ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792337

ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 12.47 น.

ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

11 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เดินทางเข้าพบนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เพื่อหารือแนวทางการดำเนินการร่วมกันเอาผิดกับขบวนการสวมสิทธิ์ ส.ป.ก.ในพื้นที่เขาใหญ่ จากกรณีตรวจสอบพบว่ามีเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือบุคคลบางคนบางกลุ่ม กระทำความผิดในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น การลักลอบขุดดินเพื่อนำออกจำหน่าย และการใช้ประโยชน์ในที่ดินผิดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงมีเจ้าหน้าที่สำนักงาน ส.ป.ก.นครราชสีมา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อหารือแนวทางตรวจสอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทุจริตทั้งหมด

นายธนดล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พิพาทระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ ส.ป.ก. ในพื้นที่เขาใหญ่ได้พบข้อเท็จจริงว่ามีความผิดปกติหลายอย่างในขบวนการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 โดยมิชอบ จริง และในการลงพื้นที่ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง บก.ปปป. และ ส.ป.ก. เบื้องต้นได้มีการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง และสรุปต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เรียบร้อยแล้ว

นายธนดล กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการหารือร่วมกันกับทาง ปปง. เพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำผิด และพบว่า พ.ร.บ.การปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ว่าด้วยเรื่องการทุจริตต่อหน้าที่ และเรื่องทรัพยากรลักษณะเพื่อการค้า ที่ ทาง ปปง. จะเข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ทางกระทรวงจึงขอความร่วมมือกับทาง ปปง . เพื่อดำเนินการตรวจสอบร่วมกัน เพื่อหาตัวนายทุนผู้กระทำผิดตัวจริง ผู้อยู่เบื้องหลัง มาลงโทษ ให้ได้โดยเร็วที่สุด ยืนยันอีกไม่นานจะเจอให้โม่งตัวจริงแน่นอน

นายธนดล กล่าวว่า จากการที่ตนเองได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่ดินซึ่งมีข้อพิพาทเรื่องโฉนด ส.ป.ก. ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็พบความผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ชัดเจนแล้ว 2 ราย และเจ้าหน้าที่เตรียมขอศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตามความผิดในมาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือ ไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และข้อกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา ทางตำรวจ ปปป. ได้เข้าสอบปากคำพยาน และสอบปากคำผู้นำท้องถิ่นบ้านเหวปลากั้ง หมู่ที่ 10 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐที่ตำรวจ ปปป. จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก 7 ราย เพื่อดูว่ามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน พบ 4-5 รายจากทั้ง 3 จุดที่ตนได้ลงพื้นที่ และทราบว่า ใน 4-5 รายนี้ พบบุคคลที่มีหน้าที่เสมือนเป็นนายทุนแล้ว 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือครองที่ดิน 1 จุด โดยมีพฤติกรรมเหมือนเกษตรกร แต่แท้จริงไม่ใช่ แต่เป็นนายทุนที่มีกำลังทรัพย์สูงมาก ทั้งนี้ ทราบว่าเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน และเบื้องต้นยังตรวจสอบไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามาร่วมกระทำความผิด พร้อมยืนยันว่าทางกระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจที่จะหาตัวนายทุน หรือไอ้โม่งตัวจริง รวมถึงผู้กระทำความผิดทุกรายมาดำเนินคดีให้ได้ แต่ขอเวลาเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอีกสักระยะ จะมีความชัดเจนแน่นอน

“การลงพื้นที่ที่ผ่านมาที่มีการสอบสวนพบข้อมูลทราบแล้วว่าใครเป็นนายทุน ส่วนข้าราชการที่มีการกระผิดตอนนี้ชัดเจนมี 2 ราย และกำลังสอบข้าราชการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 7 รายว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในครั้งนี้หรือไม่ ส่วนเกษตรกรมีการสอบไปแล้ว 4-5 ราย และการตรวจสอบนั้นยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนผู้อยู่เบื้องหลังบางคนต้องบอกเลยว่าเขาพลาดที่เอาชื่อมาเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าเป็นคนที่มีทุนทรัพย์เยอะ และกำลังจะออกหมายจับในเร็วๆนี้” นายธนดล กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ส.ป.ก.ยืนยันจะดูแลทรัพยากร เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน โดยในการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน (คปก.) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้วางแนวทางในการตรวจสอบการจัดสรรที่ดินเพื่อให้เกิดความโปร่งใสทั่วประเทศ รวมตั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก 4-01 ระดับอำเภอที่มีนายอำเภอทั่วประเทศเป็นประธาน เพื่อตรวจสอบในระดับพื้นที่อย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนการหารือร่วมกับ ปปง.ในครั้งนี้ เกิดจากทาง คปก. มีการตั้งคณะอนุกรรมการในการลงโทษกับบุคลที่กระทำผิด ซึ่งที่ดินของ ส.ป.ก. ถือว่าเข้าในกฎหมาย ปปง. ในหลักเกณฑ์ในเรื่องการถือครองทรัพยากรธรรมชาติที่ผิดกฎหมาย เรื่องทรัพยากรลักษณะเพื่อการค้าที่ทาง ปปง. จะเข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ซึ่งจะเอากฎหมายเข้ามาดูแลร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางดูแลทรัพยากรธรรมชาติ จากนี้ไปจะหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดแนวทางการลงโทษ ซึ่งมีหลายหน่วยงานร่วมกัน ทั้ง ปปป. ปปง. ปปท. อัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินเป็นไปอย่างโปร่งใส และเอาคนผิดมาลงโทษต่อไป และเชื่อมั่นว่าการดูแลทรัพยากรที่ดิน ส.ป.ก. เป็นไปด้วยความถูกต้องและชอบธรรมที่สุด

“วันนี้ทาง ปปง. จะเข้ามาร่วมช่วยเราในการกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปตามกฎหมายของการฟอกเงิน โดยจะมีการแลกเปลี่ยนเพื่อกำหนดกรอบการขับเคลื่อนการดูแลที่ ส.ป.ก.โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการที่ รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน และเชื่อว่าจากนี้ไปการดูแลที่ดิน ส.ป.ก. จะมีความเข้มแข็ง เข้มข้นมากขึ้น จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นไปด้วยความถูกต้องต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ฟื้นไทยผงาด‘จ้าวสมุทร’!ธรรมนัสชู 9 นโยบายขับเคลื่อนประมงไทย 4 ปีรายได้เพิ่ม 3 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792320

ฟื้นไทยผงาด‘จ้าวสมุทร’!ธรรมนัสชู 9 นโยบายขับเคลื่อนประมงไทย 4 ปีรายได้เพิ่ม 3 เท่า

ฟื้นไทยผงาด‘จ้าวสมุทร’!ธรรมนัสชู 9 นโยบายขับเคลื่อนประมงไทย 4 ปีรายได้เพิ่ม 3 เท่า

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.08 น.

‘เกณิกา’เผย‘กรมประมง’ชูผลงานขับเคลื่อน 9 นโยบาย ตามแนวทาง‘ธรรมนัส’ ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปี ฟื้นประมงไทยให้กลับมาเป็นจ้าวสมุทร

11 มีนาคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีการแถลงถึงผลงานของกรมประมงในการขับเคลื่อน 9 นโยบายสำคัญจะเป็นผลสำเร็จ อาทิ 1.จัดตั้งศูนย์บริการประชาชน สนับสนุนการทำงานของศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช และขับเคลื่อนดำเนินงานโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า 2.ขับเคลื่อนภารกิจ ยกระดับ MR. สินค้าเกษตรด้านประมง พร้อมดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าสัตว์น้ำตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

3.ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้ง ภัยพิบัติธรรมชาติ โดยประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมาย โดยบูรณาการทำงานร่วมกับทีมเฉพาะกิจพญานาคราช 5.ผลักดันสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง 6.ส่งเสริมเกษตรกร สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร สนับสนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น

7.ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พัฒนาสินค้าประมงที่ผลิตภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG 8.สร้างระบบประกันภัย เกษตรกรไทย สุขใจถ้วนหน้า ผ่านการดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องเกษตรกรและชาวประมง และ 9.บริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ด้วยการสนับสนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญกับการประมง เพราะถือเป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่นเดียวกะบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ตั้งเป้าหมายที่กำหนดไว้และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรที่ต้องการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี

“ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำมาตลอดว่า นโยบายสำคัญต่างๆต้องขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องชาวประมงทั่วประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าเร่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาสินค้าประมงตกต่ำ ล้นตลาด รวมทั้งต้องหามาตรการในการลดต้นทุนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง เพื่อให้ชาวประมงได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจน มุ่งเป้าขับเคลื่อนเพื่อให้ประมงไทยกลับมาเป็นจ้าวสมุทรอีกครั้ง” น.ส.เกณิกา กล่าว

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์ฯปี2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792258

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดกิจกรรม “งานวันสหกรณ์แห่งชาติ” ประจำปี 2567 โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ คณะผู้บริหารสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การประชุมรัชนีแจ่มจรัส สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” และเป็นการเผยแพร่ระบบสหกรณ์ให้แพร่หลาย ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้บูรณาการร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์ฯในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ในการบริหารจัดการระบบสหกรณ์ โดยยึดหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์ การแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์ออมทรัพย์ การจัดที่ดินทำกินให้แก่สมาชิกนิคมสหกรณ์ ตลอดจนการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในสหกรณ์

ในโอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดศูนย์ประสานงานความร่วมมือสหกรณ์ระหว่างประเทศ (CLT-Coop International Cooperation Center) เพื่อยกระดับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือสหกรณ์ไทยและสหกรณ์ต่างประเทศ อีกทั้งเป็นการประสานความร่วมมือในการจัดประชุมสัมมนาการศึกษาดูงานสหกรณ์และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสหกรณ์ไทยกับสหกรณ์ต่างประเทศ

ร.อ.ธรรมนัส ได้ร่วมหารือกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศมาเลเซีย หรือ ANGKASA สำหรับแนวทางความเป็นไปได้ในการส่งเสริมการค้าระหว่างสหกรณ์ไทยกับสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียน (C-2-C) เพื่อขยายโอกาสทางการค้าของสหกรณ์ทั่วประเทศที่มีมากกว่า 6,300 แห่ง สมาชิก 11 ล้านครัวเรือน มีมูลค่าสินทรัพย์มากถึง 4 ล้านล้านบาทโดยแบ่งประเภทสหกรณ์ออกเป็น 7 ประเภท

รมว.เกษตรฯรับฟังปัญหา ชูแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792254

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบปะเกษตรกรและผู้นำท้องถิ่นและรับฟังประเด็นปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าร่วม ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด ต.หนองปรือ อ.รัษฎา จ.ตรัง ซึ่งดำเนินกิจการแปรรูปน้ำยางสดเป็นยางแผ่นรมควัน และเพิ่มมูลค่าน้ำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพารา เสาหลักนำทาง และหมวกนิรภัย ภายใต้แบรนด์ “Nongkrok” ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมหมวกนิรภัยจากยางพารา ในการประกวดนวัตกรรมด้านยางพารา ประจำปี 2566 ระดับภูมิปัญญา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจดสิทธิบัตร และขอมาตรฐาน มอก.ซึ่งหมวกนิรภัยยางพารานี้ ได้รับความสนใจจากกลุ่มบริษัทชั้นนำในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน มีออเดอร์สั่งผลิตจำนวนหลายแสนใบ

ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนหลักจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในการส่งเสริมและสนับสนุน จากมาตรา 49 (3) และ 49 (6) กองทุนพัฒนายางพารา ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดทำแม่พิมพ์หมอนและที่นอนจากยางพารา โครงการเทลานคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพารา (ปี 2561) โครงการส่งเสริมและพัฒนาการใช้ยางพาราภายในประเทศ ทำเสาหลักนำทาง และการผลิตหน้ากากอนามัย (ปี 2562) โครงการต่อเติมอาคารโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพารา (ปี 2565) และโครงการนวัตกรรมการผลิตหมวกนิรภัยจากยางพารา (ปี 2566)

อย่างไรก็ดี กยท.พร้อมขับเคลื่อนการบริหารจัดการยางพาราให้ครอบคลุมทุกมิติ ควบคู่กับการกระตุ้นให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปยางพารา เพื่อขยายโอกาสด้านการแข่งขัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นกับยางพาราทั้งระบบ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรตามแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกร 63 ราย เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน 2 ราย เงินกองทุนพัฒนายางพาราแก่สถาบันเกษตรกร 6 สถาบัน รวมเป็นเงินกว่า 3.5 ล้านบาท และมอบเงินสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยางแก่ทายาทของเกษตรกรที่เสียชีวิต 4 ราย รายละ 30,000 บาท เกียรติบัตรสหกรณ์ดีเด่น 1 แห่ง เกียรติบัตรกลุ่มเกษตรกรดีเด่น 1 แห่ง เกียรติบัตรการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น 1 แห่ง ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Q GAP ให้กับเกษตรกร 2 รายต้นหม่อน เมล็ดพันธุ์ผัก ต้นกล้าพริก และต้นกล้ามะเขือ ให้กับเกษตรกร พร้อมชมกระบวนการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า และผลิตภัณฑ์แปรรูปสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด และชมนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ พบเกษตรกรตรัง รับฟัง-แก้ไขปัญหา พัฒนาด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792252

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พร้อมรับฟังประเด็นปัญหาด้านการเกษตรและความต้องการพัฒนา ที่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ท่างิ้ว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งภายในงานได้มีการมอบเสบียงสัตว์แก่คลังเสบียงสัตว์ประจำตำบล 4 คลัง เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ให้กับตัวแทนเกษตรกร เวชภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพสัตว์ ป้ายวิสาหกิจชุมชนโคดำท่างิ้วเดอะพรีเมี่ยมตรัง หนังสือรับรองการจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน 20 ราย ป้ายเงินอุดหนุนโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มผลิตด้านการประมง 6 ชุมชน พันธุ์ปลาน้ำจืด (ปลากินพืช) และแหนแดงให้กับเกษตรกร 20 ราย และต้นหม่อน 200 ต้น จากนั้นได้เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานในสังกัด พร้อมทั้งปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำด้วยชุด Mobile Hatchery 400,000 ตัว และปล่อยพันธุ์ปลากินพืช 1,000,000 ตัว

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้วฯ มีปริมาณความจุของอ่างที่ระดับเก็บกัก 18.50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถส่งน้ำช่วยเหลือราษฎรด้านการอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่หมู่ 7 บ้านหนองปรือ หมู่ 5 บ้านหนองครก และหมู่ 11 บ้านปากคลอง ต.หนองปรือ อ.รัษฎา จ.ตรัง 600 ครัวเรือน ประชากร 1,701 คน เพิ่มปริมาณความจุการเก็บกักจากเดิม 19.800 ล้าน ลบ.ม.เป็น 19.851 ล้าน ลบ.ม.โดยอนาคตจะมีการพัฒนาภูมิทัศน์บริเวณอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้วฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้งมีการขุดลอกคูคลอง เพื่อรองรับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

อสป.ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ยกระดับท่าเทียบเรือฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792260

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา (อสป.) น.ส.ทัศนาพร พุ่มพวง รอง ผอ.องค์การสะพานปลา พร้อมคณะผู้บริหารหัวหน้าส่วนภูมิภาค ท่าเทียบเรือประมงระนอง ต้อนรับนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือประมงระนอง (องค์การสะพานปลา) ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง เพื่อมุ่งยกระดับท่าเทียบเรือประมงระนอง หนุนทำรายได้ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเล็งปรับรูปแบบการค้าให้หลากมิติ สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ

ทั้งนี้ ท่าเทียบเรือประมงระนอง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การสะพานปลา นับว่าเป็นสถานที่สร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับพี่น้องประชาชน ชุมชนชาวประมง รวมถึงประมงประเทศเพื่อนบ้าน ที่มาขึ้นสินค้าสัตว์น้ำเป็นจำนวนถึง 80% ช่วยเพิ่มเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำรายได้เข้าสู่ประเทศ ดังนั้น ในอนาคตจึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุง และพัฒนาต่อยอดให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การปรับรูปแบบการค้าขายสัตว์น้ำให้มีมิติที่หลากหลาย การปรับปรุงสุขอนามัยท่าเทียบเรือโดยใช้สารเร่ง พด.6 ลดกลิ่นคาวปลาจากการขนถ่ายสินค้า เป็นต้น

เอาจริง!!! มติ’คปก.’ตั้งทีมสแกนออกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 เจอผิดฟันทั้งผู้ให้-ผู้รับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791963

เอาจริง!!! มติ'คปก.'ตั้งทีมสแกนออกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 เจอผิดฟันทั้งผู้ให้-ผู้รับ

เอาจริง!!! มติ’คปก.’ตั้งทีมสแกนออกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 เจอผิดฟันทั้งผู้ให้-ผู้รับ

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.05 น.

“คปก.”มีมติตั้งคณะกรรมการสแกนการออกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01ให้เกษตรกรทั่วประเทศ ดึงนายอำเภอพื้นที่เป็นประธานก่อนเสนอคณะกรรมการเชือดหนัก “ธรรมนัส”ลั่นเอาจริงไม่มีแพะ ทั้งผู้ให้และผู้รับ  ขรก.โทษหนักวินัยร้ายแรง ร่วมกับอาญาหากข้อมูลว่ากระทำผิดจริง

8 มี.ค.67 ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร หรือ คปก.ว่า   ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา 2 ชุดเพื่อดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสในการออกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 ให้กับเกษตกร โดยรวม โดยชุดที่ 1คือ คณะอนุกรรมการตรวจสอบการใช้ที่ดินระดับอำเภอเพื่อตรวจสอบการใช้ที่ดินของเกษตรกรทั้งหมดทั่วประเทศ ที่เป็นที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดินของ สปก.โดยมีนายอำเภอ ในพื้นที่เป็นประธานซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวกรรมการจะประกอบด้วยหลายหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งมีตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับว่าเป็นเกษตรกรจริงหรือไม่หรือเป็นกลุ่มทุน  ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะสรุปและเสนอ เข้าสู่คณะกรรมชุดใหญ่ ที่ตั้งเป็นคณะกรรมการชุดที่ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ดำเนินการทางคดีและลงโทษโดยมีตนเป็นประธาน

ทั้งนี้ คณะกรรมการขุดที่ 2 ที่ตนเป็นประธาน คณะกรรมการจะประกอบด้วยตัวแทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง  ปปป. ปปง. สำนักงานคำรวจแห่งชาติ  และผู้แทนจากการดูแลที่ดินของรัฐ 9 หน่วยงานร่วมด้วยโดยคณะกรรมการจะทำหน้าที่พิจารณาลงโทษผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด หากพบว่ามีการกระทำผิด และผลการตรวจสอบ พบว่าไม่ใช่เกษตรกรจริงที่ได้รับเอกสารสิทธิ์เข้าไปถือครองที่ดิน สปก.

“การลงโทษดังกล่าว จะลงโทษผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดิน สปก.ที่ผิดกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะเริ่มต้นที่เขาใหญ่เป็นแห่งแรก และยืนยันจะไม่มีการจับแพะแน่นอนและจะนำผู้กระทำผิดมาชำแหละให้สังคมทราบใครทำผิดจะต้องโดนลงโทษแน่นอน หากมีข้าราชการผิดจะโดนวินัยร้ายแรงและโดนคดีอาญา ส่วนผู้รับก็จะถือว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดโดยจะให้ ปปง.มาตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมดหนีไม่พ้นแน่นอน”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนอำนาจในการเพิกถอนสิทธิ์หลังจาก ตรวจสอบพบว่าผู้ถือครองไม่ใช่เกษตรกรจริงถือเป็นอำนาจ สปก.ในกฎหมายชัดเจนในให้อำนาจ และพร้อมดำเนินการทันที  ส่วนเรื่องวันแมฟ เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานต้องใช้เป็นแผนที่หลัก และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้ง ที่ทุกคนต้องยอมรับซึ่งต้องรอผลการดำเนินการ  และถือเป็นข้อยุติปัญหาความจัดแย้งทั้งหมดด้วย

หนาวทั้งประเทศ!!! ‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามนายทุนฮุบที่ส.ป.ก. นัดหารือป.ป.ง.ฟันฟอกเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791880

หนาวทั้งประเทศ!!! 'ธรรมนัส'ประกาศสงครามนายทุนฮุบที่ส.ป.ก. นัดหารือป.ป.ง.ฟันฟอกเงิน

หนาวทั้งประเทศ!!! ‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามนายทุนฮุบที่ส.ป.ก. นัดหารือป.ป.ง.ฟันฟอกเงิน

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.19 น.

“ธรรมนัส”ประกาศพร้อมทำสงครามกับที่ดินเถื่อนในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ มอบหมายเลขาฯ สปก.ร่วมหารือกับ ปปง. วันที่ 11 มีนาฯนี้ เร่งตรวจสอบบุคคลหรือกลุ่มนายทุนใช้ที่ดิน ส.ป.ก.โดยผิดวัตถุประสงค์ หรือเข้าหาประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายกฎหมายฟอกเงิน

8 มี.ค.67 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ผมพร้อม “ทำสงครามกับที่ดินเถื่อนในเขตปฏิรูปที่ดิน” ทั่วประเทศครับ พร้อมกับโพสต์หนังสือที่มอบหมายให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอความอนุเคราะห์ สำนักงาน ปปง.ในการหารือร่วมกันเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตปฏิรูปที่ดิน

โดยหนังสือระบุว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตรวจสอบพบว่ามีเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรหรือบุคคลบางคนหรือบางกลุ่ม รวมถึงกลุ่มนายทุน ได้กระทำความผิดในเขตปฏิรูปที่ดินเช่น การลักลอบขุดดินเพื่อนำออกจำหน่ายโดยปราศจากความยำเกรงต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และการใช้ประโยชน์ในที่ดินผิดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าหรือเพื่อการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งกระบวนการตามกฎหมายปกติไม่สามารถจัดการปัญหาหรือสร้างความยำเกรงให้แก่ผู้กระทำความผิดได้ หรือผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์ ซึ่งน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่หรือความสงบเรียบร้อยในสังคม หรือเป็นผู้มีอิทธิพล หรือเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง ประกอบกับ ส.ป.ก.เห็นว่ากรณีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยืดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเข้าองค์ประกอบเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา ๓ (๑๕) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็น ไปแล้วนั้น

ในการนี้ เพื่อให้การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม บรรลุผลตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเพื่อตัดวงจรการฟอกเงินมิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดไปหมุนเวียนหรือใช้ประโยชน์ในการก่ออาชญากรรมต่อไป ประกอบกับที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้ ส.ป.ก.หารือร่วมกับ สำนักงาน ปปง. เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันและดำเนินการทางกฎหมาย กับผู้กระทำความผิดตามมูลฐานดังกล่าว ฉะนั้น ส.ป.ก. จึงขอความอนุเคราะห์หารือร่วมกันกับ สำนักงาน ปปง.ในวันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2567 เวลา 9.00 น. ณ สำนักงาน ปปง.และขอขอบคุณในความร่วมมือมา ณ โอกาสนี้

‘อนุชา’ร่วมงานเปิดตลาดฯอ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791743

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงาน “ช็อป ชิม ริมประภาคาร @ท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา” ที่ท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา องค์การสะพานปลา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นการเปิดสะพานปลาอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขายให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการพัฒนาและส่งเสริมการสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวใน จ.ชลบุรี โดยมีนายอำนาจ เจริญศรี รอง ผวจ.ชลบุรี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โอกาสนี้ นายอนุชา ได้มอบทุนการศึกษาให้โรงเรียนอ่างศิลาพิทยาคม จากนั้นได้เยี่ยมชมตลาดและร้านค้า พร้อมพบปะกลุ่มผู้ประกอบการและประชาชนที่เข้าร่วมภายในงาน

นายอนุชา กล่าวว่า ได้ผลักดันยกระดับพัฒนาประมงไทยอย่างครบวงจร โดยองค์การสะพานปลา มีส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน ซึ่งเป้าหมายเชิงรุก การจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและสัตว์น้ำแปรรูป ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้านและศูนย์จำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้าน (อัตลักษณ์พื้นถิ่น) เพื่อให้พี่น้องชาวประมง สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

“จากความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรฯ และองค์การสะพานปลาที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวประมง โดยพัฒนาพื้นที่บริเวณท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลาแห่งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าอาหารทะเลที่มีความสะดวกสบายให้พี่น้องประชาชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.ชลบุรี ซึ่งถือเป็นตลาดปลากลางทะเลแห่งแรกในประเทศไทย ชูจุดขายเป็นแหล่งรวมสินค้าสัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่ปรับโฉมใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “แกะกุ้ง กินปู ดูปลา อ่างศิลา ชลบุรี” โดยการจัดงานนี้ถือเป็นการเปิดตลาดอย่างเป็นทางการครั้งแรกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และประชาสัมพันธ์ตลาดท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกท่าน มาร่วมสัมผัสบรรยากาศที่สวยงาม และช็อปชิมสินค้าสัตว์น้ำนานาชนิดสดใหม่ สะอาดปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม” นายอนุชา กล่าว

‘อภัย’ประชุมคณะอนุฯ จัดการศัตรูมันสำปะหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791746

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2567 ที่ห้องประชุม 4/1 กรมส่งเสริมการเกษตร และผ่านระบบ Zoom Meeting ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.คำสั่งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลัง ที่ 3/2566

2.สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง พบการระบาดในพื้นที่ 32 จังหวัด รวม 210,522.8 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.225 ของพื้นที่ปลูก (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มกราคม 2567) 3.ความก้าวหน้าการจัดทำโครงการประกันภัยมันสำปะหลัง และ 4.แผนบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง(ปี 2567-2570) เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ให้ความเห็นชอบต่อไป