‘ธรรมนัส’เป็นปธ.พิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793728

'ธรรมนัส'เป็นปธ.พิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567

‘ธรรมนัส’เป็นปธ.พิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 19.26 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2567 เวลา 13.30 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567 ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด อ.เมือง จ.พะเยา ในโอกาสนี้ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ได้ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

– 006

‘ก.เกษตรฯ’เผยข่าวดี สถานการณ์ราคาข้าวเปลือก-ข้าวสารไทยดีขึ้นในรอบ 17 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793639

'ก.เกษตรฯ'เผยข่าวดี สถานการณ์ราคาข้าวเปลือก-ข้าวสารไทยดีขึ้นในรอบ 17 ปี

‘ก.เกษตรฯ’เผยข่าวดี สถานการณ์ราคาข้าวเปลือก-ข้าวสารไทยดีขึ้นในรอบ 17 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.12 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญโดยเฉพาะสถานการณ์ราคาข้าวที่ตกต่ำ การส่งออกข้าวไทยลดลง ตลอดจนต้นทุนการผลิตข้าวที่สูงขึ้น จึงมอบแนวนโยบายให้กรมการข้าวเร่งแก้ปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องประสบพบเจอ รวมไปถึงต้องสร้างโอกาสให้ชาวนาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในปี 2567 นี้ พบว่าราคาข้าวทุกชนิดมีราคาที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเหนียว ข้าวเปลือกเจ้า รวมไปถึงข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ที่ราคาสูงขึ้นมากในรอบ 17 ปี ซึ่งถือเป็นข่าวดีให้กับพี่น้องชาวนาไทย

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2567 นี้ ข้าวทุกชนิดมีราคาที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวสารเจ้า (ข้าวขาว) ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี มีราคาสูงขึ้นในรอบ 17 ปี (ตั้งแต่ปี 2550 -2567) ส่วนราคาข้าวสารปทุมธานี มีราคาที่สูง กว่าในปีอื่นๆ ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีข้าวประเภทอื่นๆที่มีราคาที่สูงขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา คือ ข้าวหอมมะลิที่มีราคาดีขึ้นจากในปี 2566 ที่ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ตันละ 14,457 บาท ราคาสูงสุดอยู่ที่เดือนกันยายน ปี 2566 อยู่ที่ 15,596 บาทต่อตัน แต่ในปี 2567 นั้นราคาข้าวหอมมะลิยังคงสูงต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 14,813 บาทต่อตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2561 และ ปี 2562 คือ มีราคาเฉลี่ยตันละ 16,313 และ 15,731 บาทต่อตัน ตามลำดับ อีกทั้งราคาข้าวเปลือกในปี 2567 ยังมีราคาข้าวสาร สูงขึ้นถึง 28,225 บาทต่อตัน ซึ่งเคยเฉลี่ยสูงมากที่สุดในปี 2561 จำนวน 33,145 บาทต่อตัน อีกทั้งราคาข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ยังมีราคาที่สูงขึ้นตามติดข้าวหอมมะลิ โดยราคาข้าวเปลือกหอมะลินอกพื้นที่มีราคาดีขึ้นในปี 2566 ราคาเฉลี่ยตันละ 13,316 บาท ราคาสูงสุดอยู่ที่่เดือนธันวาคมราคาอยู่ที่ 14,150 บาท ต่อตัน แต่ในปี 2567 ราคาข้าวหอมมิละนอกพื้นที่มีราคาที่สูงขึ้นตั้งแต่ในเดือนมกราคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2567 โดยราคาอยู่ที่ตันละ 14,423 และ 14,600 บาทต่อตัน ตามลำดับ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของราคาข้าวเปลือกเหนียวมีราคาสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในปี 2566 มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 12,881 บาท ราคาสูงสุดอยู่ที่เดือนสิงหาคม จำนวน 14,031 บาทต่อตัน แต่ในปี 2567 ราคาข้าวเหนียวยังคงราคาสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13,300 บาทต่อตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2563 ที่มีราคาเฉลี่ยตันละ 14,648 บาท ส่งผลให้ราคาข้าวสารปี 2567 สูงขึ้น 26,300 บาทต่อตัน ซึ่งข้าวสารเหนียวเคยราคาสูงมากที่สุดในปี 2562 ในช่วงเดือนกันยายน จำนวน 40,290 บาทต่อตัน และราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 29,948 บาทต่อตัน นอกจากนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็สูงขึ้นมาก โดยในปี 2566 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 10,839 บาท ราคา ราคาสูงสุดอยู่ที่เดือนกันยายน ปี 2566 จำนวน 12,324 บาทต่อตัน  ซึ่งในปี 2567 ราคาข้าวเปลือกเจ้ายัง ราคาสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 12,748 บาทต่อตัน เดือนกุมภาพันธ์ 12,445 บาทต่อตัน ซึ่งราคาข้าวเปลือกเจ้าเคยมีราคาสูงมากในปี 2557 ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7,821 บาทต่อตัน ส่งผลให้ราคาข้าวสารสูงขึ้น 21,075 บาทต่อตัน ซึ่งข้าวขาว (ข้าวสารเจ้า) ไม่เคยมีราคาเท่ากับปี 2567 มาก่อน กล่าวคือสูงที่สุด ประมาณเฉลี่ยในปี 2551 คือ 18,938 บาทต่อตัน และในปี 2567 ราคาเฉลี่ยตันละ 17,563 บาทต่อ ตัน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของราคาข้าวเปลือกหอมปทุมธานี เริ่มมีราคาสูงมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2566 คือมีราคาอยู๋ที่ 12,743 บาทต่อตัน สูงที่สุดในเดือนกันยายน 13,230 บาทต่อตัน ค่าเฉลี่ยทั้งปี 11,011 บาทต่อตัน และเมื่อเริ่มต้นปี 2567 ในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2567 ก็ยังคงมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ คือตันละ 14,239 ในเดือนมกราคม และ 14,383 บาทต่อตัน ในเดือนกุมภาพันธ์ตามลำดับ ส่งผลให้ราคาข้าวสารสูงขึ้น 26,365 บาทต่อตัน ซึ่งเคยเฉลี่ยสูงมากที่สุดในปี 2555 จำนวน 26,829 บาทต่อตัน

– 006

‘รมว.ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793517

'รมว.ธรรมนัส' ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรก

‘รมว.ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรก

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.11 น.

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา หนุนสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวนาปรังในฤดูเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน พร้อม Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรกที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ ประเดิมเปิดจุดรับซื้อครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร พร้อมจับมือภาคเอกชนเข้ามารับซื้อข้าวจากสหกรณ์ในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และเกษตรกรกว่า 1,200 คน เข้าร่วม ณ ศูนย์รวบรวมและแปรรูปผลิตผลการเกษตร สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2566/67 ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด สหกรณ์การเกษตรฝาง จำกัด และสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด วงเงิน 12.884 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 176 ราย ปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าว กว่า 1,088 ตัน ซึ่งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป็นการสนับสนุนสินเชื่อผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางของตนเองในฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อรอขาย ซึ่งระหว่างรอการขายข้าวเปลือก เกษตรกรที่ร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่อเพื่อไว้ใช้จ่ายในครัวเรือนและลงทุนประกอบอาชีพทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และเมื่อราคาข้าวเปลือกที่เก็บรักษามีราคาสูงขึ้นจนเป็นที่พอใจเกษตรกรก็สามารถมาไถ่ถอนนำข้าวเปลือกออกมาจำหน่ายได้ เพื่อให้ได้รับส่วนต่างของราคาและเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานในสังกัด 22 หน่วยงาน ทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นหน่วยงาน ที่นับว่ามีความสำคัญในการรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรกว่า 31 ล้านครอบครัว และผู้ใช้แรงงานในภาคการเกษตร อีก 21 ล้านคน รวมเป็น 52 ล้านคน ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร และเป็นประชากรหลักในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมุ่งดูแลช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับคนเหล่านี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้ที่มั่นคง โดยการขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมีความกินดีอยู่ดี และสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อเตรียมพร้อมรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2566/67 ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2567 นี้ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ประสานสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่มีอุปกรณ์ฉาง ลานตาก และโรงสี พร้อมสำหรับเปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกนาปรังจากเกษตรกร และมอบหมายให้กรมการข้าว ประสานผู้ประกอบการเอกชน จำนวน 6 ราย เข้ามารับซื้อข้าวเปลือกในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. (ความชื้นไม่เกิน 25%) เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ และได้มีการ Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกรครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ 

ทั้งนี้ สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการเปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2566/67 จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ 1 สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด  2 สหกรณ์การเกษตรแม่ริม จำกัด 3 สหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ด จำกัด 

4สหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด  5 สหกรณ์การเกษตรหางดง จำกัด 6 สหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด 7)สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด 8 สหกรณ์การเกษตรฝาง จำกัด   9 สหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด  และยังมี โรงสี ป.รุ่งเรือง ธัญญา จ. สิงห์บุรี ,โรงสี ร่วมทุน รุ่งเรือง (ชัยนาท) ,โรงสี รุ่งเรืองไรท์ (พิจิตร),โรงสีแพร่ รุ่งเรือง (แพร่),โรงสี ศรีวรินทร์ (พะเยา)และ บริษัท สิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  เชียงราย

เอาแล้ว!ลุยตรวจโรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ นายทุนส่อรุกที่‘ส.ป.ก.’ ธนดลคาดเสียหายหลายพันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793510

เอาแล้ว!ลุยตรวจโรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ นายทุนส่อรุกที่‘ส.ป.ก.’ ธนดลคาดเสียหายหลายพันล้าน

เอาแล้ว!ลุยตรวจโรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ นายทุนส่อรุกที่‘ส.ป.ก.’ ธนดลคาดเสียหายหลายพันล้าน

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.49 น.

‘ธรรมนัส’สั่ง‘ธนดล’นำทีมบุกตรวจรีสอร์ท-โรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ ทวง‘ส.ป.ก.’จากนายทุนคืนหลวง คาดความเสียหายเบื้องต้นหลายพันล้านบาท

16 มีนาคม 2567 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) พร้อมคณะ และกำลังเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรม-รีสอร์ทของนายทุนที่มีชื่อในเอกสาร ส.ป.ก.4-01 ในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่เชื่อมโยงจุดหลักหมุด ส.ป.ก.เขาใหญ่ บ้านเหวปลากั้ง หมู่ 10 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และบริเวณภูเขาวังหิน นอกเขตอุทยานฯ อีกแห่ง โดยมีการตรวจสอบว่าเป็นนายทุนที่นำพื้นที่ ส.ป.ก. ไปทำผิดวัตถุประสงค์ และไม่เป็นไปตามระเบียบหรือไม่

นายธนดล กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส เอาจริงและให้ตรวจสอบผู้ที่ได้รับเอกสาร ส.ป.ก.ทั่วประเทศ ว่าเป็นเกษตรกรตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นนายทุน โดยรื้อทั้งหมดที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบและวัตถุประสงค์ คาดว่ากว่า 2 ล้านไร่ โดยจะนำร่องก่อนที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นแห่งแรก เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน จากการตรวจสอบพบว่าผู้ได้เอกสาร ส.ป.ก.4-01 เป็นนายทุน เจ้าของโรงแรม รีสอร์ท ถือครองเอกสาร ส.ป.ก.4-01 กว่า 29 แปลง

นายธนดล ระบุว่า สำหรับการตรวจพื้นที่วันนี้ (16 มี.ค.67) ได้เปลี่ยนจากจุดเดิมเป็นจุดใหม่ เป็นพื้นที่โรงแรม รีสอร์ท และบ้านจัดสรรชื่อดังอยู่นอกเขตติดแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเข้าตรวจสอบว่าพื้นที่คาบเกี่ยวอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่นิคมสร้างตนเอง มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากได้รับการร้องเรียนมา เพื่อนำมาประเมินก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทั้งนี้ หากพบว่ากระทำผิดจริง จะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยให้เพิกถอนสิ่งปลูกสร้าง แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่ยอมเพิกถอน จะแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ม.3 (15) ความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จะเป็นหมุดหมายแรกที่ดำเนินการตรวจสอบการกระทำความผิดทั่วประเทศ

นายธนดล ระบุว่า ในส่วนของเงื่อนไขในการเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรม ที่ คปก. ต้องเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด และมีการแก้ไขระเบียบนั้น เพื่อเป็นการยกระดับให้สามารถนำโฉนดเพื่อการเกษตรไปประกันตัวผู้ต้องหาได้ รวมทั้งนำไปเข้าธนาคารมาเพื่อการเกษตรได้ ส่วนผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 ระบุ ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดิน ส.ป.ก. มี 3 ประเภท ที่มีสัญชาติไทย คือ

1. เกษตรกร เป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในรอบปี เพื่อประกอบเกษตรกรรมในท้องถิ่นนั้น

2.ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรเป็นหลัก ผู้ยากจน มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี จบการศึกษาทางเกษตรกรรมไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

3.สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ชุมชนสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ผู้ที่ผ่านตามเขื่อนไขก็มีสิทธิ ส่วนนอกเหนือจากนี้ ถือว่าผิดวัตถุประสงค์และระเบียบเงื่อนไข ไม่สามารถถือครองและเข้าไปทำประโยชน์ พื้นที่ ส.ป.ก. ได้

นายธนดล กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบที่ดินของโครงการโรงแรมดังแห่งนี้ พบว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการออกเอกสารสิทธิมิชอบจากกรมที่ดิน ซึ่งกินพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ อาจสร้างความเสียหายแก่รัฐหลายพันล้านบาท โดยหลังจากนี้ถ้าเป็นการออกเอกสารสิทธิมิชอบ และพื้นที่ดังกล่าวเป็นของ ส.ป.ก. ทาง นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาฯ ส.ป.ก. จะทำหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อให้สั่งการให้มีการเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินตรงจุดนี้ทั้งหมด รวมถึงจุดอื่นๆใกล้เคียงกว่าหมื่นไร่ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากไม่ยอมดำเนินการ ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.หมูสี จ.นครราชสีมา แล้ว

รัฐบาลเสริมแกร่ง‘ข้าว’ทุกมิติ มุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793470

รัฐบาลเสริมแกร่ง‘ข้าว’ทุกมิติ มุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน

รัฐบาลเสริมแกร่ง‘ข้าว’ทุกมิติ มุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 10.19 น.

‘เกณิกา’เผยรัฐบาลมุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน รุกยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว พร้อมดันศักยภาพข้าวไทย เสริมแกร่งทุกมิติ

16 มีนาคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การบริหารของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตระหนักและเข้าใจปัญหาของชาวนาไทยที่ต้องเผชิญ เช่น ราคาข้าวตกต่ำ การส่งออกข้าวไทยลดลง ต้นทุนการผลิตข้าวที่สูงขึ้น หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ รัฐบาลจึงมุ่งมั่นในการหามาตรการแก้ปัญหาความเดือดร้อน เพื่อสร้างโอกาสให้ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง ทั้งนาปรัง และนาปี โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวและสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว เป็นจำนวนเงินกว่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อ

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า โจทย์ที่ท้าทายของรัฐบาล คือจะทำอย่างไรให้เกษตรกรชาวนาไทยหลุดพ้นจากกับดักความยากจน เพื่อนำพาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องทำให้ได้เพื่ออนาคตของชาวนาไทย ซึ่งขณะนี้กรมการข้าวได้เร่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าข้าว โดยพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว และของเหลือจากการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่า ขณะเดียวกัน ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เช่นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเสริม เพราะหากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ และมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ จะส่งผลให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น และช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตข้าวได้

“รัฐบาลมีนโยบายของรัฐบาลเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนา กรมการข้าวจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นรากฐานสำคัญเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว เปิดโอกาสให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าวด้วยตนเอง โดยมีกรมการข้าวเป็นพี่เลี้ยง ในโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง Smart Farmer เน้นพัฒนาชาวนาอย่างรอบด้านให้ชาวนาไทยพึ่งพาตนเอง และเป็นแบบอย่างแก่ชาวนารายอื่น เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน” น.ส.เกณิกา กล่าว

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า โครงการ Young Smart Farmer ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่ประกอบอาชีพเกษตร สามารถบริหารจัดการการเกษตร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และได้ปริมาณที่มากขึ้น

‘ธรรมนัส’ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ ‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมสนองนโยบายฯหนุนชาวนาดันราคาข้าวเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793424

'ธรรมนัส'ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ 'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมสนองนโยบายฯหนุนชาวนาดันราคาข้าวเพิ่ม

‘ธรรมนัส’ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ ‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมสนองนโยบายฯหนุนชาวนาดันราคาข้าวเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.30 น.

“ธรรมนัส”รมว.เกษตรฯ ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ “อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมสนองนโยบายฯ หนุนชาวนา ดันราคาข้าวเพิ่ม

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยนายมงคล จันทร์ประทัด ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว คณะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับคณะท่านร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ ประเดิมเปิดจุดรับซื้อครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด หนุนสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร พร้อมจับมือภาคเอกชนเข้ามารับซื้อข้าวจากสหกรณ์ในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. โดยมีคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และเกษตรกรกว่า 1,200 ราย เข้าร่วม ณ ศูนย์รวบรวมและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2566/67 ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง วงเงิน 12.884 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 176 ราย ปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าว กว่า 1,088 ตัน ซึ่งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป็นการสนับสนุนสินเชื่อผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางของตนเองในฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อรอขาย ซึ่งระหว่างรอการขายข้าวเปลือก เกษตรกรที่ร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่อเพื่อไว้ใช้จ่ายในครัวเรือนและลงทุนประกอบอาชีพทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และเมื่อราคาข้าวเปลือกที่เก็บรักษามีราคาสูงขึ้นจนเป็นที่พอใจเกษตรกรก็สามารถมาไถ่ถอนนำข้าวเปลือกออกมาจำหน่ายได้ เพื่อให้ได้รับส่วนต่างของราคาและเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อเตรียมพร้อมรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2566/67 ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2567 นี้ โดยมอบหมายให้กรมการข้าว ประสานผู้ประกอบการเอกชน จำนวน 6 ราย เข้ามารับซื้อข้าวเปลือกในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. (ความชื้นไม่เกิน 25%) เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ อีกทั้งมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ประสานสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่มีอุปกรณ์ฉาง ลานตาก และโรงสี พร้อมสำหรับเปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกนาปรังจากเกษตรกรและได้มีการ Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกรครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งการขับเคลื่อนมาตรการเพื่อรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ทั้งการเปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือกและประสานกับโรงสีเอกชนเข้ามารับซื้อข้าว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่จะถึงนี้นั้น นับว่าสหกรณ์การเกษตรมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าการเกษตรโดยเฉพาะข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงพยายามผลักดันและสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรสินค้าข้าวแบบครบวงจร และยกระดับสหกรณ์ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรต่อไปในอนาคต

“การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายของรัฐด้านภาคการเกษตร ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตลอดจนได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อให้พี่น้องชาวนาได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญต่อไป เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร เช่น นโยบายลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ และนโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง ที่กำลังจะดำเนินการ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกร” รมว.เกษตรฯ กล่าว

– 006

สินค้าเกษตรขยับราคา รับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793210

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกร

ตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ของรัฐบาลและภายใต้การขับเคลื่อนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่ารมว.เกษตรฯ โดยเฉพาะการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย (สินค้าเถื่อน) อย่างเข้มงวด การเร่งแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการจัดการน้ำช่วงวิกฤตภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รวมถึงการมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรซึ่งผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สับปะรด น้ำนมดิบ และสุกร มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสุกร ราคาขยับขึ้นกิโลกรัมละ 4 บาท หลังจากปราบปรามหมูเถื่อนอย่างจริงจัง

ตลอดจนการตรวจค้นห้องเย็นทั่วประเทศมากกว่า 2,000 แห่งขณะที่ยางพารา ราคายางแผ่นดิบ ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 54.89 บาท/กิโลกรัม สูงขึ้นจากเดือนกันยายน 2566 ที่ราคาเฉลี่ย 45.51 บาท/กิโลกรัม โดยราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายจากภาครัฐในการปราบปรามและตรวจสอบการลักลอบการนำเข้ายางพาราและสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไม่ให้ทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และยังเป็นผลจากมาตรการการสนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศ รวมทั้งจากความต้องการของตลาด ภาวะฟื้นตัวของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ เป็นต้น ส่วนน้ำนมดิบ ปัจจุบันราคาเฉลี่ยที่ 20.21 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนกันยายน 2566 ที่ราคา 19.65 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ มีประกาศ ปรับเพิ่มราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

‘ไชยา’ปรับแผนโคบาลชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793211

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการโคบาลชายแดนใต้ ภายใต้โครงการเมืองปศุสัตว์ ตามกรอบระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ได้แก่ เกษตร ประมง และปศุสัตว์ ตามกรอบระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงมุ่งเป็นพื้นที่ครัวอาหารฮาลาลโลก ซึ่งทางภาคใต้มีต้นทุนและโอกาสในการส่งออกสินค้าฮาลาล ไปยังประเทศมุสลิม

นายไชยา กล่าวว่า จากการได้ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี มีเกษตรกรบางกลุ่มได้รับโคไม่ตรงปก ทาง ศอ.บต.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาโคไม่ได้มาตรฐาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน และนำมาปรับใช้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบสำหรับภาพรวมโครงการจึงขอฝาก ศอ.บต.ดูแลให้ไม่มีผลกระทบต่อโครงการระยะยาว รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาปรับแผนการดำเนินงานตามหลักรัฐศาสตร์ในระยะแรก เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรที่มีความต้องการเลี้ยงปศุสัตว์ แต่ติดขัดหลักเกณฑ์บางประการสามารถรับเลี้ยงต่อไปได้ และค่อยเพิ่มความเข้มงวดในโครงการระยะถัดไป

ทั้งนี้ ขอให้ ศอ.บต.และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดคัดเลือกเกษตรกรให้ตรงตามหลักเกณฑ์การเข้าร่วมของโครงการ พร้อมมอบหมายกรมปศุสัตว์ จัดทำแผนส่งโคให้ตรงตามเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ได้รับข้อเสนอแนะของนางพาติเมาะ สะดิยามู ผวจ.ปัตตานี ในการวางแผนส่งออกและการสร้างโรงงานแปรรูปปศุสัตว์ภาคอุตสาหกรรมและภาคชุมชน เพื่อรองรับตลาดมุสลิมในพื้นที่ต่างๆ การจัดการโครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้ ธนาคารโค รวมถึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้แต่มีความต้องการเลี้ยงปศุสัตว์

รวมถึงจะสอบถามความคืบหน้าการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้กับกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

เกษตรฯจับมือ2หน่วยงาน ร่วมพัฒนาการประกันภัยพืชผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793212

เกษตรฯจับมือ2หน่วยงาน  ร่วมพัฒนาการประกันภัยพืชผล

เกษตรฯจับมือ2หน่วยงาน ร่วมพัฒนาการประกันภัยพืชผล

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย ด้วยการใช้ระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระบบประกันภัยพืชผล ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ว่าพิธีลงนามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการนำระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการประกันภัยพืชผลให้แก่เกษตรกรไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานการประกันภัยด้านการเกษตรด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับพิธีลงนามครั้งนี้ ทั้ง 3 หน่วยงาน จะผนึกกำลังร่วมกันพัฒนาการนำระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการประกันภัยพืชผล ด้วยการนำเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก (Earth Observation Satellite) ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics System) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence/Machine Learning) มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลขนาดใหญ่ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติให้ได้รับเงินสินไหมทดแทนได้ถูกต้องและรวดเร็ว รวมทั้งช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการวางแผนรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงจะช่วยให้ภาครัฐบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่ามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในการใช้ระบบประกันวินาศภัยจัดการความเสี่ยงให้กับเกษตรกรไทย และเล็งเห็นถึงนวัตกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระบบประกันภัยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนทางภาคการเกษตร โดยการนำ Machine learning ปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที และช่วงลดความเสี่ยงที่จะเกิดในอนาคต

ขณะที่นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำพันธกิจของไทยคมที่นำความเชี่ยวชาญในธุรกิจดาวเทียมและ Space Tech มาต่อยอดให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มในการประกันภัยพืชผล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายโอกาสในการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านอื่นๆ เช่น การประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การตรวจสอบพื้นที่เผาไหม้ การดูความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่เพาะปลูก และการพยากรณ์ภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ

‘ธรรมนัส’ร่วมวงถก ผู้บริหารกระทรวงฯ รับทราบการทำงาน ‘เกษตรฯทำได้จริง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793209

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมได้รับทราบราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดมีทิศทางปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ

ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สับปะรด น้ำนมดิบ และสุกร ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการเดินหน้านโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการลุยปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายมาอย่างเข้มงวด การมุ่งยกระดับสินค้าเกษตร เร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ วางมาตรการรองรับภัยพิบัติ โรคระบาดพืช สัตว์เพิ่มประสิทธิภาพการบริการจัดการน้ำในช่วงวิกฤตภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงตลอดจนการบริหารจัดการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับกิจกรรมภาคการเกษตร นับว่าเป็นผลสำเร็จชัดเจน

สำหรับทิศทางราคาสินค้า พบว่าข้าวหอมมะลิ (ความชื้น 15%) ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ราคา 13.29 บาท/กิโลกรัม มาอยู่ที่ราคา 14.05 บาท/กิโลกรัม ในเดือนมกราคม 2567 ในส่วนของข้าวเปลือกเจ้า(ความชื้น 15%) ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ราคา 10.74 บาท/กิโลกรัม มาอยู่ที่ราคา 11.31บาท/กิโลกรัม ในเดือนมกราคม 2567 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกนาปี เพื่อชะลอผลผลิตช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก ไม่ให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยมีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก