าถูกต้องครบถ้วน ไม่พบการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นๆ

‘รมช.อัครา’ติดตามความก้าวหน้าแผนการการดำเนินงานปี 2568 และแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2569 กรมการข้าว

https://www.naewna.com/local/839398

'รมช.อัครา'ติดตามความก้าวหน้าแผนการการดำเนินงานปี 2568 และแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2569 กรมการข้าว

‘รมช.อัครา’ติดตามความก้าวหน้าแผนการการดำเนินงานปี 2568 และแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2569 กรมการข้าว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.19 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือติดตามการบริหารงบประมาณ ปี พ.ศ.2568 พร้อมทั้งรับฟังแนวทางบริหาร การจัดทำแผนงาน/โครงการงบประมาณ พ.ศ.2569 ของกรมการข้าว โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหาร ข้าราชการกรมการข้าวทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังแนวนโยบายการทำงานจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ห้องประชุมจักรพันธ์ กรมการข้าว

โอกาสนี้ รมช.อัครา ได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ โดยให้มีการปรับแผนเพื่อให้ครอบคลุม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งเน้น 10 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และ 9 นโยบายสำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเชื่อมโยงแผนแม่บทด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง เร่งผลักดันโครงการลานตากข้าว แก้ปัญหาลานตากข้าวเปลือกหลังการเก็บเกี่ยวไม่เพียงพอ และศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ตลอดจนการแปรรูปสินค้าข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

สำหรับแผนงานประจำปี พ.ศ.2568 กรมการข้าว รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (ข้าว) โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น สำหรับโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลปี พ.ศ.2569 อาทิ โครงการก่อสร้างธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว โครงการรณรงค์ไม่เผาฟางข้าว เป็นต้น

– 006

‘อัครา’ติดตามแผนการการดำเนินงานปี 2568 และแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2569 กรมพัฒนาที่ดิน

https://www.naewna.com/local/839351

'อัครา'ติดตามแผนการการดำเนินงานปี 2568 และแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2569 กรมพัฒนาที่ดิน

‘อัครา’ติดตามแผนการการดำเนินงานปี 2568 และแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2569 กรมพัฒนาที่ดิน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.18 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามแผนการการดำเนินงานประจำปี พ.ศ.2568 และแผนงบประมาณปี พ.ศ.2569 กรมพัฒนาที่ดิน โดยมี นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้อำนวยการกองสำนักกรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1214 กรมพัฒนาที่ดิน

โดย นายอัครา กล่าวว่า ได้เน้นย้ำแนวทางการทำงานให้กับผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อกำหนดทิศทางการจัดทำโครงการตางๆ ให้มีความชัดเจน และขอให้บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสร้างภาคีเครือข่าย เพื่อการมีส่วนร่วมในการยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ อีกทั้งเชื่อมโยงงานด้านชลประทาน ตามแนวคิดที่ได้มอบไว้ คือ “ดินนำ น้ำตาม” ตลอดจนเพิ่มแหล่งน้ำนอกชลประทาน เตรียมความพร้อมป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้ ได้ผลักดันโครงการ “หมู่บ้านอนุรักษ์ดินและน้ำ” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรดินในเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำ พัฒนาจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตามศักยภาพอีกด้วย

สำหรับแผนงานประจำปี พ.ศ.2568 และแผนงบประมาณปี พ.ศ.2569 ของกรมพัฒนาที่ดิน มีจุดมุ่งเน้น 6 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับภาคเกษตรให้เป็นเกษตรทันสมัย ตามแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ประกอบด้วย 1.การพัฒนาสู่เกษตรทันสมัยด้วยเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri Tech) อาทิ พัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลทรัพยากรที่ดิน ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร (วิเคราะห์ดิน) ปรับเปลี่ยนการผลิตพืชด้วย Agri-map บริหารจัดการทรัพยากรดินระดับตำบล การใช้ข้อมูลดาวเทียมพยากรณ์ผลผลิตสินค้า

2.ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ อาทิ แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำสำหรับเกษตรรายแปลง เพิ่มศักยภาพสระเก็บน้ำด้วยระบบส่งกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ 3.การฟื้นฟูทรัพยากรดินและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ อาทิ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร (หมอดิน / ศูนย์ถ่ายทอดฯ) พัฒนาทรัพยากรที่ดินและน้ำ หมู่บ้านอนุรักษ์ดินและน้ำ พัฒนาพื้นที่เพิ่มมูลค่าที่ดินเพื่อการเกษตร (พะเยาโมเดล/ตากใบโบเดล)

4.ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อาทิ พัฒนาเกษตรกรรมยังยืน (เกษตรอินทรีย์ PGS) สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก 5.รับมือกับภัยธรรมชาติ อาทิ พัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลทรัพยากรที่ดิน พัฒนาทรัพยากรที่ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินแบบบูรณาการ และ 6.ระบบราชการดิจิทัล (Digital Government) เชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วน แลกเปลี่ยนข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

