‘อธิบดีกรมการข้าว’ ประชุมพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูนาปี 68

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ประชุมพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูนาปี 68

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ประชุมพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูนาปี 68

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

30 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมการพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์หลัก ฤดูนาปี 2568 ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีผู้บริหารจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคเข้าร่วม ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี

การประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้ร่วมกันวางแผนการจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกในแต่ละจังหวัดให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และทรัพยากร โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของพันธุ์ข้าวต่อสภาพแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาความสอดคล้องของเมล็ดพันธุ์ข้าวกับความต้องการของตลาด แนวโน้มข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงการวางแผนตรวจสอบและบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเหมาะสม

จากรำข้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง ‘น้ำมันรำข้าว’ ราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ ด้วยพลังการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน

จากรำข้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง ‘น้ำมันรำข้าว’ ราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ ด้วยพลังการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน

จากรำข้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง ‘น้ำมันรำข้าว’ ราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ ด้วยพลังการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ในวันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากกว่าราคา “น้ำมันพืช” จึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบในครัว แต่เป็นทางเลือกที่สะท้อนคุณภาพชีวิต และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจ คือ “น้ำมันรำข้าว” ซึ่งถูกยกระดับให้ก้าวสู่ตลาดสุขภาพอย่างจริงจัง

ภายใต้การสนับสนุนองค์ความรู้และมาตรฐานจาก กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในต้นแบบความสำเร็จที่กรม ฯ ภาคภูมิใจ  คือ วิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดตำบลหนองไม้กอง อำเภอไทรงาม  จังหวัดกำแพงเพชร ที่นำโดย นายทฤษฎี เพชรมะลิ ประธานกลุ่ม ผู้มองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน “เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว” หรือรำข้าวคุณค่าที่มากกว่าเมล็ดข้าว โดยนายทฤษฎีเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ทำไมตลาดข้าวกล้องจึงจำกัดอยู่เพียงบางกลุ่ม ทั้งที่คุณค่าของข้าวควรเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างกว่านั้น และเมื่อศึกษาลึกลงไป จึงพบว่า สารอาหารสำคัญจำนวนมากไม่ได้อยู่ในเนื้อแป้งของเมล็ดข้าว แต่อยู่ที่ “รำข้าว” โดยเฉพาะข้าวตลาดเฉพาะ (Niche Market) อย่าง  กข69 (ทับทิมชุมแพ) และมะลินิลสุรินทร์  เป็นต้น  ซึ่งข้าวสีเหล่านี้อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารชีวภาพตามธรรมชาติ ที่สามารถสกัดออกมาเป็นน้ำมันรำข้าวที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี้ กลุ่มจึงลงทุนซึ้อเครื่องสกัดเย็น (Cold Press) เพื่อรักษาคุณสมบัติของสารสำคัญ เช่น Gamma Oryzanol และสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ให้คงอยู่มากที่สุด โดยกระบวนการสกัดเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบคุณภาพจากข้าวที่ปลูกและควบคุมเองตั้งแต่ต้นน้ำ

นายทฤษฎี กล่าวต่อว่า กลุ่มแปลงนาสะอาด ผลิตน้ำมันรำข้าวมาแล้วกว่า  6 ปี โดย ช่วงเริ่มต้น กลุ่มฯ ทดลองจำหน่ายน้ำมันรำข้าวลิตรละ 6,000 บาท ก่อนที่จะพัฒนาแบรนด์ เพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสุขภาพ จนในปัจจุบันสามารถจำหน่ายได้ถึงลิตรละ 15,000 บาท ในตลาดเฉพาะ หรือ ตลาดพรีเมี่ยม ที่ผู้บริโภคมีกำลังในการใช้จ่ายเพื่อรักษาสุขภาพ โดยน้ำมันรำข้าวของทางกลุ่มจะมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อ  ทั้งที่เป็น  น้ำมันรำข้าวบรรจุลิตร , แคปซูล Soft Gel,   หรือ หากผู้ประกอบการอื่น ๆ สนใจในสรรพคุณของน้ำมันรำข้าวของเรา  สามารถซื้อไปเป็นสารประกอบผลิตอาหารเสริม และ ผลิตเครื่องสำอาง ได้  โดย ข้าวเปลือก 1 ตัน จะให้รำประมาณ 60–70 กิโลกรัม และสามารถสกัดเป็นน้ำมันได้ 4–5 กิโลกรัม สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว จากเดิมที่รำข้าวเคยถูกใช้เป็นอาหารสัตว์แค่นั้น   ที่สำคัญ ทางกลุ่ม ฯ ดำเนินการครบวงจร ตั้งแต่การปลูก สี สกัด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้มาตรฐาน  ออร์แกนิค, GAP , GMP, อย. และฮาลาล ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้ตลอด 6 ปีของการผลิตน้ำมันรำข้าว สามารถขายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา กลุ่มก็ยังคงขายได้ในราคาที่กำหนดไว้ จึงทำให้เชื่อมั่นว่า ตลาดของน้ำมันรำข้าว ยังไปได้อีกไกล

นายทฤษฎี ได้กล่าวอีกว่า  น้ำมันรำข้าวที่ขายในท้องตลาด จะเป็นน้ำมันรำข้าวสกัดร้อนจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตจากรำข้าวหลากหลายสายพันธุ์  ปะปนกัน ซึ่งกระบวนการสกัดร้อนจะให้ปริมาณน้ำมันมาก  แต่คุณสมบัติบางอย่างอาจลดลงจากกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง แตกต่างจากน้ำมันรำข้าวของทางกลุ่ม ฯ ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น คุณค่าทางโภชนาการของรำข้าวยังอยู่ครบ

แนวคิดของกลุ่มไม่ได้หยุดที่การขายน้ำมันรำข้าวเท่านั้น  แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้สู่ผลิตภัณฑ์อื่นจากรำและจมูกข้าว ทั้งเครื่องดื่ม โปรตีนจากกากรำ และการเตรียมสกัดสารสำคัญแอนโทไซยานิล เพิ่มเติมในอนาคต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นภาพของเกษตรกรยุคใหม่ ที่ไม่ได้ขายเพียงผลผลิต แต่ขาย “ความรู้” และ “คุณค่า” ที่ซ่อนอยู่ในเมล็ดข้าว

น้ำมันรำข้าวจึงไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันประกอบอาหารอีกต่อไป หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ วิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่า จากรำข้าวที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ด้วยพลังความมุ่งมั่นของวิสาหกิจชุมชน และการสนับสนุนจาก กรมการข้าว “น้ำมันรำข้าว” จึงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ อย่างแท้จริง หากผู้บริโภคท่านใดสนใจ น้ำมันรำข้าว สามารถติดต่อได้จากเพจวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดจังหวัดกำแพงเพชร

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

“เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่”ออกประกาศปรับขึ้นราคา”ไข่ไก่หน้าฟาร์ม”เป็น 3.60 บาทต่อฟอง ในวันพรุ่งนี้

27 มีนาคม 2569 นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาราคาไข่ไก่​อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง แม้ราคา​ประกาศ​จะอยู่ที่ฟองละ 3.20 บาท แต่ราคาซื้อขายจริงในบางช่วงถูกกดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2.70 – 2.80 บาทต่อฟอง ส่งผลให้เกษตรกรโดยเฉพาะ​รายย่อยขาดทุน​ จนกระทั่ง​มีการปรับราคา​ขึ้นเป็​นฟองละ​ 3.40 บาท เมื่อวันที่​ 16​ มีนาคม ​ที่ผ่านมา​ ซึ่งล่าสุด เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ออกประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้น​ 20 สตางค์​ต่อ​ฟอง​ มาอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) โดยการปรับราคาในครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาด

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น มาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแปรปรวน ทั้งร้อนสลับฝน ส่งผลให้แม่ไก่ปรับตัวได้ยาก กระทบต่อสุขภาพและทำให้ผลผลิตไข่ลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนหันมาบริโภคไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัด ส่งผลให้ความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น

