‘ธรรมนัส’ย้ำมุ่งใช้การเกษตรที่มีระบบการผลิตที่ยั่งยืน สู่เป้า SDG ในปี 2030

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781760

'ธรรมนัส'ย้ำมุ่งใช้การเกษตรที่มีระบบการผลิตที่ยั่งยืน สู่เป้า SDG ในปี 2030

‘ธรรมนัส’ย้ำมุ่งใช้การเกษตรที่มีระบบการผลิตที่ยั่งยืน สู่เป้า SDG ในปี 2030

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.20 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เข้าร่วมงาน Global Forum for Food and Agricultur ณ กรุงเบอร์ลิน พร้อมร่วมเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคการเกษตร และการมุ่งมั่นที่จะใช้การเกษตรที่มีระบบการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDG ในปี 2030

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.67 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน Global Forum for Food and Agriculture ซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 80 ประเทศ และมี นายเศรษฐเกียรติ วงษ์กระจ่าง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนสำนักการเกษตรต่างประเทศ และผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงบรัสเซลส์ เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า Messe Berlin เยอรมนี จดทะเบียนสมรสเรียบร้อย

สำหรับการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์และความมุ่งหวังร่วมกันในการเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคการเกษตร และการมุ่งมั่นที่จะใช้การเกษตรที่มีระบบการผลิตที่ยั่งยืน ช่วยให้ประชากรทุกกลุ่มเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน รวมถึงการลดอาหารเหลือและขยะอาหาร เพื่อแก้ปัญหาความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และระบบโภชนาการที่ดี รวมทั้งบรรลุเป้าหมาย SDG ในปี 2030

ทั้งนี้ ภายในงานได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรแห่งเซียราลีโอน และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร IFAD และมหาวิทยาลัยชั้นนำ ร่วมอภิปรายถึงแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุ Zero hunger ใน 7 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (ผู้แทนเกษตรกรรุ่นใหม่เจ้าของบริษัททำการเกษตรแนวตั้งในอาคาร จากประเทศไทย) ได้แสดงจุดยืนและร่วมสอบถามอภิปรายด้วย       

‘อนุชา’ปลื้มโครงการเลี้ยงโคฯสุโขทัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781660

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้การดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง พื้นที่ต้นแบบ จ.สุโขทัย ระยะที่ 1 โดยมีนายสุชาติ ทีคะสุข ผวจ.สุโขทัย และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ที่ อบจ.สุโขทัย ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย

สำหรับผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ นำร่องพื้นที่ จ.สุโขทัย และมีกองทุนหมู่บ้านฯ เข้าร่วมโครงการ 159 กองทุน ครัวเรือนสมาชิก 1,000 ครัวเรือน ครัวเรือน ละ 50,000 บาทจากการดำเนินงานนำร่อง 1 ปีที่ผ่านมา สทบ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานฯ ระดับพื้นที่ เพื่อติดตาม สนับสนุนโครงการฯ ทำให้เห็นว่าการเลี้ยงโคฯ ผ่านกองทุนหมู่บ้านฯ และมีคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน คอยให้คำแนะนำ ติดตาม ให้ความช่วยเหลือ เพราะอยู่ใกล้สมาชิก โครงการนี้จึงประสบความสำเร็จ โดยมีทั้งการเลี้ยงโคเนื้อและโคกีฬา ปัจจุบันมีผลผลิต (ลูกโค) ขณะนี้ 1,910 ตัว คิดเป็นร้อยละ 95.5 จากแม่พันธุ์โค 2,000 ตัว มีวัวของสมาชิกบางครัวเรือนถูกงูกัดตาย แท้งและเป็นหมัน ซึ่งทางกองทุนหมู่บ้านได้นำวัวมาเปลี่ยนให้โดยแม่พันธุ์โคฯ ไม่น้อยกว่า 50 ตัว ที่ตั้งท้อง

นายอนุชากล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโคฯ ซึ่ง สทบ.ได้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว โดยปัจจุบันมีความต้องการการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มสูงขึ้น ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะเนื้อโค จึงมุ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผ่านหลักการ “ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ขณะนี้ได้ขับเคลื่อนโครงการ “ชัยนาทโมเดล”เพื่อเป็นต้นแบบ ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกว่า 100 ครอบครัวได้มีอาชีพเลี้ยงโค