– 006
 

‘อัครา’เดินหน้าภารกิจ2กรม จัดทำโครงการในปีงบ’2569

https://www.naewna.com/local/839168

‘อัครา’เดินหน้าภารกิจ2กรม จัดทำโครงการในปีงบ’2569

‘อัครา’เดินหน้าภารกิจ2กรม จัดทำโครงการในปีงบ’2569

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ของหน่วยงานในกำกับ (กรมพัฒนาที่ดิน และกรมการข้าว) โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพลผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน คณะผู้บริหารกรมการข้าว ตลอดจนผู้อำนวยการกอง สำนัก กรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วม ที่กรมพัฒนาที่ดิน

ทั้งนี้ เพื่อหารือในรายละเอียดแนวทางการจัดทำโครงการสำคัญ (Flagship Projects) ประจำปีงบประมาณ 2569 เตรียมเสนอการจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 พร้อมกันนี้ ได้ร่วมกันให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ ซึ่งต้องมีความครอบคลุม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติและมุ่งเน้น 10 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รวมทั้งเชื่อมโยงแผนแม่บทด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย

ปศุสัตว์ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน

https://www.naewna.com/local/839169

ปศุสัตว์ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน

ปศุสัตว์ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง)กล่าวภายหลังแถลงผลจับกุมปราบปรามแหล่งผลิตสารเร่งเนื้อแดง และยาสัตว์เถื่อนรายใหญ่ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน โดยมี นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เขต 7 ปศุสัตว์ จ.นครปฐมกองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ พร้อมด้วยตำรวจ บก.ปคบ.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จ.นครปฐม เข้าร่วม ที่กรมปศุสัตว์ว่าจากกรณีที่กรมปศุสัตว์ ได้รับเรื่องร้องเรียน ว่า บริษัท ปฐม อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งประกอบกิจการขายอาหารสัตว์ และผลิตอาหารสัตว์ใน จ.นครปฐม ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสัตว์ไม่มีเลขทะเบียน 233 รายการ และอาหารสัตว์ผสมสารเร่งเนื้อแดง 153 กระสอบ น้ำหนักรวม 2,954 กิโลกรัม ซึ่งเป็นยาสัตว์เถื่อนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคและเป็นอันตรายต่อสัตว์

ส่วนอาหารสัตว์ผสมสารเร่งเนื้อแดง 7 รายการ ซึ่งเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ ลดปริมาณไขมันในเนื้อสัตว์ ตลอดจนเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อ และทำให้เนื้อสัตว์สีแดงน่าบริโภค หากผู้บริโภคได้รับสารเร่งเนื้อแดงที่ตกค้างในเนื้อสัตว์ เมื่อสะสมมากขึ้นในร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อสั่น กระตุ้นการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนปวดศีรษะ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ตลอดจนหญิงมีครรภ์ จะมีความเสี่ยงสูงและเครื่องมือผลิตยาที่ไม่ได้มาตรฐาน 9 รายการ รวมมูลค่าของกลางประมาณทั้งสิ้น 100,434,840 บาท ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว พบว่าเป็นสถานที่ไม่ได้ขออนุญาตเป็นสถานที่ผลิตอาหารสัตว์กับกรมปศุสัตว์ พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมด และจับกุมผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ดำเนินคดีต่อไป

‘นฤมล’หารือลาว ดันนโยบายเกษตร เอื้อการส่งออกเพิ่ม มุ่งดึงดูดนักลงทุน

https://www.naewna.com/local/839172

‘นฤมล’หารือลาว  ดันนโยบายเกษตร  เอื้อการส่งออกเพิ่ม  มุ่งดึงดูดนักลงทุน

‘นฤมล’หารือลาว ดันนโยบายเกษตร เอื้อการส่งออกเพิ่ม มุ่งดึงดูดนักลงทุน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าพบปะหารือทวิภาคีกับ นายลินคำ ดวงสะหวันรัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และคณะ ระหว่างการเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันอาหารโลก ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ ทั้งสองฝ่าย มีความเห็นตรงกันที่จะมุ่งดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เช่น การส่งออกจทุเรียนไทยโดยขนส่งผ่านเส้นทางจาก สปป.ลาว ไปยังจีน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุน การดึงดูดผู้ประกอบการ และนักธุรกิจจากไทยหรือจีน ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินและดำเนินธุรกิจในพื้นที่ สปป.ลาว มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ซึ่งผ่านกรอบเวทีทวิภาคีภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรระหว่างสองกระทรวงที่ดำเนินการประชุมไปแล้ว 4 ครั้ง และกรอบระดับภูมิภาค อาทิ กรอบอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นต้น

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

https://www.naewna.com/local/839170

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย  เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนด่านศุลกากรหนองคาย โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู รอง ผวจ.หนองคาย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานศุลกากรหนองคาย ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย พร้อมตรวจเยี่ยมจุดตรวจปล่อยสินค้าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1

นายอิทธิ ได้มอบนโยบายการปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเน้นย้ำ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมกำชับให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตามแนวชายแดน หรือช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าส่งออก และนำผ่านสัตว์-ซากสัตว์ ในพื้นที่รับผิดชอบ ตรวจสอบใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือผู้ประกอบกิจการห้องเย็นขึ้นทะเบียนสถานที่เก็บรักษาสินค้าทางการเกษตรถูกต้องตามกฎหมาย

“ขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนสานต่อ 9 นโยบายของ รมว.เกษตรฯ โดยเฉพาะการสานต่อการปราบปรามนำเข้าเนื้อเถื่อน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อกลไกตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ ได้กำชับให้ทุกด่านปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด ด้วยความระมัดระวัง ให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย” นายอิทธิ กล่าว

ทั้งนี้ จ.หนองคาย มีด่านตรวจของกระทรวงเกษตรฯ 3 ด่าน ได้แก่ ด่านกักกันสัตว์หนองคาย ด่านตรวจพืชหนองคาย และศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต 2 หนองคาย มีสถิติการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน ดังนี้ 1.ด่านกักกันสัตว์หนองคาย จำนวนสัตว์/ซากสัตว์ ที่อนุญาตส่งออกราชอาณาจักร (ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2567) มีสัตว์ 3,381,660 ตัว มูลค่า 43.71 ล้านบาท อาทิ กระบือ ไก่ไข่รุ่น ลูกไก่เนื้อ ลูกไก่ไข่ เป็ดไข่ สุกรพันธุ์โคเนื้อ เป็นต้น และซากสัตว์ 4,154.42 ตัน มูลค่า 140.33 ล้านบาท ได้แก่ ซากสุกร ซากไก่ และไม่มีการนำเข้าซากสัตว์ 2.ด่านตรวจพืชหนองคายการส่งออกผลไม้ไทยไปประเทศจีน (ตั้งแต่มกราคม-สิงหาคม 2567) 3,854 ตู้ ปริมาณ 65,238.28 ตัน มูลค่า 8,623.62 ล้านบาท ดังนี้ ทุเรียน 3,129 ตู้ 51,648,125 กิโลกรัม มูลค่า 7,235 ล้านบาท มังคุด 622 ตู้ 11,956,475 กิโลกรัม มูลค่า 1,203 ล้านบาท ลำไยอบแห้ง 103 ตู้ 1,633,683 กิโลกรัม มูลค่า 184 ล้านบาท และ 3.ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมง เขต 2 (หนองคาย) มีการส่งออกสินค้าประมง (ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2567) ปริมาณ 35,485.06 ตัน มูลค่า 328.99 ล้านบาท ได้แก่ ลูกพันธุ์สัตว์น้ำส่งออกเพื่อบริโภค (มีชีวิต, แช่เย็นแช่แข็ง) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เป็นต้น ไม่มีสินค้านำเข้า

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

https://www.naewna.com/local/838853

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.43 น.

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

ปรากฏการณ์ปูม้าล้นตลาดที่เก้ายอด จ.ระยอง จนทำให้ชาวประมงเรือเล็กเก้ายอด ในจังหวัดระยอง ต้องขอความช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยวมาช่วยกันซื้อปูม้าที่จับมาได้จำนวนมาก เป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหารและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยรับมือกับปลาหมอคางดำในหลายจังหวัด

ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรทางทะเลของไทยยังคงอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางอาหาร  ไม่เพียงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน การผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างชาญฉลาด นำไปสู่การรักษาความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน

เช่นเดียวกันกับปลาหมอคางดำ  ไม่ได้เป็นปลาต่างถิ่นชนิดแรกที่เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของประเทศ แต่เป็นปลาที่สามารถแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและรุกรานสัตว์น้ำท้องถิ่น เป็นอีกสถานการณ์ทางระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคต่างระดมความร่วมมือเข้ามาช่วยกันส่งผลให้ปัจจุบันปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่มีปริมาณลดลงอย่างเป็นรูปธรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถจัดการและควบคุมปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการปลาชนิดนี้มากมาย แปรวิกฤตเป็นโอกาส

ตัวอย่างการจัดการที่ประสบความสำเร็จในจังหวัดสมุทรสาครที่ระดมความร่วมมือกับกองเรือประมงพื้นบ้าน ใช้อวนรุนเคยมาจับปลาหมอคางดำในคลองต่างๆ ทุกวัน ล่าสุดชาวประมงออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าปลาหมอคางดำน่าจะเหลืออยู่ในแหล่งน้ำไม่ถึง 15-20% แล้ว  รวมทั้งโรงงานปลาป่นที่ออกมาบอกว่าจำนวนปลาหมอคางดำที่มาส่งขายที่โรงงานน้อยลงมาก หรือ จังหวัดสมุทรสงครามที่สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ และจับมือกับเกษตรกรกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

สิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้มีการเกิดจับปลาขึ้นมาจำนวนมากๆ คือ การทำให้ปลามีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำกิโลกรัมละ 15 บาทเพื่อนำไปทำน้ำหมักชีวภาพ  มาตรการช่วยรับซื้อเพื่อนำไปทำปลาป่นของเอกชนรายหนึ่งก็เป็นอีกตัวเร่งให้มีการไล่จับปลาชนิดนี้อย่างเข้มข้น ส่งผลให้ปลาหมอคางดำลดลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันสำนักงานประมงจังหวัดที่เป็นหัวหอกในการดำเนินการเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำอย่างจริงจังช่วยสร้างความตระหนักให้กับประชาชนทุกพื้นที่ให้ความสนใจ ที่สำคัญปลาชนิดนี้มีประโยชน์สามารถนำมาบริโภคได้ หลายชุมชนจับมาบริโภคเป็นอาหารในครัวเรือนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และยังกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคมากขึ้น นับเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการและหลายชุมชนในการแปรรูปปลาชนิดนี้ เป็นสินค้าใหม่ๆ ได้หลากหลาย อาทิ น้ำปลา ปลาร้า ปลาส้ม ปลาแดดเดียว ไส้อั่ว น้ำยาขนมจีน พิซซ่า ไปจนถึงเครื่องดื่ม อย่างน้ำแตงโมปลาแห้ง เป็นต้น เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับอีกหลายชุมชน นอกจากนี้ เกษตรกรนำปลาหมอคางดำมาใช้เลี้ยงเป็ด หรือเป็นเหยื่อปลาและปูเพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้อีกด้วย

ทางออกของการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศชี้ให้เห็นว่า แม้ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วแต่ยังเป็นปลาที่มีประโยชน์ หากทุกภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างร่วมมือร่วมแรงลงทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ และมีความต่อเนื่อง ก็สามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การควบคุมจำนวนประชากรปลาชนิดนี้ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและระบบนิเวศของบ้านเราได้

จิตรา ช่วงไสว  นักวิชาการอิสระ

รมว.เกษตรฯไทย-อิตาลีจับมือ ร่วมสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

https://www.naewna.com/local/838701

รมว.เกษตรฯไทย-อิตาลีจับมือ  ร่วมสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

รมว.เกษตรฯไทย-อิตาลีจับมือ ร่วมสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุมทวิภาคีพบปะหารือกับ Mr.Francesco Lollobrigida รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรอธิปไตยทางอาหารและป่าไม้ของอิตาลี ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่าจากการร่วมหารือในครั้งนี้ ประเทศไทยได้สร้างความมั่นใจให้แก่ฝ่ายอิตาลีว่าจะสานต่อการดำเนินงานเกี่ยวกับความร่วมมือและงานวิจัยด้านเทคโนโลยี ทางการเกษตรกับอิตาลี ภายหลังการเยือนอิตาลีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้หารือกับ H.E. Mrs. Giorgia Meloni นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิตาลี

ทั้งนี้ Mr.Francesco มีกำหนดการเยือนไทยในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ฝ่ายไทยได้ขอให้อิตาลี ผลักดันการดำเนินการเคลื่อนย้ายม้าจากประเทศไทย ไปยังสหภาพยุโรปโดยในปี 2563 สหภาพยุโรป ได้ระงับการนำเข้าเป็นการชั่วคราว เนื่องจากโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness, AHS) ทำให้ม้าที่มาจากไทย ไม่สามารถเคลื่อนย้ายกลับไปยังสหภาพยุโรปได้จึงส่งผลกระทบต่อวงการกีฬาขี่ม้าของไทย อย่างไรก็ตาม องค์กรสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ได้ให้การรับรองประเทศไทยว่าเป็นประเทศปลอดโรค AHS (AHS-free country) ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ซึ่งหวังว่าทางอิตาลีจะช่วยผลักดันให้สหภาพยุโรปคืนสถานะให้กับไทยภายในปีนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาที่จะนำม้าจากสหภาพยุโรปเข้ามาแข่งในประเทศไทยในห้วงเดือนธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.นฤมล ได้เชิญชวนให้อิตาลี เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The InternationalSoil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAOซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ที่ กทม.ซึ่งฝ่ายอิตาลีได้แสดงความสนใจในการประชุมดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบปะหารือกับกระทรวงเกษตรฯเพื่อยกระดับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศต่อไป