‘ธรรมนัส’หาทางป้องกัน ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778656

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่ต้นเหตุทั้งข้าว ข้าวโพด และอ้อย โดยถอดบทเรียน ปัญหา อุปสรรคนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ชี้แจงสถานการณ์การเผาในพื้นที่การเกษตร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ วางแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2566/67 ดำเนินการเชิงรุกผ่านหลัก 3R ประกอบด้วย 1.Re-Habit : ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชเป็นการปลูกแบบไม่เผา ภายใต้มาตรฐาน GAP PM2.5 Free 2.Replace with perennial crops : ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนชนิดและวิธีการปลูกพืชบนพื้นที่สูง จากพืชที่ยังใช้ระบบการเผา เช่น ข้าวโพด เป็นไม้ผลไม้ยืนต้น และ 3.Replace with Alternate crops : ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนชนิดและวิธีการปลูกพืชบนพื้นราบ โดยเน้นการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและเป็นประโยชน์ต่อดิน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย 1.ป้องปรามการเผา เน้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกร 28,855 ราย บนพื้นที่ 60,750 ไร่ โดยการจัดกิจกรรมรณรงค์ให้หยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทดแทนการเผา 2.นำร่องโครงการต้นแบบ การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้มาตรฐาน GAP PM2.5 Free โดยเป้าหมายเป็นพื้นที่ในเขต จ.เชียงใหม่และพะเยา รวม 2,664 แปลง พื้นที่ 25,162 ไร่และ 3.งานวิจัยและพัฒนา ศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจเผาวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว

สำหรับการลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรให้ได้รับการรับรองมาตรฐานGAP PM2.5 Free โดยกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายจะเสนอให้เกษตรกรได้รับสิทธิพิเศษ เป็นค่าตอบแทน หรือ เข้าถึงแหล่งทุนด้วยดอกเบี้ยอัตราพิเศษซึ่งรวมถึงสถาบันเกษตรกรที่รวบรวมผลผลิตที่ไม่เผาด้วย และขอความร่วมมือภาคเอกชนรับซื้อผลผลิตที่ไม่เผาในราคาที่สูงกว่า จะสนับสนุนให้เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกทั้งในพื้นที่สูงและที่ราบ โดยสนับสนุนเงินทุนช่วงรอเก็บเกี่ยวจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วพร้อมทั้งจัดหาตลาดรองรับผลผลิต ทั้งนี้ ได้กำหนดจัดงาน KICK OFF การรณรงค์ปลอดการเผาในพื้นที่เกษตร ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ที่ จ.เชียงใหม่

กรมประมงเพาะพันธุ์ ปล่อยปลากุเราแม่น้ำตากใบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778660

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปลากุเรา ในประเทศไทย พบ 2 สกุล 17 ชนิด ซึ่งชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ Eleutheronema tetradactylum และ Polydactylus macrochir พบการทำประมงในหลายพื้นที่ แต่พบมากที่ จ.นราธิวาส โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่ง อ.ตากใบ และแม่น้ำตากใบ ซึ่งเป็นสายพันธุ์กุเราหนวดสี่เส้น (Eleutheronema tetradactylum) โดยชาวประมง จะนำมาแปรรูปเป็นปลากุเราเค็ม จนได้รับสมญาว่าเป็น “ราชาแห่งปลาเค็ม” และได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ทั้งนี้ ด้วยความต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปลากุเราในแม่น้ำตากใบมีปริมาณสูง ทำให้ผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลง ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลนราธิวาส จึงเร่งดำเนินโครงการ “เพาะปลากุเราปล่อยลงแม่น้ำตากใบ” ในปีงบประมาณ 2567 เพื่อเพิ่มปริมาณในแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์ เป็นวัตถุดิบป้อนสู่กระบวนการแปรรูปปลากุเราเค็ม โดยระยะแรกจะดำเนินการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ นำมาเลี้ยงจนได้ขนาด จากนั้นจะเพาะพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ เมื่อได้ไข่ปลาจะทำการเพาะฟักและอนุบาลจนได้ขนาด 1.5-2.0 เซนติเมตร จึงจะนำไปปล่อยลงสู่แม่น้ำตากใบ ตั้งเป้าหมายไว้ 100,000 ตัวต่อปี

