อ.ส.ค.รับมือเปิดเสรีโคนม มุ่งบริหารจัดการฟาร์มมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795304

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงการเตรียมพร้อมรับมือการเปิดเสรี FTA ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ที่จะยกเลิกโควตาภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อกิจการโคนมของ อ.ส.ค.เนื่องจาก อ.ส.ค.มีศักยภาพมากพอในการแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ที่ผ่านมาได้เตรียมความพร้อมทุกด้าน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น มีฟาร์มโคนมที่ได้มาตรฐาน มีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยอยู่ 5 แห่ง ตลอดจนผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นและยอมรับในคุณภาพและมาตรฐานของแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค มาอย่างยาวนาน รวมทั้งเป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่ใช้น้ำนมโคสดแท้ 100% ในการผลิตและเป็นที่ยอมรับในตลาด

นอกจากนี้ อ.ส.ค.ยังมีฟาร์มประสิทธิภาพสูงซึ่งเป็นฟาร์มสาธิตเชิงธุรกิจและเป็น Smart Dairy Farm ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติและการสร้างบุคลากรมืออาชีพด้านการเลี้ยงโคนมและเป็นฟาร์มสำหรับใช้ในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์ม ให้มีความสะดวกและเหมาะสมกับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรยุคใหม่ สอดคล้องกับหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) พร้อมจัดซื้อแม่โครีดนม 120 ตัว เพื่อผลิตน้ำนมดิบเข้าสู่อุตสาหกรรมนมให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันให้ผลผลิตสูงถึง 21.75 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน จากเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 18 กิโลกรัมต่อตัวต่อวันถือว่าให้ผลผลิตสูงและส่งผลทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ

อย่างไรก็ดี ภายหลังเปิดเสรีด้านโคนม แต่ อ.ส.ค.ไม่ได้ทอดทิ้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเครือข่ายซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาและอุปสรรคในการปรับตัว รวมทั้งมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีต้นทุนสูงและให้ผลผลิตต่ำไม่เพียงพอกับรายได้ประกอบกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนราคาอาหารโคนมปรับตัวสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรส่งผลให้เกษตรกรหลายครอบครัวถอดใจเลิกเลี้ยง บางรายทายาทไม่สานต่ออาชีพ หันไปประกอบอาชีพอื่น ทำให้ฟาร์มเกษตรกรรายย่อยที่มีแม่โครีดนมต่ำกว่า 20 ตัวเลิกกิจการค่อนข้างสูงโดยภาพรวมเกษตรกรเลิกเลี้ยงคิดเป็น 30%

จากวิกฤตการณ์ดังกล่าว อ.ส.ค.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ความรู้ แนะแนวทางปรับตัวโดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการฟาร์มให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต ปรับลดขนาดฟาร์มให้เล็กลง ปรับสูตรการให้อาหารและหันมาเลี้ยงโครีดนมให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำนมดิบซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ มาตรฐานและมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้จัดทำโครงการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสูตรผลิตอาหารสัตว์คุณภาพเพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามที่กำหนด เกษตรกรได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า

‘ธรรมนัส’รับฟัง เสียงประชามติ สร้างอ่างน้ำญวน รองรับการใช้น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795305

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าอ่างเก็บน้ำญวน ที่ อบต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งอ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีแผนในการก่อสร้างเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว และระบบส่งน้ำคลองส่งน้ำดาดคอนกรีต โดยหลังจากมีการประชุมตามความต้องการของราษฎรตามผลการประชุมรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา รวมถึงรับฟังเสียงของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำฯทำให้กรมชลประทาน จะปรับลดการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำญวน จากระดับน้ำเก็บกักที่ 466.50 ม.รทก. ความจุ 30 ล้าน ลบ.ม. เหลือที่ระดับน้ำเก็บกักที่ 460.80 ม.รทก. ความจุ 20 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งจะทำให้ราษฎรในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง โดยขั้นตอนต่อไปกรมชลประทานจะดำเนินการขออนุญาตการใช้พื้นที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกท้ายอ่างในลุ่มน้ำญวนและลุ่มน้ำแม่ลาวในเขตอำเภอเชียงคำ ช่วยเหลือในเรื่องการอุปโภค-บริโภคของราษฎรและการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่โครงการและบริเวณใกล้เคียง บรรเทาอุทกภัยตามแนวลำน้ำญวนและน้ำแม่ลาวทางด้านท้ายน้ำของเขื่อนในเขตอำเภอเชียงคำอีกทั้งยังเป็นแหล่งขยายพันธุ์ปลาและแหล่งทำการประมง พร้อมออกแบบถนนรอบคันคลอง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

รมว.เกษตรฯเดินหน้าพัฒนากว๊านพะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795302

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามแผนการพัฒนากว๊านพะเยา ที่ อบต.แม่ใส อ.แม่ใจ จ.พะเยาซึ่งกรมชลประทาน มีแผนในการขุดลอกตะกอนดินรอบกว๊าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตร อีกทั้งยังมีแนวทางในการพัฒนาถนนรอบกว๊านพะเยา และการจัดภูมิทัศน์บนพื้นที่ดินถม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวนอกจากจะเป็นการพัฒนาด้านการเกษตรแล้ว ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องชาว จ.พะเยา ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งจากการมีอาชีพทางด้านการทำประมงแล้ว ยังสามารถพัฒนาในด้านการท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม เพื่อรอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวใน จ.พะเยา ด้วย

จากนั้น รมว.เกษตรฯ ได้ติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำหนองเล็งทราย และแหล่งน้ำอื่นๆ ในพื้นที่ อ.แม่ใจ ที่เทศบาล ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ จ.พะเยา ซึ่งหนองเล็งทราย เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นพื้นที่ต้นลำน้ำอิงก่อนไหลลงสู่กว๊านพะเยามีพื้นที่รับน้ำฝนประมาณ 200 ตร.กม. ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยปีละ 67.50 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขินจากการตกจมของตะกอน รวมถึงมีความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภค-บริโภค ปีละ 720,000 ลบ.ม. และการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ประมาณ 10,000 ไร่ รวมไปถึงอุทกภัยในช่วงน้ำหลาก

ทั้งนี้ ทางกรมชลประทาน มีเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ อาทิ การปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิมให้มีขนาดกว้างขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำรองหนองเล็งทราย งานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และระบบระบายน้ำและทำนบดินซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการเก็บกักได้จาก 9 ล้าน ลบ.ม. เป็น 23.733 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นถึง 14.733 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 10,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการพัฒนาเป็นแหล่งสันทนาการ และแหล่งท่องเที่ยวหนองเล็งทราย หรือสวนสาธารณะต่อไป

รมว.เกษตรฯหนุน แอปฯตรวจธุรกรรม ด้านการเงินสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหานิคมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795097

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ครั้งที่ 1/2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลสหกรณ์ที่มีแอปพลิเคชั่นทางการเงินให้สมาชิกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน โดยแบ่งออกเป็น 1.สหกรณ์ที่มีสถานะ Active 1,399 สหกรณ์ และ 2.สหกรณ์ที่มีทุนดำเนินงานมากกว่า 100 ล้านบาท 840 สหกรณ์ ที่มีการใช้แอปพลิเคชั่นสำหรับตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ในโอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าส่งเสริมการแอปพลิเคชั่นให้แก่สหกรณ์ที่ยังไม่มีแผนการใช้งาน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมแก้ไขปัญหาด้านความพร้อมอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาสู่สหกรณ์ที่มีความทันสมัย สมาชิกภายในสหกรณ์สามารถตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินได้อย่างโปร่งใสต่อไป

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการเร่งหาแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการที่ดินทำกินของเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์กว่า 13 นิคมสหกรณ์ทั่วประเทศไทย เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ของรัฐตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

‘ธรรมนัส’ถกคกก.แก้ปัญหา ราคาสัตว์น้ำตกต่ำ-คุมการนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795099

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำ ที่กรมประมง โดยที่ประชุมมีการพิจารณาข้อร้องเรียนปัญหาราคาสินค้าสัตว์น้ำตกต่ำ เนื่องจากมีการนำเข้าสัตว์น้ำมาจำหน่ายในประเทศ ทั้งนี้ กรมประมง ได้วิเคราะห์สถานการณ์การนำเข้าและราคาสินค้าสัตว์น้ำในภาพรวม และวิเคราะห์สถานการณ์การค้าและราคาสินค้าบางชนิด ตลอดจนดำเนินการตามมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขราคาสินค้าสัตว์น้ำเร่งด่วน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของผู้ร้องเรียนที่ให้ใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำ ได้แก่ 1.ขอให้หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำ 2.ขอให้กำหนดปริมาณสัตว์น้ำที่สามารถนำเข้ามาในประเทศได้ ให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตและความต้องการในประเทศ 3.ขอให้กำหนดมาตรฐานสัตว์น้ำที่จะนำเข้ามาให้เป็นมาตรฐานเดียวกับชาวประมงในประเทศ (IUU)

4.ขอให้มีความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำนำเข้า และ 5.กำหนดอัตราจัดเก็บภาษีนำเข้าสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งกรมประมง ไม่มีมาตรการให้หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำ และไม่มีการกำหนดปริมาณสัตว์น้ำที่อนุญาตให้นำเข้า เนื่องจากขัดหลักการค้าระหว่างประเทศขององค์การการค้าโลก (WTO) แต่ได้มีการยกระดับการควบคุมตรวจสอบสัตว์น้ำที่นำเข้ามาในประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด สำหรับสินค้าสัตว์น้ำที่จับจากทะเลมีมาตรการป้องกันการนำเข้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (IUU) โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองการจับสัตว์น้ำ (Catch Certificate) หรือเอกสารอื่นที่สามารถแสดงได้ว่าสัตว์น้ำที่จับได้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำประมง IUU และสามารถยืนยันแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ นอกจากนี้ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการนำเข้า-ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวัง

รวมทั้งที่ประชุมได้รับทราบการแก้ปัญหาราคาปลากะพงตกต่ำ โครงการเชื่อมโยงระบายจำหน่ายปลากะพงปี 2567 ของกระทรวงพาณิชย์ ร่างกฎกระทรวงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอนุญาตนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ ซึ่งในประเด็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์น้ำนั้น รมว.เกษตรฯ ได้ประสานภาคเอกชน ทั้งหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ร่วมหารือแนวทางเพื่อให้มีข้อสรุปในภาพรวม เพื่อให้การพิจารณาค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์น้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมเป็นที่ยอมรับ

‘อนุชา’ชมหมอดินอาสาช่วยพัฒนาที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795100

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2567” เมื่อเร็วๆ นี้ ภายใต้หัวข้อ “หมอดินสมาร์ท ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 500 คน ที่กรมพัฒนาที่ดิน กทม.

นายอนุชา กล่าวชื่นชมความสำเร็จของกรมพัฒนาที่ดิน ที่จัดให้สถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ ส่งเสริม เผยแพร่ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินไปยังหมอดินอาสา ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีจิตสาธารณะ ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร ในการปรับปรุงบำรุงดิน ดูแลทรัพยากรดินของท้องถิ่น และฟื้นฟูดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เป็นเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง ถือเป็นเครือข่ายเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงเกษตรฯ ปัจจุบันมีหมอดินอาสา 77,804 ราย ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสมัชชาความร่วมมือดินโลก นำไปขยายเป็นโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อเป็นแนวทางให้กับทั่วโลก

“รมว.เกษตรฯ ตระหนักถึงความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตเพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกร จึงส่งเสริมวิธีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินก่อนปลูกพืช ซึ่งช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมลดต้นทุน พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีมาช่วยจะสามารถแบ่งเบาภาระให้เกษตรกร เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อลดภาวะสุ่มเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี รวมถึงการผลักดันโครงการแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เพื่อพัฒนาที่ดินให้เกิดศักยภาพสูงสุด จากนี้ไปกรมพัฒนาที่ดิน และหมอดินอาสากว่า 7 หมื่นราย จะต้องผนึกกำลังร่วมกัน เพื่อสร้างเม็ดเงินให้เกิดขึ้น ต่อยอดไปสู่การค้าขายในประเทศที่หลากหลายมิติ และร่วมกันพัฒนาผืนแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ เป็นความภาคภูมิใจให้หมอดินอาสาอยู่คู่กับคนไทย ช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป” นายอนุชา กล่าว

‘ไชยา’ร่วมงานหัตถศิลป์ฯ ชูผ้าไหมไทย Soft Power อีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795101

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานหัตถศิลป์ ถิ่นสารคาม ซอฟต์พาวเวอร์ดินแดนอีสาน สืบสาน “มหานครแห่งครั่ง” งานประเพณีบุญเบิกฟ้าและงานกาชาด จ.มหาสารคาม ประจำปี 2567 ที่หน้าที่ว่าการ อ.เมือง จ.มหาสารคาม โดยมีนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผวจ.มหาสารคาม และผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย รวมถึงเผยแพร่กระบวนการทอผ้าไหมให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาประเทศ

นายไชยา กล่าวแสดงความชื่นชมว่าการจัดงานดังกล่าวเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไหมให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รวมถึงเสริมสร้างอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันผ้าไหมให้เป็น Soft Power ของประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้กระบวนการผลิตผ้าไหมสามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์หม่อนไหมผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้เป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศ

สำหรับงานหัตถศิลป์ ถิ่นสารคาม ซอฟต์พาวเวอร์ดินแดนอีสาน มีร้านค้าสุดยอดผลิตภัณฑ์โอท็อป 13 อำเภอ ทั้ง 31 ชุมชน และสุดยอดซอฟต์พาวเวอร์โอท็อปแดนอีสาน รวมถึงร้านค้าผ้าไหมจากกลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการมากกว่า 80 ร้านค้า พร้อมร่วมชมผลิตภัณฑ์ชุมชนของดีประจำถิ่นอีสาน และการจัดกิจกรรมแข่งขันการประกวดผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก ลายผ้าประจำอำเภอ มัดหมี่ลายสร้อยดอกหมาก และแข่งขันการทำอาหารจากดักแด้ รวมถึงการประกวด Young Designer

‘สมาคมอาหารสัตว์’ลงนามข้อตกลง USSEC ชูโมเดลถั่วเหลืองยั่งยืนสหรัฐฯ ต้นแบบในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794743

‘สมาคมอาหารสัตว์’ลงนามข้อตกลง USSEC ชูโมเดลถั่วเหลืองยั่งยืนสหรัฐฯ ต้นแบบในไทย

‘สมาคมอาหารสัตว์’ลงนามข้อตกลง USSEC ชูโมเดลถั่วเหลืองยั่งยืนสหรัฐฯ ต้นแบบในไทย

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.29 น.

‘สมาคมอาหารสัตว์’ลงนามข้อตกลง USSEC ชูโมเดลถั่วเหลืองยั่งยืนสหรัฐฯ ต้นแบบในไทย

22 มีนาคม 2567 สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และ สภาการส่งออกถั่วเหลืองแห่งสหรัฐอเมริกา (USSEC) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลในการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยั่งยืน รวมถึง การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ ให้ตอบสนองความต้องการสินค้าปศุสัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ หวังเป็นต้นแบบให้การผลิตข้าวโพดฯ มัน ข้าวและปลาป่น ปรับตัวเป็นวัตถุดิบยั่งยืนของไทยได้ในเร็ววัน

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจอาหารสัตว์ และปศุสัตว์ของไทย มีความพร้อมที่จะเดินหน้าเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่สมาคมให้ความสำคัญมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่าสิบปี 

ปีนี้ความต้องการผลิตอาหารสัตว์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 21.3 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้ต้องพึ่งพิงวัตถุดิบนำเข้ากว่า 60% และยังใช้วัตถุดิบภายในประเทศอีกประมาณ 40% ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี หรือแม้แต่วัตถุดิบภายในประเทศอย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ข้าว และปลาป่น จะต้องเข้าสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทั้ง 100% ด้วย

“ความร่วมมือกับ USSEC ในครั้งนี้ จะเป็นตัวอย่างในการจัดหาถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองที่มีความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นแหล่งความรู้ที่จะช่วยเร่งให้ไทยสามารถพัฒนาระบบการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศให้ยั่งยืนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว หรือปลาป่น เพราะราคาจะไม่ใช่สิ่งแรกที่ตลาดถามหาอีกต่อไป แต่ค่าการปล่อยคาร์บอนของสินค้าชิ้นนั้นต่างหาก จะเป็นสิ่งแรกที่ตลาดถามถึง ซึ่งไทยต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้” นายพรศิลป์กล่าว

ขณะที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย มีความพยายามในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างวัตถุดิบที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุด สมาคมฯ ในนามของภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดำเนินการตรวจวัดการปล่อยคาร์บอนในแปลงปลูกข้าวโพดและกระบวนการผลิตปลาป่น ตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประมวลผล อย่างไรก็ตาม การทำข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนของสมาชิกสมาคมฯได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้การส่งออกอาหารของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ท่ามกลางความท้าทายในการตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบอาหารสัตว์ของประเทศคู่ค้า

ข้อตกลงความร่วมมือสร้างวัตถุดิบที่ยั่งยืนระหว่าง 2 หน่วยงานนี้ ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การศึกษาพิธีการรับรองความยั่งยืนของวัตถุดิบถั่วเหลืองจากสหรัฐ (SSAP- Soy Sustainability Assurance Protocol) ที่สามารถใช้เป็นเอกสารยืนยันความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์ ตลอดจน ข้อแนะนำด้านความโปร่งใสในระบบห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาที่ยั่งยืน  ที่สำคัญคือ USSEC จะสนับสนุนด้านวิชาการและกลไกการรายงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานโลก เพื่อสนับสนุนให้การผลิตอาหารสัตว์และการปศุสัตว์ของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับมาตรฐานที่โลกต้องการ 

นายจิม ซัทเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ USSEC กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศ คาดว่าความต้องการอาหารสัตว์ของไทยจะเพิ่มขึ้นอีก 4.5 % จากปี 2567 ถึง 2572 โดยความต้องการในการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยั่งยืนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ USSEC พร้อมมากที่จะร่วมมือกับ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ในการเปิดทางสู่อนาคตที่แข็งแกร่งในภูมิศาสตร์การเกษตร ทั้งภาคการผลิตพืชวัตถุดิบ การผลิตภาคปศุสัตว์และการผลิตอาหารของประเทศไทย

สำหรับถั่วเหลืองของสหรัฐฯ มีรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับถั่วจากแหล่งที่มาอื่น ๆ โปรตีนพืชอื่น ๆ และน้ำมันพืช ตั้งแต่ปี 2523 เกษตรกรถั่วเหลืองของสหรัฐฯ ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำในการปลูกถั่วเหลืองถึง 60% เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ดินได้ถึง 48% ปรับปรุงการอนุรักษ์ดินได้ถึง 34% และเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองได้ถึง 130% โดยใช้พื้นที่ปลูกเท่าเดิม

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้โมเดลถั่วเหลืองของสหรัฐมาพัฒนาในหลายด้าน เช่น การลดรอยเท้าคาร์บอนในโรงงานอาหารสัตว์ การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรดินและน้ำ การลดการใช้สารเคมีในการเกษตร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหารสัตว์ อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจอาหารสัตว์ เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

เช็คบิลนายทุนใหญ่!คดีขุดดินตามผิดฐานฟอกเงิน ฟัน 13 นอมินีครองส.ป.ก.แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794702

เช็คบิลนายทุนใหญ่!คดีขุดดินตามผิดฐานฟอกเงิน ฟัน 13 นอมินีครองส.ป.ก.แทน

เช็คบิลนายทุนใหญ่!คดีขุดดินตามผิดฐานฟอกเงิน ฟัน 13 นอมินีครองส.ป.ก.แทน

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567, 12.32 น.

เช็คบิลนายทุนใหญ่!คดีขุดดินตามผิดฐานฟอกเงิน ฟัน 13 นอมินีครองส.ป.ก.แทน

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 22 มี.ค.67 ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา (ส.ป.ก.นครราชสีมา) นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) , พ.ต.อ.สมบัติ มาลัย ผกก.3 บก.ปทส. ลงพื้นที่ตรวจสอบนายทุนรายใหญ่ที่สุดใน จ.นครราชสีมา พร้อมแจ้งความดำเนินคดีขุดดิน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ม.3 (15) ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อไป โดยจะดำเนินคดีกับนอมินี 13 รายที่ถือครองแทนนายทุนรายใหญ่ 

อธิบดีกรมการข้าวผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต ให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794635

อธิบดีกรมการข้าวผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต ให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่ม

อธิบดีกรมการข้าวผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต ให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.18 น.

อธิบดีกรมการข้าว เตรียมผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

วันที่ 21 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมโครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง) โดยมี นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรี รองอธิบดีกรมการข้าว นายปณิธาน  มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมการข้าว อตก. และ ธกส. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 กรมการข้าว 

▫️สำหรับโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการพัฒนา อีกทั้งใหเ้กษตรกรผู้ปลูกข้าวมีกำลังใจในการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว และยกระดับคุณภาพข้าวให้สนองความต้องการของตลาด ตลอดจนเพอื่ บรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้