ผู้ช่วยฯประชุม คกก.ติดตามฯ ขับเคลื่อนงาน ด้านการเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811068

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ครั้งที่ 2/2567 โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปรีชา พันธุ์วาหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯพร้อมคณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวกับการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ จ.นครปฐม หนองบัวลำภู ระนอง สงขลา และอุบลราชธานี โดยมีวาระการพิจารณา 2 ประเด็น คือประเด็นที่ 1 พิจารณาแผนการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในจังหวัดดังกล่าว โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายและข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ ในพื้นที่ที่สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานได้บรรลุตามเป้าหมาย และพื้นที่ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จหรือยังไม่ดำเนินการตามข้อสั่งการ และ 2.ลงพื้นที่แก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร และประเด็นที่ 2 พิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ ทั้ง 5 จังหวัดดังกล่าว

กรมข้าวจัดงาน วันข้าว-ชาวนา มุ่งใช้นวัตกรรม เพิ่มองค์ความรู้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810841

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศโดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา สร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลัก และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567” เมื่อเร็วๆ นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “RICE” ประกอบด้วย นิทรรศการต่างๆ มากมาย ที่อยากให้เข้ามาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้งการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ เต๋า ภูศิลป์, ลำยอง หนองหินห่าว มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และยังมีจุดให้บริการส่งสินค้าถึงบ้าน

‘อรรถกร’ฉลองดื่มนมโลก ชวนให้บริโภคนมเพิ่ม25ลิตร/ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810843

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “วันดื่มนมโลก ปี 2567” ที่ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก” หรือ “World Milk Day” เพื่อให้ประเทศและองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคนม โดยในปี 2567 ภายใต้แนวคิด “สร้างความสุขเสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู”เพื่อรณรงค์การบริโภคนมในสังคมไทยมุ่งสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในวงกว้าง อีกทั้งเป็นการช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความมั่นคงด้านอาชีพการเลี้ยงโคนมและผลิตน้ำนมคุณภาพดีให้คนไทยได้ดื่มมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การบริโภคผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย มีการบริโภคนมที่น้อยมากถ้าเทียบกับอัตราการบริโภคนมของทั่วโลก ซึ่งมีอัตราการบริโภคนมพร้อมดื่มภายในประเทศประมาณ 18 ลิตร/คน/ปี ถ้ารวมผลิตภัณฑ์นมนำเข้าจะอยู่ที่ 22 ลิตร/คน/ปี (ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลก) สัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็กไทย ที่มีส่วนสูงสมส่วนยังไม่ถึงค่าเป้าหมาย กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมจึงได้ตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมการบริโภคนมของคนไทยให้เพิ่มขึ้น จากเดิม 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2570 พร้อมทั้งสร้างการรับรู้และการสร้างช่องทางการเข้าถึงนม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมและรับประทานผลิตภัณฑ์นมมากขึ้น

“วันดื่มนมโลก เป็นการบูรณาการของภาคส่วนในอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำนำผลผลิตและผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ มาแสดงให้ประชาชนได้รับความรู้ และมีทัศนคติการดื่มนมที่ถูกต้อง เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มนม เน้นการสร้างนิสัยรักการดื่มนมในทุกเพศทุกวัย เพราะหากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการดื่มนม ก็จะเลือกบริโภคนมให้มากขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรง ภาคอุตสาหกรรมนมเข้มแข็ง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมผลิตน้ำนม คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง สร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ”นายอรรถกร กล่าว

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ ร่วมกันกล่าวคำขวัญเชิญชวนการดื่มนม ปี 2567 “สร้างความสุขเสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู” พร้อมยกนมดื่มพร้อมกัน เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการดื่มนมให้กับประชาชนชาวไทย