นายบัญชากล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการเพาะเลี้ยงปลากุเราและปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นกิจกรรมที่เพิ่มผลผลิตและเมื่อปล่อยให้ลูกพันธุ์ปลากุเราเติบโต เป็นพ่อแม่พันธุ์สามารถสืบพันธุ์ วางไข่ ก็จะสามารถเพิ่มปริมาณปลากุเราขึ้นมาทดแทนได้ ทำให้ชาวประมง จ.นราธิวาส สามารถจับปลากุเราจากธรรมชาติได้มากขึ้น ตลอดจนมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตปลากุเราเค็มต่อเนื่อง

‘อธิบดีกรมฝนหลวงฯ’นำคณะเข้าพบ’พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข-จรัลธาดา กรรณสูต’ ขอพรเนื่องในเทศกาลปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778627

'อธิบดีกรมฝนหลวงฯ'นำคณะเข้าพบ'พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข-จรัลธาดา กรรณสูต' ขอพรเนื่องในเทศกาลปีใหม่

‘อธิบดีกรมฝนหลวงฯ’นำคณะเข้าพบ’พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข-จรัลธาดา กรรณสูต’ ขอพรเนื่องในเทศกาลปีใหม่

วันพุธ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.52 น.

วันที่ 3 มกราคม 2567 เวลา 08.00 น. นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าพบ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง และนายจรัลธาดา กรรณสูต รองประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เพื่อเข้ากราบคารวะขอพรเนื่องในเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ณ บ้านพักองคมนตรี ถ.งามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร

– 006

‘กรมการข้าว’ร่วมตักบาตรทำบุญปีใหม่​ 2567 กระทรวงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778590

'กรมการข้าว'ร่วมตักบาตรทำบุญปีใหม่​ 2567 กระทรวงเกษตรฯ

‘กรมการข้าว’ร่วมตักบาตรทำบุญปีใหม่​ 2567 กระทรวงเกษตรฯ

วันพุธ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.44 น.

วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 เวลา 07.00 น. ร้อยเอกธรรมนัส​ พรหมเผ่า​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ นายประยูร​ อินสกุล​ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง​ แด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 68 รูป เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช 2567 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ

ในการนี้นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ พร้อมด้วย​ ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร​ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมทำบุญตักบาตรฯ ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสเดียวกันนี้​ อธิบดีกรมการข้าว​ ได้นำคณะผู้บริหารกรมการข้าวเข้าร่วมสวัสดีปีใหม่​ 2567​ และรับพรปีใหม่จาก​ นายประยูร​ อินสกุล​ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ เพื่อความสิริมงคลในการทำงาน

– 006

เกษตรฯเดินหน้าปราบสินค้าเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777877

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายทั้ง 3 ด้าน (ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์) ว่าได้ขับเคลื่อนยุทธการปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยผลการปฏิบัติงานปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ประกอบด้วย1.ด้านพืช ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปราบปรามลักลอบการนำเข้ายางพารา ผิดกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ 2567 อายัดยางพาราที่มีการเคลื่อนย้าย 29 ตัน ต้องสงสัยว่านำเข้าจากเมียนมา ผ่านชายแดน จ.กาญจนบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารเพื่อยืนยันแหล่งที่มา รวมถึงดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปราบปรามปัจจัยการผลิต วัตถุอันตราย ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ควบคุมที่ผิดกฎหมายโดยตรวจสอบสถานที่จำหน่าย อายัดปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยเคมีปลอม 365,00 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์ 269.75 ตันเป็นต้น

2.ด้านประมง ได้ดำเนินการตามแผนการปฏิบัติงานตรวจป้องกันลักลอบนำเข้า–ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย ปีงบประมาณ 2566 โดยตรวจสถานที่พักสินค้า (ห้องเย็น) 427 แห่ง ไม่พบการกระทำความผิด 411 แห่ง และการเปิดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ ที่สถานประกอบการช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2566ไม่พบการกระทำความผิด รวมถึงบูรณาการร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตรวจสอบในทะเล โดยเรือตรวจการประมง 2,609 ลำ พบการกระทำความผิด 291 คดี

3.ด้านปศุสัตว์ ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปราบปรามลักลอบการนำเข้าซากสัตว์เข้าราชอาณาจักร ทั้งหมด 506 ครั้ง เป็นซากสัตว์ของกลาง ได้แก่ ซากโค-กระบือ, ซากสุกร, ซากสัตว์ปีก ทั้งหมด 6,820,468 กิโลกรัม ซึ่งได้ทำลายซากสัตว์ของกลางทั้งสิ้น 2,131,370 กิโลกรัม อยู่ระหว่างดำเนินคดี 311,910 กิโลกรัม โดยบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบสถานที่พักสินค้า (ห้องเย็น) 74 แห่ง (33 จังหวัด)

‘ธรรมนัส’-สภาอุตฯ ร่วมจัดตั้งกรอ.กษ. พัฒนาด้านเกษตร ให้บรรลุเป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777880

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมร่วมระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อหารือแนวทางจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) ซึ่งนอกจากการจัดตั้ง กรอ.กษ.แล้ว ได้หารือในประเด็นการส่งเสริมอาชีพให้แรงงานเกษตรที่เดินทางกลับจากอิสราเอล โดยมีการลงนามทำ MOU ร่วมกันหลายหน่วยงานเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตร สู่การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ พัฒนาแรงงานให้พร้อมเข้าสู่การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมเกษตร หรือการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมฯมีความพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ โดยเสนอ 4 แนวทาง ยกระดับภาคการเกษตร ได้แก่ 1.ยกระดับวัตถุดิบการเกษตร ใช้มาตรฐาน GAP สร้างผู้ตรวจประเมินในระบบ Supplier Audit รับรองไม้เศรษฐกิจ TFCC 2.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งเสริมเทคโนโลยีการสกัด เพิ่มมูลค่ากลุ่มสุขภาพและความงาม เชื่อมโยงความต้องการด้วยโครงการ SAI (Smart Agriculture Industry) 3.การบริหารจัดการน้ำและการนำวัสดุเหลือใช้ภาคการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ในแนวทาง Circular Economy และ 4.การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตร โดยกำหนดมาตรฐานการปลูกสวนพืชเศรษฐกิจให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมการใช้ Bio control, bio fertilization กำหนดมาตรฐานการปลูกไม้พื้นเมืองดูดซับคาร์บอน

‘ไชยา’ขับเคลื่อนหม่อนไหม ดันเป็นSoftPowerระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777878

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายกรมหม่อนไหม และเปิดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโครงการของกรมหม่อนไหม ปีงบประมาณ 2567 ที่โรงแรมแคนทารี โฮเทล โคราช จ.นครราชสีมา พร้อมทั้งมอบนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนงานตั้งแต่การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น การต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนวิชาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและกระบวนการทอผ้าไหมให้เป็นหลักสูตรในโรงเรียน การส่งเสริมให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ออกแบบผลิตภัณฑ์และลวดลายผ้าไหม รวมถึงออกแบบชุดผ้าไหมให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ แสดงงานแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศผลักดันเป็น Soft Power

นอกจากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้เปิดงาน “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบประชาชนและผู้ทอผ้าไหมปักธงชัย” พร้อมทั้งเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์หม่อนไหมและผ้าไหม อ.ปักธงชัย ที่ศูนย์ไหมนครชัยบุรินทร์ อ.ปักธงชัย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน 28 กลุ่ม รวมทั้งมีการผลิตผ้าไหมทั้งสิ้นประมาณ 194,202 เมตรต่อปี และสามารถผลิตผ้าไหมที่ผ่านการรับรองตรานกยูงพระราชทาน ปีละ 32,282 เมตร โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการผลิตผ้าไหม อ.ปักธงชัย ยกระดับมาตรฐานสู่สากลต่อไป

สทนช.สร้างความมั่นคงEEC หนุนโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777879

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า ได้สูบผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำป่าสักผ่านทางคลองพระองค์ไชยานุชิตไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี โดยใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก ในปีนี้สามารถสูบผันน้ำเต็มศักยภาพได้ปริมาณมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการบูรณาการร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก และคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ให้ดำเนินการตามแผน เริ่มผันน้ำตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม–30 พฤศจิกายน 2566 มีการลงพื้นที่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถขยายระยะเวลาการสูบผันน้ำสิ้นสุดในวันที่ 15 ธันวาคม 2566

สำหรับปริมาณน้ำที่สูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตมากักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำบางพระในปี 2566 มีปริมาณทั้งหมด 64.69 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นช่วงแรกตั้งแต่ที่ 8 กรกฎาคม–30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 58.25 ล้าน ลบ.ม. ที่เหลือเป็นปริมาณน้ำที่สูบผันน้ำในช่วงที่ขยายระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธันวาคม 2566 ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการ CSR และประชาชนในพื้นที่คลองพระองค์ไชยานุชิตได้กำหนดสูบผันน้ำในอัตราประมาณ 500,000 ลบ.ม.ต่อวัน และจะหยุดสูบเมื่อระดับน้ำหน้าสถานีสูบพระองค์ฯ อยู่ที่ +0.20 ม.รทก.ค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัมต่อลิตร และการบริหารจัดการน้ำผ่าน ปตร.บึงฝรั่ง ไม่น้อยกว่า 10 ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันเพื่อขยายกรอบเวลาการสูบผันน้ำเพิ่มเติมหากมีปริมาณน้ำเพียงพอ และอยู่ในเงื่อนไขไม่กระทบต่อการใช้น้ำของเกษตรกรต้นทาง

“สถิติการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ ที่ผ่านมาในปี 2558 สูบผันน้ำได้ 26.68 ล้าน ลบ.ม.ปี 2559 สูบผันน้ำได้ 62.12 ล้าน ลบ.ม.ปี 2560 สูบผันน้ำได้ 16.55 ล้าน ลบ.ม.ปี 2561 สูบผันน้ำได้ 38.19 ล้าน ลบ.ม.ปี 2562 สูบผันน้ำได้ 46.66 ล้าน ลบ.ม.ปี 2563 สูบผันน้ำได้ 42.17 ล้าน ลบ.ม. ปี 2564 สูบผันน้ำได้ 15.13 ล้าน ลบ.ม.ปี 2565 สูบผันน้ำได้ 15.84 ล้าน ลบ.ม.และปี 2566 สามารถสูบผันน้ำได้ถึง 64.69 ล้าน ลบ.ม.มากที่สุด โดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพื้นที่ต้นน้ำ” ดร.สุรสีห์ กล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า นอกจากการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต ยังสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง มายังอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งในปี 2566 สามารถสูบน้ำได้รวม 24.85 ล้าน ลบ.ม.อย่างไรก็ดี เมื่อสูบผันน้ำมาเก็บไว้แล้วจะมีการจัดสรรน้ำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ควบคู่ไปด้วย ทำให้อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำ 88 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 75% เมื่อรวมกับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ EEC เขต จ.ชลบุรี และระยอง ทั้งหมด 11 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 632.54 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 84.50%
ของความจุเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2567 อย่างแน่นอน

รมว.เกษตรฯตรวจสินค้าด่านสิงขร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777660

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และแนวทางแก้ปัญหาด้านการเกษตร จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รอง ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่อาคารด่านพรมแดนสิงขร ต.ตลองวาฬอ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าการนำเข้าส่งออกสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำผ่านจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขรซึ่งเป็นด่านชายแดนไทย-เมียนมา ได้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเพื่อป้องกันปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย โดยเล็งเห็นศักยภาพของจุดผ่อนปรนพิเศษแห่งนี้ จึงเตรียมผลักดันให้เป็นด่านถาวรในอนาคต

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า สาเหตุที่มีการนำเข้าสินค้าประมงในปริมาณสูง เนื่องจากทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศเมียนมา มีปริมาณสูง และสัตว์น้ำบางชนิดในประเทศไทย มีไม่เพียงพอกับความต้องการ รวมถึงการผ่านช่องทางด่านสิงขร เป็นพื้นที่อยู่ใกล้แหล่งทำการประมงของเมียนมา อีกทั้งการขนส่งทางเรือปกติจะเข้าทาง จ.ระนอง มีการขนส่งที่หลายขั้นตอน ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการที่นำเข้าในพื้นที่ จ.ระนอง ได้ขออนุญาตนำเข้าที่ด่านสิงขร เป็นการขนส่งทางบกที่สะดวกกว่า รวมถึงการตรวจสอบสินค้าของเจ้าหน้าที่ด่านสิงขร (โดยเฉพาะด่านตรวจประมง) ยังไม่เข้มงวดเท่าที่ควร เนื่องจากปัญหาบุคลาการน้อยและข้อจำกัดของพื้นที่ อย่างไรก็ดี แนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้นได้มีการเสนอให้กรมประมง วางมาตรการในการเปิดตรวจสินค้าของด่านฯ ชายแดน ให้เข้มงวดรัดกุมและมีมาตรฐานเดียวกันทุกด่าน ตลอดจนควรมีสถานที่เปิดตรวจสินค้าที่อำนวยความสะดวกในการขนถ่าย และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมายอย่างเต็มที่เนื่องจากปัจจุบันเปิดตรวจบริเวณ No man’s Land ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจตามหน้าที่ที่จะบังคับใช้กฎหมาย หากเจอสินค้าต้องห้ามหรือไม่ได้ขออนุญาต เพียงแต่ให้ผู้ประกอบการนำกลับฝั่งเมียนมา

ปลัดฯชวนเที่ยวริมกว๊านฯ ส่งเสริม-เผยแพร่สินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777661

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังแถลงข่าวจัดงาน “มหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยาที่ริมกว๊านพะเยา” ภายใต้แนวคิด“อิ่มไอหนาว แอ่วม่วนลำ @ กว๊านพะเยา”ร่วมกับนายบำรุง สังข์ขาว รอง ผวจ.พะเยา รักษาการแทน ผวจ.พะเยา และผู้เกี่ยวข้อง ว่าการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ในการส่งเสริมการเกษตรระดับพื้นที่ให้ครบทั้งระบบการผลิตสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เผยแพร่ความรู้นวัตกรรมด้านการผลิต การตลาด ทั้งพืชสัตว์ และประมง เชื่อมโยงการจัดกิจกรรมทางภาคการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีจุดแข็งในสินค้าอัตลักษณ์ GI สร้างโอกาสอันดีในการเผยแพร่ความรู้ นวัตกรรมด้านการผลิต การตลาด ทั้งด้านพืช ประมงและปศุสัตว์ เชื่อมโยงการจัดกิจกรรมทางการเกษตรในระดับภูมิภาคสร้างงานเกษตร ขยายแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดเตรียมการแสดงนิทรรศการต่างๆ จากทุกหน่วยงานในสังกัด รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าเกษตร และบริการต่างๆ ตลอดระยะเวลา 10 วัน 10 คืน ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2567 ที่ริมกว๊านพะเยา รวม 12 บูธ ประกอบด้วย1.ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ให้บริการด้านการเกษตรจากแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 2.ธุรกิจเกษตร จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ การค้าออนไลน์ และธุรกิจสมัยใหม่ 3.นวัตกรรมเกษตรทันสมัย ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร แนะนำนวัตกรรมพืชพันธุ์ดี แนวคิด BCG Model การใช้สารชีวภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุ ทางการเกษตร และนวัตกรรมเครื่องจักรกลเกษตร 4.ฝึกปฏิบัติเรียนรู้ด้านการเกษตร สอนให้คิดเป็น ทำได้ ผลิตได้ขายได้ 5.ตำนานกว๊านพะเยา 6.การบริหารจัดการน้ำ ด้านชลประทาน 7.โต้งนาคำ กินข้าวหอมมะลิไทย ส่งเสริมศูนย์ข้าวชุมชน 8.งานประกวดแสดงสินค้าเกษตรสวยงาม 9.ฝนหลวง 10.สล่าศิลป์ 11.โครงการพระราชดำริ และ 12.จำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าอัตลักษณ์ ผลผลิตสดหรือแปรรูป อาหารพร้อมรับประทานที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ได้รับมาตรฐานซุ้มบริการเครื่องดื่ม และเวทีดนตรีสด

“การจัดงานมหกรรมการเกษตรฯ ครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนเห็นผลงานด้านเกษตร สร้างการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการภาคการท่องเที่ยวและภาคเกษตรของ จ.พะเยา และระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้น รวมทั้งพี่น้องเกษตรกรและประชาชนได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน การเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติ โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และการบริการเกษตรสมัยใหม่ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์” นายประยูร กล่าว