รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ แก้ปัญหาแม่ฮ่องสอน ลุยฟื้นฟูชีวิตชาวบ้าน เร่งจัดการที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786532

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.แม่ฮ่องสอน ติดตามงานนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาด้านการเกษตร ที่ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ตลอดจนมอบ สปก. 4-01 ให้กับเกษตรกร อ.ปางมะผ้า 13 ราย และรับฟังปัญหา ที่สนามกีฬา จ.แม่ฮ่องสอน

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จ.แม่ฮ่องสอน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าตามกฎหมาย ถึงร้อยละ 84 ซึ่งที่ตั้งชุมชนและพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สำหรับจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ทำให้ติดขัดไม่สามารถจัดทำโครงการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ โดยเฉพาะปัญหาหลักของเกษตรกรคือการไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพราะส่วนใหญ่พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและเขตอุทยาน นายกรัฐมนตรี จึงมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกร และมอบหมายให้ตนเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดี โดยประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้เร่งรัดให้มีการออกหนังสืออนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนอย่างถูกต้อง โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้าเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถพัฒนาการเกษตรของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ

‘ธรรมนัส’ชูก้าวใหม่เกษตรกร คาดGDPเกษตรขยายตัว0.7-1.7%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786537

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาใหญ่ประจำปี แถลงตัวเลข GDPภาคเกษตรไทย ปี 2566 และแนวโน้มปี 2567 ในคอนเซ็ปต์ “Grow Strong Beyond the Future : เสริมแกร่งเกษตรไทย สู่ก้าวใหม่ที่มั่นคง” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “ก้าวใหม่เกษตรไทย สู่รายได้ที่มั่นคง” โดยมี นายประยูร อินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สโมสรทหารบก กทม.

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ปัจจุบันมีเนื้อที่ทางการเกษตรอยู่ที่ 149.75 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 46.7 ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีครัวเรือนเกษตร 7.8 ล้านครัวเรือน และแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรสูงถึงร้อยละ 51 ของแรงงานทั้งประเทศ และในช่วงปี 2565-2566 หลายประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานของโลก แต่ประเทศไทยยังคงสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญได้เพียงพอต่อความต้องการ และมีศักยภาพในการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.50 ล้านล้านบาทต่อปี จึงถือว่าภาคเกษตรเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ

ที่ผ่านมา การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาและแก้ปัญหาในหลายด้าน โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนการเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรสู่รายได้ที่มั่นคง เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกร ภายใต้นโยบาย “ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยจะเร่งขับเคลื่อนงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน และภาคเกษตรไทยคือผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรในตลาดโลก

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.7–1.7 จากปัจจัยสนับสนุน ทั้งการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดยังอยู่ในเกณฑ์ดีและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัว โดย สาขาพืช ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.6-1.6 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.7-2.7 สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 0.5-1.5 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.3-1.3 และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.4-3.4

รมช.เกษตรฯแก้ปัญหา ชุมชนสะพานปลาพื้นที่ชุมพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786534

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ หารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการจัดสรรที่ดินสาธารณะ และมีการเก็บค่าเช่าและสัญญาจากองค์การสะพานปลา โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายอนุชากล่าวว่า กรณีชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพรยื่นหนังสือร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าเช่าและสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจากองค์การสะพานปลา ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องปิดกิจการนั้น ได้หารือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ปัญหา โดยสรุปแนวทางแก้ไข ดังนี้ 1.สำหรับพื้นที่ของท่าเทียบเรือประมงชุมพรดังกล่าว เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจังหวัดได้มอบให้องค์การสะพานปลารับผิดชอบ จึงยุติการเก็บค่าเช่าอาคารพาณิชย์ ค่าเช่าที่ดินต่างๆ ทั้งหมดและผู้เช่ารายใดที่มีการบอกเลิกสัญญา และมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้เพื่อผ่อนชำระหนี้จะดำเนินการยุติหนี้ทันที

2.องค์การสะพานปลา จะเร่งรัดดำเนินการส่งคืนพื้นที่อาคารพาณิชย์และที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร และส่งมอบให้กับกรมธนารักษ์ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ จากพื้นที่เดิม 140 ไร่ เหลือเพียงใช้ประโยชน์ตามภารกิจประมาณ 30 ไร่ สำหรับดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับท่าเทียบเรือประมงตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ. 2496 ประกอบด้วย โรงคลุมขนถ่ายสัตว์น้ำ (พื้นที่ริมแม่น้ำทั้งหมด) อาคารสำนักงานบ่อบำบัดน้ำเสียและบ้านพักพนักงาน โดยองค์การสะพานปลาจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำและอื่นๆ ตามประกาศขององค์การสะพานปลา ต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786533

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม  ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่โรงแรมบายาสิตา มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือรุ่นที่ 1 ภายใต้แนวคิด E-SAN BCG Potential development of substitute products โดยมีนายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ภายในงานมีผู้เข้าอบรมกว่า 120 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และจังหวัดมุกดาหาร เข้าร่วมอบรม แลกเปลี่ยนความรู้ และรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

นายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รุ่นที่ 1 เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะยกระดับขีดความสามารถของตนเองให้มีการพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์สินค้านวัตกรรม BCG ให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีสินค้านวัตกรรม BCG ในชุมชนหรือท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นเป็นจำนวนมาก ด้วยจุดแข็งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม ความพร้อมของแรงงาน และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความสำคัญในฐานะที่มีความหลากหลายของทรัพยากร จนเกิดเป็นสินค้านวัตกรรม BCG ที่มีทั้งสินค้าประเภทผ้าทอสินค้าเกษตร สินค้า เกษตรอินทรีย์ หรือสินค้าแปรรูปต่างๆ ที่มีการดึงเอาอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นจุดขาย ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อที่จะช่วยยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้นและกระจายความมั่งคั่งไปสู่ชุมชนท้องถิ่นผ่านพัฒนาศักยภาพทางการค้าของผู้ประกอบการสินค้า นวัตกรรม BGC และให้สามารถขยายขีดความสามารถในการแข่งขันบนตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการมีรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สมใจ นามสุดตา

สระแก้ว ซ้อมดับเพลิงอพยพ เสมือนจริง เตรียมพร้อมรับมือหากมีเหตุช่วงตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786056

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ภายในศูนย์ราชการจังหวัดสระแก้ว ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รอง ผวจ.สระแก้ว เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ และฝึกซ้อมดับเพลิง หากเกิดเหตุไฟไหม้ภายในศาลากลางจังหวัดสระแก้วโดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่อยู่ในศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ร่วมการฝึกซ้อมแผนดับเพลิง และฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ตามโครงการสร้างความปลอดภัย ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมีการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย ทฤษฎี พื้นฐาน การเกิดไฟ ประเภทของไฟ การป้องกันแหล่งกำเนิดไฟ ระบบการป้องกันและระงับอัคคีภัย วิธีการดับเพลิงและการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง ตามแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานที่ราชการ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้มีการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ โดยมีการจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงในสถานที่จริงของหน่วยราชการภายในอาคารศูนย์ราชการจังหวัดสระแก้ว และการซักซ้อมการอพยพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความตระหนักรู้ถึงความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและป้องกันแหล่งกำเนิดไฟ การติดไฟ วิธีดับไฟ รวมถึงการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการดับเพลิงประเภทต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องตามแนวทาง ดังกล่าว อีกทั้งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้ โดยมีป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระแก้ว (ปภ.) ร่วมกับวิทยากรครูฝึกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมเป็นวิทยากรในการซ้อมแผนครั้งนี้และยังมีบริษัท เจริญวิวัฒน์การค้า นำทีมโดยคุณกรณ์ ธนาอัครชล ได้นำแคปซูลดับเพลิง ซึ่งเป็นนวัตกรรมตัวใหม่ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งร่วมสาธิตถึงประสิทธิภาพ ของผลิตภัณฑ์ ให้ชมในครั้งนี้ ด้วย

รองปลัดฯถกคกก.แก้ปัญหา เครือข่ายฯ-สภาประชาชน4ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786054

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายโอภาส เที่ยงงามดี ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เข้าร่วมประชุมที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบ ความเป็นมาของการเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหาความเดือดร้อนของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค

2.ที่ประชุมรับทราบ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 277/2566 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค 3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของสภาประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ซึ่งประกอบด้วยประธานอนุกรรมการ 1 คน ผู้แทนจากภาคราชการ10 คน และผู้แทนจากภาคประชาชน 10 คน รวม 21 คน 4 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร คณะอนุกรรมการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพภาคเกษตร และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำทั้งระบบ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีความเห็นเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการ 4 คณะ

4.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ขอให้เร่งแก้ปัญหาหนี้สินเร่งด่วน โดยสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสถาบันเจ้าหนี้ พิจารณาการขอชะลอการดำเนินคดีให้แก่สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาคซึ่งที่ประชุมเห็นควรให้นำปัญหาหนี้สินดังกล่าวไปพิจารณาในคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่ได้แต่งตั้งขึ้นต่อไป

5.ที่ประชุมพิจารณา โครงการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพภาคเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เห็นชอบให้ส่งโครงการดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองวาระการประชุมเสนอคณะกรรมการแก้ปัญหาของสภาประชาชนอีสาน (สอส.) และสภาประชาชน 4 ภาคเพื่อเสนอคณะกรรมการแก้ปัญหาของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) และสภาประชาชน 4 ภาค พิจารณาตามลำดับ แต่เนื่องจากมีการยุบสภา จึงยังไม่ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) และสภาประชาชน 4 ภาค ที่ประชุมจึงมีความเห็นว่า เพื่อให้มีการพิจารณาครอบคลุมในทุกมิติ เห็นควรให้นำโครงการดังกล่าวไปพิจารณาในคณะอนุกรรมการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพภาคเกษตรที่ได้แต่งตั้งขึ้นต่อไป

รมช.เกษตรฯชูห้วยทรายโมเดล ต้นแบบแปรรูปสินค้าครบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786060

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้บ้านห้วยทราย หมู่ 3 ต.ทรัพย์ทวีอ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี โดยเยี่ยมชมกลุ่มเพาะเลี้ยงและแปรรูปปลาเม็ง ภายใต้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลาเม็ง

“ขอชื่นชมและขอยกให้วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้บ้านห้วยทราย เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ที่มีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ และบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ และเป็นต้นแบบของการแปรรูปสินค้าเกษตรแบบครบวงจรซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันในชุมชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ รูปแบบการดำเนินงานดังกล่าว นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่อยากให้กลุ่ม/สถาบันอื่นๆ ได้ศึกษาต่อยอด เพื่อยกระดับรายได้ให้พึ่งพาตนเองได้ สร้างชุมชนเข้มแข็ง“ นายอนุชา กล่าว

ปัจจุบันทางกลุ่มมีกิจกรรมด้านการเกษตรที่สร้างรายได้ที่สำคัญ อาทิ กลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กลุ่มเลี้ยงผึ้ง กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มน้ำยางสด กลุ่มเลี้ยงกบ
กลุ่มปุ๋ยหมัก เป็นต้น โดยอนาคตมีแนวทางในการเชื่อมโยงกลุ่มกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เชื่อมโยงเครือข่ายด้านการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่และจังหวัดข้างเคียงเพื่อยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากล และเน้นการตลาดออนไลน์ด้วย

โคราชคิกออฟปฏิบัติการแก้ฝุ่นPM2.5 พร้อมขอความร่วมมือปชช.ช่วงตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786058

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณลานสโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย พล.ต.วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2, พล.ต.ต.ณรงฤทธิ์ ด่านสุวรรณ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off ปฏิบัติการทั้งจังหวัดกำจัดฝุ่น PM2.5 เพื่อเป็นการสร้างกระแสการรับรู้เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาไฟป่า หมอกควันและการปฏิบัติตัว เพื่อให้ทุกภาคส่วน และประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรสาธารณกุศล ทั้งสิ้น 59 หน่วยงาน ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก พร้อมปล่อยแถวชุดปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ออกปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

นายสยาม ผวจ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากข้อมูลที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มักเกิดปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐาน ในช่วงเดือนธันวาคม – เดือนมีนาคม อันเนื่องจากสภาพอากาศแห้งและมีลมกระโชกแรง ประกอบกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าไม้ ตลอดจนการเผาในที่โล่ง ในพื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและการดำเนินกิจกรรมประจำวันของประชาชนเป็นบริเวณกว้าง ล่าสุดสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดนครราชสีมา จากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าจังหวัดนครราชสีมา มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน เป็นสีส้ม ซึ่งจะต้องมีการเฝ้าระวัง ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและตระหนักถึงปัญหามลพิษ จากสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงได้บูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน จัดกิจกรรม Kick off ปฏิบัติการทั้งจังหวัดกำจัด PM2.5 ขึ้น

เกษตรฯ-ทส.ตั้งเป้าลดเผาแก้ฝุ่นพิษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786057

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมหารือมาตรการจัดการไฟในพื้นที่เกษตรกรรม ร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกำหนดแนวทางและเร่งรัดการขับเคลื่อนตามมาตรการ“แก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2567” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าหมายลดการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรมลงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

“สำหรับกระทรวงเกษตรฯ กำหนดแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับกลไกของคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งได้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2567 เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และปัญหาฝุ่นละอองในภาพรวมของประเทศ เน้นการดำเนินงานเชิงรุกและเชิงรับ ภายใต้หลักการ 3R คือ 1.Re-Habit : ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชชนิดเดิมแบบไม่เผาในทุกขั้นตอนการผลิต 2. Replace with high value crops : ปรับเปลี่ยนพืชบนพื้นที่สูง ให้เป็นการปลูกพืชที่ปลอดการเผาและลดการบุกรุกป่า จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่มีมูลค่าสูง และ 3.Replace with Alternate crops : ปรับเปลี่ยนพืชบนพื้นราบ จากพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าวปรับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ลดใช้น้ำ ปลูกพืชแบบปลอดการเผา บริหารจัดการผลผลิตตลอดจนการจำหน่าย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ จะขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ภาคการเกษตร มีการพิจารณาระบบการบริหารจัดการป้องกันและแก้ปัญหาระบบ

‘อนุชา’มุ่งยกระดับ สินค้าเกษตรสู่สากล ช่วยเสริมศักยภาพ เพิ่มความสามารถ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786052

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมโครงการยกระดับเกษตรกรและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จัดโดยสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรเกียรติคุณให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ที่ได้ขอยื่นการขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์สากล IFOAM 83 ราย โดยนายอนุชากล่าวว่า ได้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร (Agricultural Service Provider) โดยเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สามารถเป็นเจ้าของเครื่องมือเครื่องจักรกลของตนเองพร้อมเป็นผู้ให้บริการด้านธุรกิจเกษตร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มประชากรภาคเกษตรยุคใหม่

ทั้งนี้ สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพฯ ได้ดำเนินโครงการยกระดับเกษตรกรและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบน ต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่เข้ามามีส่วนช่วยในการยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพด้านองค์ความรู้ให้เกษตรกร และผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านโครงการยกระดับเกษตรกร และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์