รมว.เกษตรฯจับมือเอกชน เพิ่มฐานผลิตยางล้อที่ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783580

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 02.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังเยี่ยมชมกระบวนการผลิตยางล้อ ที่โรงงานผลิตยางล้อบริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง อ.เมือง จ.ระยอง ว่าจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้การยางแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรง ได้พัฒนาวงการยางพาราของไทย ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งการส่งเสริมให้นำยางพารามาแปรรูปและใช้ภายในประเทศอย่างแพร่หลาย โดยภายหลังหารือกับภาคเอกชน มีการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และผู้ประกอบการด้านผลิตยางล้อ เพื่อส่งเสริมการผลิตยางล้อรถยนต์และส่งเสริมการใช้ยางล้อดังกล่าวในหน่วยงานภาครัฐซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่แล้ว ยังเตรียมมาตรการส่งออกยางพาราแปรรูปที่มีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกยางแผ่นแบบเดิม เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตยางจากภาคเอกชนเพื่อนำไปต่อยอดให้แก่เกษตรกรด้วย

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตยางล้อ และพบปะเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่นิคมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี ที่มารอให้การต้อนรับกว่า 300 คน

‘บิ๊กโจ๊ก’พบผู้ชุมนุมข้าง’ก.คลัง’ เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783551

'บิ๊กโจ๊ก'พบผู้ชุมนุมข้าง'ก.คลัง' เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

‘บิ๊กโจ๊ก’พบผู้ชุมนุมข้าง’ก.คลัง’ เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 19.03 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2567 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาพบผู้ชุมนุมกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.) ด้านหน้ากระทรวงการคลัง ที่มาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสภาพหนี้สินของเกษตรกร และการเรียกร้องเรื่องบอร์ดบริหารของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ภายหลังพูดคุยและรับหนังสือข้อเรียกร้องจาก นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล ที่ปรึกษา สกท.แกนนำผู้ชุมนุม นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้พูดคุยกับแกนนำมาตลอดว่าเป็นการชุมนุมอย่างสงบ โดยตนเพิ่งกลับจากเยอรมนี และได้ข้อมูลว่า ค่ำวันนี้จะมีผู้ชุมนุมเข้ามาอีกประมาณพันกว่าคน จึงมาตรวจเยี่ยมและรับข้อร้องเรียน และจะรีบนำเรียน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ถึงความต้องการของผู้ชุมนุม ซึ่งนายกรัฐมนตรี มีความจริงจังในการแก้ปัญหาให้ประชาชน อย่างที่ระนอง ก็ให้เวลาพบปะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นายกฯ ตั้งใจแก้ทุกส่วน ไม่ปิดกั้น

นอกจากนี้ ได้สั่งการตำรวจพื้นที่ดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะยามวิกาล และดูแลจราจรบริเวณโดยรอบ จำนวนคนไม่มีปัญหา ให้ดูแลการชุมนุมโดยสงบ การแสดงออกอย่างถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องให้จบบนโต๊ะ พูดคุยกัน เชื่อว่าไม่มีใครอยากมาอยู่นาน เดี๋ยวก็กลับ หากมีข้อสั่งการอย่างไรจะรีบแจ้งผู้ชุมนุม

– 006

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783145

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 10.31 น.

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

26 มกราคม 2567 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงกรณี  “โครงการโคบาลชายแดนใต้” เรื่องการจัดหาแม่โคของกลุ่มเกษตรกรใน จ.ปัตตานี ไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะ(Specification) ของโครงการ ว่า ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และมอบหมายให้ นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ เร่งหาข้อมูลในการช่วยเหลือ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะนำร่อง เกษตรกร 60 กลุ่ม แม่โคพื้นเมือง 3,000 ตัว เงินกู้ยืม 93 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 1.20 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าปัญหาในขณะนี้ คือ กลุ่มเกษตรกร จ.ปัตตานี บางกลุ่มได้แม่โคพื้นเมืองที่ส่งมอบให้กลุ่มมีลักษณะไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ แต่จังหวัดอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ แต่ยังไม่เจอกับปัญหาโดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นแค่จุดเดียว คือ จ.ปัตตานี 

ทั้งนี้ ข้อกำหนดในเอกสารเขียนชัดเจนว่า ให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาพันธุ์สัตว์เองตามคุณลักษณะเฉพาะที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยกำหนดสายพันธุ์ อายุ น้ำหนักตัว สุขภาพสัตว์ การได้รับวัคซีน และการตรวจโรคที่สำคัญ พร้อมเงื่อนไขการรับประกันหากไม่ถูกต้องตามที่กำหนด ผู้ขายจะต้องเปลี่ยนตัวสัตว์ใหม่ให้แก่เกษตรกร เมื่อผู้ขายแจ้งกำหนดส่งมอบโค ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตรวจสอบโค ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ เมื่อเอกสารและคุณภาพตรงตามเงื่อนไข และเกษตรกรมีความพึงพอใจ ก็จะดำเนินการตรวจรับและจัดส่งเอกสารเพื่อทำการเบิกจ่ายเงินต่อไป หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบการดำเนินให้ถูกต้องต่อไป ซึ่ง จ. ปัตตานี มีการส่งมอบโคครบทุกกลุ่มแล้ว จำนวน 16 กลุ่ม จากที่ได้รับรายงาน มีการแก้ไข 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่ง ขอเปลี่ยนแม่โค จำนวน 20 ตัว และอีกกลุ่มหนึ่ง ขอยกเลิกสัญญา ส่วนในกลุ่มอื่นๆ กำลังทำการขยายผลและตรวจสอบอย่างละเอียด

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มเกษตรกรมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวสัตว์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดของโครงการ กรมปศุสัตว์ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการเปลี่ยนตัวสัตว์ให้ใหม่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นสั่งการให้ดูแลด้านสุขภาพ ให้ยาบำรุงและสนับสนุนพืชอาหารสัตว์แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูสุขภาพแม่โคเนื้อตามหลักวิชาการ ให้วิตามิน และอาหารเสริมแก่แม่โคพื้นเมืองเพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว

นอกจากนั้นยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ชี้แจงรายงานข้อเท็จจริงพร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยเร็วทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อทำงานควบคู่กับทางคณะกรรมการตรวจสอบของ ศอ.บต. โดยบูรณาการทำงานร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน พร้อมช่วยเหลือเกษตรกร หากตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือข้าราชการ จะดำเนินการเอาผิดอย่างถึงที่สุด

ส่วนการส่งมอบโคแก่เกษตรกรในโครงการโคบาลชายแดนใต้ ได้ส่งมอบโคแก่เกษตรกรใน จ.ปัตตานี 800 ตัว เมื่อเดือนพฤศจิกายน จ.นราธิวาส เมื่อเดือนธันวาคม จำนวน 800 ตัว และ จ.สตูล 400 ตัว เมื่อเดือนเมษายน 2566  สำหรับ จ.สงขลา และ ยะลา ยังไม่มีการจัดส่งวัว ณ เวลานี้มีการเบิกจ่ายสินเชื่อกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 37,601,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 40.43 และมีวัวที่รับมอบเป็นผลผลิตทางโครงการให้ลูกแก่เกษตรกรจำนวนหลายตัวแล้ว

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783091

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม  เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น ขอนแก่นฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่นนายจิรศักดิ์ สีหามาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงานวันคนพิการสากลจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับคนพิการและให้โอกาสคนพิการได้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของสังคมอย่างสร้างสรรค์เป็นธรรมและเสมอภาค โดยมีคนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ และบุคคลทั่วไป เข้าร่วมงานกว่า 800 คน ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานที่คำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเสมอภาค

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2566 โดยนายบดินทร์ เจริญดี นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภท ประจำจังหวัดขอนแก่น,การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่คนพิการและหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงาน ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ,การแสดงศักยภาพของคนพิการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการ, รวมถึงนิทรรศการวิชาการ และผลิตภัณฑ์ผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ทั้งนี้ ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล โดยในปีนี้ องค์กรสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “United in action to rescue and achieve the SDGs for, with and by persons with disabilities” “รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพลิกฟื้นและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับคนพิการ เพื่อคนพิการ โดยคนพิการ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคม มารวมพลังกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านคนพิการให้เป็นโลกที่น่าอยู่และมีความเป็นธรรมยิ่งขึ้น

นางสาวฉัฐพร งามเกลี้ยง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรองรับและมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของคนพิการในอนาคต รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือตามประเภทความพิการ จึงเร่งส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้โดยสะดวกและรวดเร็ว โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริการคนพิการควบคู่ไปกับการสร้างเจตคติ เชิงสร้างสรรค์ต่อคนพิการและความพิการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนพิการและคนทั่วไปอย่างเข้าใจคนพิการ คนพิการสามารถดำรงชีวิตอิสระมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และมีความเสมอภาคมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

สมใจ นามสุดตา

เพชรบูรณ์ถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783086

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางชญากุล ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและเครือข่ายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร โดยมีองค์ความรู้ที่ให้บริการตามชนิดสินค้าที่มีอยู่ในพื้นที่ ตลอดจนการบริการถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเด็นปัญหาความต้องการของเกษตรกรที่จะนำไปใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิตการบริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด

ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ และสำนักงานเกษตรอำเภอชนแดน ร่วมกับ อำเภอชนแดนได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field day) ปี 2567 ขึ้น ในวันที่ 24 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ เพื่อสร้างการรับรู้สู่เกษตรกร โดยใช้กระบวนการเกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้และฐานเรียนรู้ และมีหน่วยงานภาคีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาฐานเรียนรู้ เพื่อให้กับเกษตรกรนำความรู้ไปปรับประยุกต์ใช้อย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยมีเกษตรกรในพื้นที่ จำนวน 40 คน เข้าร่วมงาน    

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2567 ประกอบด้วย  ฐานเรียนรู้ จำนวน 5 ฐาน ฐานเรียนรู้ที่ 1 การผลิตผัก โดยนายกำจัดนิลสนธิ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้,  ฐานเรียนรู้ที่ 2 การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและการใช้สาร พด.โดยสถานีพัฒนาที่ดิน จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้, ฐานเรียนรู้ที่ 3 โซลาร์เชลล์เพื่อการเกษตร โดยนายศุภวัฒน์ ยงพรมเป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้, ฐานเรียนรู้ที่ 4 กฎหมายน่ารู้ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้, ฐานเรียนรู้ที่ 5 เลี้ยงปลาในบ่อดิน โดยสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้

‘อนุชา’ดันชาวนายุคใหม่ ปรับการทำนาสร้างรายได้เพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783087

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานรณรงค์การใช้เมล็ดพันธุ์ดีและลดต้นทุนการผลิต ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่บ้านสามัคคี ต.ปะโค อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

นายอนุชา กล่าวว่า จ.อุดรธานี มีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวประมาณ 1,952,600 ไร่ โดยมีพื้นที่ผลิตข้าวขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันมีการปลูกข้าวด้วยวิธีหว่านมากขึ้น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้ใช้จึงมีคุณภาพด้อยลงกระทบต่อคุณภาพข้าวที่เกษตรกรผลิตลดลง ทำให้เกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น ประกอบกับมีต้นทุนการผลิตสูง จึงต้องส่งเสริมให้มีการจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชน รณรงค์การใช้เมล็ดพันธุ์ดีและลดต้นทุนการผลิต เป็นมาตรการที่มีความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร

“ชาวนาไทยถูกยกย่องให้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ซึ่งความมุ่งหวังของผม อยากเห็นพี่น้องเกษตรกรทุกคนมีรายได้ มีโอกาสจับเงินแสนเงินล้าน และลูกหลานเกษตรกรไทยต้องมีอนาคตที่ดี กลับมาทำเกษตรที่บ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพ ถึงเวลาแล้วที่กรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกัน จากการทดลองให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกข้าวมาเลี้ยงวัว โดยนำร่องในพื้นที่ จ.ชัยนาท 300 ครัวเรือน พบว่า ระยะเวลา 3 ปี เกษตรกรสามารถคืนทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น นับว่าประสบความสำเร็จและเป็นนโยบายหลักที่ผมจะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป เพื่อมุ่งหวังให้พี่น้องเกษตรกรไทยได้หลุดพ้นจากความยากจนได้สำเร็จ และต้องการเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ อ.กุดจับ ถือเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี เป็นแบบอย่างในการลดต้นทุนโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร จึงจำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อนำมาปฏิบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของพี่น้องเกษตรกร จ.อุดรธานี ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพ เช่น การทำปศุสัตว์ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยภาครัฐจะให้การสนับสนุน ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมถึงสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตให้มีคุณภาพแก่เกษตรกร ส่วนพี่น้องเกษตรกรเอง ต้องนำความรู้เทคโนโลยีที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวของตนเองให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดเช่นกัน

สำหรับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี กรมการข้าว มีเป้าหมายการผลิตในฤดูฝนปี 2566 จำนวน 4,100 ตัน เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิต ประกอบด้วย ข้าวเจ้าพันธุ์ กข15 จำนวน 800 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,100 ตัน และข้าวเหนียว กข6 จำนวน 2,200 ตัน เกษตรกรที่ทำนาใน อ.กุดจับ บางส่วนทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี 2,816 ตัน คิดเป็นรายได้ประมาณ 56,320,000 บาท

14ปีหม่อนไหมยกระดับ Soft Power

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783083

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม “14 ปี กรมหม่อนไหม สืบสานภูมิปัญญา พัฒนาสู่ความยั่งยืน” โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กรมหม่อนไหมว่ากรมหม่อนไหม จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วยพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่จะส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริม วิจัยและพัฒนาหม่อนไหมทั้งระบบ รวมถึงอนุรักษ์สืบสานศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาไหม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ครบรอบ 14 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ รวมถึงผลการดำเนินงานและภารกิจสำคัญในอนาคต ภายใต้ภารกิจที่จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีอาชีพและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง พึ่งพาตนเองได้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี และนโยบายที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนพัฒนาสินค้าผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับมุ่งสู่ Soft Power ของไทย

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่นักวิจัยด้านหม่อนไหม พร้อมแสดงความยินดีถึงต้นแบบในการดำเนินการพัฒนางานด้านหม่อนไหม รวมทั้งมีส่วนช่วยเหลืองานด้านหม่อนไหมทั้งในระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ

‘ธรรมนัส’รับฟังปัญหา เกษตรกรชาวสวนยาง จัดตั้งสหกรณ์แปรรูปฯ มุ่งเพิ่มคุณภาพ-มูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783088

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังและแก้ไขปัญหาของเกษตรกรชาวสวนยาง และเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปยางพารา ต.ท่าสะอาด อ.เซกา จ.บึงกาฬ ซึ่งโรงงานแปรรูปดังกล่าว เป็นโรงงานที่ไม่ได้เปิดดำเนินการ เนื่องจากสหกรณ์เก่าถูกยุบไป ปัจจุบันเตรียมจัดตั้งเป็นสหกรณ์ใหม่ คือสหกรณ์ยางพาราบ้านตาลเดี่ยว โดยเตรียมจดทะเบียนกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ หลังจากวันที่ 15 ธันวาคมนี้และดำเนินการเช่าอาคารจากกรมธนารักษ์ เพื่อทำโรงงานแปรรูปยาง

ทั้งนี้ ได้มอบหมายการยางแห่งประเทศไทย สนับสนุนในส่วนของเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อแปรรูปยางพาราที่มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่าความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ยางพาราในพื้นที่ จ.บึงกาฬ และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงมอบกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินกิจการสหกรณ์

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ ต้องการมาบอกข่าวดีกับพี่น้องชาวบึงกาฬ ไม่เพียงแต่ในเรื่องการเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรแล้ว ยังเตรียมดำเนินการเรื่องการออกโฉนดต้นยางด้วย ซึ่งต้นยางหนึ่งต้น จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 500 บาท ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์ในต้นยาง เกษตรกรสามารถนำโฉนดต้นยางไปกู้และต่อทุน ถือเป็นการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อต่อยอดการดำเนินการต่อไป” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมว.เกษตรฯรุดติดตาม การเตรียมงานพืชสวนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783085

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัยรมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานเตรียมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี พ.ศ. 2569 โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวรายงาน ในพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี

ทั้งนี้ งานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี พ.ศ. 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณสู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” พื้นที่รวม 1,030 ไร่พื้นที่ดำเนินกิจกรรม 975 ไร่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569–14 มีนาคม 2570 รวมระยะเวลาจัดงาน 134 วันในพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี

ครบรอบ 11 ปี’ฝนหลวง’ ต่อยอดนวัตกรรม นำเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782968

ครบรอบ 11 ปี'ฝนหลวง' ต่อยอดนวัตกรรม นำเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน

ครบรอบ 11 ปี’ฝนหลวง’ ต่อยอดนวัตกรรม นำเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.35 น.