รมว.เกษตรฯถกคกก.นโยบาย เดินหน้าแผนพัฒนาเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781661

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2566 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 134–135 กระทรวงเกษตรฯ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

ทั้งนี้ มีวาระพิจารณาเร่งด่วนที่สำคัญ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ดังนี้ 1.การเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรในโควตาตามความตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) คราวละ 3 ปี (ปี 2567-2569) 5 รายการ ได้แก่ เมล็ดกาแฟ ผลิตภัณฑ์กาแฟ ชา พริกไทย และลำไยแห้ง โดยปริมาณและอัตราภาษีให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ไทยได้ผูกพันไว้และการจัดสรรปริมาณการนำเข้าในโควตา WTO ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมการค้าต่างประเทศเสนอก่อนมอบหมายกรมการค้าต่างประเทศดำเนินการออกกฎหมาย และ 2.การขอขยายปริมาณเปิดตลาดเมล็ดกาแฟดิบในโควตาตามความตกลง WTO เพิ่มเติม ปริมาณ 200 ตัน มีระยะเวลา 1 ปี (ปี 2567) โดยใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเช่นเดียวกับการเปิดตลาดปริมาณการนำเข้าเมล็ดกาแฟในโควตาตามความตกลง WTOซึ่งจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนแจ้งกรมการค้าต่างประเทศดำเนินการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

‘ธรรมนัส’มอบหมาย รมช.เกษตรฯเร่งแก้ไข ปัญหาราคาน้ำนมดิบ ลดต้นทุนอาหารสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781662

‘ธรรมนัส’มอบหมาย  รมช.เกษตรฯเร่งแก้ไข  ปัญหาราคาน้ำนมดิบ  ลดต้นทุนอาหารสัตว์

‘ธรรมนัส’มอบหมาย รมช.เกษตรฯเร่งแก้ไข ปัญหาราคาน้ำนมดิบ ลดต้นทุนอาหารสัตว์

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมกับนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่าวัตถุประสงค์ของการประชุมหารือในครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางออกร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม มีดังนี้ 1.ราคาการซื้อ-ขายน้ำนมดิบมีเสถียรภาพ โดยขอปรับเพิ่มราคากลางรับซื้อน้ำนมโคหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมจากกิโลกรัมละ 20.50 บาท เป็นกิโลกรัมละ 22.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.25 บาทต่อกิโลกรัม 2.ลดต้นทุนอาหารสัตว์ และ 3.ลดภาระต้นทุนการรับซื้อน้ำนมดิบของสหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งนี้ ขอมอบหมายให้ รมช.เกษตรฯ เร่งหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเร่งด่วน

ด้าน นายไชยากล่าวว่า ได้ติดตามเรื่องการลดต้นทุนอาหารสัตว์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้จากการทำอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งราคาซื้อ-ขายน้ำนมดิบแปรผันไปตามกลไกตลาดจากการผลิตได้น้อย มีผู้รับซื้อจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาสูง
แต่สหกรณ์ขาดสภาพคล่องจากการช่วยสมาชิกสหกรณ์ ทางกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมต้องหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ ได้มีการวางแผนเบื้องต้นใน 5 หัวข้อ

กนช.ไฟเขียวแผนปฏิบัติการฯ รุดเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงแล้ง-น้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781659

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 3/2566 เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ 2568 ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี 57,393 รายการ จาก 24 หน่วยงาน ใน 8 กระทรวง 76 จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2,102 แห่ง กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะเลขานุการ กนช.ได้ตรวจสอบกลั่นกรองจากจำนวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำฯ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอผ่านระบบ Thai Water Plan โดยเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเพิ่มความจุในการกักเก็บน้ำได้ 1,352 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พื้นที่รับประโยชน์ 6.8 ล้านไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 4.9 ล้านครัวเรือน และพื้นที่ได้รับการป้องกัน 5.7 ล้านไร่ พร้อมมอบหมายให้ สทนช.เสนอต่อคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนขับเคลื่อนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภค-บริโภค (พ.ศ. 2566 – 2580) ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ 13 แผนงาน ดังนี้ กลยุทธ์ที่ 1 บำรุงรักษาและซ่อมแซมระบบประปา มีเป้าหมายในการบำรุงรักษาระบบประปาทั้งหมด ซ่อมแซมระบบประปาที่ชำรุดให้พร้อมใช้งาน 6,189 แห่ง ลดการสูญเสียน้ำในระบบท่อของการประปานครหลวง (กปน.) 20% และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) 25% กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนา ขยายเขตระบบประปา เพิ่มประสิทธิภาพประปา และเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน มีเป้าหมายในการก่อสร้างประปาใหม่หรือทดแทนประปาเดิม 9,825 แห่ง ขยายกำลังผลิตน้ำประปาของ กปภ.และ กปน.รวม 2.5 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ขยายเขตประปาได้ 1.6 ล้านครัวเรือน ปรับปรุงประปาให้เป็นประปาน้ำสะอาด 19,106 แห่ง จัดหาแหล่งน้ำต้นทุน 1,728 แห่ง ก่อสร้างระบบประปาขุดเจาะบ่อบาดาล ในพื้นที่หาน้ำยากและพื้นที่สูง 1,167 โครงการ กลยุทธ์ที่ 3 ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอุปโภค-บริโภคให้ได้มาตรฐาน โดยกำหนดเป้าหมายที่จะตรวจคุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ 9,000 ตัวอย่างต่อปี ตรวจคุณภาพน้ำประปา 7,773 แห่ง อปท.69,914 แห่ง กปน./กปภ.236 สาขา และกลยุทธ์ที่ 4 การบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายในการอบรมเสริมสร้างพัฒนาองค์ความรู้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรรมการบริหารกิจการประปา ปีละ 2,000 คน สร้างการรับรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์เรื่องน้ำสะอาดให้ประชาชนส่งเสริมการประหยัดน้ำทุกภาคส่วน จัดทำฐานข้อมูลประปาหมู่บ้าน ตลอดจนศึกษา สำรวจ ออกแบบงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม แหล่งน้ำประปาและระบบประปา

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ เพื่อให้คณะกรรมการลุ่มน้ำนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน โดยการผันน้ำให้พิจารณาถึงความจำเป็นพื้นฐานในการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และประโยชน์ที่จะพึงเกิดต่อส่วนรวมเป็นลำดับแรก

ปลัดฯเปิดโครงการ ฝึกอบรมหลักสูตร สรุปประเด็น-วาระ เพิ่มทักษะทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781393

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการสรุปประเด็นและการนำเสนอวาระในที่ประชุม ที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย กทม. ว่าการอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับเทคนิค การใช้ภาษา การสรุปเนื้อหา การจับประเด็น การเรียบเรียงความคิด และรูปแบบการเสนอวาระในที่ประชุม รวมถึงเทคนิคการนำเสนอแบบต่างๆ และเพื่อพัฒนาทักษะสมรรถนะ ฝึกปฏิบัติการเสนอวาระในที่ประชุมที่มีประสิทธิภาพ มีความชัดเจน กระชับ สามารถสื่อสารได้ตรงประเด็น โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิภาครัฐหน่วยงานต่างๆ มาให้ความรู้ในรูปแบบของการบรรยาย อภิปราย และการฝึกปฏิบัติจริง ให้ผู้เข้าอบรม โดยแบ่งเป็นการอบรมที่ห้องฝึกอบรม ฝ301 จำนวน110 คน และอบรมผ่านระบบออนไลน์ 959 คน รวมทั้งสิ้น 1,069 คน

“ผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับการพัฒนาความรู้ และมีทักษะในการสรุปประเด็นและการนำเสนอวาระในที่ประชุมได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน กระชับรัดกุม และสามารถบรรลุเป้าหมายการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยใช้แบบทดสอบประเมินความรู้/ทักษะก่อนและหลังการฝึกอบรม รวมทั้งการประเมินความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อวัดทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีต่อโครงการฝึกอบรม” นายประยูร กล่าว

รมว.เกษตรฯมุ่งช่วยเหลือชาวสวนยาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781385

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา “โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร และส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ (From Smart Farmer’sforward to Smart Farm)” ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมี นายเศรษฐเกียรติกระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กทม.ว่าปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยกระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรกรให้ทำเกษตรกรรมผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง ซึ่งเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ตามนโยบายยกระดับสินค้าเกษตร “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตร มูลค่าสูง” และสถาบันเกษตรกรถือเป็นบุคลากรสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐในการพัฒนายางพาราของประเทศไทย และช่วยพัฒนาองค์ความรู้พร้อมยกระดับให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีความอยู่ดีกินดี

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้สนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของ Smart Farmer ที่จะสามารถร่วมกันพัฒนาจนเป็น Smart Farm ได้ในอนาคตซึ่งรัฐบาลจะสามารถสนับสนุนการทำงานได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ต้องดูแลการผลิตยางให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค อาทิ การจัดสรรพื้นที่กรีดยางควบคู่กัน เพื่อไม่ให้เกิดยางล้นตลาด รวมถึงสนับสนุนให้ใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น พร้อมทั้งปราบปรามการนำเข้ายางเถื่อนอย่างเข้มงวด ซึ่งได้ประสานงานกับบริษัทผลิตยางจากต่างประเทศ เพื่อลงนามความร่วมมือการจัดตั้งโรงงานผลิตยางในประเทศไทย (MOU) และจะหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘ไชยา’ร่วมมือผู้เลี้ยงโค แก้ปัญหาเปิด-ปิดด่านฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781386

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมรับฟังปัญหาความเดือดร้อนการเปิด-ปิดด่านแม่สอด จ.ตาก โดยมีหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโค นายไชยา ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ในการเร่งดำเนินการจัดตั้งศูนย์กักกันโรคมาตรฐานการส่งออกตามมาตรฐานองค์การอนามัยสัตว์โลก (WOAH) ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนโดยเริ่มที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นพื้นที่นำร่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้าในด้านการควบคุมโรคระบาดในสัตว์และกระตุ้นการส่งออกเพื่อขับเคลื่อนกลไกตลาดโคเนื้อ ซึ่งมีตลาดเป้าหมายในการส่งออกคือประเทศจีน และเวียดนาม อีกทั้งได้เร่งการส่งเสริมและพัฒนาแนวทางการเลี้ยงโคเนื้อให้ตรงตามความต้องการของตลาดเพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตร (โคเนื้อ) ตกค้างด้วย

‘ธรรมนัส’หารือนอร์เวย์ ผลักดันสินค้าการเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781387

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์หารือร่วมกับ นายทอร์ โอ แซนด์วิค (H.E. Mr. Tore O. Sandvik) รัฐมนตรีช่วยว่าการ (ด้านการค้าและอุตสาหกรรม) กระทรวงการค้าอุตสาหกรรม และการประมง ราชอาณาจักรนอร์เวย์ นางอัสตริด เอมีเลีย เฮลเล (H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนไทยเพื่อร่วมงาน Norway-Asia Business Summit 2023 โดยมี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ น.ส.ธนาพร จีนจะโปะ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ และผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

สำหรับการหารือครั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้แสดงความชื่นชมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านประมงของนอร์เวย์ รวมทั้งมีสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงจากนอร์เวย์ อย่างปลาแซลมอนเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งฝ่ายไทยมีความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การเลี้ยงปลาทะเลในกระชัง และการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอน ปลาสเตอร์เจียนและปลาเทราต์ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหวังว่าการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association : EFTA) จะบรรลุข้อตกลงการเจรจาได้โดยเร็ว เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและขยายโอกาสทางการตลาดระหว่างกัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และ รมว.เกษตรฯ ยังได้แนะนำสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อนเพื่อส่งออกเพิ่มเติมไปยังนอร์เวย์ ในอนาคตต่อไป

อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยได้เชิญชวนฝ่ายนอร์เวย์ ร่วมประชาสัมพันธ์และเข้าร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก “Udon Thani International Horticultural Expo 2026” โดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต Diversity of Life: Connecting People, Water, and Plants for Sustainable Living” ซึ่งเป็นเสมือนแพลตฟอร์มนำเสนอและแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาการเกษตรพืชสวนและการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นอร์เวย์ เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 65 ของไทย สำหรับการส่งออกในปี 2566 (มกราคม-กันยายน) ไทยส่งออกไปนอร์เวย์ เพิ่มขึ้นจาก 1,069 ล้านบาท เป็น 1,238 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 170 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.89สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรก มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันถึงร้อยละ 81.00 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปนอร์เวย์ ได้แก่ ข้าว ซอสและของปรุงรส ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง เส้นพาสต้า ปลากระป๋อง สับปะรดกระป๋อง อาหารปรุงแต่งอื่นๆ พืชผักสดหรือแช่เย็น เช่น ข้าวโพดหวาน กระเจี๊ยบเขียว และผลไม้ปรุงแต่ง

‘ชูชาติ’ ประกาศชัด! กรมชลฯยุคใหม่ ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม พัฒนาล้ำอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781399

'ชูชาติ' ประกาศชัด! กรมชลฯยุคใหม่ ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม พัฒนาล้ำอย่างยั่งยืน

‘ชูชาติ’ ประกาศชัด! กรมชลฯยุคใหม่ ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม พัฒนาล้ำอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.14 น.

‘อธิบดีชูชาติ’ นำทีมกรมชลประทาน ขับเคลื่อนองค์กร สู่การบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘RID TEAM PLUS’ เชื่อถือได้ หลากหลายนวัตกรรม นำสู่การพัฒนา มุ่งปฏิบัติงานด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ อย่างโปร่งใส เพื่อความมั่นคงทางด้านน้ำ

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 นายชูชาติ  รักจิตร  อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกรมชลประทาน พร้อมมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานชลประทาน ผ่านทางระบบ Video Conference   ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 โดยมีรองอธิบดีกรมชลประทานทั้ง 4 ท่าน ได้แก่ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล นายสุริยพล  นุชอนงค์  นายวิทยา  แก้วมี  และนายเดช  เล็กวิชัย พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก/กอง  ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อรับมอบนโยบายในการขับเคลื่อนงานในสายงานต่างๆ ตามภารกิจของกรมชลประทาน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นายชูชาติ  รักจิตร  อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า  ได้มอบแนวทางการขับเคลื่อนงานตามภารกิจของกรมชลประทาน เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ภายใต้แนวคิด “RID TEAM PLUS”   เชื่อถือได้ หลากหลาย นวัตกรรม นำสู่การพัฒนา มุ่งปฏิบัติงานด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ  อย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ  เน้นการมีส่วนร่วม ส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อยกระดับการทำงานอย่างยั่งยืน  ซึ่งได้ต่อยอดจากนโยบายที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้าแล้ว โดยกำหนดเป้าหมายหลักในการดำเนินงานไว้  3  ประเด็น 5 กลยุทธ์ 35 แนวทาง  ได้แก่  

ประเด็นที่ 1 องค์กรอัจฉริยะ (RID Intelligent Organization)  จัดการและบูรณาการระบบเทคโนโลยีฐานข้อมูล (Big Data) พัฒนากระบวนการทำงานสู่ระบบ Digital Platform พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ   จัดการความรู้(KM) เพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร   พัฒนาระบบชลประทานด้วยเทคโนโลยี (IoT)       
  
ประเด็นที่ 2 ความมั่นคงด้านน้ำ   (Water Security)  มุ่งพัฒนาแหล่งน้ำโครงการพระราชดำริและเขตพัฒนาพิเศษ เร่งเพิ่มพื้นที่ชลประทานและปริมาณน้ำต้นทุนอย่างต่อเนื่อง  เพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทาน  บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์  พัฒนารูปแบบและแนวทางการรับมือภัยพิบัติทางน้ำ   ปรับปรุงกระบวนการจัดทำแผนงานและงบประมาณทั้งระบบ 

 ประเด็นที่ 3 เพิ่มคุณค่าการบริการ (Value to service) เสริมสร้างการมีส่วนร่วม สร้างเครือข่ายการบริหารจัดการน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน  พัฒนาโครงการชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำ  พัฒนาทรัพยากรบุคคล เสริมสร้างความผาสุกและคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงาน  ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม  สนับสนุนการขับเคลื่อน BCG Economy Model  

ทั้งนี้  กรมชลประทาน จะทุ่มเททำงานด้วยความรู้ความสามารถ  เพื่อสืบสานพันธกิจด้วยความสุจริต  โปร่งใส มุ่งสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำ เพื่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนชาวไทย  ช่วยยกระดับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน