เร่งตรวจสอบ!!! ‘กรมปศุสัตว์’ชี้แจงรายละเอียด’โครงการโคบาลชายแดนใต้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782936

เร่งตรวจสอบ!!! 'กรมปศุสัตว์'ชี้แจงรายละเอียด'โครงการโคบาลชายแดนใต้'

เร่งตรวจสอบ!!! ‘กรมปศุสัตว์’ชี้แจงรายละเอียด’โครงการโคบาลชายแดนใต้’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.55 น.

“กรมปศุสัตว์”ชี้แจงรายละเอียด”โครงการโคบาลชายแดนใต้” ตามที่ปรากฏข่าว การจัดหาแม่โคของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะของโครงการ ย้ำขณะนี้เป็นการดำเนินงานระยะนำร่อง โดยกลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาแม่โคเอง เนื่องจากเป็นเงินกู้ที่เกษตรกรกู้ยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้พันธุ์สัตว์ไม่เป็นตามคุณลักษณะเฉพาะที่กำหนด หากเกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์จะตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏข่าวว่า การจัดหาแม่โคในโครงการ “โคบาลชายแดนใต้” ไม่ตรงกับที่กำหนดในคุณลักษณะเฉพาะของแม่โคเนื้อในโครงการ โดยมีลักษณะซูบผอม เพื่อให้ทราบว่า การจัดหาพันธุ์สัตว์ในโครงการมีปัญหาอุปสรรคใด หรือมีข้อบกพร่องตรงไหน ตามข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจติดตามและประเมินผลทุกโครงการที่ดำเนินงานเพื่อเร่งแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างทันท่วงที อีกทั้งเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

สำหรับโครงการ “โคบาลชายแดนใต้” กรมปศุสัตว์ดำเนินการร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกระทรวงมหาดไทย ภายใต้โครงการเมืองปศุสัตว์ตามกรอบระเบียงเศรษฐกิจ ฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กรอบวงเงิน 1,566.20 ล้านบาท การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะนำร่อง เกษตรกร 60 กลุ่ม แม่โคพื้นเมือง 3,000 ตัว เงินกู้ยืม 93 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 1.20 ล้านบาท

สำหรับกิจกรรมที่สำคัญในโครงการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในหมู่บ้านจะได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตในระดับต้นน้ำ กลุ่มละ 1.55 ล้านบาท เพื่อดำเนินกิจกรรม 4 กิจกรรม ดังนี้ 1.จัดทำแปลงพืชอาหารสัตว์ กลุ่มละไม่น้อยกว่า 20 ไร่ เงินกู้ยืม 100,000 บาท 2.ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงโคเนื้อ (คอกกลาง) จำนวน 1 โรงเรือน เงินกู้ยืม 350,000 บาท 3.จัดหาแม่โคพื้นเมือง จำนวน 50 ตัว ตัวละไม่เกิน 17,000 บาท เงินกู้ยืม 850,000 บาท 4.การจ้างเจ้าหน้าที่ฟาร์ม จำนวนไม่เกิน 3 คน เงินกู้ยืม 250,000 บาท

สำหรับกรณีกลุ่มเกษตรกรจังหวัดปัตตานีบางกลุ่มร้องเรียนว่า “แม่โคพื้นเมืองที่ส่งมอบให้กลุ่มมีลักษณะซูบผอม น้ำหนักไม่ตรงกับที่กำหนดในคุณลักษณะเฉพาะของแม่โคเนื้อในโครงการ” กรมปศุสัตว์ขอชี้แจงว่า การจัดหาพันธุ์สัตว์ในโครงการที่ใช้เงินนอกงบประมาณกล่าวคือ เป็นเงินกู้ของเกษตรกรจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ได้ดำเนินการตามหลักการที่สำคัญคือ การให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาพันธุ์สัตว์เองตามคุณลักษณะเฉพาะที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยกำหนดสายพันธุ์ อายุ น้ำหนักตัว สุขภาพสัตว์ การได้รับวัคซีน และการตรวจโรคที่สำคัญ พร้อมเงื่อนไขการรับประกันหากไม่ถูกต้องตามที่กำหนดผู้ขายจะต้องเปลี่ยนตัวสัตว์ใหม่ให้แก่เกษตรกร

ส่วนข้อร้องเรียนของเกษตรกรตามที่ปรากฏข่าว กรมปศุสัตว์ได้ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้น พบว่า ช่วงระยะเวลาที่ได้ทยอยส่งมอบและตรวจรับแม่โคตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2566 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ.2567 เป็นช่วงเวลาที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบสภาวะฝนตกอย่างต่อเนื่องและมีน้ำท่วมขังซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์บางส่วนของโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแม่โคมีความเครียด ได้รับอาหารไม่เพียงพอ และบางตัวป่วย

กรมปศุสัตว์ได้ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเร่งฟื้นฟูสุขภาพแม่โคเนื้อที่ได้รับผลกระทบตามหลักวิชาการ ให้วิตามิน และอาหารเสริมแก่แม่โคพื้นเมืองเพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว กรณีที่กลุ่มเกษตรกรมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวสัตว์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดของโครงการ กรมปศุสัตว์ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการหรือผู้ขายดำเนินการเปลี่ยนตัวสัตว์ให้ใหม่ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว สำหรับกลุ่มเกษตรกรระยะนำร่องในจังหวัดอื่นจะได้ตรวจสอบ หากพบปัญหาลักษณะเดียวกัน จะช่วยเหลือฟื้นฟูสุขภาพสัตว์โดยเร่งด่วนต่อไป

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์จะตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยร่วมกับ ศอ.บต.และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่า มีปัญหาอุปสรรคอื่นใดอีกหรือไม่ หากกรณีที่เกิดขึ้น มาจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด อีกทั้งจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดตั้งคณะกรรมการตรวจติดตามและประเมินผลโครงการเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรตามวัตถุประสงค์ของโครง

– 006

‘ธรรมนัส’หารือทูตญี่ปุ่น วางแนวทางพัฒนาภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782454

‘ธรรมนัส’หารือทูตญี่ปุ่น  วางแนวทางพัฒนาภาคเกษตร

‘ธรรมนัส’หารือทูตญี่ปุ่น วางแนวทางพัฒนาภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายนะชิดะ คะสุยะ(H.E. Mr. NASHIDA Kazuya) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ โดยมีนาย
เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าร่วม โดยการหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกล้วยหอมซึ่งภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่ให้สิทธิพิเศษการยกเว้นภาษีนำเข้ากล้วยจากประเทศไทย 8,000 ตันต่อปี แต่ที่ผ่านมายังใช้สิทธิไม่เต็มโควตา รวมทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรระหว่างไทย-ญี่ปุ่น โดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นวัตกรรม และเกษตรอัจฉริยะ เพื่อทุ่นแรงงานคน ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นยินดีส่งเสริมและสนับสนุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN –JAPAN Midori Cooperation Plan) นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ แสดงความสนใจในการพัฒนาสินค้าประมง และประสงค์จะมีความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในอนาคต

ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้เชิญประเทศไทยให้เข้าร่วมมหกรรมพืชสวนโลก พ.ศ.2570 (International Horticultural Expo 2027) เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 มีนาคม–26 กันยายน 2570 โดย รมว.เกษตรฯ มอบหมายอธิบดีกรมวิชาการเกษตรประสานงานกับฝ่ายญี่ปุ่น พร้อมทั้งเชิญประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ในปี 2569 และงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.นครราชสีมาในปี 2572

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย โดยระหว่างปี 2563-2565 การค้ารวมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 1,856,311 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 164,324 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.85 ของมูลค่าการค้ารวมสินค้า สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรไปญี่ปุ่นในปี 2566 (เดือนมกราคม-มีนาคม) มีมูลค่าการส่งออก 38,446 ล้านบาท โดยมีสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย 10 อันดับแรก ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อของสัตว์ปีกแช่แข็ง อาหารสุนัขหรือแมว ปลาทูน่ากระป๋อง ยางแผ่นรมควัน กุ้งปรุงแต่ง ยางธรรมชาติ (TSNR) ข้าว กุ้งอื่นๆแช่แข็ง และเนื้อสัตว์อื่นๆ หรือแมลงปรุงแต่ง ส่วนสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น 10 อันดับแรก ได้แก่ ปลาซาร์ดีนแช่แข็ง ปลาแมคเคอเรลแช่แข็ง ปลาแอลบาคอร์แช่แข็ง ปลาสคิปแจ็คแช่แข็ง ซอสและของปรุงแต่งสำหรับทำซอสเนื้อโคกระบือแช่แข็ง อาหารปรุงแต่งอื่นๆ เช่น เต้าหู้ปลาทะเลอื่นๆ สดหรือแช่เย็น ปลาปรุงแต่งที่ใช้แทนคาร์เวียร์ และปลาแซลมอนแปซิฟิกอื่นๆ แช่แข็ง

ชาวสวนละมุดเกาะยอ จ.สงขลา ได้มีเฮ เร่งเก็บผลผลิตจำหน่ายหลังเข้าฤดูกาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782448

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้ เป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตของละมุดเกาะยอ หลังละมุดเกาะยอเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูกาลใหม่ ซึ่งละมุดเกาะยอจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม และสามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี ซึ่งผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงระหว่างเดือน มกราคม-มีนาคมของทุกปี  เกษตรกรกรชาวสวนละมุดในตำบลเกาะยออำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ต่างเร่งเก็บผลผลิตจำหน่ายสร้างรายได้กันทุกสวน

นางวีรวรรณ ทีปบวร หรือ น้าแอ๋ว อายุ 60 ปี เกษตรกรรายหนึ่งที่ปลูกละมุดหรือสวาเกาะยอ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ในพื้นที่หมู่ที่ 7  ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งปลูกละมุดพันธุ์ไข่ห่าน จำนวน 40 ต้น ในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ วันนี้ก็ได้เก็บผลผลิตละมุดเพื่อส่งให้แม่ค้าและลูกค้า หลังมีออเดอร์สั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยน้าแอ๋ว เล่ากับผู้สื่อข่าวว่า “ครอบครัวทำอาชีพการเกษตร เนื่องจากมีความสนใจและรักในอาชีพการเกษตร และละมุดก็เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่สนใจปลูกเนื่องจากพื้นที่ตำบลเกาะยอมีความเหมาะสมกับการปลูกละมุด ซึ่งมีการปลูกมานานแล้วกว่า 100 ปี รวมทั้งตำบลเกาะยอ สภาพพื้นที่เป็นเกาะมีทะเลล้อมรอบ มีช่วงน้ำจืด น้ำเค็มและน้ำกร่อย (3 น้ำ) ละมุดหรือสวาเกาะยอ จึงมีรสชาติ หอม หวาน กรอบ รสชาติแตกต่างจากละมุดที่อื่น เนื้อละเอียด มีสีแดงเมื่อสุกเต็มที่ เป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตตลอดปีหลังจากผลิดอก 4 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว” ซึ่งผลผลิตในสวนของน้าแอ๋วนั้น รับรองความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคแน่นอน ได้รับการรับรองผลผลิตปลอดภัยมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสวนของน้าแอ๋ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ละมุด (สวาเกาะยอ)แก่ชุมชนอีกด้วย ผู้ใดสนใจละมุดหรือสวาเกาะยอ ติดต่อเบอร์ 095-0243939

กรมชลฯเดินหน้า จัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปฏิบัติตามแผนฯ ช่วยพื้นที่ภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782193

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำ ว่าปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 61,309 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 80% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 37,368 ล้านลบ.ม.(71% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,399 ล้าน ลบ.ม.(74% ของความจุอ่างฯรวมกัน) ปริมาณน้ำใช้การได้ 11,703 ล้าน ลบ.ม. (64% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ทั้งประเทศไปแล้วกว่า 3,162 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 15% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 557 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 10% ของแผนฯ

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ พิจารณาวางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำทุกกิจกรรม โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ระบบนิเวศและการเกษตร ด้านสถานการณ์อุทกภัยทางพื้นที่ภาคใต้ ภายหลังน้ำลดลง ได้เร่งแก้ปัญหาในพื้นที่ซึ่งเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ก่อนหน้านี้โดยสำนักงานชลประทานพื้นที่ภาคใต้ ได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุกน้ำเข้าแก้ไขปัญหาและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

‘อนุชา’ยกระดับสะพานปลา มุ่งเป้าผู้นำสินค้าสัตว์น้ำตลาดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782195

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนงานขององค์การสะพานปลา (อสป.) โดยมี นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ที่สะพานปลากรุงเทพ เขตสาทร กทม.ว่าได้เร่งแก้กฎหมายและการบังคับใช้ให้เหมาะสม เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทางทะเลอย่างยั่งยืน การพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการประมงไทยให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ

นายอนุชา กล่าวต่อว่า เป้าหมายเชิงรุกของ อสป.คือ โครงการจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและสัตว์น้ำแปรรูป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ต่ออาชีพประมงและธุรกิจต่อเนื่อง รวมทั้งโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้านและศูนย์จำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้าน (อัตลักษณ์พื้นถิ่น) ยกระดับชาวประมงพื้นบ้าน ฐานแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการบริหารจัดการฐานทรัพยากรทางเกษตรและระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการขยายตลาดการบริโภคสินค้าเกษตรและการผลิตอาหารปลอดภัย พัฒนาการเกษตรคุณภาพให้มีมูลค่าสูง ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวประมง

นอกจากนี้ ด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาการประมง อสป.ได้ขยายบทบาทการดำเนินงาน ทั้งการให้สินเชื่อเพื่อจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์การประมง และให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันประมง ชุมชนประมง เพื่อส่งเสริมฐานะและสวัสดิการของชาวประมง เป็นต้น ที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐ เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพประมง ได้แก่ โครงการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูปให้กับกระทรวงยุติธรรม (กรมราชทัณฑ์) และปัจจุบันยังคงดำเนินงานโครงการจัดซื้อสินค้าสัตว์น้ำส่งสำนักพระราชวัง สวนจิตรลดา และจุดตรวจสอบควบคุมคุณภาพสินค้าสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันการใช้สารปนเปื้อนต่างๆ รวมถึงปรับปรุงสุขอนามัยสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงของ อสป.ให้ได้มาตรฐาน ช่วยในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ ตั้งเป้าเป็นผู้นำสินค้าสัตว์น้ำในตลาดโลก

สำหรับแผนงานโครงการที่จะดำเนินงานในปี 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงให้ถูกสุขอนามัยได้รับมาตรฐานสากล ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างศักยภาพการจัดหารายได้และขยายช่องทางในธุรกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยกระดับชาวประมงและผู้ประกอบการให้มีความมั่นคงทางอาชีพ และยุทธศาสตร์ 4 การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการสู่องค์กรที่ทันสมัย

รองปลัดฯถกคกก.แก้ปัญหาสมัชชาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782196

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ครั้งที่ 1/2566 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เรื่องแนวทางการแก้ปัญหาของสมัชชาคนจนโดยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนเป็น 69 กรณี ได้แก่ กรณีแก้ปัญหาเป็นกรณีเร่งด่วน 21 เรื่อง กรณีใช้กลไกแก้ไขปัญหาในรูปแบบคณะกรรมการ 23 เรื่อง และกรณีที่มีความจำเป็นต้องเสนอต่อ ครม.25 เรื่อง ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว 2.ที่ประชุมรับทราบ การแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน 7 คณะ

3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ กรณีปัญหาที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ปัญหาของสมัชชาคนจน 28 เรื่อง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแก้ปัญหาของสมัชชาคนจนตามหน้าที่และอำนาจ และรายงานให้คณะกรรมการฯ ทราบทุก 1 เดือน 4.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงาน 9 คณะ และ 5.ที่ประชุมพิจารณาและเห็นชอบ บันทึกแนวทางการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของสมาชิกสมัชชาคนจนที่อาศัยหรือทำกินในที่ดินของรัฐทุกประเภทในระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหา โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการมีหนังสือแจ้งกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจ้งจังหวัดที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อแจ้งหน่วยงานในสังกัดรับทราบพื้นที่ตามกรณีปัญหาที่ต้องการบรรเทาความเดือดร้อนในแต่ละกรณีปัญหาทั้ง 17 พื้นที่ และพิจารณาประสานการบูรณาการแก้ปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของสมัชชาคนจน

‘ธรรมนัส’คุมชุดพญานาคราช ลุยปราบสินค้าเกษตรนำเข้าผิดก.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782200

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดปฏิบัติการพิเศษ “พญานาคราช” ป้องกันและปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายที่ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากร ท่าเรือกรุงเทพ เพื่อประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยภายในงานมีการมอบธงและปล่อยขบวนชุดปฏิบัติการพิเศษ 4 ชุด ตรวจสอบการนำเข้าสินค้าประมง ตั้งแต่การเอกซเรย์ตู้สินค้าประมงนำเข้า เพื่อวิเคราะห์ตรวจสอบสินค้าภายในตู้ และการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตรวจสอบสินค้าประมงนำเข้า ตลอดจนนำเสนอนิทรรศการกระบวนการตรวจสินค้าเกษตรนำเข้า

ด้านนายบัญชา สุขแก้วรองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และกำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการในการขับเคลื่อนการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยชุดปฏิบัติการพญานาคราช จะเร่งรัดตรวจสอบ ติดตาม จับกุมผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เสริมทัพความเข้มแข็งให้กับชุดปฏิบัติการพิเศษ (เดิม) ของกรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร และรายงานผลต่อ รมว.เกษตรฯ

สำหรับมาตรการตรวจสอบนำเข้าสินค้า จะเปิดตรวจสินค้าสัตว์น้ำแช่แข็งที่นำเข้าจากประเทศเสี่ยงสูง 100%(จากเดิม 30%) โดยกำหนดไว้2 แนวทาง รวมถึงประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ปปง.เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายและมาตรฐานการปฏิบัติงาน หากพบเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด กรมประมง จะลงโทษทางวินัยอย่างถึงที่สุด

‘ไชยา’ลุยชุมพร-ประจวบฯ ดันผู้ประกอบการส่งออกสินค้าปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782177

'ไชยา'ลุยชุมพร-ประจวบฯ ดันผู้ประกอบการส่งออกสินค้าปศุสัตว์

‘ไชยา’ลุยชุมพร-ประจวบฯ ดันผู้ประกอบการส่งออกสินค้าปศุสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 22.05 น.

“ไชยา”ลุยชุมพร-ประจวบฯ ดันผู้ประกอบการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ตั้งเป้าตลาดสินค้าฮาลาลกำลังซื้อสูง

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2567 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชุมพร ณ โรงงานแปรรูปโคฮาลาล ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร โดยมี ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตร พร้อมด้วย นายวรัตม์ มาประณีต รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับในพื้นที่ สำหรับวัตถุประสงค์การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อรับฟังปัญหาและหารือแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของโรงงานแปรรูปโคฮาลาลที่ได้รับมาตรฐานสากล และมีศักยภาพในการส่งออก ให้สามารถรับซื้อโคเนื้อของเกษตรกรส่งจำหน่ายตลาดสู่ต่างประเทศได้

โดย นายไชยา กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพ โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งการที่มีเอกชนมาสัมปทานดำเนินการโรงงานแปรรูปโคฮาลาลบนพื้นที่ของกระทรวงเกษตรฯ และปรับปรุงโรงงานให้มีมาตรฐานสากล มีศักยภาพการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย เป็นการจุดประกายให้นักธุรกิจรายอื่น สนใจทำการตลาดสินค้าฮาลาลส่งออก เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ประเทศซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของโรงงานฯ ให้สามารถรับซื้อสินค้าของเกษตรกรไปแปรรูปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า และต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรสามารถมีรายได้อย่างยั่งยืน

หลังจากนั้น นายไชยา ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินกิจการของท่าเรือในการเตรียมความพร้อมส่งออกโคมีชีวิต จำนวน 2,000 ตัว ไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งบริษัทฯ ได้รับมาตรฐานสากล มีความพร้อมรองรับจำนวนโคมีชีวิตด้วยพื้นที่กว้างขนาด 670 ไร่ รวมถึงมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าเกษตรทางเรือไปประเทศคู่ค้า สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมในท้องถิ่น และจังหวัดใกล้เคียงได้จากการเชื่อมระบบขนส่งต่อเนื่องสู่ชายฝั่งทะเลอันดามัน เข้าสู่ประเทศพม่าและกลุ่มประเทศเอเซียใต้ (BIMSTEC) รวมถึงลงไปยังประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่ง กระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยไปต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีกำไรจากการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ส่งออก และกลไกตลาดกลับสู่วงจรปกติ อีกทั้งช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ได้รับคัดเลือกให้เป็น’นิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2567’ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782123

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ได้รับคัดเลือกให้เป็น'นิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2567' มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ได้รับคัดเลือกให้เป็น’นิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2567’ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.38 น.

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2567 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้ารับโล่เชิดชูเกียรตินิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2567 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเภทนักบริหารภาครัฐ/ราชการ ซึ่งจัดโดยสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ อาคารสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ห้องนนทรี บางเขน

– 006

‘กรมการข้าว’เตรียมประกาศรับรองพันธุ์ข้าวเพิ่ม เดินหน้าพัฒนาคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกอันดับ1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782096

‘กรมการข้าว’เตรียมประกาศรับรองพันธุ์ข้าวเพิ่ม เดินหน้าพัฒนาคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกอันดับ1

‘กรมการข้าว’เตรียมประกาศรับรองพันธุ์ข้าวเพิ่ม เดินหน้าพัฒนาคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกอันดับ1

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 10.10 น.

‘กรมการข้าว’เตรียมประกาศรับรองพันธุ์ข้าวเพิ่ม เดินหน้าพัฒนาคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกอันดับ1

21 มกราคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายมุ่งเน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ให้เพียงพอต่อความต้องการของชาวนา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของผลผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้น และมีศักยภาพการผลิตที่สูงขึ้น รองรับความต้องการของตลาดโลก และสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ รัฐบาลจึงส่งเสริมให้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย เพื่อให้เกษตรกรได้มีพันธุ์ข้าวให้เลือกเพาะปลูก ตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมการข้าว มีการรับรองพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าวแล้วทั้งสิ้น จำนวน 172 พันธุ์ ครอบคลุมทุกชนิดและประเภทข้าวที่ปลูกในนิเวศการทำนาของประเทศไทย และเตรียมประกาศรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก อาทิเช่น ข้าวเจ้าพื้นแข็ง ผลผลิตสูง ศักยภาพให้ผลผลิต 1,300 กิโลกรัมต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยว 110-115 วัน ต้นแข็ง ไม่หักล้ม ต้านทานโรคขอบใบแห้งและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถ ผลิตเป็นข้าวสาร 100 % ชั้น 1 ได้ และข้าวเจ้าพื้นแข็ง ผลผลิตสูง อายุสั้น (95-105 วัน) ศักยภาพให้ผลผลิต 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดเรียว ยาว ท้องไข่น้อย ปริมาณอมิโลส 26.6 % มีกลิ่นหอม (ปริมาณ 2AP = 0.418 ppm) ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทนน้ำท่วมฉับพลันปานกลาง

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศไทย มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถด้านการผลิตและการตลาดตลอดโซ่อุปทาน โดยมีแนวทางให้กรมการข้าวส่งเสริมผลิตข้าวคุณภาพให้ได้มากที่สุด และต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับแก่เกษตรกร เพื่อพัฒนาให้ในอนาคตอีก 3-4 ปี จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวคุณภาพอันดับหนึ่ง