กรมพัฒนาที่ดิน แก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตรด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812088

กรมพัฒนาที่ดิน แก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตรด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

กรมพัฒนาที่ดิน แก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตรด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.49 น.

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1  นางนงนุช  ศรีพุ่ม  ขับเคลื่อนนโยบาย ภายใต้โครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตร  

เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ได้ลงพื้นที่สำรวจปัญหา ความต้องการและแนวทางการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับหลักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 11 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ประสบปัญหาภัยทางการเกษตร เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย และการลุกล้ำของน้ำทะเลในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบในการเพาะปลูก เมล็ดข้าวไม่งอก พืชผลเติบโตช้า พืชไม่ดูดซับธาตุอาหาร และผลผลิตไม่ดี ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกร สถานีพัฒนาที่ดินปทุมธานีจึงได้จัดทำโครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตร ในพื้นที่ดำเนินการ 60 ไร่ โดยมีลักษณะงาน ดังนี้

1. ปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 ขึ้นรูปคันนา และปรับความลาดเอียงของพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำในนา เพื่อควบคุมวัชพืช และแก้ปัญหาดินเปรี้ยวดินเค็ม และลดการเผา จากการใช้น้ำ และน้ำหมักชีวภาพในการย่อยสลาย

2. ปรับพื้นที่ร่องสวนเดิม พร้อมปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 3 เพื่อแก้ปัญหาดินที่เสื่อมโทรมจากการเพราะปลูกมาเป็นระยะเวลานาน และเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในแปลง

3. ขุดลอกคูระบายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในแปลงนา และเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำ และการกักเก็บน้ำใช่วงหน้าแล้ง

และ 4. ทางลำเลียงในไร่นา เพื่อแก้ปัญหาการขนย้ายสินค้าเกษตรโดยการดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อทำการเกษตรได้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่ได้ และสร้างศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรกร และการแข่งขันทางการตลาด พร้อมทั้งลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้ และความเป็นอยู่ที่มั่นคงและดีขึ้น

‘บุญสิงห์’ร่วมหารือแนวทาง ปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีกพะเยา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811727

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีก จ.พะเยา ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีก ทั้งเป้าหมายของการคัดเลือกพันธุ์สัตว์ปีกให้ได้ลักษณะตามต้องการ ทั้งลักษณะคุณภาพและลักษณะปริมาณ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธุ์สัตว์ปีกที่ในประเทศยังต้องการผลผลิตจำนวนมาก สอดคล้องกับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อเพิ่มรายได้ 3 เท่าใน 4 ปี ของ รมว.เกษตรฯ

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย นายดนัย คำขวัญ ผอ.สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ นายกฤษณ์ พิมพ์งาม ปศุสัตว์ จ.พะเยา น.ส.จีระนันท์ สว่างดวง เกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา น.ส.หยาดรุ้ง โปรงชนะ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน รักษาการ ผอ.ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมให้ข้อมูลในการตรวจราชการในครั้งนี้ สำหรับศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา ดำเนินการผลิตสัตว์พันธุ์ดี ทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ 1.โคพื้นเมืองพันธุ์ขาวลำพูน 2.กระบือพันธุ์น้ำว้า 3.สุกรพันธุ์แลนด์เรซ และ 4.ไก่พื้นเมืองพันธุ์ประดู่หางดำเชียงใหม่

ที่ปรึกษาฯรับฟังร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811726

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมอภิปรายสาระสำคัญและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษล้านนาตะวันออก พ.ศ. … กลุ่ม จ.พะเยา ที่โรงแรม M2 hotel waterside อ.เมือง จ.พะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพและขีดความสามารถทั้งทางด้านทรัพยากรและศักยภาพของพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน หรือกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก ที่มีศักยภาพ เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญเชื่อมโยงการค้าและการนำเข้าส่งออก อีกทั้งมีฐานทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ หากมีกลไกการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ และเกิดความต่อเนื่องสอดคล้องกับบริบทและศักยภาพเชิงพื้นที่ สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ปัจจุบันไม่เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางดังกล่าว เพราะการส่งเสริมด้านการบริหารด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และระบบการอนุมัติอนุญาตตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์เป็นการบริหารที่มีลักษณะรวมศูนย์ ขาดการส่งเสริมการกระจายโอกาสในเชิงพื้นที่ อีกทั้งการจัดทำระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของหน่วยงานรัฐยังขาดความต่อเนื่อง ไม่เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเชิงพื้นที่หรือกลุ่มจังหวัดได้อย่างเต็มศักยภาพจึงกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออกในพื้นที่กลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก เพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่นั้นๆ อย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ บูรณาการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออกมีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้งกำหนดแผนงานด้านการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ อย่างมีเป้าหมายและมีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วม

สทนช.บูรณาการข้อมูล รับมือ‘ลานีญา’ลดภัยน้ำท่วม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811728

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมแผนรับมือ ซึ่งเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ เพื่อให้ทุกหน่วยงานด้านน้ำยึดเป็นหลักในการเตรียมแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขภัยอันเกิดจากน้ำให้เหมาะสมกับสภาพและบริบทของแต่ละลุ่มน้ำ รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำอุปโภค-บริโภคให้กับประชาชนตลอดทั้งปี ไม่ให้ส่งผลกระทบในช่วงฤดูแล้งถัดไป จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการและโครงการฯ ไปสู่แผนปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด และจะติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

สำหรับการได้มาซึ่งข้อมูลการคาดการณ์ที่แม่นยำนั้น สทนช.ได้บูรณาการร่วมกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศฯ ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่าที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมทรัพยากรธรณี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้จำลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสภาพการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อซักซ้อมการเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันภัย รวมถึงการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ ผ่านแม่น้ำ คู คลอง ระบบหรือเครื่องมือชลประทานต่างๆ ที่มีอยู่ได้อย่างแม่นยำ สัมพันธ์และเหมาะสมกับสภาพที่เกิดในพื้นที่นั้นๆ ที่สำคัญคือ สามารถเตือนภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ทันการณ์หรือล่วงหน้า 3 วัน ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงฤดูฝนแล้วแต่ยังมีบางพื้นที่ไม่มีฝนตกและอาจประสบภาวะภัยแล้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณ จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนมีการหว่านข้าวไปแล้ว ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนในการให้ความช่วยเหลือแล้ว เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในการเลื่อนการเพาะปลูกออกไปเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย ส่วน ปภ.สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย และ สทนช.ภาค 3 จะเร่งลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยฯพบชาวบ้าน มีปัญหาเดือดร้อน ท่าเทียบเรือฯชำรุด เร่งดำเนินการแก้ไข

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811729

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากสะพานท่าเทียบเรือประมงชำรุดเสียหายที่หน้าวัดรางจันทร์สามัคคีธรรม หมู่ 4 ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่ง ดร.จอมขวัญ ได้รับแจ้งจากนายพูลศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 และนายสมศักดิ์ แจ่มจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.นาโคก ให้พบปะเกษตรกรและประชาชน เพื่อรับเรื่องร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนกรณีดังกล่าว โดยจะรายงานต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ รับทราบและพิจารณาต่อไป

สำหรับสะพานท่าเทียบเรือประมง ที่หน้าวัดรางจันทร์สามัคคีธรรม หมู่ 4 ต.นาโคก ก่อสร้างและใช้งานมานานประมาณ 30 ปี สร้างด้วยงบประมาณของกรมประมง เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ ต.นาโคก และตำบลใกล้เคียง ใช้เป็นท่าเทียบเรือประมง นำสัตว์น้ำทะเลที่จับได้ขึ้นขายบนฝั่ง รวมทั้งเป็นจุดเที่ยวชมทะเลและธรรมชาติป่าชายเลน ซึ่งเป็นการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้จากการขายสินค้าประมงแปรรูป แต่ปัจจุบันสะพานมีความชำรุดเสียหายจากคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะ เกษตรกรและชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและนักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้สะพานท่าเทียบเรือประมงได้ เพราะเสี่ยงกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้เกษตรกรและประชาชน ขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ จึงมีความต้องการให้กรมประมง พิจารณาดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมสะพานดังกล่าวให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

เกษตรกรเมืองช้างโอด! วอนรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาวัวควายตกต่ำมากสุดในรอบ 20 ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811766

เกษตรกรเมืองช้างโอด! วอนรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาวัวควายตกต่ำมากสุดในรอบ 20 ปี

เกษตรกรเมืองช้างโอด! วอนรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาวัวควายตกต่ำมากสุดในรอบ 20 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.51 น.

เกษตรกรเมืองช้างโอด! วอนรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาวัวควายตกต่ำมากสุดในรอบ 20 ปี

วันที่ ( 20 มิ.ย. 67 ) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์รายงานว่า ได้พบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค , กระบือ ในเขตพื้นที่บ้านชำสะมิง ต.ชบ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ที่ได้รับผลกระทบเรื่อง ราคาโคตกต่ำ ซึ่งคาดว่ามากสุดในรอบ 20 ปี จึงอยากวอนผ่านสื่อไปถึงรัฐบาล ให้ช่วยเร่งหาทางออก และแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

นายทิน ปัญญาดี อายุ 58 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เล่าว่า ตนก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไมราคาวัว , ควาย ถึงตกต่ำขนาดนี้ ตนมีวัวที่เลี้ยงอยู่ทั้งหมด 5 ตัว ซึ่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา วัวที่ตนเลี้ยง อายุประมาณเท่าที่มีอยู่ในคอก สามารถขายได้สบายๆ 2-3 หมื่นบาทต่อตัว ซึ่งปัจจุบันราคาไม่ถึง 7 พันบาท ซึ่งวันก่อนตนได้นำวัวไปขายแล้วด้วย แต่มานึกอีกทีว่าสงสารวัว และก็สงสารตัวเองที่ทุ่มเทเลี้ยงมา ก็เลยตัดสินใจเอาเงินไปคืนพ่อค้าที่รับซื้อวัว

นายทิน ยังเล่าว่า ตนก็แปลกใจเหมือนกันว่า ราคาเนื้อวัวที่ขายตามท้องตลาด ราคาก็ไม่ได้ถูก กิโลกรัมละเกือบ 300 บาท แต่ทำไมพ่อค้าที่รับซื้อวัวถึงให้ราคาถูกขนาดนี้ ตอนนี้ตนหาทางออกไม่ได้เลย หนี้สินก็เต็มไปหมด หวังจะเลี้ยงวัวไว้ขายก็มีแต่ขาดทุน ตนอยากจะฝากไปถึงรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยเร่งหาทางออก และแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ส่งเสริมให้ราคาวัว , ควาย ดีขึ้นกว่านี้หน่อย ไม่ใช่แค่ตน หรือคนสุรินทร์เท่านั้น อยากให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกรคนไทยทั่วทั้งประเทศ

รับจ้างบินโดรนพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ต้องผ่านหลักสูตรอบรม-ขออนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811761

รับจ้างบินโดรนพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ต้องผ่านหลักสูตรอบรม-ขออนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย

รับจ้างบินโดรนพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ต้องผ่านหลักสูตรอบรม-ขออนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.03 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 เพจเฟซบุ๊ก “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย. ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เผยแพร่คลิปวีดีโอ “เรื่องที่คนใช้โดรนทางการเกษตรต้องรู้…ในep.22” โดยมี น.ส.อัชลี นามวงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มาให้ความรู้ ซึ่งสืบเนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรนิยมใช้โดรนฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเกิดอาชีพรับจ้างบินโดรนในงานเกษตรอย่างแพร่หลาย

โดย น.ส.อัชลี กล่าวว่า เรื่องนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ในมาตรา 22 ระบุว่า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายประเภทที่ 2 ต้องแจ้งการดำเนินการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน และมาตรา 23 ระบุว่า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในส่วนของโดรน จะมี 2 หน่วยกงานที่เกี่ยวข้อง คือเชิงวิชาการ โดยสำนักวิจัยอารักขาพืช กรมวิชาการแกษตร มีภารกิจให้ความรู้ในการใช้งานโดรนอย่างถูกวิธีและปลอดภัย ที่ผ่านมาอบรมไปแล้ว 2 รุ่น มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ผ่านการอบรมจะได้ใบประกาศซึ่งมีอายุ 5 ปี และหากต้องการประกอบอาชีพรับจ้างบินโดรนพ่นสารเคมีทางการเกษตรในแปลงของผู้อื่น ก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายกับกลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย เพราะมีกฎหมายระบุเรื่องการครอบครองสารเคมีเพื่อรับจ้าง ต้องผ่านการอบรมและได้รับอนุญาตด้วย

“ใบอนุญาตอายุ 1 ปี พอหมดอายุก็ต้องต่ออายุ ค่าธรรมเนียมขอมีไว้ในครอบครองขั้นต่ำอยู่ที่ 500 บาท แต่ในการพิจารณาว่าราคาอยู่ที่เท่าไร คือขั้นต่ำ 500 บาท แต่ว่าเราจะดูปริมาณในการเก็บ ขนาดพื้นที่ในการเก็บก็คือราคาก็จะเพิ่ม แพงที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขั้นต่ำ 500 บาท” น.ส.อัชลี กล่าว

น.ส.อัชลี กล่าวต่อไปว่า ในการต่อใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย สามารถต่อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยกรมวิชาการเกษตร มีระบบ National Single Window (NSW) หากผู้ประกอบการหรือเกษตรกรอยู่ต่างจังหวัด สามารถแจ้งหรือสมัครได้เลย โดยหากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่หมายโทรศัพท์ 02-579-7990 และ 02-579-7986

ทั้งนี้ ในกรณีของเกษตรกรที่ใช้โดรนพ่นสารเคมีเกษตรในแปลงของตนเอง ไม่ได้รับจ้างพ่นในแปลงของบุคคลอื่น ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ยกเว้นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2539 ได้กำหนดว่า กรณีผู้มีวัตถุอันตรายเพื่อกำจัดศัตรูพืชในการประกอบเกษตรกรรมของตนเอง ได้รับการยกเว้นไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรกลุ่มนี้ยังต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการใช้งานโดรนอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

ขอบคุณเรื่องจาก https://www.facebook.com/WSST1977/videos/811121634414939?locale=th_TH

‘กรมพัฒนาที่ดิน’ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนศูนย์ชีวภาพชุมชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811730

'กรมพัฒนาที่ดิน'ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนศูนย์ชีวภาพชุมชน

‘กรมพัฒนาที่ดิน’ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนศูนย์ชีวภาพชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.10 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนศูนย์ชีวภาพชุมชน (Community Biological Center : CBC LDD)

นางนงนุช ศรีพุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 มอบหมายให้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 พร้อมด้วย นายพรภิรมย์ อ่อนสัมพันธุ์ ประธานศูนย์ชีวภาพชุมชน เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนศูนย์ชีวภาพชุมชน (Community Biological Center : CBC LDD) โดยความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาที่ดินและสถาบัน IRD โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความหลากหลายชีวภาพทางดิน และกำหนดแผนบูรณาการในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนศูนย์ชีวภาพชุมชน ร่วมกันแสวงหาแนวทางการจัดการดินอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลาย ทางพันธุกรรมของจุลินทรีย์ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมทางการเกษตร การผลิต ขยาย และใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตรในระดับชุมชนท้องถิ่น เกษตรกรสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน และทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เช่น ปุ๋ยชีวภาพ และสารชีวภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น เกษตรกรสามารถดำเนินกิจกรรม และใช้ผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรทางชีวภาพที่ก่อให้เกิดมูลค่าและคุณค่าต่อชุมชนท้องถิ่นต่อไป ณ ห้องประชุม 801 กรมพัฒนาที่ดิน กรุงเทพมหานคร

– 006

สพข.1 ร่วมอบรม รวมพล คนหัวใจอินทรีย์ เสริมทักษะสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส (PGS) ผลิตอาหารปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811696

สพข.1 ร่วมอบรม รวมพล คนหัวใจอินทรีย์ เสริมทักษะสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส (PGS) ผลิตอาหารปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สพข.1 ร่วมอบรม รวมพล คนหัวใจอินทรีย์ เสริมทักษะสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส (PGS) ผลิตอาหารปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.44 น.

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 นางนงนุช ศรีพุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 มอบหมายให้ มิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ในสังกัด เข้าร่วมฝึกอบรมโครงการฝึกอบรมวิทยากรระดับพื้นที่ด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ หลักสูตร “การพัฒนาเจ้าหน้าที่ พด.เป็นมิสเตอร์อินทรีย์” โดย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ด้านวิชาการ เป็นประธานเปิดการอบรมฯ และนายจำเริญ นาคคง ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กล่าวรายงานที่มาความสำคัญของการจัดอบรม

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินที่สมัครเป็นมิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ได้รับความรู้ความเข้าใจ กระบวนการขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป เพื่อทดสอบคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถผ่านเกณฑ์ที่กรมฯกำหนด ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นมิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ประจำในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ สำหรับขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์ PGS ตามมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการอบรมประกอบด้วยภาคบรรยายภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ การเสวนา เป็นการแลกเปลี่ยน แชร์ประสบการณ์ สำหรับกลุ่ม/พื้นที่ที่ดำเนินการเกษตรอินทรีย์ประสบผลสำเร็จ เพื่อเป็นแนวทางให้กับมิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ในการขับเคลื่อนกลุ่ม และยังมีการลงพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ทำให้มิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ที่เข้ารับการอบรมได้ทักษะเพิ่มเติม สามารถนำไปใช้เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยผู้เข้าอบรมประกอบด้วย มิสเตอร์เกษตรอินทรีย์จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง วิทยากร ผู้สังเกตการณ์ รวม 230 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 19 มิถุนายน 2567 โดยกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย ณ วังรีรีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ร่วมพิธีเปิด’โครงการพัฒนา 72 สายน้ำ อย่างยั่งยืน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811694

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ร่วมพิธีเปิด'โครงการพัฒนา 72 สายน้ำ อย่างยั่งยืน'

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ร่วมพิธีเปิด’โครงการพัฒนา 72 สายน้ำ อย่างยั่งยืน’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.40 น.

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ร่วมพิธีเปิด “โครงการพัฒนา 72 สายน้ำ อย่างยั่งยืน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2567 นางนงนุช ศรีพุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 เข้าร่วมพิธีเปิด “โครงการพัฒนา 72 สายน้ำ อย่างยั่งยืน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการฯ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อน้อมนำแนวทางพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุข ณ บริเวณจุดชมวิวรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตำบลโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี