พัฒนาที่ดินแนะเกษตรกร ทำปุ๋ยหมักฟางข้าวลดการเผา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795735

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้บูรณาการหน่วยงานต่างๆ แก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 จากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รณรงค์เกษตรกรเลือกใช้วิธีการจัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพื้นที่ เปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบและทำปุ๋ยหมักแทนการเผา เพื่อหยุดยั้งปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้ในไร่นา อาทิ ตอซังข้าว ฟางข้าวข้าวโพด ตออ้อย และอื่นๆ ซึ่งเศษวัสดุการเกษตรเหล่านี้ มีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ก่อนที่จะทำการเพาะปลูกในครั้งถัดไป

ทั้งนี้ พบว่าประเทศไทยภายหลังการเก็บเกี่ยวพืช จะมีวัสดุเหลือใช้ในแปลงเกษตร เช่น ตอซังและฟางข้าว 26.81 ล้านตัน ตอซังและข้าวโพด 6.83 ล้านตัน ตออ้อยและเศษใบอ้อย 9.75 ล้านตัน ซึ่งเกษตรกรบางส่วนยังเผาอยู่ จากการประเมินการเผาทิ้งเศษเหลือจากตอซังข้าวและฟางข้าว ทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหารหลักที่เป็นไนโตรเจนถึง 90 ล้านกิโลกรัม ฟอสฟอรัส 20 ล้านกิโลกรัม และโพแทสเซียม 260 ล้านกิโลกรัม ยังไม่นับการสูญเสียธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ อีกกว่า 150 ล้านกิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่าห้าพันล้านบาท ดังนั้น จึงส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรไถกลบตอซัง และนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับหมอดินอาสาและเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุน สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับทำปุ๋ยหมัก และสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับทำน้ำหมักชีวภาพช่วยเร่งการย่อยสลายและเพิ่มธาตุอาหารพืช

ด้านนายอาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ด้านวิชาการ กล่าวว่า ได้ใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เร่งการย่อยเศษพืชตอซังกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น ซึ่งทำได้ง่าย โดยนำฟางข้าวผสมกับมูลสัตว์ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ โดยมีสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ช่วยย่อย จนได้มาเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพ ให้อินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน โดยการผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เองจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ร่วนซุยช่วยอุ้มน้ำรักษาความชื้น ช่วยในการดูดซับธาตุอาหารพืชได้มากขึ้นและทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน และติดต่อขอรับผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.ต่างๆ ได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทร.1760

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ เกษตรตำบลทั่วไทย ทำเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาคุณภาพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795736

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ  เกษตรตำบลทั่วไทย  ทำเกษตรมูลค่าสูง  พัฒนาคุณภาพชีวิต

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ เกษตรตำบลทั่วไทย ทำเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาคุณภาพชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำทาง : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมสัมมนาการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ นำทางในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จ ตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการองค์กรของกรมส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2567 และมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อสร้างความเข้าใจในการร่วมกันขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จ พร้อมรับฟังจดหมายเปิดผนึกจากเกษตรตำบลถึง รมว.เกษตรฯ หัวข้อ “เกษตรตำบลคนสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร” โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” และยึดหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยต้องดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ อาทิ ผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG Model การขับเคลื่อนภารกิจยกระดับ Mr. สินค้าเกษตร และศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร เป็นต้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรฯ ให้เกิดผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาเจ้าหน้าที่ทุกระดับในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการองค์กร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลที่ต้องปฏิบัติงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร สามารถพัฒนาอาชีพให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รองปลัดฯหารือประกาศฯใช้ที่ปฏิรูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795733

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อชี้แจงประกาศเกณฑ์การใช้และอัตราค่าใช้สถานที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) และศูนย์การเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน (ศกร.) สำหรับการจัดประชุม อบรม สัมมนา ของหน่วยงานต่างๆ โดยมีนายวิวัฒน์ ผลประเสริฐ ผอ.สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ส.ป.ก.รวมทั้ง น.ส.อมรรัตน์ แขวงโสภา ผอ.สำนักบริหารกลาง ส.ป.ก.ฝ่ายเลขานุการฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม สามารถสรุปผลการประชุม ได้ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โอนคืนพื้นที่ทรัพย์สินและภารกิจของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ แก่ ส.ป.ก.

2.ที่ประชุมรับทราบนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนโยบายให้เกษตรกร ผู้นำเกษตรกร และบุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้พื้นที่ของ ศพส.และ ศกร.เพื่อเป็นพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดงานประชุมสัมมนา และอบรมเจ้าหน้าที่ เกษตรกร หรือผู้นำเกษตรกร ส.ป.ก.3.ที่ประชุมรับทราบประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง เกณฑ์การใช้และอัตราค่าใช้สถานที่ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ประกาศ ณ วันที่ 9 มกราคม 2567 และ 4.ที่ประชุมพิจารณาและรับทราบหลักเกณฑ์การขอใช้บริการสถานที่ และอัตราค่าใช้สถานที่ของ ศพส.และ ศกร.ตลอดจนการรับชำระเงินของ ส.ป.ก.โดยการจัดเก็บรายได้และการนำส่งเงินดังกล่าว ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินในอัตราร้อยละ 50 ของเงินที่ได้รับ และนำส่งกระทรวงการคลัง บัญชีเงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สินของ ส.ป.ก.ในอัตราร้อยละ 50 ของเงินที่ได้รับ

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795721

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.33 น.

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

ขึ้นชื่อว่า “ปลาหมอสีคางดำ” ทุกคนคงรู้จักดีว่ามันเป็นปลาต่างถิ่น หรือ “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่มีความสามารถในการขยายพันธุ์สูงมาก จนถึงขณะนี้ระบาดไปแล้วหลายจังหวัด กระทั่ง“กรมประมง” ต้องออกปฏิบัติการล่าปลาชนิดนี้ เพื่อลดปริมาณและควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด โดยได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ” ขึ้นเพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการในการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหา รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเครือข่ายชาวประมงและเกษตรกรในการกำจัดปลาหมอสีคางดำ ด้วยเรือประมงขนาดไม่เกิน 3 ตันกรอส ติดอวนรุน ร่วมกับการปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ในแหล่งน้ำที่พบการแพร่ระบาด เพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรปลาหมอสีคางดำขนาดเล็กที่พบในธรรมชาติ

เมื่อเร็วๆนี้ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้เปิดปฏิบัติ “การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ” นำร่องพร้อมกันใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกทม.  ล่าสุด เมื่อวันก่อน จังหวัดสมุทรสงคราม ก็เดินหน้ากิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ต่อยอดการกำจัดปลาชนิดนี้ด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง

อีกมาตรการที่ขาดไม่ได้หากต้องการให้ชาวบ้านช่วยกันจับปลาขึ้นมา คงหนีไม่พ้น การให้ความรู้ถึงประโยชน์ของปลาชนิดนี้ที่สามารถนำมารับประทานได้ไม่ต่างกับปลาชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างพลังของการบริโภค (เฉกเช่นเดียวกับที่ประเทศไทยสามารถใช้จัดการกับปลาซัคเกอร์และหอยเชอรี่ได้สำเร็จ) เพราะอันที่จริงปลาชนิดนี้มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ปลานิล ยิ่งถ้าวัตถุดิบชนิดนี้อยู่ในมือแม่ครัวหัวป่าก์ด้วยแล้ว จะพบว่าสามารถทำให้อร่อยได้สารพัดเมนูทีเดียว

เริ่มกันที่ของง่ายที่สุดอย่าง “ปลาแดดเดียว” ที่หากเป็นปลาไซด์เล็กก็ต้องทอดให้กรอบสุดๆ ทั้งตัว หรือยิ่งถ้าได้ปลาตัวใหญ่หน่อยก็สามารถแล่เอาแต่เนื้อออกมาได้ง่าย เพราะปลาชนิดนี้ก้างใหญ่ เลาะไม่ยาก นำมาปรุงรสและทอดให้เหลืองกรอบกำลังดี ได้ชิมเมื่อไหร่รับรองจะติดใจ ชิ้นเดียวไม่พอ

