เกษตรฯจัดประชุม คกก.บริหารนโยบาย บริการด้านเกษตร ใช้3แนวทางสำคัญ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810170

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเกษตรประเด็นบริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2567 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร ประเด็นบริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ของกระทรวงเกษตรฯ ใน 3 แนวทางสำคัญได้แก่ แนวทางที่ 1 งานบริการภาคการเกษตรเพื่อส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร (Agricultural Service Provider) แนวทางที่ 2 งานบริการApplication ของกระทรวงเกษตรฯ(การเข้าถึงการบริการที่สะดวก รวดเร็วและทันสมัย) และ แนวทางที่ 3 งานบริการ e – Service ของกระทรวงเกษตรฯ(มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและมีความสะดวกมากขึ้น)

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวง
เกษตรฯ จัดทำฐานข้อมูลงานบริการภาคการเกษตร งานบริการ Applicationของกระทรวงเกษตรฯ และงานบริการe-Service ของกระทรวงเกษตรฯ ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามนโยบายที่กำหนด และให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างแท้จริง

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810023

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 08.36 น.

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

12 มิถุนายน 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สานต่อโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 6 และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เตรียมความพร้อมและมอบแนวทางการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ระดับประเทศ โดยกำหนดจัดงานจุดหลักจะอยู่ที่ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ท่าโป่งแดง) ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2567

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์ของโครงการคลินิกเกษตร คือต้องการให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนที่มารับบริการ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ ถือเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้บริการทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรแก่เกษตรกร 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงขยายโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตร และได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องครบถ้วนในคราวเดียวกัน

“โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญ และได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการแบบบูรณาการต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรร่วมกัน เพื่อให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกร และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ ณ จุดเดียว ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน และสอดคล้องกับปัญหาความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง” น.ส.เกณิกา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809985

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน  สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายชูชาติ รักจิตรอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายอภิชาตชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายไพฑูรย์ศรีมุก สำนักงานชลประทานที่ 6 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปความก้าวหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ สร้างระบบเก็บกักน้ำรอบบึง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บรรเทาปัญหาแล้ง-ท่วม 4 ตำบลในอำเภอจัตุรัส

“บึงละหาน” แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากถึง18,181 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ครอบคุลมตำบลละหาน ตำบลหนองบัวใหญ่ ตำบลหนองบัวบาน และตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีความหลากหลายของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ทำให้บึงแห่งนี้มีประโยชน์มากมาย แต่บึงละหานมักเผชิญปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากไม่มีระบบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบึงมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มศักยภาพ พอถึงช่วงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำชีจะเอ่อล้นเข้าสู่ลำห้วยคลองยายแก้วและลำคันฉู ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณรอบบึง

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ(ปี 2565-2570) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำชี เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองทั้งระบบ โดยใช้บึงแห่งนี้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน พร้อมเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปพัฒนาและก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่บ้างแล้ว อาทิ การขุดลอกและปรับปรุงแก้มลิง การก่อสร้างประตูระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำ ฝาย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์และถนนรอบบึงละหาน เป็นต้น โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งดำเนินการขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน (ระยะที่ 1) ส่วนในระยะต่อไป จะดำเนินการเพิ่มระดับเก็บกักน้ำให้สูงขึ้น และปรับปรุงทำนบดินรอบบึงละหาน หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งระบบตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากขึ้นอีกประมาณ 22.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 21,500 ไร่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ยังได้ติดตามงานก่อสร้างคลองผันน้ำลำปะทาว-สระเทวดา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในแผนโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ (ระยะที่ 1) สามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คืบหน้าแล้วกว่า 55% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำหลาก โดยการตัดยอดน้ำส่วนเกินไม่ให้ไหลเข้าท่วมตัวเมืองชัยภูมิ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำจากลำปะทาวผ่านคลองผันน้ำ ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกด้วย มีพื้นที่รับประโยชน์ 5,700 ไร่

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน และช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดชัยภูมิ ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างรายได้และอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯ-พาโกดาผลักดัน ส่งออกผลไม้จากไทยสู่ตลาดจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809986

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานและเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน ร่วมกับนางจาง เซียวเซียว อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ระหว่าง Shenzhen Pagoda Industry(Group) จำกัด (บริษัทพาโกดา) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ สำหรับพิธีการลงนามเอกสารความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน มี 4 ฉบับ คาดว่าภายหลังลงนามจะมีการจัดซื้อทุเรียนประมาณ 13,824 ตัน และมังคุด 880 ตันมูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูงมากมายหลายชนิด จึงได้ชื่อว่าเป็น Kingdom of Fruits และเป็นประเทศที่ส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้หลักการที่สำคัญ คือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับสินค้าภาคการเกษตร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรโดยการสร้างแบรนด์เนมสินค้าเกษตร การสร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของผลไม้ไทยที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน

ปัจจุบันประเทศไทย สามารถส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนได้ 22 ชนิด และอยู่ระหว่างการขออนุญาตเปิดตลาดส่งออกผลไม้ไทยเพิ่มเติมอีกหลายรายการ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อคุณภาพของผลไม้ รวมถึงมาตรฐานของกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อทำให้ผู้บริโภคชาวจีนจึงมั่นใจได้ว่าผลไม้ไทยนอกจากจะมีรสชาติที่ดีแล้ว ยังมีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความปลอดภัย โดยในปี 2566 ประเทศไทยมีการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนกว่า 2.36 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 213,468 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย

นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังมีการจัดพิธีเปิดงานเทศกาลผลไม้ไทย ประจำปี 2567 ซึ่งฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และบริษัท พาโกดา กำหนดจะจัดขึ้นที่ประเทศจีน เพื่อประชาสัมพันธ์คุณภาพมาตรฐานของผลไม้ไทย และการจัดจำหน่ายผลไม้คุณภาพของไทยผ่านหน้าร้านจำหน่ายผลไม้ของบริษัท พาโกดา กว่า 6,000 สาขาทั่วประเทศจีน รวมถึงมีการนำสื่อมวลชนและผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Key Opinion Leader: KOL) ของจีน เดินทางไปเยี่ยมชมสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้คุณภาพของไทย ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ด้วย

พด.ใช้สารซุปเปอร์พด.6บำบัดน้ำเสีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809987

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า จากกรณีน้ำเค็มจากแม่น้ำบางปะกงไหลทะลักเข้าพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์และคลองสาขา ต.บางกรูด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ รวมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชน รวมทั้งพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่บ่อปลาน้ำจืด เพื่อลดผลกระทบที่เกิด สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เก็บตัวอย่างดินและตัวอย่างน้ำในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์ไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินระดับความเค็มของพื้นที่

ทั้งนี้ ช่วงที่น้ำมีระดับความเค็มมากกว่า 0.5 ppt ต้องระมัดระวังในการนำมาใช้เพาะปลูก จนกว่าระดับความเค็มจะลดลง ส่วนการแก้ปัญหาน้ำเสีย ได้ให้คำแนะนำให้ช่วยกันเก็บซากพืชลอยน้ำและซากสัตว์น้ำที่ตาย พร้อมกับผลิตสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 นำไปใช้ฉีดพ่น สำหรับการผลิตสารบำบัดน้ำเสียแบบเร่งด่วน ซึ่งสามารถใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จำนวน 1 ซอง ขยายเชื้อในกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 50 ลิตร โดยหมักเป็นเวลา 4 วัน เมื่อหมักแล้วสามารถนำไปใช้บำบัดน้ำเสียในอัตราน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำเสีย 10 ลูกบาศก์เมตรทุกๆ 10 วัน

สำหรับการปรับปรุงดินที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ในช่วงต้นฤดูฝน แนะนำให้ฟื้นฟูดินตามชนิดพืช โดยทั่วไปให้ทำการระบายน้ำเค็มออกก่อน ถ้าในพืชผักให้ทำการยกร่อง ใช้แกลบดิบ และปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1ในแปลงปลูกพืช เพื่อเพิ่มความร่วนซุยและความชื้นของดิน และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ที่ขยายในปุ๋ยหมักร่วมด้วยเพื่อกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า ส่วนนาข้าวให้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราด เพื่อช่วยให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้นและทำการไถกลบ

ไทย-ซาอุฯจับมือ ส่งเสริมด้านเกษตร ร่วมวงถกUNCCD ผนึกกำลังฟื้นฟูดิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809984

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ นาย Khaled Al-Alabdulkader ผู้อำนวยการใหญ่ จาก National Center for Vegetation Cover and Combatting Desertification (NCVC) ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมคณะ เข้าพบ เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับวัตถุประสงค์ในการหารือในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้อำนวยการใหญ่ NCVC ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ครั้งนี้ เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดและหลากหลายยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะได้ขยายขอบเขตความร่วมมือในอนาคตอย่างแน่นอน โดยโอกาสนี้ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ได้เชิญผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 16(UN Convention to CombatDesertification: UNCCD COP 16) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2567 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเวทีในการหารือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ครอบคลุมการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดินการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้งรวมทั้งการต่อสู้การแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการ (pavilion) ด้านพื้นที่สีเขียว (green zone) เป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูดินด้วยเทคนิค เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ

รองปลัดฯประชุมคกก. จัดทำพ.ร.บ.ความหลากหลายฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809991

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยที่ประชุมได้รับทราบเรื่องต่างๆ ได้แก่ ความก้าวหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ, ความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขต พื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ของประเทศไทย,การจัดตั้งหน่วยที่ปรึกษาด้านวิชาการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือพันธมิตรสำหรับการอนุรักษ์นกน้ำอพยพและถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย, ผลการติดตามการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และรายงานการอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย ประจำปี 2565-2566

นอกจากนี้ได้พิจารณาประเด็นสำคัญ คือ 1.กรอบความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและการคุ้มครองชนิดพันธุ์ ระหว่างไทยและฝรั่งเศส 2.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จ.สมุทรปราการ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

3.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นพื้นที่เครือข่ายนกน้ำอพยพ 4.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park: AHP) และ 5.การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ

‘วัชระ’ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809997

'วัชระ'ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

‘วัชระ’ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.59 น.

“วัชระ”ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำตั้งแต่สมัยลุงตู่ พร้อมร้องขอกรรมสิทธิ์ สปก.ให้กับรร.ท่าชนะถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

11 มิถุนายน 2567 นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องติดตามเงินเยียวยาโครงการเรือออกนอกระบบของกรมประมง ตั้งแต่พ.ศ.2562 และติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

โดยหนังสือระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากนางดวงเดือน (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าของเรือประมงชื่อ เอกสาธิต ว่าได้นำเรือประมง 1 ลำ เข้าโครงการเรือออกนอกระบบของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งหน่วยงานราชการทำการสำรวจเรือประมงที่เข้าโครงการจำนวน 2,000 กว่าลำ เข้าหลักเกณฑ์จำนวน 1,007  ลำ และบัดนี้ระยะเวลาล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ยังไม่ได้เงินเยียวยาตามโครงการของกรมประมงแต่อย่างใด

ขอความอนุเคราะห์ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของกรมประมง โปรดหามาตรการอย่าได้หักเงินเยียวยาเหลือเพียงร้อยละ 75 โดยให้เงินเต็มจำนวนและควรเพิ่มเงินในการเสียค่าไฟฟ้าหรือค่าดูแลรักษาเรือนานถึง 5 ปี (60 เดือน) เพิ่มตามความเหมาะสมของภาวะเศรษฐกิจที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นลำดับอีกด้วย และควรให้เงินเพิ่มเติมแก่ชาวประมงตามโครงการเรือออกนอกระบบดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและรักษาประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนชาวประมงโดยเร็วที่สุด ส่วนเรือประมงที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์อีกมากกว่า 1,000 ลำนั้นกรมประมงไม่อาจทอดทิ้ง จะเยียวยาหรือช่วยเหลืออย่างไร เพราะเขาคือชาวประมงเช่นกัน

นายวัชระ กล่าวอีกว่า ตนยังได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายกนกศักดิ์ ช่วยยิ้ม ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อขอความอนุเคราะห์ติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ พื้นที่ 116 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวนนักเรียน 1,125  คน โดยโรงเรียนยังไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนและประชาชนชาวท่าชนะซึ่งที่ผ่านมาได้ทำเอกสารเสนอขอกรรมสิทธิ์ที่ดินของโรงเรียนตามขั้นตอนของทางราชการเพื่อรอดำเนินการตามลำดับ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

จึงขอความอนุเคราะห์ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยประสานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) โปรดดำเนินการติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเร็วที่สุดด้วย เพื่อประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนและประชาชนชาวท่าชนะโดยเร็วที่สุด

ด้าน นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนท่าชนะ จะส่งเรื่องให้ สปก เจ้าของเรื่องพิจารณาดำเนินการ ส่วนเรื่องเรือประมงขณะนี้กรมประมงพิจารณาดำเนินการอยู่ ทางกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะส่งเรื่องให้กรมประมงเร่งรัดดำเนินการให้ และจะให้หน่วยงานตอบเป็นหนังสือแจ้งให้ทราบ

ทั้งนี้ นายวัชระ ได้กล่าวขอบคุณนายประยูรที่ได้ประสานกรมประมงช่วยดูแลประมงพื้นบ้าน จ.สุราษฎร์ธานี ก็เป็นไปด้วยดีคือเป็นไปตามที่ท่านได้ให้ความเมตตาและอธิบดีกรมประมง นายบัญชา สุขแก้ว ซึ่งได้ประสานกับท่านก็ได้ดูแลพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องฝนแล้งที่ท่านได้ประสานกรมฝนหลวงเพื่อทำฝนเทียมในเขต จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง ผมก็ขอกราบขอบคุณแทนพี่น้องเกษตรกร

‘สภาทนายความ’จับมือ’ก.เกษตรฯ’ตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาข้อกฎหมายการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 16 จังหวัด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809914

'สภาทนายความ'จับมือ'ก.เกษตรฯ'ตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาข้อกฎหมายการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 16 จังหวัด

‘สภาทนายความ’จับมือ’ก.เกษตรฯ’ตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาข้อกฎหมายการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 16 จังหวัด

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.38 น.

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากสภาทนาย ความว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มีหนังสือคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำระดับจังหวัดใน 16 จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะทำงาน ผู้แทนจากกรมประมง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา และผู้แทนจากสภาทนายความจังหวัด เป็นคณะทำงาน ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ คณะทำงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1.วางแผนและกำหนดมาตรการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในการกำจัดและควบคุมในระดับพื้นที่

2.ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนติดตามและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ของปลาหมอคางดำ

3.สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและหน่วยงานอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

4.เชิญหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลหรือคำแนะนำทางวิชาการได้ตามที่เห็นสมควร

5.มอบหมายเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงาน ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

6.ดำเนินการปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่เกี่ยวข้อง ตามที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมอบหมาย และรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

ดร.วิเชียร นายกสภาทนายความ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มีคำสั่งแล้ว สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์จะพิจารณาแต่งตั้งประธานสภาทนายความจังหวัด ทั้ง 16 จังหวัด ในฐานะผู้แทนสภาทนายความจังหวัด เพื่อร่วมมือกับส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และผลกระทบความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ชาวประมง รวมถึงระบบนิเวศน์และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยต่อไป

ปศุสัตว์เดินหน้าลดต้นทุน ช่วยเกษตรกรผลิตสินค้าส่งขาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809772

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการหาแนวทางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น จากกลไกการตลาดของราคาอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกพื้นที่ จึงมอบหมายให้ทุกหน่ายงานราชการวางแผนกำหนด
โครงการฯ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ทางกรมปศุสัตว์ ได้ตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ส่งเสริมการลดต้นทุนอาหารสัตว์ในด้านการผลิตพืชอาหารสัตว์การให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารสัตว์ การส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพผลิตพืชอาหารสัตว์ การให้บริการเครื่องจักรกลอาหารสัตว์ และการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์

สำหรับปีงบประมาณ 2567 สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ ประกอบด้วย 1.กิจกรรมการขยายพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ 57.3 ตัน และผลิตท่อนพันธุ์ 3,500 ตัน เพื่อจำหน่ายและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ สำหรับลดต้นทุนค่าอาหารหยาบแก่เกษตรกร โดยเมล็ดพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น 28,000 ไร่ และท่อนพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น 7,000 ไร่ 2.กิจกรรมฟาร์มต้นแบบลดต้นทุนอาหารสัตว์ โดยการจัดทำฟาร์มสาธิต มีเป้าหมาย 150ฟาร์ม โดยมีฟาร์มนำร่อง ได้แก่ สหกรณ์โคนมนาวังจ.หนองบัวลำภู และสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จ.สกลนคร พร้อมให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนอาหาร โดยมีเป้าหมายให้คำแนะนำเกษตรกร 4,100 ราย

3.ส่งเสริมการผลิตพืชอาหารสัตว์ โดยการสร้างอาชีพผลิตพืชอาหารสัตว์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรประกอบอาชีพผลิตท่อนพันธุ์และเสบียงสัตว์จำหน่าย และเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่มีความประสงค์ปลูกสร้างแปลงพืชอาหารสัตว์ใช้ท่อนพันธุ์ และเสบียงสัตว์คุณภาพดี สำหรับลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ 4.บริการผลิตอาหาร TMR เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรจะมีอาหาร TMR ในราคาต่ำ และมีคุณภาพเหมาสมกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของสัตว์แต่ละชนิด 5.บริการเครื่องจักรกลอาหารสัตว์ (Motor pool) โดยการสนับสนุนเครื่องจักรกลอาหารสัตว์และอุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมการผลิตมาใช้เป็นอาหารสัตว์ให้กลุ่มเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการผลิต และ 6.บริการวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำผลวิเคราะห์ไปใช้ได้ตรงตามความต้องการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าว เกษตรกรจะได้รับการสนับสนุน หรือซื้อเมล็ดพันธุ์ และท่อนพันธุ์พืชอาหารสัตว์คุณภาพดีจากกรมปศุสัตว์ เพื่อนำไปลูกสร้างแปลงพืชอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารหยาบคุณภาพดี ได้รับคำแนะนำในการจัดการด้านอาหารสัตว์ โดยหน่วย FMMU เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ได้รับอาหาร TMR ที่หน่วยงานในสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ผลิตเพื่อจำหน่ายในราคาต่ำ และคุณภาพตรงตามความต้องการของสัตว์แต่ละช่วงวัย