‘ไชยา’ตรวจเยี่ยมจุดจัด งานพืชสวนโลกโคราช2572

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797434

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมต้อนรับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง บริเวณพื้นที่โคกหนองรังกา อ.คง จ.นครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยนายเศรษฐา กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก พ.ศ.2572 เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของ จ.นครราชสีมา และจังหวัดข้างเคียง ซึ่งหลังจากได้รับฟังรายงานคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าชมงานมากกว่า 2.6 ล้านคน รวมถึงเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม งานมหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา พ.ศ.2572 (Korat Expo 2029) กำหนดจัดงานระหว่างวันที่10 พฤศจิกายน 2572-28 กุมภาพันธ์ 2573 บนพื้นที่สาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา ต.เทพาลัย อ.คง จ.นครราชสีมา บนพื้นที่ขนาด 678 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดง 523 ไร่ โดยจัดภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติและพรรณพืชเขียวขจี อนาคตแห่งโลกสีเขียว”(Nature & Greenery: Envisioning theGreen Future) ที่สะท้อนความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพืชสวนและการเกษตรที่ยั่งยืนของประเทศไทย

จากนั้นนายเศรษฐา และนายไชยา ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เพื่อมาให้กำลังใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และดูระดับน้ำบริเวณเขื่อน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำหรับทำเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องวางแผนพัฒนาไม่ให้เกิดน้ำท่วม หรือน้ำแล้ง ให้ประชาชนมีใช้อุปโภค-บริโภคและสามารถทำการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลเอาจริงปราบปรามยางพาราเถื่อน เดินหน้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่าภายใน 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797252

รัฐบาลเอาจริงปราบปรามยางพาราเถื่อน เดินหน้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่าภายใน 4 ปี

รัฐบาลเอาจริงปราบปรามยางพาราเถื่อน เดินหน้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่าภายใน 4 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.45 น.

‘เกณิกา’เผยรัฐบาลเอาจริงปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน เป็นปัจจัยทำให้ราคายางพาราเพิ่มถึง พร้อมเดินหน้านโยบายเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่าภายใน 4 ปี

4 เมษายน 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาสินค้าการเกษตรเถื่อนที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมายาวนาน และเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำลง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้กำหนดเป็นนโยบายแรก ๆ ตั้งแต่เข้าบริหารประเทศ และได้สั่งการให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปราบปรามปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยเพิ่มรายได้ให้กับชาวเกษตรกร 3 เท่า ในช่วงระยะ 4 ปีของรัฐบาล

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศทำสงครามกับสินค้าเถื่อนทุกประเภทด้วยปฏิบัติการของชุดพญานาคราช คอยเฝ้าระวังร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ทั้งกองทัพบก ทัพเรือ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับกฎหมายปราศจากการทำลายป่าของ EU หรือ EU Forestation-free Regulation (EUDR) ที่วันนี้ภาคอุตสาหกรรมการยางถือว่า ยึดตลาดโลกไว้แล้ว โดยเราเป็นผู้นำทางด้านยางพารา และตลาดยุโรปที่มีความมั่นใจในรัฐบาลไทย จึงสั่งยางพาราของเราเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลได้จัดระบบการซื้อยางผ่านตลาด Thai Rubber Trade (TRT) เพื่อเพิ่มความสามารถตรวจสอบผลผลิตตามตลาดโลกด้วย

ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทยยังดำเนินการสำรวจที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญ ปรับปรุงฐานข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้ขึ้นทะเบียนกับการยางประเทศไทยให้มีการระบุพิกัด และรูปแปลง ซึ่งปัจจุบันดำเนินไปแล้ว 90% คือ 2,202,940 ไร่ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ราคายางพารายกระดับขึ้น

“ราคายางพาราของประเทศไทย จากข้อมูลที่ปรากฏสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ยางพาราของเราเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลก โดยราคายาง ณ วันที่ 19 มีนาคม 2567 อยู่ที่ 98 บาทต่อกิโลกรัม เป็นยางแผ่นรมควัน คู่แข่งของเราอย่างประเทศญี่ปุ่น ราคายางประเภทเดียวกัน ราคาอยู่ที่ 88 บาท และประเทศจีน ราคาอยู่ที่ 77 บาท แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ราคายางพาราของเราปรับสูงขึ้น และสามารถทำให้ชาวสวนยางลืมตาอ้าปากได้” น.ส.เกณิกา กล่าว