ส่วนประเด็นว่าปัจจัยด้านพลังงาน เช่น ราคาน้ำมัน จะมีผลต่อราคาไข่ไก่ หรือไม่นั้น นายมาโนช มองว่า ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยทางอ้อม ซึ่งอาจจะกระทบในด้านต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบอาหารสัตว์ แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกำหนดราคาในระยะสั้น

นายมาโนช กล่าวต่อไปด้วยว่า จากการหารือร่วมกับกรมการค้าภายใน​ กระทรวง​พาณิชย์​ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ช่วยตรึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วนแนวโน้มในระยะต่อไป คงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบอาหารสัตว์​ และค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งหากปัจจัย​กดดัน​ดังกล่าว​ยัง​ยืดเยื้อ​ จะส่งผลกระทบ​ต่อ​ต้นทุน​การผลิตในระยะถัดไป​ พร้อม​ยืนยันว่า​ ปริมาณไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่เกิดภาวะขาดแคลน และขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก โดยคาดว่า​ราคาไข่ไก่ในระดับฟองละ 3.60 บาท จะสามารถทรงตัวได้ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า หรืออย่างน้อยจนผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ขุด'ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน' รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

27 มีนาคม 2569 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาผลกระทบต่อสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อปุ๋ยเคมีที่มีการนำเข้าวัตถุดิบแพงขึ้นทำให้ปุ๋ยเคมี ราคาดีดตัวสูงขึ้น ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด เพื่อขยายผลการลดต้นทุนทำเกษตรโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรให้มากขึ้น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการ และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านดินและปุ๋ย ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็ว แปลผลและให้คำแนะนาการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นตามค่าวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรในชุมชน ผ่านการเรียนรู้จากแปลงเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ยตามบริบทของพื้นที่รวมทั้งรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า 90% คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเกษตรกรไทยสามารถลดปริมาณปุ๋ยเคมีที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าได้ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีตามหลัก 4 ถูก ได้แก่ ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรสมาชิก ศดปช.ที่นำแม่ปุ๋ยผสมตามผลวิเคราะห์ดินและไม่มีการใส่สารตัวเติม ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงกระสอบละ 150 – 200 บาท และผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของ ศดปช.ถึงการดำเนินการในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด พบว่าสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 21.9% และผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.7% ชนิด เช่น ในการผลิตข้าว สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ถึง 38.1% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ 23% ส่วนการผลิตอ้อยสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ 34.9% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ถึง 57% เป็นต้น และเพื่อชดต้นต้นให้กับเกษตรกรที่ประสปปัญหาปุ๋ยเคมีแพงล่าสุดได้มอบหมาย ศดปช.ในการขยายผลองค์ความรู้ด้านดินและปุ๋ย เช่น การผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และแหนแดง แบบผสมผสานควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม เพื่อการลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันมี ศดปช.หลายแห่งสามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน รวมทั้งมีการขยายผลด้วยกระบวนเรียนรู้การจัดการดินและปุ๋ยอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามบริบทพื้นที่ การอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น

นางอัญชลี บอกอีกว่าปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมจาก ศดปช.สู่เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไปในชุมชน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนา ศดปช.สู่ Service Provider หรือพัฒนา ศดปช.ให้เป็นผู้ให้บริการด้านดินและปุ๋ยในชุมชนอย่างเป็นระบบ อันจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

– 006

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

กรมหม่อนไหม เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เฝ้าระวัง “โรคเพบริน” ภัยร้ายทำลายวงจรชีวิตหนอนไหม แนะแนวทางป้องกันอย่างเด็ดขาด

วันนี้ (26 มี.ค.) นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ออกประกาศเตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังการระบาดของ “โรคเพบริน” โรคอันตรายร้ายแรงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรชีวิตของหนอนไหมและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ และจอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ โรคเพบรินของหนอนไหมจัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถเข้าทำลายหนอนไหมได้ในทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะไหมวัยอ่อนซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคสูงเป็นพิเศษ เมื่อเกิดการติดเชื้อ หนอนไหมมักไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิตได้ และมักสูญเสียชีวิตตั้งแต่ระยะต้น สำหรับไหมวัยแก่ แม้จะยังคงเจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่อาการของโรคจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรุ่นถัดไป ด้วยเหตุนี้ จากปัญหาการระบาดที่เกิดขึ้นขอให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบลักษณะอาการของหนอนไหมภายในโรงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงที และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตให้น้อยที่สุด

สำหรับสาเหตุและช่องทางการแพร่ระบาดนั้น โรคเพบรินมีสาเหตุมาจากเชื้อโปรโตซัว โดยสามารถแพร่กระจายสู่หนอนไหมได้ 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรก คือ การติดต่อทางปาก เกิดจากการที่หนอนไหมกินใบหม่อน อุปกรณ์การเลี้ยง หรือมูลไหมที่ปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อโรค และช่องทางที่สอง คือ การติดต่อทางไข่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเชื้อโดยตรงจากแม่ผีเสื้อที่ติดเชื้อไปยังลูกหลาน ส่งผลให้หนอนไหมที่ฟักออกมาได้รับเชื้อและแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่วัยอ่อน ทั้งนี้ ไข่ไหมที่มีระดับการติดเชื้อสูงมักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ หรือหากฟักออกมาได้ หนอนไหมก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต

ส่วนของอาการที่ควรสังเกต เกษตรกรควรเฝ้าระวังความผิดปกติของหนอนไหมในแต่ละระยะ กล่าวคือ ในระยะหนอนไหมวัยอ่อนจะพบการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอภายในรุ่นเดียวกัน หนอนไหมเข้าระยะนอน (ลอกคราบ) ช้ากว่าปกติิในวัย 2 และวัย 3 หยุดกินอาหาร ลำตัวหดสั้นและแคระแกรน และเสียชีวิตในที่สุด ส่วนในระยะหนอนไหมวัยแก่อาจพบการลอกคราบที่ไม่สมบูรณ์ และในระยะผีเสื้อจะปรากฏอาการปีกหงิกงอ ปีกไม่แผ่ เกล็ดปีกหลุดร่วงง่าย วางไข่น้อยและกระจายไม่สม่ำเสมอ รวมถึงไข่ที่ได้มักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้

นายศรัญญู กล่าวอีกว่า กรมหม่อนไหม ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและกำจัดโรคอย่างเคร่งครัด โดยให้เลือกใช้ไข่ไหมที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดโรคเพบรินจากแหล่งที่เชื่อถือได้และได้มาตรฐาน พร้อมทั้งทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรงเลี้ยงไหมพร้อมอุปกรณ์ทุกชิ้นทั้งก่อนและหลังการเลี้ยงในแต่ละรอบ โดยใช้สารที่กรมหม่อนไหมแนะนำอย่างถูกต้องและเหมาะสมหากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1 – 5 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำจังหวัดทั้ง 25 แห่ง ทั่วประเทศ

015

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

พาณิชย์เพชรบูรณ์ผนึก 12 หน่วยงานกู้วิกฤตกะหล่ำปลี! ขนผลผลิต ‘หล่มสัก-เขาค้อ’ กว่า 4 ตัน กระจายสู่ผู้บริโภคกิโลละ 4 บาท พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด โดยเฉพาะกะหล่ำปลีในพื้นที่แหล่งปลูกสำคัญ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสม

โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ ได้นำผลผลิตกะหล่ำปลีคุณภาพเยี่ยมจากเกษตรกรอำเภอหล่มสัก เข้าสู่กิจกรรมจำหน่ายสินค้าเพื่อระบายผลผลิตและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเน้นการกระจายสินค้าเกษตรส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสมดุลด้านราคาและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์ยังได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์บริโภคภายในพื้นที่เป็นรอบที่ 2 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก 12 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.) ที่ร่วมกันสนับสนุนสั่งซื้อกะหล่ำปลีจากพื้นที่อำเภอหล่มเก่าและเขาค้อ รวมจำนวนกว่า 4 ตัน (4,000 กิโลกรัม) ในราคาพยุงตลาด 4 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 16,000 บาท เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำไปได้

ทั้งนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง หากหน่วยงานหรือประชาชนท่านใดสนใจสนับสนุนผลผลิตกะหล่ำปลีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. 056-737051

//////-026

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

 “อธิบดีกรมการข้าว”พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค “Low Carbon”ชูโมเดล “กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ” นำร่อง เชื่อมตลาด ร้านอาหารผ่าน ฉลาก Low Carbon

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงนาคาร์บอนต่ำ  ต้นแบบการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ “กลุ่มชาวนาข้าวรวมใจ” ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ในฐานะกลุ่มเกษตรกรรายแรกของภาคกลางที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญ กับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตข้าวยั่งยืน กลายเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชน ในกระบวนการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและแนวทางการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม เช่น การจัดการน้ำในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยให้ศูนย์ข้าวชุมชน ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวจำนวน 6,853 แห่ง ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569) ได้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon Rice) โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย  

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 ถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบดั้งเดิม สู่การทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) รวมถึงการบริหารจัดการฟางข้าวโดยไม่เผาทิ้ง จึงเป็นการช่วยลดโลกร้อน ลดต้นทุนการผลิต และได้ข้าวที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสินค้า Carbon Footprint  และเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกในพื้นที่ภาคกลางที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอน สร้างความเชื่อมั่นและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ การันตีว่าข้าวผ่านกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สู่การเป็นต้นแบบ “การปลูกข้าวลดโลกร้อน” (Low Carbon Rice) ตามนโยบายกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 เป็นก้าวสำคัญของกรมการข้าวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ชาวนารักษ์โลก” เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคระดับสากล ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญที่พิสูจน์ว่า ชาวนาไทยสามารถปรับตัวเข้ากับวิกฤตภูมิอากาศได้จริง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก โดยกรมการข้าวเตรียมนำความสำเร็จนี้ไปต่อยอด เพื่อจัดทำเป็นคู่มือ “Smart Farmer Low Carbon” ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวคาร์บอนต่ำในภูมิภาค และสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Net Zero) ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว (MRV) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลและขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น รวมถึงจัดทำ “ทะเบียนเกษตรกรสีเขียว” เชื่อมโยงข้อมูลแปลงนา เพื่อการบริหารจัดการที่แม่นยำ ในส่วนของด้านการตลาด เตรียมสร้างแบรนด์ “DeCarbon Rice” บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อสารเรื่องการลดคาร์บอนให้ผู้บริโภครับรู้ พร้อมเชื่อมโยงตลาดพรีเมียม และจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับผู้ส่งออกหรือห้างค้าปลีก เพื่อสร้างโอกาสขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำนาคาร์บอนต่ำ ตลอดจนพัฒนาเครือข่าย “Smart Farmer” เป็นศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ และส่งเสริมการสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต

สวก.ส่องเกษตรต้นแบบ! ชู ‘นวัตกรรม-ภูมิปัญญา’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทย

สวก.ส่องเกษตรต้นแบบ! ชู 'นวัตกรรม-ภูมิปัญญา' กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทย

สวก.ส่องเกษตรต้นแบบ! ชู ‘นวัตกรรม-ภูมิปัญญา’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทย

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

สวก. ปั้นผู้นำ วกส. 7 ลงพื้นที่ศึกษาดูงานธุรกิจเกษตรต้นแบบ-โครงการพระราชดำริ ชู ‘นวัตกรรม-ภูมิปัญญา’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทยยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA) เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและสร้างสายสัมพันธ์ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2569 เพื่อเปิดวิสัยทัศน์การบริหารจัดการธุรกิจเกษตรสมัยใหม่และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การศึกษาดูงานเริ่มต้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยคณะผู้เข้าอบรมนำโดย นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA และ ดร.ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ ARDA ได้เข้าเยี่ยมชม บริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์ จำกัด โดยมีผู้บริหารร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารจัดการระบบการผลิตที่ทันสมัย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เช่น น้ำกะทิและปูอัด ซึ่งถือเป็นโมเดลสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ในวันที่ 21 มีนาคม คณะได้ร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ ณ โรงแรม ณ ทรีธารา ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จ.สมุทรสงคราม โดยมีการชี้แจงแนวทางการทำงานกลุ่มเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำที่เข้มแข็ง พร้อมรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงนโยบาย” โดย ดร.ประวีณา อินทร์ยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากรวิจัย เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้บริหารสามารถคิดเชิงกลยุทธ์และผลักดันนโยบายเกษตรที่จับต้องได้จริง

ปิดท้ายภารกิจในวันที่ 22 มีนาคม คณะ วกส. 7 ได้ลงพื้นที่ โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ เพื่อเรียนรู้แนวคิดการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ โดยร่วมชมกระบวนการผลิตน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นต้นแบบของการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ควบคู่กับการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

กิจกรรมตลอด 3 วันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตร แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริหารจากหลากหลายองค์กร เพื่อร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกต่อไป

////-026

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.45 น.

กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการหน่วยงานเตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 พร้อมวางมาตรการเข้มงวดการใช้พื้นที่ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ

23 มีนาคม 2569 นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการทั่วไป ภายใต้คณะทำงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายโรจน์วัฒน์ อินทร์ทุ่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 -135 และผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคม 2569 

โดยในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 

สำหรับเทพีหาบคู่เงิน ได้แก่ นางสาวพรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร รวมถึงได้คัดเลือกพระโคพอและพระโคเพียงมาทำหน้าที่พระโคแรกนาขวัญ โดยมีการวางกำหนดการฝึกซ้อมริ้วขบวนและซ้อมใหญ่เสมือนจริงในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การประกอบพระราชพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด

โดยการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือซึ่งเป็นลานพื้นแข็งที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยที่ประชุมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานระมัดระวังในการติดตั้งโครงสร้างปะรำพิธีและโรงพระโคโดยห้ามเจาะพื้นผิวเพื่อป้องกันความเสียหาย อีกทั้ง เตรียมระบบป้องกันฟ้าผ่าและสายดินรองรับช่วงฤดูฝน รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการรับรองประชาชนจำนวน 2,000 ที่นั่ง และประสานการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเพื่อให้ประชาชนได้รับชมพระราชพิธีอย่างทั่วถึง

 อย่างไรก็ตามในปีนี้มีการจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายจัดทำคู่มือพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อจัดทำคู่มือพระราชพิธีฯ สำหรับรวบรวมองค์ความรู้เป็นมาตรฐานการดำเนินงานในอนาคตตามนโยบายการเตรียมความพร้อมรอบด้านเพื่อให้งานพระราชพิธีในปีนี้มีความพร้อมสมบูรณ์ในทุกมิติ อีกด้วย

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน – ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน - ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน – ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์ วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นายศราวุธ มูลโพธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พม. ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมในพิธี ที่พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9 จังหวัดเชียงใหม่

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม มุ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามอัตลักษณ์ของตนเอง ควบคู่กับการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสืบสานและเผยแพร่วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้คงอยู่และเกิดคุณค่าในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

นายกันตพงศ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้ “เป้าหมายเดียวกัน” คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของประเทศไทย

นายกันตพงศ์ เปิดเผยว่า สำหรับภายในงาน ได้รวบรวมอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของ 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ กะเหรี่ยง ขมุ ถิ่นหรือมัลปรัย ม้ง อิ้วเมี่ยนหรือเย้า ลัวะหรือละว้า ลาหู่หรือมูเซอ ลีซูหรือลีซอ อ่าข่าหรืออีก้อ และมละบริ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตลอด 3 วัน ทั้งนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง การจำลองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน กิจกรรมเสวนา และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึงกิจกรรม “จับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนบนพื้นที่สูงได้เชื่อมโยงตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ นิทรรศการ “กาแฟของพ่อ ผ้าทอของแม่” ที่ถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาอาชีพบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ ผ้าทอ เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม เครื่องเงิน กาแฟ อาหาร และเครื่องดื่มพื้นถิ่น รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง

“งานมหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569 แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสืบทอดวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และต่อยอดอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เกิดคุณค่าทางสังคม และเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สำคัญของประเทศต่อไป” นายกันตพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย