‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793207

'กรมปศุสัตว์'จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567

‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.59 น.

กรมปศุสัตว์จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

โดย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่กรมปศุสัตว์ ได้จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 13 – 14 มกราคม 2567 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีกิจกรรมการประกวดกระบือปลักไทย ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ และเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้เกษตรกร ประชาชนผู้สนใจได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ ตลอดจนการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทยในทุกด้าน ซึ่งมีการจัดประกวดกระบือปลักไทย จำนวนทั้งสิ้น 16 รุ่น มีกระบือปลักไทยเข้าร่วมการประกวด จำนวน 151 ตัว เป็นกระบือปลักไทย เผือก จำนวน 35 ตัว และกระบือปลักไทย ดำ จำนวน 116 ตัว

โดยผลการประกวดกระบือปลักไทยที่ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 รางวัล ดังนี้

1.รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทย เพศผู้ กระบือชื่อ มารวยจูเนียร์ ชื่อ เจ้าของนายคำพูน โสดา จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นกระบือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 กระบือปลักไทย ดำ เพศผู้รุ่นควายหนุ่มสาว ฟันแท้ 2 คู่ อายุมากกว่า 36 เดือน ถึง ไม่เกิน 48 เดือน

2.รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทย เพศเมีย กระบือชื่อ ดอกแก้ว ชื่อเจ้าของนางสาวกาญจนา ขามขุลา จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นกระบือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 กระบือปลักไทย ดำ เพศเมีย รุ่นควายหนุ่มสาว ฟันแท้ 2 คู่ อายุมากกว่า 36 เดือน ถึง ไม่เกิน 48 เดือน

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์รู้สึกซาบซึ้งและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Championกระบือปลักไทย เพศผู้ และเพศเมีย สำหรับการประกวดกระบือปลักไทย วันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ให้กรมปศุสัตว์เป็นครั้งแรก และเป็นหน่วยงานเดียวที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลการประกวดกระบือปลักไทย และทรงห่วงใยเกษตรกร ผู้เลี้ยงกระบือปลักไทย อีกทั้งในด้านการพัฒนาและการอนุรักษ์กระบือปลักไทย

– 006

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793176

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.53 น.

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

14 มีนาคม 2567 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของ ส.ป.ก. พบมีการออก ส.ป.ก.4-01 ในพื้นที่ที่ยังคงมีสภาพป่า 10 ราย 13 แปลง 341-3-39 ไร่ และพื้นที่ที่มีการรังวัดแปลงที่ดินไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการจัดที่ดินอีก 26 ราย 45 แปลง 937-0-81 ไร่ ในเขตปฏิรูปที่ดินที่จำแนกออกจากป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ป่าเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

“จึงสั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินทั้ง 10 ราย โดยด่วน ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่จัดแต่รังวัดแล้วอีก 26 ราย ให้ยกเลิกผลการรังวัด และห้ามนำพื้นที่ดังกล่าวมาจัดที่ดินโดยเด็ดขาด หากพบการกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิของประชาชน หากเป็นเกษตรกรตัวจริง มีการถือครองทำประโยชน์อยู่จริง ให้มาแสดงตัวแสดงสิทธิต่อ ส.ป.ก.นครราชสีมา เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว  ///-005

‘ธรรมนัส’นั่งหัวโต๊ะ ถกPigBoardเห็นชอบ รักษาเสถียรภาพราคา แก้ปัญหาให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792968

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์(Pig board) ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร เพื่อแก้ไขวิกฤตราคาสุกรตกต่ำ และสร้างความยั่งยืนในอาชีพการเลี้ยงสุกรสำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ซึ่งกรมปศุสัตว์ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งรัดจัดทำโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ประกอบด้วย 2 แนวทางดังนี้ 1.การลดจำนวนลูกสุกรที่จะเข้าสู่ระบบการผลิต โดยการทำหมูหัน เพื่อแก้ปัญหาราคาสุกรตกต่ำจากปริมาณผลผลิตมากเกินความต้องการ ซึ่งมีเป้าหมายตัดวงจรลูกสุกรขนาด 3-7 กิโลกรัม 450,000 ตัว

2.การผลักดันการส่งออกสุกรไปต่างประเทศ โดยสนับสนุนให้ผู้ส่งออกที่มีศักยภาพภายใต้การคัดเลือกและรับรองขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับสินค้าสุกร ประเภทเนื้อสุกรแช่เย็นหรือแช่แข็ง ซึ่งมีเป้าหมายการส่งออก 8,400 ตัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ร่วมบูรณาการกับกรมการค้าภายใน ตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ราคาจำหน่ายเนื้อสุกรในสถานที่จำหน่ายของผู้ค้ารายใหญ่ พร้อมทั้งจัดตั้งชุดเฉพาะกิจในการตรวจสอบแหล่งที่มาของเนื้อสุกรที่พบความผิดปกติ ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองคุณภาพอาหาร ด้วย

ที่ปรึกษาฯร่วมงานวันเกษตรฯ แนวคิด‘สรรค์สร้างนวัตกรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792969

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “เกษตรอีสาน สรรค์สร้างนวัตกรรม นำคุณค่าสู่สากล” ที่อาคารนิทรรศการจตุรมุข อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งงานวันเกษตรภาคอีสานดำเนินกิจกรรมติดต่อกันมาเป็นปีที่ 32 ถือเป็นกิจกรรมใหญ่อีกกิจกรรมหนึ่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรที่ได้จากการฝึกงานของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์และเกษตรกรในท้องถิ่น

ทั้งนี้ มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานดังกล่าว พร้อมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกันในการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนมองเห็นถึงความสำคัญของอาชีพการเกษตร ในฐานะผู้ผลิตอาหารและการเป็นครัวของโลก อันจะเป็นการเชื่อมโยงเข้าสู่นโยบายสำคัญของ
กระทรวงเกษตรฯ ในการเป็นตลาดนำการผลิต การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนการวิจัย และพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย

‘ไชยา’แก้ปมโครงการโคบาลฯที่ปัตตานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792971

‘ไชยา’แก้ปมโครงการโคบาลฯที่ปัตตานี

‘ไชยา’แก้ปมโครงการโคบาลฯที่ปัตตานี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แก้ปัญหา : นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามโครงการ “โคบาลชายแดนใต้” กรณีเกษตรกรได้รับโคไม่ตรงปกในพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยให้กรมปศุสัตว์ เร่งแก้ปัญหา ดูแลการตรวจรับแม่โค สามารถส่งเคลมกับฟาร์มได้ตามเงื่อนไขสัญญา รวมทั้งดูแลเกษตรกรที่ต้องการจัดทำธนาคารโค-กระบือ ด้วย

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการ “โคบาลชายแดนใต้” จากกรณีเกษตรกรร้องส่งโคไม่ตรงปก 2 จุด ได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงโคตันหยงลุโละ หมู่ 2 ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี และเกษตรกรกลุ่มบ้านทุ่งใหญ่ หมู่ 1 ต.บ้านนอก อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วยนางพาตีเมาะสะดียามู ผวจ.ปัตตานี และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการโคบาลชายแดนใต้ เป็นโครงการระยะ7 ปี (ปี 2565-2571) เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ จากการสร้างแปลงอาหารสัตว์ สร้างโรงเรือน การจัดซื้อแม่โคพื้นเมือง และการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ดูแลฟาร์ม เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมส่งออกสินค้าฮาลาลที่มีศักยภาพไปยังตลาดโลกมุสลิม ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าในระยะ 4 ปี โดยในระยะแรกตั้งเป้าหมายให้มีโคในพื้นที่เพิ่มขึ้น 3,000 ตัว และตลอดโครงการจะมีโคที่พร้อมออกสู่ตลาดฮาลาล ไม่น้อยกว่า 50,000 ตัว

นายไชยากล่าวว่า มุ่งหวังให้อาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำพร้อมผลักดันให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดียิ่งขึ้น โดยมอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ ดูแลการตรวจรับแม่โคให้ตรงตามคุณลักษณะปลอดโรค ปลอดภัย เป็นแม่โคพร้อมท้อง และมีเอกสารรองรับที่มาของโค หากโคตัวใดที่ตรวจรับแล้ว มีปัญหาสามารถส่งเคลมกับฟาร์มที่จำหน่ายได้ตามเงื่อนไขสัญญา หรือหากเกษตรกรต้องการจัดซื้อโคด้วยตนเอง สามารถทำได้เช่นกัน สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการจัดทำธนาคารโค-กระบือ ขอให้กรมปศุสัตว์ ดูแลในส่วนนี้ พร้อมนำแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทำอาหารแปรรูปส่งตะวันออกกลาง ที่ตัวแทนเกษตรกร เสนอ

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสงขลา เร่งทำฝนช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792848

'อธิบดีฝนหลวงฯ'สั่งเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสงขลา เร่งทำฝนช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสงขลา เร่งทำฝนช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 13.56 น.

อธิบดี สุพิศฯ สั่งเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.สงขลา หวังเร่งทำฝนบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ ที่กำลังเริ่มทำการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง พร้อมขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร จ.สงขลา

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 13 มีนาคม 2567 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายพร้อมเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสงขลา ณ ห้องประชุมกองบิน 56 สนามบินกองบิน 56 อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา พร้อมด้วย นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร โดยมี นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้การต้อนรับ นอกจากนี้ ยังได้มีการประชุมรับฟังแผนและผลการปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ และร่วมขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตรของจังหวัดสงขลาอีกด้วย

ทั้งนี้ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ปริมาณฝนรายเดือนและรายปีของประเทศไทย พ.ศ.2567 เปรียบเทียบกับค่าปกติ (พ.ศ.2534 – 2563) พบว่า ในพื้นที่ภาคใต้ เดือนมีนาคม – เมษายน มีปริมาณฝนสะสมอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่าปกติ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ จึงได้จัดทำแผนการป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้งและแผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยจะมีแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร จ. สงขลา และ จ.กระบี่ ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เพื่อประเมินผลและวางแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง พบว่าในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2567 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมีการขอรับบริการฝนหลวงมากขึ้น จึงได้สั่งการให้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.สงขลา ตั้งแต่ วันที่ 12 มีนาคม 2567 เครื่องบิน CARAVAN จำนวน 2 ลำ (ตั้งแต่ 12 มี.ค.67) เครื่องบิน BT จำนวน 1 ลำ (ตั้งแต่ 15 มี.ค.67) เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงให้ได้ปริมาณน้ำฝนครอบคลุมพื้นที่ที่มีการขอรับบริการอย่างเพียงพอ สำหรับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ มีพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา ตรัง พัทลุง กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และ จ.ราชบุรี

นายสุพิศ อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้นำเฮลิคอปเตอร์ AS350 เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจตักน้ำดับไฟป่าจากเหตุการณ์ไฟไหม้พื้นที่ป่าไม้ “ภูเขาปากเบน” จ.กระบี่ ซึ่งสรุปภารกิจได้ดังนี้ วันที่ 10 มีนาคม 2567 ปฏิบัติภารกิจ จำนวน 9 เที่ยวบิน ใช้น้ำรวมทั้งหมด 4,500 ลิตร , วันที่ 11 มีนาคม 2567 ปฏิบัติการบิน จำนวน 18 เที่ยวบิน ใช้น้ำรวมทั้งหมด 9,000 ลิตร และวันที่ 12 มีนาคม 2567 ปฏิบัติการบิน จำนวน 23 เที่ยวบิน ใช้น้ำรวมทั้งหมด 11,500 ลิตร

จากผลปฏิบัติการไฟได้ดับลงและกลุ่มควันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ จะมีการติดตามสถานการณ์ไฟป่าและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถนำมาปรับแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็วต่อไป

– 006

รมว.เกษตรฯรุดตรวจปตร.ควนกรด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792711

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้นำท้องถิ่น และรับฟังประเด็นปัญหาด้านการเกษตร ที่วัดทุ่งส้าน ต.นาไม้ไผ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยติดตามโครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) ควนกรด พร้อมระบบส่งน้ำและอาคารประกอบ ซึ่งกรมชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสม รวมถึงวางแผนขุดลอกแก้มลิง เพื่อเป็นการชะลอน้ำไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ท้ายน้ำ และเป็นพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ บ้านนาขี้เป็ด หมู่ 3 ต.ควนกรด อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค อีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสามารถกักเก็บน้ำและส่งน้ำได้ประมาณ 1.3 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี และช่วยเพิ่มการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก พื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 4,500 ไร่ และบรรเทาอุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสงและบริเวณใกล้เคียง ไม่น้อยกว่า 10,000 ครัวเรือน และยังเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรด้วย

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร 300 ราย 351 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,824 ไร่ ซึ่ง จ.นครศรีธรรมราช มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 663,071 ไร่ เป็นพื้นที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ประมาณ 493,337 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 19 อำเภอ โดยได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้วทั้งสิ้น 40,275 ราย 54,571 แปลง เนื้อที่ประมาณ 480,271 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 มีแผนดำเนินการปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ.ทุ่งสง และ อ.ทุ่งใหญ่ 7,995 แปลง ได้ปรับปรุงแก้ไขเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรแล้ว 476 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,735 ไร่ และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร

‘ธรรมนัส’หนุนกรมวิชาการฯ ขับเคลื่อนGEdแก้วิกฤตโลกเดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792712

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในการสัมมนาวิชาการ “เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ในการแก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด และศัตรูพืชอุบัติใหม่” จัดโดยสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคส่วนต่างๆ ร่วมสัมมนา ระดมความคิด แนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนเทคโนโลยี และความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่เพื่อรองรับภาวะโลกเดือดของโลกที่กำลังจะมาถึง ที่กรมวิชาการเกษตร

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วและรุนแรง เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกประกาศว่า “ยุคโลกร้อนสิ้นสุดลง ยุคโลกเดือดมาถึงแล้ว” ซึ่งภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของศัตรูพืชอุบัติใหม่ที่สำคัญ ประกอบกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่และเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับรายได้เกษตรกร 3 เท่าใน 4 ปี การนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง คุ้มค่า พัฒนาได้รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ จึงมีความจำเป็น

อย่างไรก็ดี ได้ตระหนักถึงปัญหาภาวะวิกฤตดังกล่าว จึงนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ Gene Editing หรือ GEd ในการแก้ไขหรือปรับแต่งยีนให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ต้านทานศัตรูพืช มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น ผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ที่สำคัญเทคโนโลยี GEd ไม่มียีนถ่ายฝากจากสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่จัดว่าเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMOs และมีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยี GEd ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), OECD มี 13 ประเทศประกาศสนับสนุนในที่ประชุม WTO ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี GEd เชิงการค้าและการบริโภคร่วมกัน และกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ประกาศใช้นโยบาย no transgene = not GMOs โดยถือว่าพืช GEd มีความปลอดภัยเช่นเดียวกับพืชปกติทั่วไป ที่สำคัญองค์กรนานาชาติ และประเทศต่างๆ เร่งลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี GEd เพื่อรองรับวิกฤตการณ์ความมั่นคงทางอาหารของโลก จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนการขับเคลื่อนเทคโนโลยี GEd

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การประชุมสัมมนาวิชาการครั้งนี้ เพื่อระดมความคิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย ให้ทัดเทียมนานาประเทศ และจัดทำแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนเทคโนโลยี GEd ของประเทศไทย สื่อสารกับประชาชนและผู้บริโภค ให้เป็นที่เข้าใจว่าเทคโนโลยี GEd แตกต่างกับ GMOs รวมถึงสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี GEd ในประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับภาวะวิกฤตโลกเดือดและศัตรูพืชอุบัติใหม่

ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯร่วมงาน สัมมนา‘พัฒนาท้องถิ่นยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792710

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมโครงการสัมมนาเชิงวิชาการการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “เกษตรแบบยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท จ.เชียงราย ซึ่งภายในงานมีผู้เข้าร่วมการสัมมนา ประกอบด้วย อบจ.เชียงราย สมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ และสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการและพนักงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งสิ้น 500 ราย

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกำหนดนโยบาย การบริหารงานท้องถิ่น รวมทั้งการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์โดยรวมของประชาชน สร้างความร่วมมือที่ดีระหว่างองค์กรในการขับเคลื่อนและพัฒนางานในท้องถิ่นภาคเหนือต่อไป

รองปลัดฯประชุม แก้ปัญหาเผาที่ดิน ให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรประสบภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792713

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2567 ซึ่งมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2566/67 และผลการดำเนินงานการป้องกันและเฝ้าระวังการเผาซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตร ณ วันที่ 28 มกราคม 2567 โดยชุดปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวังการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2566-28 มกราคม 2567 มีการรายงานจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เกษตรกรรม 1,281 จุด แต่จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า มีการเผาจริงในพื้นที่เกษตรกรรมเพียง 889 จุด (69%) เท่านั้น

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดส่งเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมกับชุดปฏิบัติการ พร้อมทั้งได้กำชับให้ชุดปฏิบัติการลงตรวจสอบพื้นที่ตามแผนที่กำหนด และตามข้อมูลที่พบจุดความร้อน พร้อมสร้างความเข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรลดการเผาและรายงานผลการดำเนินงานทุกวัน

นอกจากนี้ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562