กรมชลฯคุมเข้ม จัดส่งน้ำตามแผน ขอความร่วมมือ งดการทำนาปรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796491

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 52,974 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ14,867ล้าน ลบ.ม. (60% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จนถึงขณะนี้ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้วกว่า 13,216 ล้าน ลบ.ม. (53%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 4,743 ล้าน ลบ.ม. (55%)

ด้านสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรัง พบว่าทั้งประเทศมีการทำนาปรังไปแล้วกว่า 8.41 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 145 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 5.64 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ186 ของแผนฯ จะเห็นได้ว่ามีการทำนาปรังเกินกว่าแผนที่วางไว้มาก ทำให้ต้องปรับแผนการส่งน้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกร หากเก็บเกี่ยวนาปรังแล้ว “ไม่ทำนาปรังรอบ 2”เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่มีอยู่จำกัด เนื่องจากต้องสำรองน้ำไว้สำหรับอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ เพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า ตามแผนฯที่วางไว้ พร้อมร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำ

‘ธรรมนัส’เดินหน้าชะลอขายลำไยสด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796496

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการผลผลิตลำไยคุณภาพ ครั้งที่ 1 /2567 โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนเกษตรกรสวนลำไย เข้าร่วมโดยทาง รมว.เกษตรฯ ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลังร่วมกันส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างความหลากหลายทางสายพันธุ์ลำไยเพื่อเป็นการต่อยอดผลผลิตและสร้างคุณค่าใหม่เป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงสนับสนุนการผลิตลำไยคุณภาพปลอดศัตรูพืชกักกัน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้กลไก “คณะกรรมการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการผลผลิตลำไยคุณภาพ” โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการเพาะปลูกและพัฒนาผลผลิตลำไยของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูงขึ้น รวมทั้งรักษาเสถียรภาพโดยรวมของการประกอบกิจการเกี่ยวกับลำไยของเกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมสร้างความมั่นคงในอาชีพการปลูกและผลิตลำไยที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด รวมถึงมีการปรับปรุงระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ เพื่อสามารถกำกับปริมาณและคุณภาพของสินค้าลำไยให้ได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตลอดจนให้มีการศึกษาและทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนโครงการชะลอการขายลำไยสดช่อ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาลำไยตกต่ำและลดการกระจุกตัวของผลผลิตในตลาด

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งคณะทำงานฯ ที่เกี่ยวข้อง 4 คณะ รับทราบผลการบริหารจัดการผลไม้ (ลำไย) พบว่าปี 2566 ปริมาณผลผลิตลำไย (ภาคเหนือ) มีทั้งหมด 633,141.53 ตัน แบ่งเป็นลำไย (สดช่อ) 167,315.61 ตัน และลำไย (รูดร่วง) 465,825.92 ตัน ซึ่งมีราคาลำไยสดช่อ เกรด AA+A ช่วงกลางฤดูกาล (28 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2566)มีราคาสูงสุดเฉลี่ยเท่ากับ 33.85 บาท/กิโลกรัม

อธิบดีปศุสัตว์พบเอกอัครราชทูตทูตจีน หารือเปิดตลาดส่งออกโคมีชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796049

อธิบดีปศุสัตว์พบเอกอัครราชทูตทูตจีน หารือเปิดตลาดส่งออกโคมีชีวิต

อธิบดีปศุสัตว์พบเอกอัครราชทูตทูตจีน หารือเปิดตลาดส่งออกโคมีชีวิต

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 09.24 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าพบเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือความคืบหน้าความร่วมมือการเปิดตลาดโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้แนวทางการจัดทำพื้นที่ปลอดโรค (Regionalization) หวังสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคไทยเป็นอย่างมาก

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะ เข้าพบหารือกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ณ สถานทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อขอคำปรึกษาและหารือความคืบหน้าเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการขอเปิดตลาดการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากไทยไปจีน ภายใต้แนวทางการจัดทำพื้นที่ปลอดโรค (Regionalization) ซึ่งเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ได้แจ้งให้ทราบว่าหน่วยงาน GACC ปักกิ่ง ได้รับเอกสารเกี่ยวกับการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคที่กรมปศุสัตว์จัดส่งไปแล้ว และอยู่ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญของจีน   ทำการพิจารณาเอกสารดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ในการพิจารณา พร้อมยืนยันว่า จะติดตามประเด็นความร่วมมือนี้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้แจ้งเอกอัครราชทูตจีนว่า เร็วๆนี้ จะนำคณะไปเยือนมณฑลยูนนานเพื่อสำรวจเส้นทางส่งออกและธุรกิจการค้าโคมีชีวิตรวมถึงเยี่ยมคารวะและหารือรายละเอียดมาตรการการนำเข้าโคมีชีวิตกับสำนักงานศุลกากรคุนหมิง สำนักงานเกษตรยูนนาน และสำนักงานพาณิชย์ยูนนาน โดยเอกอัครราชทูตจีนเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุน เนื่องจากจะแสดงให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนตระหนักถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนการค้าโคมีชีวิตไทย-จีนของกรมปศุสัตว์และรัฐบาลไทย

ทั้งนี้การขับเคลื่อนการผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์รับสนองนโยบายของรัฐบาลซึ่งจัดทำแผนยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดและนโยบายในการเตรียมตัวส่งออกโค มีชีวิต ผ่านการรับรองคุณภาพ “ปลอดโรคปลอดภัย” เพื่อสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าว่า สินค้า  ปศุสัตว์ไทยปราศจากโรค พร้อมกันนี้เร่งเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อให้ผู้เลี้ยงโคสามารถเติบโตในอาชีพได้อย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ในปี 2566 มูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์และอาหารสัตว์เลี้ยงไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน มีมูลค่าประมาณ 19,224 ล้านบาท โดย เป็นสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง ประมาณ 16,917 ล้านบาท สินค้าอื่นๆ เช่น กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์ น้ำผึ้ง และรังนกรวม 1,015 ล้านบาท ส่วนกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง 1,292 ล้านบาท

ที่ปรึกษาฯถกบริหารจัดการผลไม้ปี’67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795987

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 1/2567 ที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2567 เพื่อรองรับผลผลิตผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ 10 ชนิด (ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ มะม่วง สับปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ) ตามที่กระทรวงเกษตรฯ พยากรณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ปี 2567 ซึ่งมีประมาณ 6.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 3 และเพื่อเสริมศักยภาพการแปรรูปสินค้าผลไม้และขยายตลาดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โครงการบริหารจัดการผลไม้ มีอยู่ 4 กิจกรรมหลัก

นอกจากนี้ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง) แนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2567 – 2570 ซึ่งสอดรับกับแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตรฯ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) แนวทางการพัฒนาผลไม้ไทย ปี 2565-2570 และแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ.2564-2570 โดยที่ประชุมได้มอบหมายขอให้มีการทบทวนเพิ่มเติมในรายละเอียด เพื่อเป็นกรอบการทำงานให้แก่จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการตามบริบทของพื้นที่

รวมทั้งที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์การผลิตไม้ผลปี 2567 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 มกราคม 2567) คาดการณ์มีผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยทุเรียนมีปริมาณ 823,898 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีปริมาณ 776,914 ตัน มังคุดมีปริมาณ 139,916 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีปริมาณ 121,168 ตัน เงาะมีปริมาณ 154,646 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีปริมาณ 140,921 ตัน ส่วนลองกอง มีผลผลิตลดลงอยู่ที่ 7,105 ตัน ลดลงจากปี 2566 ที่มีปริมาณ 7,251 ตัน เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลลดลงจากการโค่นสางต้นลองกองที่ปลูกรวมกับไม้ผลอื่นๆ และส่วนใหญ่เป็นสวนผสม เกษตรกรลดการดูแล ขณะที่ผลผลิตไม้ผลจะออกสู่ตลาดกระจุกตัวในเดือนพฤษภาคมนี้

‘ธรรมนัส’ตรวจพื้นที่ศรีสะเกษ แก้ปัญหาเกษตรกรจากฐานราก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795990

‘ธรรมนัส’ตรวจพื้นที่ศรีสะเกษ  แก้ปัญหาเกษตรกรจากฐานราก

‘ธรรมนัส’ตรวจพื้นที่ศรีสะเกษ แก้ปัญหาเกษตรกรจากฐานราก

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แก้ปัญหา : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ศรีสะเกษ รับฟังปัญหาเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนาโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาที่ค้างคาอยู่ ศึกษาและวางแผนการแก้ไขตั้งแต่ฐานราก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรอย่างรวดเร็ว

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ศรีสะเกษ และพบปะพี่น้องเกษตรกรสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา โดยมีผู้บริหารส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารส่วนราชการ จ.ศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูล จ.ศรีสะเกษ

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา โดย
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในฐานะที่ได้รับหน้าที่กำกับดูแลและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วน เร่งแก้ปัญหาที่ค้างคาอยู่ให้หมดสิ้น โดยศึกษาและวางแผนการแก้ไขตั้งแต่ฐานราก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ร่วมกิจกรรมบุญกุ้มข้าวใหญ่ซึ่งเป็นการสืบสานประเพณีพื้นบ้านอีสานอันดีงามให้คงอยู่ต่อไป

กรมวิชาการฯโชว์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ วัสดุทิ้งจากมังคุด ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795988

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มังคุดเป็นไม้ผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ แต่กระบวนการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูปมีเศษเหลือทิ้งกลายเป็นปัญหาขยะจำนวนมาก วิธีการที่เกษตรกรส่วนใหญ่กำจัดจะนำไปเผาทิ้ง เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด แต่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จึงศึกษาวิจัยนำสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้นำกลับมาทำให้เกิดประโยชน์โดยนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่วิสาหกิจชุมชนต้นแบบและขยายผลสู่วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ

ด้านนางปิยะมาศ โสมภีร์นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กล่าวว่า จากงานวิจัยได้ค้นพบสารสกัดจากเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค ทีมวิจัยจึงได้ผลิตผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นเท้าจากสิ่งเหลือทิ้งจากมังคุด โดยนำเปลือกมังคุดมาวิจัยและพัฒนาทำให้ได้ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นเท้า ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการบูร น้ำมันกานพลูและน้ำมันทีทรี สารสกัดจากเปลือกมังคุดที่สกัดร่วมกับเอทานอล มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า จึงออกแบบผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นเท้าที่ใช้สารสกัดจากเปลือกมังคุด 4 ต้นแบบผลิตภัณฑ์ ดังนี้ แป้งโรยเท้า, สเปรย์ดับกลิ่นเท้า, แผ่นรองรองเท้า และสติ๊กเกอร์แปะรองเท้า รวมทั้งขยายผลโดยการนำไปถ่ายทอดเทคนิควิธีการต่างๆ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และชุมชนอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชน

‘อภัย’เข้มทุเรียนด้อยคุณภาพ กำหนดแนวทางมุ่งรักษามาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795989

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ถอดบทเรียนการดำเนินงานควบคุมคุณภาพทุเรียนในภาคตะวันออก (จ.จันทบุรี ตราด และระยอง) นำมาสู่การกำหนดแนวทางการตรวจสอบเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพฯ ปี 2567 สำหรับสถานการณ์การผลิตทุนเรียน
ในปี 2567 มีเนื้อที่ให้ผล 424,729 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 34,552 ไร่ คาดว่ามีผลผลิตประมาณ 823,989 ตัน เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 46,984 ตัน คิดเป็น 6% โดยผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมีนาคม-สิงหาคม 2567

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับควบคุมคุณภาพของทุเรียนตั้งแต่สวนจนถึงมือผู้บริโภค ทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการส่งออก รักษาสัดส่วนตลาดทุเรียนในจีน จึงกำหนด 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การควบคุมคุณภาพผลผลิตที่แหล่งผลิต (สวน) เพื่อให้เกษตรกร มือตัด แผงรับซื้อ ผู้ประกอบการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการตัด การซื้อขายทุเรียน และยกระดับคุณภาพของทุเรียน 2.การขึ้นทะเบียนนักคัดนัก
ตัดทุเรียน เพื่อยกระดับมาตรฐานนักคัดนักตัดทุเรียน โดยขึ้นทะเบียนที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งได้บูรณาการร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ จัดทำระบบนักคัดนักตัด เพื่อให้มีฐานข้อมูลในการตรวจสอบ และสามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ

3.การควบคุมคุณภาพผลผลิตตลาดส่งออก (โรงคัดบรรจุ) ชุดปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพทุเรียน สวพ.6 กรมวิชาการเกษตร ตรวจหนังสือรับรองผลการตรวจจากสวน ตามมาตรการตรวจก่อนตัด และออกใบสรุปผลการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียน ณ โรงคัดบรรจุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ตรวจสอบก่อนปิดตู้ส่งออก โดยก่อนวันประกาศเก็บเกี่ยวทุเรียน ตรวจทุกชิปเมนต์ที่จะส่งออก และหลังประกาศวันเก็บเกี่ยวทุเรียน ทำการแบ่งเกรดสีโรงคัดบรรจุตามข้อมูลผลการตรวจก่อนวันประกาศเก็บเกี่ยว (สีเขียวสีเหลือง สีแดง) โดยวิธีสุ่มตรวจ และตรวจเข้ม เพิ่มความถี่ในกลุ่มโรงคัดบรรจุสีแดง และสีเหลือง

4.การควบคุมคุณภาพผลผลิตตลาดในประเทศ (ค้าส่ง-ค้าปลีก) ตั้งคณะทำงานและชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน กำกับดูแลให้เกษตรกร ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก จัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และ 5.การสนับสนุนเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ และกรมประมง สนับสนุนการแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพฯ พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานโดยเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรรายแปลง และส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มแล้วสนับสนุนให้รับรอง GAP แบบกลุ่ม เพื่อเตรียมการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับตลาดส่งออกในอนาคต

คณะนักวิจัย’ดอยคำ’เจ๋ง! ค้นพบไวรัส2สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795927

คณะนักวิจัย'ดอยคำ'เจ๋ง! ค้นพบไวรัส2สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในไทย

คณะนักวิจัย’ดอยคำ’เจ๋ง! ค้นพบไวรัส2สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.36 น.

คณะนักวิจัย “ดอยคำ” เจ๋ง! ค้นพบไวรัส 2 สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

คณะนักวิจัย บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ค้นพบเชื้อไวรัส strawberry latent ringspot virus (SLRSV) และ strawberry crinkle virus (SCV) ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 สาเหตุการเกิดโรคใบจุด และใบย่นในพื้นที่เพาะปลูกเกษตรกร 3 แห่ง ได้แก่ บ้านหนองเต่า บ้านขอบด้ง ตำบลม่อนปิ่น และบ้านแม่งอนขี้เหล็ก ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย

นายนิวัฒน์ ขันโท ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมเกษตร กล่าวว่า “การค้นพบในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่บริษัทฯ ร่วมมือกับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชากีฏวิทยา และโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาพัฒนาสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี ณ โรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช (LAB) ของบริษัทฯ ซึ่งพบปัญหาอาการใบด่าง ม้วนงอ และอาการแคระแกร็นในสตรอว์เบอร์รี พันธุ์พระราชทาน 80 ที่เป็นสาเหตุสำคัญต่อการเจริญเติบโต และปริมาณผลผลิต ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าทางการตลาด โดยตรวจพบเชื้อไวรัส SLRSV และ SCV : ซึ่งยังไม่มีใครเคยพบเจอในพืชชนิดนี้”

สำหรับโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช (LAB) ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้ในการศึกษา วิจัย และพัฒนาสายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ ให้ได้ต้นพันธุ์พืชที่แข็งแรง ปลอดโรค สำหรับเป็นต้นพันธุ์ให้เกษตรกรในโครงการ และประชาชนที่สนใจนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการเกษตรไทย

คณะนักวิจัยดอยคำ เริ่มศึกษาเก็บตัวอย่างเชื้อไวรัส SLRSV และ SCV ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2564 เนื่องจากเชื้อไวรัสส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่ของโรงงานหลวงฯ ที่ 1 (ฝาง) จ.เชียงใหม่ ที่ทำให้ผลผลิตสตรอว์เบอร์รีมีปริมาณ และคุณภาพผลผลิตลดลง โดยในปี พ.ศ. 2564 เกษตรกรในระบบส่งเสริมของบริษัทฯ ผลิตสตรอว์เบอร์รีผลสดได้เพียง 27.23 ตันต่อพื้นที่ปลูก 45 ไร่ ลดลงจาก ปี พ.ศ. 2561 ถึง 13.98 ตัน (41.21 ตันต่อพื้นที่ปลูก 45 ไร่)