หรืออีกเมนู “ปลาหวาน” ที่ใช้วิธีแล่เฉพาะเนื้อปลาออกมาหั่นเป็นเส้นๆ แล้วปรุงรสตามกรรมวิธีทำปลาหวาน เมื่อนำลงทอดแล้ว ทุกเสียงยืนยันว่า อร่อยเหมือนปลาริวกิวหวานที่เราๆท่านๆชอบกินกันเลย

เมนูขนมจีนน้ำยาปลาและแกงส้มปลาก็ไม่ควรพลาด ไม่น่าเชื่อว่าปลาหมอสีคางดำจะนำมาทำสองเมนูนี้ได้อร่อยขนาดนี้ ยิ่งถ้าได้เครื่องเคียงขนมจีนครบสูตร กินกับไข่ต้มสักฟอง เห็นทีต้องมีคนขอเบิ้ล ส่วนแกงส้มปลาใส่หน่อไม้ดองราดบนข้าวสวยร้อนๆ นี่ก็กินหมดจานไม่รู้ตัวเหมือนกัน รวมถึงของทานเล่นอย่าง ไส้อั่วปลาและข้าวเกรียบปลา ก็เป็นอะไรที่ต้องชิม ทั้งยังนำไปทำปลาร้า และน้ำปลา ที่หลายจังหวัดที่ทดลองทำแล้ว ถึงกับยกนิ้วชื่นชมรสชาติกันทั้งนั้น … นี่ล่ะ ปลาหมอสีคางดำที่สามารถรังสรรค์ได้หลากหลายเมนูจริงๆ 

นอกเหนือจากการปรุงเป็นเมนูอาหารและขนมของกินเล่นแล้ว ประโยชน์ของปลาหมอสีคางดำ ยังนำขึ้นมาขายให้โรงงานปลาป่น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ หรือนำไปทำ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สำหรับใช้รดต้นไม้ให้ดอกผลงดงาม ได้อีกด้วย

ปัจจุบัน ราคาปลาหมอสีคางดำ (คละขนาด) ที่ยังไม่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า อยู่ที่ประมาณ 7-10 บาท/กก. สามารถจับขึ้นมาได้โดยไม่ต้องลงทุนเลี้ยง ซึ่งเป็นการช่วยฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้สิ่งแวดล้อมในชุมชน ขณะที่ปลาที่ถูกนำไปแปรรูปแล้ว เช่น ปลาแดดเดียว แบบทั้งตัวจะอยู่ที่ 80-90 บาท/กก. แต่ถ้าแล่เฉพาะเนื้อ จะอยู่ที่ 160 บาท/กก. ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าให้ปลาชนิดนี้มีราคาสูงจนเกินเหตุ เพราะนั่นอาจทำให้เกษตรกรบางคนทำการลักลอบขยายพันธุ์ปลาจนเกิดภาวะที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะผิดเป้าประสงค์และเกิดหายนะของน่านน้ำตามมาอีกระลอกใหญ่  …  ขอเพียงช่วยกันจับ-ช่วยกันกิน-ช่วยกันใช้ ควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ตามแผนของกรมประมง เช่น กิจกรรมลงแขกลงคลอง การปล่อยปลากะพง-ปลาอีกง เป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด พร้อมๆ ไปกับการประเมินสถานการณ์ปริมาณปลา รวมถึง ต้องไม่ลืมการให้ความรู้เกษตรกรและชาวบ้านที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน…หรืออย่างน้อยที่สุดก็ขออย่าได้มีใครนึกพิเรนทร์ นำปลาชนิดนี้ไปเป็นเหยื่อตกปลาในแหล่งน้ำอื่นๆ ที่ทำให้มันแพร่ระบาดมากขึ้นไปอีกก็แล้วกัน

บทความโดย มีนา รัตนากรพิสุทธิ์ นักวิชาการอิสระ

ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯลงพื้นที่ พบเกษตรกรเลี้ยงปลายี่สก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795517

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.ปรีชา ศิริแสงอารำพี ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.สมุทรสาคร น.ส.อัมพูชนี นวลแสง หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดระบบมาตรฐานฟาร์มและเพาะเลี้ยงสัตว์ควบคุม น.ส.สาวิตรี ศิลาเกษ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์น้ำ กรมประมง และผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลายี่สกในบ่อดินซึ่งมีการลดต้นทุนโดยทำแซนด์วิชอาหารให้ปลาจากฟางข้าวและมูลไก่แห้งเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารธรรมชาติให้กับปลา ที่บ่อเลี้ยงปลายี่สก นายบุญช่วย ทองรัก หมู่ 8 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ เพื่อหารือแนวทางการตลาดกับภาคเอกชนในการเพิ่มช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปลายี่สกสร้างรายได้ ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกร

‘ธรรมนัส’เก็บค่าธรรมเนียม นำเข้าสัตว์น้ำ-แก้ปัญหาล้นตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795515

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล ครั้งที่ 1/2567 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในประเด็นพิจารณา เห็นชอบให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำ โดยเห็นชอบอนุมัติหลักการการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์น้ำหรือซากสัตว์น้ำ เป็นไปตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และสามารถนำค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้มาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการรวมถึงการควบคุมตรวจสอบการนำสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งนี้ มอบหมายกรมประมง พิจารณาอัตราจัดเก็บที่เหมาะสมและดำเนินการเสนอกฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ (ฉบับที่.. ) พ.ศ. ..ตามลำดับขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงแก้ไขประกาศ 2 ฉบับ ได้แก่ 1.ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดขนาดเรือและเครื่องมือทำการประมงบางประเภท เป็นประมงพาณิชย์ พ.ศ. .. ซึ่งประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการปรับปรุงข้อกำหนดของเครื่องมือทำการประมงบางประเภทเป็นประมงพาณิชย์ให้มีความเหมาะสม และเป็นไปตามหลักการที่ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ รวมทั้งสอดคล้องกับหลักการการขอรับใบอนุญาตประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินการในเรื่องต่างๆ อาทิ 1.ความก้าวหน้าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นที่มีการบัญญัติใช้บังคับอยู่แล้ว การปรับปรุงอัตราโทษให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม และดำรงไว้ซึ่งการประกอบอาชีพประมงโดยสุจริตของชาวประมง โดยยังคงหลักการควบคุม การบริหารจัดการการทำการประมง การรายงานการทำการประมง โดยไม่ขัดต่อหลักการต่อต้านการประมง IUU อนุสัญญาและพันธกรณีระหว่างประเทศ มีเจตนารมณ์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการประมง และเพื่อเป็นการจัดระเบียบการประมงในประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. ..ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้จัดประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เพื่อตรวจพิจารณา
ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งมีมติเห็นชอบร่างฯ และเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการพิจารณาตามกลไกในรัฐสภา

2.การแปลงสินทรัพย์ภาคการประมงเป็นทุน ให้เกิดมูลค่า โดยเตรียมนำร่องในกุ้งทะเลในบ่อดิน การเลี้ยงปลาในกระชังและการเลี้ยงปลานิล โดยมอบหมายกรมประมง จัดทำหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ภาคการประมงเป็นทุน และนำเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล เป็นต้น

ประมงจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำวางไข่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795516

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2567 ที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร โดยแบ่งเป็นบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 2 ช่วงระยะเวลา ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวประจวบฯ และบริเวณพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน–15 สิงหาคม 2567 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม–30 กันยายน 2567 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในด้านเหนือของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฝั่งทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำหลายชนิด ด้วยการคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่มีความสมบูรณ์เพศพร้อมผสมพันธุ์วางไข่ และปกป้องสัตว์น้ำวัยอ่อนให้มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินมาตรการฯในปี 2566 พบว่าปริมาณการจับปลาทูในอ่าวไทยมีปริมาณถึง 41,310 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,316.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 5,602 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 659.08 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ของปริมาณการจับ (ปี 2565 ปริมาณ 35,708 ตัน มูลค่า 2,657.49 ล้านบาท) และพบว่าพ่อแม่ปลาทูมีความสมบูรณ์ในอัตราที่สูงเกือบร้อยละ 100 อีกทั้งยังพบการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาลัง และสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ซึ่งประกาศใช้มาตรการ จึงยืนยันได้ว่ามาตรการฯ ที่ใช้มีความสอดคล้องถูกต้อง และเหมาะสมทั้งในด้านพื้นที่ ช่วงเวลา และเครื่องมือที่มีการประกาศใช้มาตรการฯ

ที่ปรึกษาฯจัดอบรม ทำบันทึกข้อตกลง พัฒนาความร่วมมือ กิจการด้านยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795514

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดอบรมและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันด้านยางพาราร่วมกับผู้ประกอบกิจการยางเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยมีนายเพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยให้การต้อนรับและร่วมพบปะเกษตรกรที่โรงแรมดิอิมเพรส อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ สร้างการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและผู้นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในเขตภาคเหนือ และพนักงาน กยท.เขตภาคเหนือสู่การเป็นผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการสถาบันเกษตรกรฯ ผลผลิต และการตลาดต่อไป

สำหรับโครงการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันด้านยางพาราร่วมกับผู้ประกอบกิจการยางเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGS) เป็นความร่วมมือระหว่าง กยท.เขตภาคเหนือ สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.เชียงราย สหกรณ์กองทุนสวนยาง จ.ลำปาง จำกัด และพิธีส่งมอบสินค้ายางพารา 300,000 กิโลกรัม (10 พ่วง)ให้กับบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน)

‘กรมการข้าว’ประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยและส่งเสริมด้านข้าว ครั้งที่ 1/2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795431

'กรมการข้าว'ประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยและส่งเสริมด้านข้าว ครั้งที่ 1/2567

‘กรมการข้าว’ประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยและส่งเสริมด้านข้าว ครั้งที่ 1/2567

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.25 น.

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยและส่งเสริมด้านข้าว ครั้งที่ 1/2567 ผ่านรูปแบบการประชุมทางไกลออนไลน์ Zoom Cloud Meeting พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว โดยมี นายธราธิป หนูเจริญ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และ น.ส.สุขุมาลย์ชลการ ผู้แทนสำนักงบประมาณ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบ Zoom

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ได้สรุปรายงานการรับ – จ่ายเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยและส่งเสริมด้านข้าว ณ วันที่ 15 มีนาคม 2565 อีกทั้งพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับการสนับสนุนจากการดำเนินงานวิจัยและส่งเสริมด้านข้าว จำนวน 15 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 43 ล้านบาท

ที่ปรึกษาฯเปิดงานโคเนื้อฯ ‘มหกรรมกระบือแห่งชาติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795303

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมโคเนื้อแห่งชาติ ครั้งที่ 21 และงานมหกรรมกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 26 ในงานโคเนื้อบึงสามพัน ครั้งที่ 16 ที่สนามประกวดข้างโรงเรียนบ้านราหุล หมู่ 1 ต.บึงสามพัน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโคเนื้อและกระบือของประเทศไทยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร รวมถึงส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนให้ความสนใจในการเลี้ยงโคเนื้อและกระบือ พร้อมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับเกษตรกร และประชาชนผู้สนใจด้านการจัดการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือการปรับปรุงพันธุ์การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์และเทคโนโลยีการผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพ

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมการประกวดโคเนื้อ และกระบือ และกิจกรรมการประกวด Produce Of Dam / Get Of Sire ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี