เกษตรฯรุดแก้ปัญหาน้ำที่กำแพงเพชร

https://www.naewna.com/local/840781

เกษตรฯรุดแก้ปัญหาน้ำที่กำแพงเพชร

เกษตรฯรุดแก้ปัญหาน้ำที่กำแพงเพชร

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าแนวทางการก่อสร้างโครงการฝายพับได้วังบัว โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่บริเวณเทศบาลต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยรมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้รับทราบปัญหาของฝายชั่วคราววังบัวที่ทรุดโทรมประกอบกับเขื่อนภูมิพลมีการระบายน้ำเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ฝายดังกล่าวเกิดการกัดเซาะอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนได้จึงได้มอบหมายกรมชลประทานให้เร่งดำเนินการก่อสร้างฝายวังบัวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

สำหรับโครงการฝายพับได้วังบัวมีลักษณะเป็นฝายพับได้สูง 3 เมตร ความยาว 450 เมตร ความกว้าง 57 เมตรเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม752,143 ไร่ ซึ่งประชาชนใช้อุปโภค-บริโภคได้อย่างทั่วถึง และเกษตรกรสามารถทำการเกษตร รวมถึงดูแลปศุสัตว์ในฤดูแล้ง ทั้งนี้ กรมชลประทาน วางแผนดำเนินโครงการระยะ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2570

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อรับทราบและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้เกษตรกรลดการเผาเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 การลดต้นทุนการผลิต และการใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาดิน ยกระดับสหกรณ์ ดูแลปศุสัตว์และประมง และพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าใน 4 ปี และมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

‘อิทธิ’เร่งรัดโครงการผลิตฯ ข้าวโพดหมักเลี้ยงโคนมลดต้นทุน

https://www.naewna.com/local/840784

‘อิทธิ’เร่งรัดโครงการผลิตฯ  ข้าวโพดหมักเลี้ยงโคนมลดต้นทุน

‘อิทธิ’เร่งรัดโครงการผลิตฯ ข้าวโพดหมักเลี้ยงโคนมลดต้นทุน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.47 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคนมในเขตปฏิรูปที่ดินซับสนุ่น จำกัด ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อพบปะเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่และร่วมรับฟังปัญหาอุปสรรคโดยมีนายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รอง ผวจ.สระบุรี นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการอ.ส.ค.หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายอิทธิ ได้มอบนโยบายแนวทางการลดต้นทุนอาหารสัตว์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยเร่งขับเคลื่อนโครงการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูง โดยการส่งเสริมการใช้ข้าวโพดหมักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตโคนม ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย ซึ่งในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก กรมปศุสัตว์ ได้มีการบูรณาการร่วมกับ อ.ส.ค.และสหกรณ์โคนมซับสนุ่น ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอย่างยั่งยืน ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อีกทั้งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว กรมปศุสัตว์ จะดำเนินการขยายผลไปยังพื้นที่ต่างๆ ของกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 5,500 ไร่

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ กล่าวชื่นชมสหกรณ์โคนมในเขตปฏิรูปที่ดินซับสนุ่น จำกัด ที่มีความตั้งใจในการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตน้ำนมดิบและสร้างความยั่งยืนให้กับสมาชิก สำหรับสหกรณ์แห่งนี้ จดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจมา 20 ปี มีสมาชิกทั้งหมด 186 ราย 128 ฟาร์ม โคนม 5,706 ตัว พื้นที่ดำเนินการตำบลซับสนุ่น ต.ลำพญากลาง ต.หนองย่างเสือจ.สระบุรี และ ต.ห้วยขุนราม จ.ลพบุรี มีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบขนาด 25 ตันต่อวัน ในปีบัญชีที่ผ่านมาสหกรณ์ดำเนินธุรกิจมีกำไร สุทธิ 4.463 ล้านบาท

จากนั้น รมช.เกษตรฯ และคณะ เดินทางเยี่ยมชมฟาร์มโคนมต้นแบบ “ภูพานเพชร” ของนายสมพงษ์ ภูพานเพชร ประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย (จำกัด) ซึ่งมีการส่งเสริมการใช้ข้าวโพดหมักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตโคนม โดยมีโคที่เลี้ยงทั้งหมด 115 ตัว โครีด 53 ตัว โคพักรีด 14 ตัว โคสาว 21 ตัว โครุ่น 21 ตัว ลูกโค 6 ตัว ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา กรมปศุสัตว์ ได้ให้คำแนะนำปรับสูตรอาหารตามประสิทธิภาพการผลิต ทำให้มีปริมาณนมเพิ่มขึ้น 41% จากเดิม ปริมาณนมเฉลี่ย 11.24 กิโลกรัมต่อตัวต่อวันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็น 15.92 กก. ต่อตัวต่อวัน ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือระหว่างไทย-อิตาลี

https://www.naewna.com/local/840746

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมการหารือระหว่างไทย-อิตาลี

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือระหว่างไทย-อิตาลี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.31 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือฯ พร้อมด้วย นางสาวนรี เกตุสิงห์ ผู้แทนกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ ด้วย Mr.Francesco Lollobrigida รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรอธิปไตยทางอาหารและป่าไม้ของอิตาลี เข้าพบปะหารือกับ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศ ณ ห้องรับรอง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

โดยฝ่ายไทยขอให้อิตาลีช่วยสนับสนุนการอนุญาตการเคลื่อนย้ายม้าระหว่างไทยและยังสหภาพยุโรป และขอบคุณที่อิตาลีให้การสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือทางห้องปฏิบัติการ

– 006

‘กรมการข้าว’หารือ’โตโยต้า’ เตรียมดึง’ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา’เชื่อมโยงตลาดข้าว

https://www.naewna.com/local/840738

'กรมการข้าว'หารือ'โตโยต้า' เตรียมดึง'ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา'เชื่อมโยงตลาดข้าว

‘กรมการข้าว’หารือ’โตโยต้า’ เตรียมดึง’ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา’เชื่อมโยงตลาดข้าว

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.04 น.

กรมการข้าว หารือ บ.โตโยต้าฯ จำกัด เตรียมดึง ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา เชื่อมโยงตลาดข้าว เตรียมผลักดันเป็นโมเดลต้นแบบ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการหารือเจรจาเชื่อมโยงตลาดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/2568 ร่วมกับ นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ประธานผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายทศพล ศรีบัวเอี่ยม นายอำเภอราชสาส์น นายพัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

การประชุมหารือครั้งนี้ เป็นการหารือกรอบความร่วมมือในการซื้อ-ขาย ข้าวเปลือก เพื่อเป็นการเชื่อมโยงตลาดข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตประจำปี 2567/68 ระหว่างศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงสีรัชมงคล ในนามบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  ตลอดจนผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน รวมทั้งเป็นการหารือถึงแผนงานความร่วมมือที่จะพัฒนาร่วมกันต่อไปในอนาคต

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวพร้อมที่จะสนับสนุนเครื่องมือในการผลิตข้าว โดยเฉพาะเครื่องอบข้าว โดยเป็นการช่วยเหลือศูนย์ข้าวชุมชนในการผลิตข้าวอีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีแผนที่จะนำโครงการสำคัญของกรมการข้าว อาทิ โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว การส่งเสริมการทำนาแบบประณีต ลดการใช้สารเคมี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิด smart farmer และ young smart famer ในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้แผนงานดังกล่าว เป็นโมเดลที่สำคัญด้านข้าวของจังหวัดฉะเชิงเทราในอนาคต

– 006

‘ไผ่ ลิกค์’โต้’พลพีร์’ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น

https://www.naewna.com/local/840731

'ไผ่ ลิกค์'โต้'พลพีร์'ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น

‘ไผ่ ลิกค์’โต้’พลพีร์’ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.40 น.

‘ไผ่ ลิกค์’โต้’พลพีร์’ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น ส่วนเงินชดเชยตัดอ้อยสดขอให้รอความชัดเจนจาก ก.อุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2567 นายไผ่ ลิกค์  สส.กำแพงเพชร เขต  1  กล่าวถึงกรณี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้ทวงถามความชัดเจนจากกระทรวงเกษตรกร เพื่อหาคำตอบให้กับพี่น้องประชาชนที่ร้องเรียนมาเรื่องช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท และเงินชดเชย ตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตันว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณ สส.พลพีร์ ที่มีความห่วงใยน้องประชาชนเช่นเดียวกับ สส.ทุกคน โดยเฉพาะในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งส่วนตัวก็ได้มีโอกาสพูดคุยกันบ่อยครั้งถึงการแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี

นายไผ่ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะ สส.ที่มีส่วนผลักดัน และสะท้อนการแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ส่งถึงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ขอชี้แจงเป็น  2 ประเด็นคือ เรื่องแรก กรณีช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบชัดเจนคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องตามนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวนาโดยตรง ทั้งนี้แม้ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. ที่ผ่านมา จะยังไม่ความชัดเจนเรื่องนี้ แต่มั่นใจว่ารัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรฯพร้อมขับเคลื่อนและผลักดันไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตกรชาวนาทันทีที่มีปัญหา 

ประกอบกับสถานการณ์ราคาข้าวในตลาด ณ ขณะนี้ ยังอยู่ที่ราคาประมาณ 8,000-9,000 บาทต่อตัน ถ้ามีความจำเป็น ทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ก็จะต้องออกมา ขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือแก้ปัญหาชดเชยให้พี่น้องเกษตรกร โดยไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน

ส่วนประเด็นที่ 2  คือเรื่อง ชดเชยการตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตัน นั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยตรง ซึ่งตนเองก็เคยออกมาเรียกร้อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเช่นกัน ซึ่งก็มั่นใจว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็พร้อมดูแลพี่น้องเกษตรกร ไม่ได้ทอดทิ้งให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยต้องแบกรับ โดยไม่มีการเหลียวแล

 “ผมขอฝากไปถึงท่าน สส.พลพีร์ ว่า ช่วงนี้แม้จะเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ แต่เราสส.โดยเฉพาะในพรรคร่วมรัฐบาล ก็สามารถพบปะพูดคุยหารือร่วมกัน เพื่อช่วยกันเสนอแนะไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ในทิศทางเดียวกัน  เพื่อป้องกันการสับสนขอพ่อแม่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ ที่เป็นกำลังสำคัญในขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ” นายไผ่ กล่าว

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำMOUจับมือด้านการเกษตร เล็งต่อยอด’ผ้าไหม’สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

https://www.naewna.com/local/840699

'นฤมล'เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำMOUจับมือด้านการเกษตร เล็งต่อยอด'ผ้าไหม'สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำMOUจับมือด้านการเกษตร เล็งต่อยอด’ผ้าไหม’สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.54 น.

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำ MOU จับมือด้านการเกษตร ผลักดันการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เล็งต่อยอด’ผ้าไหม’สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายฟรานเชสโก โลโลบริจิดา (H.E. Mr. Francesco Lollobrigida) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อธิปไตยทางอาหาร และป่าไม้สาธารณรัฐอิตาลีและคณะ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายไทย)ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ(ฝ่ายอิตาลี) เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างไทย – อิตาลี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรครอบคลุมการผลิต การค้า และการลงทุน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศรวมถึงเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร 

“ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศอย่างสูงสุดนอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่มาจากผ้าไหม เพื่อเสริมสร้าง soft power ของไทย เนื่องจากอิตาลีถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของโลกอีกด้วย”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายอิตาลี) กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย – อิตาลี อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการขับเคลื่อนภารกิจภาคการเกษตร อาทิ การเปิดตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มเติม เป็นต้น โดยฝ่ายอิตาลีพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตาม 2 ข้อบท ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายไทย) รับผิดชอบ ได้แก่ 1) ข้อบทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures) และ 2) ข้อบทระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems) อีกด้วย พร้อมทั้งจะสนับสนุนเร่งรัดให้สหภาพยุโรปอนุญาตนำเข้าม้ามีชีวิตจากไทยได้อีกครั้งต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับประเทศอิตาลีเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 22 ของไทย ซึ่งในปี 2567 (ระหว่างเดือนม.ค.-ก.ย.) เทียบกับปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า มีการส่งออกไปอิตาลีเพิ่มขึ้นจาก 8,561 ล้านบาท เป็น 11,883 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,322 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.80 โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 2.ปลาหมึกแช่แข็ง อาทิ ปลาหมึกกระดอง ปลาหมึกกล้วย 3.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค 4.ยางแผ่นรมควัน 5.ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ 6.ปลาปรุงแต่งอื่น ๆ อาทิ ไส้กรอกปลา ลูกชิ้นปลา 7.พืชผัก ผลไม้ ลูกนัต เปลือกผลไม้ และส่วนอื่นของพืช แช่อิ่ม เชื่อม หรือฉาบ 8.หอยลาย หอยกาบและหอยแครงปรุงแต่ง 9.ปลาหมึกกระดองและปลาหมึกกล้วยที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสีย และ 10.กุ้งปรุงแต่ง ที่ไม่ได้บรรจุภาชนะ

รมว.เกษตรฯร่วมมือโอมานด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/840554

รมว.เกษตรฯร่วมมือโอมานด้านเกษตร

รมว.เกษตรฯร่วมมือโอมานด้านเกษตร

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังต้อนรับ นายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ญาบิรอัลอาลาวีเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย ที่เข้าเยี่ยมคารวะ และหารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและสหกรณ์ระหว่างไทย-โอมาน ว่าตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและรัฐสุลต่านโอมาน มีความร่วมมือด้านการเกษตร ประมง การค้า และมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดี จึงเสนอนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง รวมถึงการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความอยู่ดีกินดี ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ให้ทางโอมานรับทราบ

ด้านเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย กล่าวว่ารู้สึกยินดีที่ได้สานสัมพันธ์กับทางไทย และยินดีที่จะร่วมมือด้านการเกษตรและประมง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และงานวิชาการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โอมานได้เร่งพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและประมงแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และกระทรวงเกษตรฯ ของไทย ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและประมง เพื่อเสริมสร้างและส่งเสริมความร่วมมือเชิงเทคนิค เทคโนโลยี และอำนวยความสะดวกด้านการค้า ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน การจัดการดินและน้ำ รวมถึงความร่วมมือด้านเกษตร

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้ขอให้เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย เชิญตัวแทนแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ร่วมประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ด้วย

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

https://www.naewna.com/local/840557

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล  ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ภาพจำเก่าของอีสานที่คุ้นเคย คือดินแยกแตกระแหง ผู้คนทุกข์ยาก ปากหมอง แต่ในปัจจุบัน อีสานคือพื้นที่เปิดใหม่ ที่ทรงพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนคนและเศรษฐกิจทั้งประเทศ ด้วยภูมิปัญญารากฐานแห่งวัฒนธรรมท้องถิ่น”

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า โดยประสงค์ของ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายชัดเจนว่า จากนี้อีสานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปโดยอนุมัติงบประมาณเพื่อปรับปรุงหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้น 2 เป็น หอภาพยนตร์อีสาน โดยฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่กินได้อยู่รอด นั่นคือ New I–SAN หรือ อีสานใหม่จะต้องเป็น ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) รากวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแล้วต่อยอดให้กินได้ ทุกอย่างที่เป็นศิลปะต้องถูกนำมารับใช้ปัจจุบันและอนาคต ตามนโยบายท่านนายกสภาที่ว่า Pass Legend, Future Tense สู่อนาคตแห่งอดีตกาล หรือ การเลือกเฟ้นค้นหาภูมิปัญญาฮีตคอง ประเพณีต่อยอดรับใช้คนปัจจุบันและยั่งยืนสู่อนาคต หอภาพยนตร์อีสาน ศูนย์กลางงานศิลปะกินได้ ขายได้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ เครือข่าย สมาคมผู้กำกับ สมาพันธ์ภาพยนตร์ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์มายาวนานต่อเนื่องกว่า 20 ปีบ่มเพาะคนรักหนังระดับมัธยมและอุดมศึกษาโดยมีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง มีพล็อตหนัง ทั้งสั้นและยาวให้ช็อปปิ้ง กว่า 500 เรื่อง ในระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้า หอภาพยนตร์ชั้น 2อาคารหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้ จะมีการ พิทชิง(Pitching) ระหว่างเจ้าของบทหนัง และ Logline หนัง กับนายทุน นำเอาบทภาพยนตร์ไอเดียดีๆ จากนักศึกษา จากมืออาชีพขยายสู่เชิงพาณิชย์ โดยมีหอภาพยนตร์อีสานเป็นตัวเชื่อม

“พิพิธภัณฑ์ หอภาพยนตร์ เป็นพื้นที่จัดแสดงความเป็นมาของภาพยนตร์อีสาน นักแสดงภาพยนตร์ “สมบัติ เมทะนี” พระเอกตลอดกาลเป็นเพียงชาวอีสานคนเดียวที่มีชื่อ จารึกไว้ลงกินเนสส์บุ๊ค แสดงภาพยนตร์มากที่สุดในโลกสถิติแสดง 617 เรื่อง เป็นต้น เหล่านี้เป็นข้อมูลที่หลายคนยังไม่ทราบ เราจะสร้างอคาเดมี่ (Academy) สถาบันสอนการทำหนัง ตั้งแต่ Pre – production, Production, Post – production เราจะมีพื้นที่ชมภาพยนตร์ 24 ชม. เมื่อสำเร็จ พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่แรกในประเทศไทย ที่เปิดแลกเปลี่ยน ให้เมืองขอนแก่นเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ไทย ผลักดันขอนแก่นให้เป็นเมืองหนังอีสาน สู่เมืองหนังโลก” ดันฐานรากวัฒนธรรม นำเศรษฐกิจ

รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวอีกว่าครีเอทีฟ (Creative) ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมากเพียงพอแล้ว แต่ยังขาดอีโคโนมี (economy) มันจะเกิดไม่ได้ ถ้าผู้ซื้อ-ผู้ขายไม่มาเจอกัน มหาวิทยาลัยจึงสร้างพื้นที่หอภาพยนตร์อีสาน และหอศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นพื้นที่ขายทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เชื่อมั่นกันและกันเกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นคือพ่อค้าคนกลาง คือสถาบันที่น่าเชื่อถือช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อและผู้ขาย มีlicense รับประกันทุกอย่างถูกต้อง ศิลปินมาฝากขาย เชื่อมั่น และมั่นใจ ผู้ซื้อก็มั่นใจว่าคัดสรรแล้ว เราเป็นตัวกลางเชื่อมได้ โดยจะเริ่มแสดงอย่างเป็นทางการ ผลงานของศิลปินอีสาน 40 คน ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และที่สำคัญ เรามีกระบวนการคัดเลือกโดยกรรมการกลั่นกรอง ตามมาตรฐาน ตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นหอศิลป์ที่มีมาตรฐานสำหรับการขอผลงานวิชาการระดับชาติทางศิลปะ”รักษา หรือ สูญสลายอยู่ที่เราร่วมกัน

“เรามีรากอยู่แล้ว ถ้าอนุรักษ์อย่างเดียวมันก็แค่ทรงวันหนึ่งอาจจะทรุดและตายไปในที่สุด แต่เราต้องมองว่าปัจจุบันเขาเสพอะไร เราต้องปรุงแต่งให้ถูกลิ้นผู้เสพไหม ตำนานนิทานที่มีคุณค่า จะนำมารับใช้คนในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร หน้าที่ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้การศึกษาและวิจัย เพื่อช่วยเฟ้นหาคุณค่า อย่างมีระบบน่าเชื่อถือนำมาประยุกต์ สร้างสรรค์ใหม่ นั้นคือการต่อยอด ต่อลมหายใจ ให้กับรากวัฒนธรรม ให้มีชีวิตอยู่อย่างสง่างามยั่งยืน…จากนี้ไปอีสานไม่มีวันตาย…แน่นอน” รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

‘นฤมล’ร่วมถกรมต. ด้านเกษตรอาเซียน ชูเป้าหมายทำเกษตร มุ่งให้เกิดความยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/840550

‘นฤมล’ร่วมถกรมต.  ด้านเกษตรอาเซียน  ชูเป้าหมายทำเกษตร  มุ่งให้เกิดความยั่งยืน

‘นฤมล’ร่วมถกรมต. ด้านเกษตรอาเซียน ชูเป้าหมายทำเกษตร มุ่งให้เกิดความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนระดับรัฐมนตรีของไทย (AMAF Leader) ร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 46 (The Forty-Sixth Meeting of the ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry : The 46th AMAF) โดยมีนายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ติดตามความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียนในความร่วมมือของภาคอาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน อาทิ การลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายและการเผาพืชผล การใช้ทรัพยากรดินและน้ำที่ยั่งยืน อีกทั้งได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยฝ่ายไทยมีนโยบายลดการเผาในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน และอยู่ในระหว่างการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้งปลอดการเผา (Good Agricultural Practices For Zero Burning Maize) เพื่อยกระดับเป็นมาตรฐานบังคับ และใช้เป็นเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าเกษตรในอนาคต

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้สนับสนุนมาตรฐานสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน โดยจัดทำมาตรฐานทั่วไปครอบคลุมสินค้าปาล์มน้ำมัน กุ้ง และข้าว โดยขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบยั่งยืน รวมถึงการจัดทำมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรแบบยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน

ARDAโชว์งานวิจัยรักษ์โลก สู่จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหาร

https://www.naewna.com/local/840552

ARDAโชว์งานวิจัยรักษ์โลก  สู่จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหาร

ARDAโชว์งานวิจัยรักษ์โลก สู่จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหาร

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่ามูลค่าตลาดของอาหารโปรตีนจากแมลงทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท และจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์ว่าในปี 2570 ตลาดจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่า 5 เท่า มีมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านบาท ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงและผลิตโปรตีนทางเลือกจากแมลง เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเติบโตของแมลง โดยพบว่าประเทศไทยสามารถผลิตแมลงเศรษฐกิจได้มากกว่า 7,000 ตัน/ปี และมีฟาร์มเลี้ยงมากกว่า 20,000 ฟาร์ม โดยจิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีความต้องการของตลาดและเกษตรกรนิยมเลี้ยงมากที่สุด อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็วให้ผลผลิตสูง โดยแม่พันธุ์ 1 ตัว ให้ลูกถึง 1,000 ตัว รวมถึงใช้พื้นที่และปริมาณน้ำในการเลี้ยงน้อย ภายในเวลา 1 ปี เลี้ยงจิ้งหรีดได้ 7-8 รุ่น เกษตรกรจึงนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมไว้บริโภคและจำหน่าย

ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เล็งเห็นปัญหาและโอกาสในลดต้นทุนด้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันราคาประมาณ 600 บาทต่อ 30 กิโลกรัม พร้อมทั้งต้องการยกระดับฟาร์มเลี้ยงให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย เพื่อผลักดันสู่อาหารปลอดภัยมูลค่าสูง จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ดำเนินโครงการ “การยกระดับคุณภาพการเลี้ยงจิ้งหรีดสู่อาหารปลอดภัยมูลค่าสูงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านผาแดง อ.งาว จ.ลำปาง เพื่อพัฒนาและทดสอบสูตรอาหารลดต้นทุนที่เหมาะสมด้วยพืชผลทางการเกษตรในท้องถิ่น นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ใช้ในการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมพัฒนาระบบจัดการข้อมูลเพื่อติดตามและประเมินผลการผลิตและการตลาด ภายใต้การบริหารจัดการ เพื่อพัฒนา RAINS for Upper Northern Food Valley (Increase the value of agricultural products and food by BCG model)ประจำปี 2566 ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแนวทางการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปต่างๆ อาทิผงโรยข้าว อาหารเสริม เครื่องดื่ม การพัฒนาแบรนด์ โดยชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ดร.วิชาญกล่าวอีกว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารแห่งอนาคตที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยง เข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการเลี้ยงและการแปรรูปจิ้งหรีด จะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเกษตรกรรายย่อยในการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีนทางเลือก ซึ่งจะเข้าไปทดแทนโปรตีนกระแสหลักได้ในที่สุด