จากการตรวจหาเชื้อไวรัสในต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รี พันธุ์พระราชทาน 80 จากแปลงเกษตรกรบ้านหนองเต่า และบ้านขอบด้ง ตำบลม่อนปิ่น และบ้านแม่งอนขี้เหล็ก ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งหมด 175 ตัวอย่าง ด้วยเทคนิค RT – PCR และการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ ยืนยันการเข้าทำลาย เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด ได้แก่ strawberry latent ringspot virus (SLRSV) และ strawberry crinkle virus (SCV) ในตัวอย่างใบที่ไม่แสดงอาการของโรคเป็นส่วนใหญ่ และพบการเข้าทำลายร่วมกันของเชื้อไวรัสทั้งสองตัวอย่างใบที่แสดงอาการของโรค งานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นว่า การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีดังกล่าวมีความแม่นยำสูงเหมาะสมในการนำมาใช้สุ่มตรวจเชื้อไวรัสในสตรอว์เบอร์รีที่ปลูกในพื้นที่กว้าง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ลดความเสียหายด้านปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80

การค้นพบครั้งนี้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รี ที่จะสามารถเลือกใช้ต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคจากการคัดกรองต้นพันธุ์ของโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช (LAB) สร้างมาตรฐานยกระดับผลผลิตให้ได้คุณภาพ และปริมาณต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นตามมาตรฐานดอยคำอีกด้วย

โดยงานวิจัยฉบับนี้ ได้รับการยอมรับ และตีพิมพ์ในวารสารเกษตร วารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับปีที่ 40 (ฉบับที่ 1) ประจำเดือนมกราคม – เมษายน พ.ศ. 2567 ในหัวข้อ “การตรวจพบไวรัสสาเหตุโรคใบจุด และใบย่นในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80ที่ปลูกในพื้นที่อำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งวารสารฉบับนี้ได้รับการยอมรับโดยศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre) หรือ TCI ในระดับ 1 ถือว่าเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการในประเทศไทย และอาเซียน

‘กรมข้าว’จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795897

'กรมข้าว'จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

‘กรมข้าว’จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.08 น.

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเกษตรกรระดับ Existing Smart Farmer ปี 2567 หลักสูตร “การพัฒนาเกษตรกร Existing Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการชั้นต้น” เพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการชั้นต้น และพัฒนาให้เป็นเกษตรกรระดับ Model Smart Famer ให้สามารถนำผลผลิตที่ได้ออกสู่ตลาดและเป็นผู้แทนชุมชนในการขายสินค้าให้ และเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรด้านข้าวให้เกิดขึ้นทั่วประเทศโดยมีกรมการข้าวเป็นจุดศูนย์กลางด้านข้าว โดยมี ผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่กรมการข้าว พร้อมทั้งเกษตรกรผู้เข้าอบรม เข้าร่วมพิธีเปิด ณ โรงแรม เรือนแพ รอยัล ปาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ขอขอบคุณภาพจาก : ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก

– 006

ผู้ช่วยเลขาฯร่วมประชุม แก้ปัญหาโคบาลชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795734

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมช.เกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายจาก นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ ให้เข้าประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้รับโคไม่ตรงตามคุณลักษณะจากโครงการโคบาลชายแดนใต้ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้(ศอ.บต.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 ประจำ จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานส่วนจังหวัด นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ผ่านการประชุมทางไกล (Zoom Meeting)

ทั้งนี้ ภายหลังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการโคบาลชายแดนใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน พบว่าเกษตรกรประสบปัญหาได้รับโคแม่พันธุ์ที่น้ำหนักต่ำกว่า 160 กิโลกรัม มีอาการป่วยไม่สมบูรณ์ ซึ่งโคบางตัวล้มตาย อีกทั้งโคไม่มีเอกสารประจำตัว ซึ่งทาง ศอ.บต.ได้สรุปประเด็นความต้องการของเกษตรกร ได้แก่ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยฟื้นฟูสภาพโคที่ไม่สมบูรณ์ ดูแลการเปลี่ยนโค พร้อมทั้ง เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงขอให้จัดทำเอกสารสิทธิของที่ตั้งคอกกลางกักกันโคปลายทาง เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของโค และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรเมื่อได้รับโคแม่พันธุ์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้การช่วยเหลือและแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการจัดประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยขอให้เชิญตัวแทนเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมการประชุมในครั้งถัดไป