พด.พัฒนาศักยภาพดินสำหรับปลูกพืชGI

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810844

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่าได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นของไทยมาเป็นผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะพืชท้องถิ่นที่สำคัญและมีเอกลักษณ์เฉพาะ หรือพืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GeographicalIndications : GI) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้สินค้าเกษตรพื้นถิ่นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัดมีสินค้า GI ของตนเอง โดยกองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน สำรวจพื้นที่ ลักษณะ และสมบัติของชุดดิน เก็บตัวอย่างดิน วิเคราะห์ดิน เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลทรัพยากรดินและแนวทางการจัดการดินพื้นที่ปลูกพืช GI รายชนิดพืช ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบสถานภาพทรัพยากรดินและศักยภาพของดินในพื้นที่บ่งชี้สถานะของดินที่มีการปลูกพืชให้มีคุณภาพดี

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า ฐานข้อมูลสารสนเทศและสถานการณ์ของทรัพยากรดินในพื้นที่เพาะปลูกพืช GI ดังกล่าวข้างต้น กองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน จะนำมาวิเคราะห์และประเมินคุณภาพที่ดิน ทั้งระดับความต้องการปัจจัยของพืช GI และสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดชั้นความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกพืช GI ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจัดทำเขตการใช้ที่ดินสำหรับการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืช GI พร้อมทั้งจัดทำเขตเหมาะสมมาสำหรับปลูกและขยายพื้นที่ปลูกพืช GI ต่อไป โดยดำเนินการแล้วกว่า 40 ชนิดพืช อาทิ ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ดำเนินการอีก 11 ชนิดพืช โดยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด เพื่อให้การผลิตพืช GI มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ได้รับความคุ้มครองพื้นที่เกษตร เป็นทางเลือกให้เกษตรกร สร้างรายได้และคุ้มครองพื้นที่เกษตรให้สามารถผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน

สวก.-BEDOผลักดัน แมลงโปรตีนBSFธุรกิจใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810847

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าวว่า การผลิตอาหารสัตว์จากแมลง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป จากรายงานพบว่าแมลงถูกใช้เป็นโปรตีนสำหรับสัตว์น้ำประมาณ 194,000 ตัน ในปี 2020 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีจึงสนับสนุนทุนวิจัยให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ดำเนินโครงการขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตแมลงโปรตีน (Hermetia illucens L.)สำหรับเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งจากผลการดำเนินโครงการ พบว่าสามารถสร้างวิทยากรเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในระดับพื้นที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ 10 แห่งแก่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ 22 จังหวัด รวม 713 คน ให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และช่วยลดต้นทุนด้านอาหารได้ 50%

ด้าน ดร.ธนิต ชังถาวร รอง ผอ.BEDO กล่าวว่า แมลงโปรตีน BSF (Black Soldier Fly) ประเทศไทยยังรู้จักและใช้ประโยชน์น้อยมาก BSF เป็นแมลงที่มีปีก 2 ปีก เช่นเดียวกับกลุ่มแมลงวัน ต่างตรงที่แมลงโปรตีน BSF เป็นแมลงที่ไม่เป็นพาหะนำโรคและไม่เป็นศัตรูพืช มีวงจรชีวิตจากระยะไข่สู่ระยะตัวเต็มวัย ประมาณ 13-18 วันช่วงก่อนเข้าระยะดักแด้ มีโปรตีนสูง 42–54% อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นและกรดไขมันดีหลายชนิด จึงสามารถใช้ทดแทนแหล่งโปรตีนดั้งเดิม และจากการศึกษาพบว่า BSF สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้ 90% ในเวลา 14 วัน จึงช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับขยะอินทรีย์ได้ 49% และมูลจากการเลี้ยงยังสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยชีวภาพหรือสารบำรุงดิน เนื่องจากมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่เป็นสารอาหารจำเป็นและกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810627

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ 'ปุ๋ยคนละครึ่ง'

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.09 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2567 นายภาคิณ มุสิกวรรณ นายกสมาคมศูนย์ข้าวชุมชน(ประเทศไทย) ประกาศจุดยืนสนับสนุนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง”ของรัฐบาล โดยมีถ้อยแถลงดังนี้

‘ธนาคารที่ดิน’ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810608

'ธนาคารที่ดิน'ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

‘ธนาคารที่ดิน’ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 20.47 น.

ธนาคารที่ดิน ปลื้มทุเรียนจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จันทบุรี ชุดแรกให้ผลผลิต 700 – 800 กิโลกรัม ราคาขาย 120 – 160 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้ให้สมาชิกฯ มีชีวิตมั่นคง คาดปีหน้าผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม

วันที่ 14 มิถุนายน 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารที่ดิน สนับสนุนซื้อที่ดินให้แก่ วิสาหกิจชุมชน (วสช.) เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี  ในโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวนเนื้อที่ 77 ไร่ เมื่อปี 2563

โดยวสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา มีสมาชิกจำนวน 30 ราย ภายในวิสาหกิจฯ มีการพัฒนาศักยภาพด้วยการอบรมพัฒนาใช้เทคโนโลยี และอินทรีย์ชีวภาพ และปลูกพืชหลากหลาย อาทิเช่น ปลูกทุเรียน เน้นพันธุ์หมอนทอง ตั้งแต่แรกเริ่มที่สมาชิกฯ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ จำนวนประมาณ 1,500 – 2,000 ต้น ปัจจุบัน ทุเรียน มีอายุเข้าสู่ปีที่ 3 และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว แม้ยังไม่มาก แต่สมาชิกฯ ก็สามารถเก็บทุเรียนได้รวมกัน 700 – 800 กิโลกรัม โดยประมาณ ส่วนราคาขายอยู่ที่ 120 – 160 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันทุเรียนชุดแรก หมดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ปีหน้า ทุเรียนที่ วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จะให้ผลผลิตที่มากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากทุเรียน แล้ว วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา ยังมีอาชีพเลี้ยงผึ้ง แบบธรรมชาติ เป็นสินค้าขายดีอีกชนิดหนึ่ง และยังมีรายได้จากการแปรรูปผลผลิตที่เป็นจุดเด่น เช่นโกโก้ชนิดผง หรือเมล็ดโกโก้อบแห้ง น้ำโกโก้จากผงโกโก้ 100 % น้ำโกโก้สด ขนมอบจากส่วนประกอบโกโก้ และกล้วยหนึบ

ส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก  วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จะนำไปจำหน่ายที่ตลาดจริงใจในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จันทบุรี ทุกวัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2567   สำนักงบประมาณ นำโดยนายวิรัน แก้วลาย นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ ในฐานะผอ.กองประเมินผล 1  ได้ลงพื้นที่ วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา เพื่อติดตาม และประเมินผลประกอบการประเมินความคุ้มค่าโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบรายงาน เป็นการสะท้อนการดำเนินงานของโครงการที่ธนาคารที่ดิน ดำเนินการตอบโจทก์ตามนโยบายรัฐบาล คือ สร้างรายได้ กระจายการถือครองที่ดินทำกิน

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810550

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.41 น.

ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.) มีมติเห็นชอบหลักการโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อสนับสนุนและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่กำลังเริ่มปลูกข้าวปีการผลิต 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 4.68 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 16 ล้านคน ภายใต้โครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 กรอบวงเงิน  29,994.3445 ล้านบาท ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 (ครั้งที่ 2/2567) โดยจะใช้จ่ายจากเงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ จำนวน 29,532.195 ล้านบาท และมอบหมายกรมการข้าวจัดทำข้อมูลเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการและงบประมาณ ภายหลัง นบข.มีมติดังกล่าวมีพี่น้องภาคประชาสังคมหรือมูลนิธิรวมถึงนักวิชาการได้วิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” อย่างกว้างขวางปรากฏตามสื่อสาธารณะทั่วไป นั้น

นายจารึก กมลอินทร์ ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เปิดเผยว่า ผมในฐานะประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เห็นว่าโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เป็นมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเกษตรในระยะสั้นที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยสนับสนุนปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในรูปแบบ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” (ภาครัฐและเกษตรกรจ่ายคนละครึ่ง) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสและบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าถึงปัจจัยการผลิตให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้นั้น เป็นแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านเกษตรที่ดี ศูนย์ข้าวชุมชนฯ และภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรยินดีสนับสนุนแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง ซึ่งการที่ นบข.มีมติเห็นชอบในหลักการ โดยปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการเป็นปุ๋ยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือหนังสือสำคัญรับแจ้งถูกต้องตามพ.ร.บ.ปุ๋ยและชีวภัณฑ์ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยสำหรับนาข้าวที่ขึ้นทะเบียน เบื้องต้นจำนวน 16 รายการ และจำนวน 16 รายการประกอบด้วยปุ๋ยเคมี 14 สูตร และปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ที่ควบคุมโรคพืชได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตขึ้นทะเบียนเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์อย่างถูกต้อง มากถึง 245 ราย

กรณีพี่น้องภาคประชาสังคมหรือมูลนิธิรวมถึงนักวิชาการได้วิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” อย่างกว้างขวาง ผมขอชื่นชม เคารพ เห็นด้วยกับเหตุผลและความห่วงใยของทุกๆ ท่านที่มีต่อพี่น้องชาวนา แต่ผมมีความเห็นต่างด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) จากทุกๆท่าน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1) โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” มีวัตถุประสงค์หลัก “ เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการลดต้นทุนการผลิตข้าวแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว” เงื่อนไขโครงการฯ กำหนดว่า ” เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์สำหรับนาข้าวและชีวภัณฑ์ที่ขึ้น ทะเบียนสำหรับนาข้าว จำนวน 16 รายการ” รัฐบาลหาได้อุดหนุนเฉพาะปุ๋ยเคมีเท่านั้น แต่กลับเป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนและพี่น้องชาวนา จะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยกระบวนการใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ ที่มีความห่วงใยพี่น้องชาวนาและกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อม ควรฉวยโอกาสนี้หันหน้ามาร่วมมือกันเพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) การสร้างความคิดเชิงวิสัยทัศน์(Visionary Thinking) และการสร้างแผนทางเลือก (Scenario Planning) ภายใต้ภาวะความผันผวนของสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยมีเป้าหมาย ลดต้นทุน ลดภาระหนี้ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ ให้แก่พี่น้องชาวนาทั้งประเทศ

2) ประเด็นความห่วงใยและกังวลต่อการที่รัฐบาลดำเนินการอุดหนุนปุ๋ยเคมี ทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี นั้น ดังที่กล่าวไว้ตามข้อ 1. เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์สำหรับนาข้าวและชีวภัณฑ์ที่ขึ้น ทะเบียนสำหรับนาข้าว จำนวน 16 รายการ รัฐบาลดำเนินการอุดหนุนปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช่เฉพาะปุ๋ยเคมีเท่านั้น แม้จะถูกมองว่าทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี แต่ในอีกด้าน มุมมองด้านทฤษฎี การเปลี่ยนอำนาจซื้อปุ๋ยไปสู่ชาวนาโดยตรงแบบคนละครึ่ง (ภาครัฐและเกษตรกรจ่ายคนละครึ่ง) ผ่านสหกรณ์การเกษตรและเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ จะทำให้เกษตรกรจะมีเงินกึ่งหนึ่งสำหรับใช้จ่ายในการดำรงชีพ ความคาดหวังคือการกระตุ้นอุปสงค์มวลรวมโดยให้การใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นทอดๆ มูลค่าที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจจะมีค่ามากกว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดลงไป ผลของตัวคูณ (Multiplier effect) จะทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าขยายตัวอันส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะชะงักงันในปัจจุบัน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี

3) หลายๆ ฝ่ายมองว่าเป็นช่องทางทุจริตจากการวิ่งเต้นขายปุ๋ยที่มีวงเงินในตลาดปุ๋ยกว่า 60,000 ล้านบาท นั้น ผมกลับเห็นว่าหน่วยดำเนินการกระจายปุ๋ยและชีวภัณฑ์คือ สหกรณ์การเกษตรหรือเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งมีมากกว่า 3,990 แห่ง และการทำธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตของสหกรณ์การเกษตรต่างๆ เป็นการประกอบธุรกิจปกติ อีกทั้งราคาจำหน่าย เป็นราคาควบคุมซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาปุ๋ยและชีวภัณฑ์ของโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีรองอธิบดีกรมการข้าวเป็นประธาน และกำหนดให้จำหน่ายปุ๋ยราคาเดียวกันในแต่ละสูตรแต่ไม่เกินราคาควบคุม ผมยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า สหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรธุรกิจหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีความสามารถในการดำเนิน การผลิต การจำหน่ายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะรวมกันซื้อรวมกันขาย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทั้งการรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต และการรวมกันขายผลผลิต ดังนั้นเอกชนผู้ผลิตปุ๋ยทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์จะต้องการเสนอราคาจำหน่ายปุ๋ยถูกกว่าตลาด อันจะส่งผลดีต่อพี่น้องชาวนาที่จะได้ซื้อปุ๋ยราคาถูกกว่าตลาดและจ่ายเงินซื้อเพียงครึ่งเดียว

ในการนี้ผมในฐานะประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ขอแสดงจุดยืนสนับสนุนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ของรัฐบาล และขอเรียกร้องให้หน่วยงานผู้รับผลิตชอบโครงการฯ กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตและบทลงโทษ เพื่อควบคุม กรณีเกษตรกรไม่นำปุ๋ยหรือชีวภัณฑ์ไปใช้ในการผลิตข้าวจริง แต่นำไปจำหน่าย แจกจ่ายให้แก่บุคคลอื่น

รองปลัดฯติดตามจัดตั้ง สำนักงานIFADในไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810383

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) ในประเทศไทยโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมองค์การระหว่างประเทศ กรมพิธีทางการทูต กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานและเจรจาจัดทำร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้าน ( Host Country Agreement : HCA )

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะมีการเจรจากับฝ่าย IFAD อีกครั้ง เพื่อให้การจัดตั้งสำนักงานฯ มีความสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มีความครอบคลุมถึงการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและแนวปฏิบัติในประเทศไทย รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรไทย ก่อนจะดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

ปลัดฯตรวจสอบ ปริมาณน้ำนมโค รวมทั้งประเทศ ถกโควตานมรร.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810380

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคทั้งระบบ ว่าเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคทั้งระบบ และคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคระดับจังหวัด เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำนมดิบ ณ ฟาร์ม และศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบทั่วประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการนมทั้งระบบซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคทั้งระบบตั้งแต่วันที่ 25-29 มีนาคม 2567 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบสรุปผลการตรวจสอบปริมาณน้ำนมดิบที่ฟาร์มเกษตรกร 2,821.86 ตัน ซึ่งจะนำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ขอความเห็นชอบและใช้เป็นข้อมูลในการจัดสรรสิทธิโควตานมโรงเรียนให้ทันก่อนเปิดเทอมปีการศึกษา 2567

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบฯ ยังพบว่าเกษตรกรที่เลิกเลี้ยงโคนมมีสาเหตุหลายประการ อาทิ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่มีผู้สืบทอดอาชีพ หรือปรับเปลี่ยนอาชีพไปเป็นการเลี้ยงโคเนื้อแทน แต่ไม่ได้แจ้งยกเลิกและปรับปรุงข้อมูลกับปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ ซึ่งคณะกรรมการและคณะทำงานฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งนำข้อมูลที่ได้รับจากระดับพื้นที่ มาเตรียมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป อาทิ มาตรการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ เป็นต้น