ครบรอบ 11 ปี”ฝนหลวง” ต่อยอดนวัตกรรม นำเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน เปิดนิทรรศการ”เปิดบ้านฝนหลวง” พร้อมจับมือ 4 หน่วยงาน แก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและฝุ่นพิษ PM2.5

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีงานวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครอบรอบปีที่ 11 “11 ปีฝนหลวง ต่อยอดนวัตกรรม นำเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน” พร้อมอ่านสารอำนวยพรจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมอบโอวาทให้แก่คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการปฏิบัติหน้าที่ โดยในช่วงเช้า นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ “เปิดบ้านฝนหลวง ปี 2567” Fonluang Open House 2024 ณ บริเวณลานสนามหญ้า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 มกราคม 2567 เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวการนำองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศไปประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีและความเข้มแข็งของหน่วยงาน และเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจในบทบาท หน้าที่ และภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยภายในงานมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “11 ปีฝนหลวง ต่อยอดนวัตกรรม นำเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน” การนำเสนองานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ฝนหลวง จำนวน 19 เรื่อง กิจกรรม Play & learn จำนวน 6 บอร์ด ได้แก่ บอร์ดงานสายรุ้ง บอร์ดปรุงผสมบดโปรยสาร บอร์ดไอที Smart บริการ บอร์ดบริหารจัดการด้านการบิน บอร์ดฟินไปกับฝนฟ้าและอากาศ บอร์ดรับมือภัยธรรมชาติ บนเส้นทางความยั่งยืน และการจัดแสดงเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงยุคแรกเริ่มแบบ CESSNATU 206G โดยเปิดให้นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ โดยนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มอบหมายให้ นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร เป็นประธาน ในพิธีลงนามร่วมกับ 4 หน่วยงาน โดยแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1) ด้านการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ลงนามความร่วมมือกับ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยจัดทำโครงการบัญชีฟรุตพริ้นท์องค์กร เพื่อศึกษาและจัดทำบัญชีคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและขอรับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ตลอดจนจัดทำแผนนโยบายการจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนต่อไป และ 2) ด้านการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ ฝุ่นพิษ PM 2.5 ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ในการศึกษาพัฒนาแบบจำลองชั้นบรรยากาศในแนวดิ่งที่สัมพันธ์กับ PM 2.5 ความเข้มข้นสูงจากการหยั่งอากาศด้วยบอลลูน มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร ในการพัฒนาแบบจำลองการเกิดเมฆที่เป็นฝนมาจากฝุ่น PM2.5 ในช่วงที่มีค่าเกินค่ามาตรฐาน กรณรศึกษาเติมสารดูดความชื้น และมหาวิทยาลัยศิลปกร ในการศึกษาคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของเมฆฝน (rain cloud) จากข้อมูลดาวเทียม Himawari เพื่อการพัฒนา Application แสดงค่า PM2.5 และคุณสมบัติของเมฆบนมือถือ ซึ่งจากปัญหาสำคัญทั้ง 2 ด้าน เป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน

โดยรัฐบาลได้มีแนวทางและพยายามเร่งแก้ไข เพื่อลดการเพิ่มอุณภูมิของโลก ดังจะเห็นจากเจตนารมณ์ของประเทศไทยที่จะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 ภายใต้ข้อตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการเผาอย่างจริงจัง ด้วยการติดตามสถานการณ์ บูรณาการสั่งการป้องกันและควบคุมการเผา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่มีส่วนรับผิดชอบในการเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุของภาวะโลกร้อนด้วยกิจกรรมของภาคการเกษตร ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ตลอดจนมีนโยบายป้องปรามการเผา และเน้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกร เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมุ่งมั่นสืบทอดพระราชปนิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า หมอกควัน และยับยั้งความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ในขณะเดียวกันก็ยังมีการวิจัย พัฒนาความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศอย่างไม่หยุดยั้งควบคู่ไปด้วย เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดในการช่วยเหลือประชาชน สำหรับในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงพัฒนาเพื่อเป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานภายในปี 2580 และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเตรียมพร้อมอากาศยาน นักบิน นักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งในปี 2567 ได้มีการเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วบรรเทาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ มาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ 15 จังหวัดภาคเหนือ และเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศในช่วงระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน ที่มักประสบปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และมีแผนที่จะเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2567 อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคม 2567 ที่จะถึงนี้ เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการพระราชดำริฝนหลวง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไป

– 006