อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.03 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคใต้ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี เพื่อ​ติดตามผลการดำเนินงาน​ พบปะเยี่ยมเยียน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ถือเป็นการสัมผัสความเป็นอยู่และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง โดยได้ร่วมพูดคุยและรับฟังสถานการณ์การทำงานอย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น​ รวมทั้ง​ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงาน และใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่สำรวจ​จุดที่ได้รับความเสียหาย​จากอุทกภัยปี 2568 และหาแนวทางป้องกันร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแปลงเมล็ดพันธุ์ข้าว และอาคารสำนักงาน

“ผมมีความตั้งใจอย่างมากที่อยากจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนพี่น้องทีมงานที่นี่ด้วยตัวเอง อยากมารับฟังว่าทุกคนมีความเป็นอยู่กันอย่างไร มีอะไรที่ผมพอจะช่วยสนับสนุนหรือแก้ไขให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้บ้าง ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าแม้จะอยู่ไกล แต่กรมการข้าวเราดูแลกันทั่วถึงแน่นอน” อธิบดีอานนท์ กล่าว

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานวิจัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยเน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยการใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biotechnology) และการเพาะเลี้ยงอับละอองเรณู (Anther Culture) เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว ดินเปรี้ยว ดินเค็ม และน้ำท่วม เป็นต้น การอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองสู่ความเป็นอัตลักษณ์ เช่น พันธุ์ข้าวมือลอ และเมาะโน๊ะ ซึ่งอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) การใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวแบบ BCG Model ในการยกระดับผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในนิเวศน์นาสวน สภาพไร่ และพืชร่วมระบบ รวมถึงการให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านหลังการเก็บเกี่ยวด้วยการหาสารเคมีที่มีประสิทธิภาพนำมาคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ทดแทนการใช้สารคลอไพริฟอสซึ่งถูกห้ามใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มผลิตภาพของผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

โครงการชลประทานน่าน ลงพื้นที่ห้วยอิเหย หาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา

โครงการชลประทานน่าน ลงพื้นที่ห้วยอิเหย หาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา

โครงการชลประทานน่าน ลงพื้นที่ห้วยอิเหย หาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

นายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานน่าน พร้อมด้วย นายจักริน เมืองดีหัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทานน่าน และนายวิสุทธิ์ เขื่อนธะนะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ร่วมกับผู้นำชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำ ลงพื้นที่ห้วยอิเหยตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เพื่อหาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา สำหรับใช้เป็นแหล่งน้ำในการอุปโภค บริโภค ของประชาชน 4 หมู่บ้าน พร้อมกันนี้ ได้ร่วมกันประเมินสภาพพื้นที่หาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ อุปโภค บริโภค พร้อมทั้ง รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนสนับสนุนงบประมาณต่อไป

-(016)

โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ร่วม Kick Off ต้านไฟป่า

โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ร่วม Kick Off ต้านไฟป่า

โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ร่วม Kick Off ต้านไฟป่า

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.21 น.

นายปารเมศ การุณนราพร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายณัฐพล อภินันทโน หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม เป็นผู้แทน ร่วมกิจกรรม Kick Off งานรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ประจำปี 2569 โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดกิจกรรม ในการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของส่วนราชการและหน่วยงานในพื้นที่ กระตุ้นประชาชนให้เห็นถึงอันตรายของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ และการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และการป้องกันตนเองอย่างถูกวิธี

-(016)

ชป.เชียงราย ลุยขุดลอกแม่น้ำสาย เฝ้าระวังทิศทางการไหลของน้ำ ป้องกันผลกระทบระบบชลประทาน – พื้นที่เกษตร

ชป.เชียงราย ลุยขุดลอกแม่น้ำสาย เฝ้าระวังทิศทางการไหลของน้ำ ป้องกันผลกระทบระบบชลประทาน - พื้นที่เกษตร

ชป.เชียงราย ลุยขุดลอกแม่น้ำสาย เฝ้าระวังทิศทางการไหลของน้ำ ป้องกันผลกระทบระบบชลประทาน – พื้นที่เกษตร

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.19 น.

โครงการชลประทานเชียงราย  ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานขุดลอกแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นแม่น้ำที่อยู่ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ใช้น้ำได้ร่วมกันติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ตลอดแนวแม่น้ำสายตั้งแต่บริเวณตลาดสายลมจอยจนถึงจุดบรรจบลำน้ำรวก รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร ไม่ให้เกิดการขุดลอกข้ามร่องน้ำลึก จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของกระแสน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อการส่งน้ำของระบบชลประทานบริเวณปากคลอง RMC1 และคลองRMC2เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศไทยต่อไป

-(016)

PEA ขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

PEA ขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

PEA ขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.17 น.

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรทั่วประเทศผ่านโครงการขยายเขตไฟฟ้า ให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) เพื่อรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ทำกินทางการเกษตรของเกษตรกร สนับสนุนการใช้ไฟฟ้าในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนทางการเกษตร โดยมีเงื่อนไขการเข้าโครงการ ดังนี้

– PEA เป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายในการขยายเขตไฟฟ้าให้เกษตรกรรายย่อย วงเงินเฉลี่ยไม่เกิน 70,000 บาทต่อราย

– ผู้ขอใช้ไฟต้องขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร โดยนำสมุดทะเบียนเกษตรกรจากหน่วยงานราชการเป็นหลักฐานประกอบการยื่นคำร้อง หากทำการประมงหรือเลี้ยงสัตว์ผู้ยื่นคำร้องต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

– พื้นที่ทำกินทางการเกษตรจะต้องเป็นที่ดินที่ไม่อยู่ในพื้นที่หวงห้ามของทางราชการ ยกเว้นได้รับอนุญาตให้ดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าได้

– ต้องมีเอกสาร/หลักฐานสิทธิ์ หรือหนังสือสัญญาเช่าที่ถูกต้องตามกฎหมายและต้องแสดงหลักฐานการได้รับอนุญาตของราชการหรือหน่วยงานรัฐที่ครอบครองในที่ดินมาแสดง ทั้งนี้ต้องไม่ใช่ที่ดินที่ถือครองโดยเอกชนรายใหญ่

– เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ขอติดตั้งมิเตอร์ขนาดไม่เกิน 15(45) แอมป์ต่อราย หรือขอติดตั้งมิเตอร์ขนาด 5(100) แอมป์ต่อรายที่ใช้กับเซอร์กิตเบรกเกอร์พิกัดปรับตั้งสูงสุดไม่เกิน 50 แอมป์ต่อราย

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่

เกษตรฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก.

เกษตรฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก.

เกษตรฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก.

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.27 น.

เกษตรฯ เปิดพื้นที่ จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม ราคาพิเศษ 1 แถม 2 ชวนผู้บริโภคซื้อ เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก. วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 หลัง มะพร้าวราคาร่วงหนัก

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาคามะพร้าวตกต่ำอย่างต่อเนื่องล่าสุด กระทรวงเกษตรฯได้เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยตรงสูมือผู้บริโภค โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดราชบุรี ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เร่งกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำมะพร้าวมาจำหน่ายในพื้นที่ ตลาด อ.ต.ก. เริ่มจำหน่ายระหว่างวันที่ 5 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โซนสันทนาการ (พื้นที่กลางตลาด) ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพฯ และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 อ.ต.ก.สัญจร เตรียมนำมะพร้าวน้ำหอมไปจำหน่ายที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างเวลา 09.00 – 13.30 น. โดยประมาณ

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมอุดหนุนมะพร้าวน้ำหอมส่งตรงจากสวน จังหวัดราชบุรี ในราคาลูกละ 15 บาท พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 1 แถม 2 และน้ำมะพร้าวบรรจุขวดพร้อมดื่ม มาจำหน่ายในราคาขวดละ 30 บาท พิเศษ  4 ขวดจ่ายเพียง 100 บาท เริ่มจำหน่าย

นายวิณะโรจน์  บอกอีกว่า การจัดจำหน่สยในครั้งนี้ถือว่าได้รับกาีตอบรับดี โดยทันทีที่เริ่มจำหน่ายเพียงแค่ 1 ชั่วโมง (เวลา 09.30 – 10.30 น.) อ.ต.ก.จำหน่ายสินค้าไปแล้วกว่า 3,000 ลูก และมียอดการสั่งซื้อกว่า 50,000 ลูก ซึ่งได้ผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และการดำเนินกาีครั้งนี้ถือเป็นอีก1ช่องทางในการปัญหาให้กับเกษตกรอีกทาง

-(016)

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.15 น.

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค พร้อมแจ้งข่าวดี! มาเลเซียไฟเขียวนำเข้าเนื้อหมูไทย

4 กุมภาพันธ์ 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางและมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ร่วมกับ นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, นายประพจน์ โชคพิชิตชัย นายกสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก และนายสัตวแพทย์ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรให้เหมาะสม เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรสามารถอยู่ได้ ไม่ขาดทุน ขณะเดียวกันไม่สร้างภาระให้กับผู้บริโภค โดยเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยเป็นสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมจำหน่ายเนื้อหมูราคาพิเศษ (2 กิโลกรัม 100 บาท) เพื่อบรรเทาภาระประชาชน กิจกรรมกระตุ้นการบริโภค ในรูปแบบต่างๆ เช่น กิจกรรมส่งเสริมการทำหมูหัน การจัดการอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) ในระยะยาวเพื่อสร้างสมดุลตลาด พร้อมทั้งได้ร่วมหารือถึงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และสมาคมต่างๆ ในการจัดตั้ง “กองทุนช่วยเหลืออุตสาหกรรมสุกร” ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนและดูแลอุตสาหกรรมสุกรในระยะยาว เสริมสร้างความเข้มแข็งด้วยการพึ่งพาตนเองและลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรเพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วนต่อไป

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังได้แจ้งข่าวดีแก่พี่น้องเกษตรกร ล่าสุด รัฐบาลประเทศมาเลเซียได้ประกาศอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากโรงงานของประเทศไทย จำนวน 4 แห่ง อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงศักยภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยทางอาหารของไทยที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล ช่วยขยายฐานตลาดส่งออกและเพิ่มมูลค่าสินค้าปศุสัตว์ไทยอย่างยั่งยืน

– 006

ชป.รุกคืบ! ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม-ปั้น‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’สู่ตลาดโลก

ชป.รุกคืบ! ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม-ปั้น‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’สู่ตลาดโลก

ชป.รุกคืบ! ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม-ปั้น‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’สู่ตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.11 น.

กรมชลประทานรุกคืบ! เปิดเวที Focus Group ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม มุ่งลดต้นทุน-ปั้น ‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’ สู่ตลาดโลก

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายวุฒิชัย บุญผ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมด้วย นายธนิสร์ ส้มเกลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรสงคราม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเวที Focus Group วิเคราะห์ต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น (หารือระบบการผลิตและตลาดเกลือทะเลไทย) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านต้นทุน การผลิต แนวทางการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกลือทะเล ณ จังหวัดสมุทรสงคราม

กรมชลประทานได้ร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการรักษาเสถียรภาพราคาและยกระดับมูลค่าเพิ่มเกลือทะเลไทย ปี 2569 ประเด็นที่ 4 การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเกลือคุณภาพ มิติการลดต้นทุนการผลิต โดยกำหนดพื้นที่นาเกลือเพื่อพัฒนาเป็นแปลงต้นแบบในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และปัตตานี จึงบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและจัดทำร่างแนวทางในการสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเกลือคุณภาพให้สอดคล้องตามบริบทในแต่ละพื้นที่ต่อไป

‘ชป.-ปทุมธานี’ผนึกกำลัง! นำนวัตกรรมแก้ปัญหาผักตบชวา-ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

‘ชป.-ปทุมธานี’ผนึกกำลัง! นำนวัตกรรมแก้ปัญหาผักตบชวา-ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

‘ชป.-ปทุมธานี’ผนึกกำลัง! นำนวัตกรรมแก้ปัญหาผักตบชวา-ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.23 น.

‘กรมชลฯ-ปทุมธานี’ผนึกกำลังนำนวัตกรรม‘สวพ.62 (ชป.1)’ แก้ปัญหาผักตบชวา ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 กรมชลประทาน จับมือจังหวัดปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผักตบชวาในแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ นำนวัตกรรมสารผสมสูตร สวพ.62 (ชป.1) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการผักตบชวา ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทุกภาคส่วน และได้นำร่องโครงการฯ ในพื้นที่คลองเชียงราก–บางขัน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในเขตพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ มุ่งหวังสู่การฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โดยมี นายดงพล รุจิธรรมรัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 เปิดเผยว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของผักตบชวาในแหล่งน้ำถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เนื่องจากกีดขวางทางน้ำ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ คุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำของประชาชนในพื้นที่ กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว

จากการศึกษา วิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน ได้คิดค้นนวัตกรรม สารผสมสูตร สวพ.62 (ชป.1) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของผักตบชวา มีประสิทธิภาพในการกำจัด ต้นทุนต่ำ ไม่ทิ้งสารพิษตกค้าง และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยได้ผ่านการทดสอบและทดลองใช้ในพื้นที่จริงจนเห็นผลเป็นรูปธรรม

ดังนั้น เพื่อขยายผลและต่อยอดการใช้นวัตกรรมดังกล่าวสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 11 จึงได้จัดกิจกรรม Kick off กำจัดวัชพืชและผักตบชวา โดยใช้สาร สวพ.62 (ชป.1) พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดและภาคประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดให้คลองเชียงราก–บางขัน เป็นพื้นที่นำร่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะมีการติดตามและประเมินผลโครงการฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนารูปแบบการจัดการผักตบชวาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงในระยะยาว

/////////-026

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.12 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยสมุทรสาคร! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม 1 ล้านลูก สกัดราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และชี้แจงมาตรการกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 23-28 บาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงเหลือเพียง ลูกละ 2 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาทต่อลูก ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน กรมฯ ได้ใช้กลไกเครือข่ายสหกรณ์เข้ามาช่วยกระจายผลผลิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.รวบรวมมะพร้าวจาก จ.สมุทรสาคร และ จ.ราชบุรี จำนวน 1,000,000 ลูก 2.สหกรณ์ต้นทางรับซื้อจากสมาชิกที่ 5 บาท/ลูก (สูงกว่าราคาตลาด) และส่งขายปลายทางที่ 6-7 บาท/ลูก และ 3.ปล่อยรถบรรทุกมะพร้าว 20,000 ลูก สู่เครือข่ายในภาคอีสาน (ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธร) และมีออเดอร์จากนครราชสีมาและอุดรธานีตามมาอย่างต่อเนื่อง

จ.สมุทรสาคร มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 50,000 ไร่ ในรอบการผลิตนี้ (ธ.ค. 68 – ก.พ. 69) คาดว่าจะมีผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่า 5,000,000 ลูก ซึ่งกรมฯ ได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์การตลาด โรงคลุม และการส่งเสริมมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ความร่วมมือครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ เราไม่ได้แค่ระบายผลผลิต แต่เรากำลังสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนให้กับเกษตรกร เพื่อไม่ให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางหรือล้งต่างชาติ’ นายนิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย

///////////-026