‘ธรรมนัส’ชู1ท้องถิ่น1สินค้าฯมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797192

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงในท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูงครั้งที่ 1 / 2567 โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่า “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ด้านพืช สัตว์ และประมง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงจาก 500 ตำบล ยกระดับรายได้ครัวเรือนเกษตรกรให้เพิ่มขึ้น 3 เท่าในปี 2570 ทั้งนี้ มีการแบ่งกรอบแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 3 กลุ่ม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้มอบหมายให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ประสานกับองค์กรรัฐวิสากิจประเทศจีนให้สินค้าเกษตรไทยไปจำหน่ายบนแฟลตฟอร์ม e-Commerce เพื่อขยายตลาดให้เพิ่มมากขึ้น และขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมมือกับ อ.ต.ก.ช่วยกันพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการจัดหาสินค้าเกษตรมาวางจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งขอให้กรมส่งเสริมการเกษตร ศึกษาส้มโอเวียงแก่น ที่สามารถส่งออกไปวางขายต่างประเทศได้ เพื่อนำมาพัฒนาผลไม้ชนิดอื่นเพื่อส่งออก นอกจากนี้ขอให้ทุกหน่วยงานประสานผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้าเกษตร เพื่อร่วมเป็นคณะกรรมการทำงานฯ

สำหรับโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่า “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” มีแนวทางการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล สามารถขยายตลาดไปประเทศต่างๆ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมการแปรรูปสินค้าให้เกิดมูลค่าสูง โดยเฉพาะการผลิตอาหาร Future Food และ Function Food พร้อมทั้งเปิดตลาดส่งออกสินค้า GI พืช สมุนไพร อาหารท้องถิ่น และยกระดับเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797190

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ  เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อาจารย์ปริญ นาชัยสิทธิ์ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น และ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มอบ ผศ.ดร.อดิเรก จันตะคุณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร อาจารย์ ดร.ปฐมาภรณ์ ชัยกูล อาจารย์ ดร.ครรชิตรองไชย สาขาวิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย Mr.Str Michael Schofeld คณาจารย์และนักศึกษาจาก Carl -Severing  Berufskolley, (CSB) Bielefeld Germany และนักศึกษาสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ลงพื้นที่บ้านนายฉลอง เอี่ยมละออณ ชุมชนบะขาม เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกภายใต้โครงการ บริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ คนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกัน

โดยกิจกรรมครั้งนี้คือ การติดตั้งชุดควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยรีโมท ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือของนักศึกษาสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมจำนวน 12 คน  และนักศึกษาจากจาก Carl – Severing Berufskolley,(CSB) Bielefeld Germny ประจำปี 2024 จำนวน 6 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มวางแผนการทำงานร่วมกันออกแบบ ร่วมกันผลิตเครื่องมือพร้อมติดตั้ง ชุดควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นโครงการที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ได้ดำเนินการร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่นมาอย่างต่อเนื่อง การนำนักศึกษาทั้งสองสถาบันลงพื้นที่นับว่าเป็นการบริการทางวิชาการให้กับชุมชนและส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีความรู้มีประสบการณ์จากการร่วมมือปฏิบัติงาน ฝึกตนให้เป็นผู้เสียสละและมีความเป็นจิตอาสา นำความรู้ที่มีใช้แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือสังคม

ทั้งนี้ ผศ.ดร.อดิเรก จันตะคุณ รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมของนักศึกษาทั้งสองสถาบันโดยมี ผศ.ดร.อังคณา เจริญมี หัวหน้าสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ให้ความอนุเคราะห์ บรรยากาศการทำงาน และมีมิตรภาพอันดีระหว่างคณาจารย์นักศึกษาทั้งสองสถาบันแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างประสบการณ์ให้นักศึกษาทั้งสองสถาบันได้อย่างมาก การทำงานเป็นกลุ่มทั้ง 3 กลุ่ม ตั้งใจผลิตได้ 3 ชุด และนำมาติดตั้งที่บ้าน นายฉลอง เอี่ยมละออ ชุมชนบะขามใกล้ๆ มหาวิทยาลัยฯ นายฉลอง มีความพิการทางการเคลื่อนไหว มีความยากลำบากในการใช้ชีวิต การเปิด ปิดไฟ อาศัยอยู่เพียงลำพัง การติดตั้งเครื่องควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบใช้คลื่นวิทยุและชุดเตือนภัยฉุกเฉิน จะทำให้มีความสะดวกในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้นลดปัญหาและอุบัติเหตุต่างๆ ลงได้  มทร.อีสานเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งทั้งวิชาการและงานวิจัย รู้สึกยินดีที่ได้บริการวิชาการแก่สังคมและสนับสนุนการทำงานทุกหน่วยงาน เช่น โครงการฯ นี้ที่เราดำเนินการร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่น

สมใจ นามสุดตา

ศิษย์เก่าม.แม่โจ้ ปลูกฟักทองยักษ์ หนัก380กิโลกรัมทำลายสถิติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797187

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานเปิดสวนแสดงโชว์ “ฟักทองยักษ์” ประจำปี 2567 ของสวนพนาวัฒน์ ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานของศิษย์เก่าแม่โจ้ พร้อมทั้ง มอบทุนเพื่อศึกษาพัฒนาวิชาชีพและงานด้านการเกษตรให้กับกลุ่มศิษย์เก่าแม่โจ้ ที่สร้างผลงาน ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พาวิน มะโนชัย รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เข้าร่วมพิธีและชื่นชมผลงานสวนแสดงโชว์ “ฟักทองยักษ์” ณ สวนพนาวัฒน์ ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

ซึ่งฟักทองยักษ์ที่จัดแสดงในครั้งนี้ เป็นสายพันธุ์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับสายพันธุ์มาเมื่อปี 2563 เพื่อนำมาทดลองปลูก เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ และพัฒนาวิชาการด้านการเกษตร ปรับปรุงเทคนิควิธีการปลูกให้ฟักทองสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ประเทศไทย โดยเป็นผลงานการปลูกของกลุ่มศิษย์เก่าแม่โจ้ในกลุ่มภาคการทำงานสวนพนาวัฒน์ ได้แก่ นายอิทธิ์ศริยะ เอื้อสลุง แม่โจ้รุ่น 60, นางสาวนริศา ประริบุญส่ง แม่โจ้รุ่น 61, นางสาวสุภาวดี บุญช่วย แม่โจ้รุ่น 65, นายเอกรัตน์ เฉยฉิน แม่โจ้รุ่น 69,นางสาวสุวรรณา เกสรสุวรรณ แม่โจ้รุ่น 69 และ นางสาวอารีรีตน์ ใจอ่อน แม่โจ้รุ่น 72 โดยมี ดร.สุรศักดิ์ จโนภาษ ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 37 และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีดานาเทเวศร์ อาจารย์คณะผลิตกรรมการเกษตร คอยให้คำปรึกษา ซึ่งในปีนี้ ผลผลิตฟักทองยักษ์เป็นที่น่าพอใจ โดยลูกที่ใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักอยู่ที่ 380 กิโลกรัม ถือเป็นสถิติสูงที่สุดที่เคยมีบันทึกไว้ในประเทศไทย ทั้งนี้ นิทรรศการมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 เมษายน 2567 ณ สวนน้ำตกธารธรรม ในพื้นที่สวนพนาวัฒน์ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

กรมชลฯเฝ้าระวัง พื้นที่ใช้ทำนาปรัง เกิดความเสียหาย ขอให้งดทำรอบ2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797185

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบันว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 54,017 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 71% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 15,263 ล้าน ลบ.ม.(61% ของความจุอ่างฯรวมกัน)

ด้านการทำนาปรัง พบว่าทั้งประเทศมีการทำนาปรังไปแล้ว 8.38 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 145 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 5.63 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 186 ของแผนฯ จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องปรับแผนจัดสรรน้ำเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำไปแล้วทั่วประเทศประมาณ 12,196 ล้าน ลบ.ม. (49%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 4,311 ล้าน ลบ.ม. (50%) จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่เก็บเกี่ยวนาปรังรอบแรกแล้วเสร็จ ขอให้งดทำนาปรังรอบสอง เพื่อลดความเสี่ยงที่ผลผลิตจะเสียหายจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอ พร้อมกำชับไปยังโครงการชลประเทศทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและการคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำรายพื้นที่ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

ครบ132ปีกระทรวงเกษตรฯ ยกระดับมาตรฐานเกษตรสู่เวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797188

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้ทำบุญและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯ เนื่องในวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยครบรอบ 132 ปีซึ่งมีนายไชยา พรหมา นายอนุชา นาคาศัยรมช.เกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กระทรวงเกษตรฯ จากนั้นเป็นประธานเปิดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาภาคเกษตรไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่เวทีระดับโลก เนื่องในวันสถาปนากระทรวงเกษตรฯ ครบรอบ 132 ปีและปาฐกถาพิเศษ “การขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปีภายใต้ 9 นโยบาย ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ บอลรูมคอนเวนชั่น

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงหลักที่ทำหน้าที่ดูแลภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งมีประชากรอยู่ในภาคการเกษตรกว่า 30 ล้านคน เป็นฐานทรัพยากรสำคัญและเป็นฐานสร้างรายได้หลักของประเทศ แต่ภาคเกษตรยังคงมีความท้าทายที่สำคัญโดยเฉพาะเกษตรกรที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น มีการผลิตแบบเดิมและพึ่งพาธรรมชาติ ประสบปัญหาตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประสบปัญหาด้านราคาจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและขายผลผลิตเป็นวัตถุดิบขาดการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายซึ่งทำลายกลไกตลาด ฉุดรั้งราคา และสร้างปัญหาโรคติดต่อร้ายแรง เป็นต้น ทำให้ภาครัฐต้องช่วยเหลือและชดเชยเยียวยาด้วยงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งขับเคลื่อนงานทั้งลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกรเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง และได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ เร่งผลักดัน 9 นโยบายและข้อสั่งการสำคัญต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนภาคการเกษตรบรรลุเป้าหมายเกษตรกรไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าใน 4 ปี

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามที่นายกรัฐมนตรี ประกาศวิสัยทัศน์ Thailand Vision เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยวิสัยทัศน์ที่สำคัญและเป็นพันธกิจของกระทรวงเกษตรฯ โดยตรง คือวิสัยทัศน์ศูนย์กลางอาหาร(Agriculture & Food Hub) ซึ่งรัฐบาลจะยกระดับการผลิตอุตสาหกรรมการเกษตร ทำให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในกระเป๋าต้องมีเงิน” รวมทั้งวิสัยทัศน์อื่นๆ ที่ต้องสนับสนุนผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย ทำให้ต้องคิดใหม่และทำไว เพื่อตอบโจทย์VISION THAILAND คิดและวางแผนพัฒนาทั้งระบบ แล้วลงมือทำตามลำดับความสำคัญ ต้องขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม โดยทุกหน่วยงานต้องร่วมบูรณาการในการทำงาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ ให้สามารถแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้ และเตรียมพร้อมก้าวสู่ปีที่ 133 ของกระทรวงเกษตรฯ ในการยกระดับการทำงานเพื่อวางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตรให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยนำปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาและแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สู่เป้าหมายในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องเกษตรกร

‘อภัย’ประชุมคกก.ยุทธศาสตร์ พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797191

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.โครงการจัดตั้งโรงพยาบาลจิตเวชนราธิวาส ระยะ 5 ปี (2567-2571)

2.แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Powerสัตว์เศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก) 3.การส่งเสริมทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ (EF: ExecutiveFunction) สำหรับเด็กปฐมวัย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 5 ปี (2567-2571) และ 4.การอุดหนุนทางการเงินและให้ความช่วยเหลือ ด้านอื่นให้แก่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโครงการขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “ครัวโรงเรียนสู่ครัวบ้าน” 5 ปี (2568-2572)

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ‘ปุ๋ยเคมี’ราคาถูก เฟส 2 ตั้งแต่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797003

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ‘ปุ๋ยเคมี’ราคาถูก เฟส 2 ตั้งแต่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ‘ปุ๋ยเคมี’ราคาถูก เฟส 2 ตั้งแต่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 09.03 น.

‘โฆษกรัฐบาล’เผยรัฐบาลส่งเสริมเกษตรกรต่อเนื่อง เดินหน้าโครงการเชื่อมโยง‘ปุ๋ยเคมีราคาถูก’เฟส 2 ตั้งแต่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2567 นี้ มีปุ๋ยเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5 ล้านกระสอบ

3 เมษายน 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีราคาถูกให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย โดยโครงการเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีราคาถูกให้แก่เกษตรกรนี้ ดำเนินมาถึง เฟสที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2567 นี้ ต่อเนื่องจากเฟสที่ 1 ที่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา เชื่อมโยงปุ๋ยลดราคาจากโรงงานมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร ซึ่งเบื้องต้นมีปุ๋ยเข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 5 ล้านกระสอบ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสำหรับเฟส 2 ของโครงการเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีราคาถูกฯ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะเผยแพร่รายการ และราคาปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน http://www.dit.go.th และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั่วประเทศได้รับทราบ ในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ สำหรับผลตอบรับในเฟสที่ 1 ช่วงวันที่ 2 ตุลาคม 2566 – 31 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยไม่มากนัก แต่ก็ได้รับความสนใจและการตอบรับอย่างดี มียอดการสั่งซื้อปุ๋ยประมาณ 1.2 ล้านกระสอบ

นอกจากนี้ จากการติดตามราคาปุ๋ยในปัจจุบัน (ราคาเฉลี่ยภาคกลาง) อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกับของปีที่แล้ว (เดือนมีนาคม 2566) ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 850 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 13% ปุ๋ยฟอสเฟต (18-46-0) ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 1,150 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 34% ปุ๋ยโพแทส (0-0-60) ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 950 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 42% ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 530 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 22% ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 1,020 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 22% และปุ๋ยสูตร 16-20-0 ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 880 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 24% และสำหรับยาปราบศัตรูพืช ได้แก่ ยาฆ่าหญ้าไกลโฟเซต ราคาเฉลี่ยลิตรละ 145 บาท ลดลง 29% ยาฆ่าหญ้ากลูโฟซิเนต ราคาเฉลี่ยลิตรละ 200 บาท ลดลง 27% และยาฆ่าแมลงอะบาเมกติน ราคาเฉลี่ยลิตรละ 160 บาท ลดลง 29% พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังได้เแจ้งเตือนร้านค้า ตลอดจนผู้ประกอบการทุกราย ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา โดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำหนดให้แสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจนด้วย

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร รวมทั้งสั่งการเร่งหามาตรการเพื่อสนับสนุนเกษตรกรเพิ่มเติม โดยได้ชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำงาน ส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยในราคาถูกและเหมาะสม ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาณและคงคุณภาพให้กับผลผลิตแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่ส่งถึงผู้บริโภค พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยนายกฯ เชื่อมั่นว่าการดำเนินการของรัฐบาลจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นได้อีก” นายชัย กล่าว

‘ไชยา’ขับเคลื่อนปศุสัตว์ อาชีพหลัก-หนุนส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796962

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.มหาสารคาม รับฟังข้อร้องเรียนของเกษตรกร และมอบพันธุ์ไม้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ที่วัดใต้โกสุม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม จากนั้นรับหนังสือจากตัวแทนเกษตรกรเรื่องซ่อมแซมคลองส่งน้ำที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จนไม่สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรใช้อุปโภค-บริโภค ซึ่งทาง นายไชยา และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณคลองส่งน้ำที่เสียหาย พร้อมทั้งจะเร่งนำเรื่องเรียน รมว.เกษตรฯ ทราบต่อไป

นอกจากนี้ นายไชยา และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการสำนักงานปศุสัตว์ จ.มหาสารคาม มอบนโยบายขับเคลื่อนการเกษตรด้านปศุสัตว์ ให้เป็นอาชีพหลักของเกษตรกร เนื่องจากรัฐบาลกำลังปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ และอยู่ระหว่างเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้าปศุสัตว์กับประเทศจีน เวียดนาม และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เข้มงวดในการใช้มาตรการดูแลปศุสัตว์มีชีวิตก่อนส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้กลไกราคาตลาดกลับมาเป็นปกติ รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการพัฒนาโรงงานวัคซีนที่ปากช่อง